หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บรรยายสาธารณะ ปีที่ ๑ : อัตลักษณ์วัฒนธรรมทางพุทธศาสนาจากวัดไทยในตุมปัต
บทความโดย ใหม่มณี รักษาพรมราช
เรียบเรียงเมื่อ 6 ก.พ. 2559, 09:46 น.
เข้าชมแล้ว 8071 ครั้ง

ตุมปัต-ตากใบ สายใยสองแผ่นดิน

 

อาจารย์นิพนธ์ ทิพย์ศรีนิมิต เป็นอาจารย์ประจำอยู่ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยทักษิณ   เคยเป็นนิสิตปริญญาเอก สาขาวิชาไทศึกษา    มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ศึกษาวิจัย  เรื่อง ‘ตัวตนทางวัฒนธรรมของคนไทยในรัฐตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย’    ซึ่งอาศัยอยู่ในท้องที่บ้านปลายระไม ตำบลปาดังเกอร์เบา อำเภอเปินดัง รัฐเคดาห์(ไทรบุรี) และคนไทยในท้องที่บ้านบ่อเสม็ด ตำบลเตอเบาะ อำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย 

 

 

หากกล่าวถึงคนไทยในมาเลเซีย น้อยคนจะรู้ว่ามีคนไทยกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในมาเลเซียมานานแล้ว หรือแม้แต่คนปักษ์ใต้เองก็ยังไม่รู้ คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าคนไทยที่อยู่ในมาเลเซียเป็นพวกที่ทำงานแบบไปเช้าเย็นกลับ หรืออาศัยอยู่มาเลเซียเพื่อทำงานเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วที่มาเลเซียมีคนไทยอาศัยเป็นมาตุภูมิเจ็ดถึงแปดชั่วคน หรือประมาณกว่า๔๐๐ปีมาแล้วซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่กระจุกตัวกันมากบริเวณตอนเหนือของมาเลเซีย

 

ในประวัติศาสตร์ดินแดนตอนเหนือของมาเลเซียที่คนไทยอาศัยอยู่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นต่อชาติอื่นๆบ่อยครั้ง ซึ่ง ๔๐๐กว่าปีที่ผ่านมาถูกปกครองโดยสยามตลอด แต่เมื่อลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกรุกล้ำเข้ามา พื้นที่ดังกล่าวได้ถูกแบ่งแยกให้เป็นของอังกฤษในปี ๒๔๕๒ และเมื่อญี่ปุ่นเข้ามาช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไทยได้ประกาศร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ดังนั้นญี่ปุ่นจึงยกดินแดนนี้ให้ไทยปกครองอีกครั้ง และหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่๒ ญี่ปุ่นแพ้ ดินแดนดังกล่าวก็ถูกยกกลับไปให้อังกฤษอีกที กระทั่งในท้ายที่สุดอังกฤษยกให้มาลายารวมเป็นประเทศในวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๐ รวมอายุประเทศมาเลเซียกระทั่งปัจจุบันเพียง ๕๕ ปีเท่านั้น

 

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ มาเลเซียตั้งประเทศและออกกฎหมายว่าใครก็ตามที่เป็นคนมาลายู นับถือศาสนาอิสลาม พูดภาษามาลายูจะได้เป็น “ภูมิบุตรา” คือ ลูกของแผ่นดิน ซึ่งจะมีสิทธิ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแม้คนไทยจะเป็นพุทธ แต่คนมลายูล้วนต่างเกรงใจเพราะคนไทยอาศัยอยู่ในพื้นที่มานาน ดังนั้นจึงมีสิทธิเกือบเทียบเท่าภูมิบุตรา เช่น คนไทยมีสิทธิซื้อที่ดิน มีที่ดินเป็นของตนเอง สามารถซื้อที่ดินของอินเดียได้ แต่ซื้อของมาลายูไม่ได้ ในขณะที่ชาวมาลายูสามารถซื้อที่ดินได้หมดแต่ห้ามขายที่ดิน ซึ่งเป็นกฎหมายที่คุ้มครองคนมาลายูเอง เพราะถ้าไม่มีกฎหมายข้อนี้รัฐเกรงว่าคนจีนที่มีกำลังทางทุนทรัพย์จะหาซื้อจับจองที่ดินไปหมด ดังนั้นที่ดินของชาวมาลายูจึงทำได้เพียงให้คนไทย คนจีน เช่าได้เท่านั้น

 

หากเรียงลำดับขั้นอภิสิทธิชนในมาเลเซีย ชาวมาลายูถือได้ว่าเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง ในขณะที่ไทยเป็นพลเมืองชั้นสอง ส่วนชาวจีนและอินเดียเป็นพลเมืองชั้นสาม เพราะคนเหล่านี้ไม่มีสิทธิซื้อที่ดินของคนไทยและมาลายู แต่มีสิทธิซื้อที่ดินของรัฐจัดให้ได้เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นที่ดินที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร

 

คนไทยส่วนใหญ่โดยมากอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย เช่น เคดาห์ กลันตัน ปะลิส เประ ตรังกานู ซึ่งในความเป็นจริงแล้วดินแดนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นตรงกับสยามเฉพาะสมัยกรุงธนบุรีเท่านั้น แต่ได้อยู่ในอาณัติของอาณาจักรสยามมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว แต่ด้วยความห่างไกลของพื้นที่มาก เมืองเหล่านี้จึงมีหน้าที่เพียงส่งบรรณาการให้ส่วนกลาง ซึ่งถ้าช่วงไหนส่วนกลางอ่อนแอก็จะเกิดการแข็งเมืองเป็นระยะๆ พอสมัยอยุธยาเข้มแข็งเข้ามาดูแลเมืองเหล่านี้ก็ขึ้นตรงต่อ แต่เมื่ออ่อนแอก็แยกตัวออกไป กระทั่งสมัยธนบุรีได้เข้ามาปราบปรามให้ขึ้นต่ออีกครั้ง

 

คนไทยที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียได้กระจายตัวในหลายพื้นที่ คือ ในรัฐเคดาห์มีคนไทยประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน รัฐกลันตันประมาณ ๒๕,๐๐๐ คน รัฐปะลิสที่ติดกับจังหวัดสตูลมีอยู่ประมาณ ๖,๐๐๐ คน เมืองเประมีประมาณ ๕,๐๐๐ คน ในตรังกานูประมาณ ๕๐๐ คน ส่วนที่เหลือก็กระจัดกระจายอยู่ตามกัวลาลัมเปอร์ ยะโฮ อีกจำนวนเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย

 

 

แผนที่ประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย

 

หากดูจากแผนที่ของมาเลเซียจะมีดินแดน ๒ ช่วงไม่ได้ติดกันเป็นพืด ด้านหนึ่งติดกับประเทศไทยที่รู้จักกันดี คือ อลอร์สตาร์ เคดาห์ โกตาบารู กรันตัน ถัดมาอีกด้านมาเลเซียจะติดกับทะเลจีนใต้ คือ ซาราวัก ซาบาห์ ซึ่งพื้นที่รัฐตอนเหนือของมาเลเซียที่ติดกับชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยคนในพื้นที่สามารถข้ามไปมาได้สะดวก ไม่ว่าจากสตูลข้ามไปเป็นปะลิส จากสงขลาข้ามเป็นเคดาห์ จากเบตงข้ามไปฝั่งเป็นเประ หรือตรงสุไหงโกลกข้ามไปรัฐกลันตัน

 

ถึงแม้จะมีแบ่งเขตแดนประเทศ แต่คนที่อาศัยอยู่บริเวณนี้กลับรู้สึกว่าเป็นพื้นที่เดียวกัน การข้ามไปฝั่งโน้นฝั่งนี้ล้วนเจอคนแขก จีน ไทย เหมือนๆ กัน เช่น บ้านดุเรียนเป็นบ้านแขก ถัดมาเป็นหมู่บ้านคนไทยแล้ว แต่เป็นที่น่าสนใจว่ามีการตั้งโรงเรียนอนุบาลขึ้นในเขตของคนไทย ทำให้เด็กจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีโอกาสได้มาเรียนรวมกันมาตั้งแต่เด็ก แม้จะแตกต่างกันแต่โรงเรียนกลับทำให้เด็กมีความผูกพันกัน และที่สำคัญคือการได้ทักษะทางภาษาที่หลากหลาย เพราะการรู้ภาษามากขึ้นยิ่งเอื้อประโยชน์ด้านการศึกษาและการทำงานให้ไปไวกว่าไทยเรามากกว่า

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า “มุมมองของไทยจะมองความหลายหลายทางวัฒนธรรมเป็นปัญหา ต้องทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในขณะที่มาเลเซียกลับมองว่าความหลายหลายทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่น่าพิสมัย”  ซึ่งได้กลายเป็นจุดขายในการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวในปัจจุบัน โดยที่มาเลเซียมีความหลากหลายในชาติพันธุ์ทั้งอินเดีย จีน มาลายู ไทย สิงหล ลังกา และชนพื้นเมืองอื่นๆเต็มไปหมด

 

ครั้งนี้อาจารย์นิพนธ์ได้เลือกหยิบเอารัฐกลันตัน มาเป็นตัวอย่างในการอธิบายอัตลักษณ์ความเป็นไทยในมาเลเซียเป็นหลัก เนื่องจากเป็นรัฐที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากพอสมควร แม้จะน้อยกว่ารัฐเคดาห์ แต่รัฐกลันตันก็มีอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่โดดเด่น และแตกต่างออกไปในบางด้านกล่าวคือ

 

คนไทยส่วนใหญ่ในพื้นที่พูดภาษาไทยเหมือนบ้านเรา ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนคนไทยในพื้นที่นี้ฟังภาษาไทยกลางแบบกรุงเทพไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ฟังเข้าใจและพูดได้ เพราะมีโอกาสได้ดูทีวีไทย ต้องยอมรับว่าทีวีไทยมีส่วนช่วยในการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทยของคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก

 

แต่อาจารย์นิพนธ์ตั้งข้อสังเกตว่า “รัฐกลันตันมีภาษาไทยไม่เหมือนรัฐอื่น เพราะรัฐอื่นจะเป็นภาษาไทยสำเนียงปักต์ใต้ เช่น ในรัฐเคดาห์เป็นสำเนียงการพูดแบบนครศรีธรรมราช แต่ภาษาไทยในกลันตันจะไม่ใช่แบบปักต์ใต้ ไม่ใช่แบบกรุงเทพ แต่เหน่อออกไป คำเรียกสิ่งของต่างๆ ยังเป็นคำราชาศัพท์อยู่ เช่น หมวกเรียกมาลา กางเกงเรียกสนับเพลา รองเท้าเรียกบาท เป็นต้น และลักษณะการเรียงประโยคไม่เหมือนเรา เช่น ออกเสียงว่า อะ-ไร-ชือ แปลว่า ชื่ออะไร  แต่จากการศึกษาประวัติศาสตร์มีความเป็นไปได้ว่ามีการผสมความเป็นปักต์ใต้เข้ากับสุโขทัย เชียงใหม่ และสุพรรณบุรี เพราะในประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ ๒ ดินแดนแถบนี้แข็งเมือง จึงต้องส่งกองทัพมาปราบและได้กวาดต้อนคนในรัฐกลันตันไปไว้ที่กรุงเทพ เพชรบุรี และ เชียงใหม่ แล้วนำพาคนในพื้นที่มาไว้ที่รัฐกลันตัน จึงทำให้สำเนียงภาษาในพื้นที่มีลักษณะที่แปลกแตกต่างออกไป

 

ด้านศาสนาคนไทยในรัฐกลันตันยอมรับนับถือพุทธศาสนาตามบรรพบุรุษ และปฏิบัติธรรมเหมือนประเทศไทยทุกประการ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้วัดที่เป็นศูนย์กลางทางความเชื่อของชุมชนมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นหากศึกษารูปแบบของวัดไทยในรัฐกลันตันปัจจุบัน พบว่าแบ่งออกได้ ๓ ประเภท คือ

 

พระพุทธลีลามหามงคล(หลวงพ่อสระทอง) วัดพิกุลทอง

วัดชลประชุมธาตุชนาราม บ้านใน ตำบลบารางัน อำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน 

     

ประเภทแรก เป็นวัดที่ไม่รับความช่วยเหลือจากชาติพันธุ์อื่นในการสร้างและทำนุบำรุงวัด ค่อนข้างเคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม ใช้วัดเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม และเป็นที่พึ่งของคนส่วนใหญ่ สถาปัตยกรรมที่แสดงออกมามักเป็นแบบไทยๆ เช่น วัดพิกุลทองวราราม วัดชลประชุมธาตุชนาราม วัดใหม่สุวรรณคีรี ที่ถึงแม้จะมีความยิ่งใหญ่อลังการและสวยงามมากขึ้น แต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นไทยๆไว้อยู่

 

โบสถ์วัดอุตตมาราม บ้านบางแซะ ตำบลรีเป็ก อำเภอปาเสมัส รัฐกลันตัน

 

ประเภทที่สอง คือ วัดที่ปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์มาเป็นแบบผสมผสาน มีหลากหลายทางวัฒนธรรมเข้าไป เช่น วัดอุตตมารามที่มีความเป็นไทยอยู่แต่ยังมีเจดีย์ศิลปะแบบจีนเข้าไปผสมผสาน วัดประชุมธาตุชนารามมีศิลปะของศาสนาพราหมณ์ หรือแม้แต่วัดแจ้งพุทธาวาสเองที่มีรูปปั้นของเซียนต่างๆตามคติจีนเข้าไปอยู่ด้วย แต่ต้องยอมรับว่าถ้าไม่มีคนจีนวัดจะไม่สามารถใหญ่โตได้ขนาดนี้ เพราะคนจีนมีฐานะร่ำรวยกว่าคนไทยจึงเป็นกำลังสำคัญในการอุปถากวัด ดังนั้นการที่คนไทยในมาเลเซียยังคงดำรงอัตลักษณ์อยู่ได้นั้นเพราะการอยู่แบบไม่แข็งไม่อ่อนเกินไปคือ ยึดมั่นในหลักธรรมและข้อปฏิบัติ  พร้อมทั้งมุ่งเน้นค่านิยมทางวัตถุ กลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของไทยแบบพหุสังคม

 

ประเภทที่สาม คือ การยอมรับวัฒนธรรมจากชาติพันธุ์อื่นเข้ามาในวัด และมีการยึดมั่นในหลักธรรมมีน้อยลงกลายเป็นพุทธพาณิชย์ เหลือศิลปะแบบไทยไว้แค่บางส่วน หรือในบางวัดจีนหรือชาติพันธุ์อื่นเข้าไปครอบงำหมดจนไม่เหลือเค้าโครงของวัดไทยอยู่เลย ซึ่งวัดประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นการทำลายอัตลักษณ์ความเป็นไทยในด้านพุทธศาสนาที่เลวร้ายที่สุด

 

อย่างไรก็ตามวัดทั้งสามประเภทที่มีอยู่ในรัฐกลันตัน ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างของเครือข่ายวัดไทยที่เติบโตในรัฐกลันตัน จากแต่เดิมที่มีเฉพาะกลุ่มคนไทยเท่านั้น ปัจจุบันได้เริ่มมีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน และเชื้อสายอินเดียเข้ามาร่วมอยู่ในเครือข่ายวัดไทยด้วย ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศรัทธาและการหลอมรวมจิตใจของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งเป็นมิตรที่ดีต่อกันทั้งในกลุ่มของตนเองและกลุ่มเพื่อนบ้าน  รวมทั้งยังช่วยวัดไทยในมาเลเซียดำรงอยู่เป็นศูนย์กลางพื้นที่ทางวัฒนธรรมในหมู่บ้านคนไทยจนถึงปัจจุบัน

 

ยกตัวอย่างกรณีของบ้านบ่อเสม็ด ตำบลเตอรือเบาะ อำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่ยังรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทยไว้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แม้จะมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปตามยุคสมัยบ้าง แต่อัตลักษณ์ทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อของชาวบ้านบ่อเสม็ดยังคงรักษาไว้อย่างเข้มแข็ง

 

แผนที่แสดงตำบลต่างๆในอำเภอตุมปัต

จากแผนที่พบว่าอำเภอตุมปัต มีทั้งหมด ๖ ตำบล เป็นชุมชนที่มีความหลากหลาย แต่ก็เป็นพื้นที่ที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากพอสมควร เมื่อดูจากชื่อเรียกหมู่บ้านยังเป็นแบบไทยๆ อยู่ เช่น บ้านโคกสยา บ่อเสม็ด เขาดิม บางหญ้ง บ้านใน ฯลฯ แต่ถ้าข้ามมาอีกฝั่งมักมีชื่อแปลกๆ เช่น บ้านชีเมระ อาเระห์ เป็นต้น โดยบ้านบ่อเสม็ดมีสัญลักษณ์ประจำหมู่บ้าน คือ ต้นตะแบก (TERBAK) เป็นหมู่บ้านที่มีคนไทยอยู่ล้วนๆ โดยมีวัดพิกุลทองวราราม ซึ่งมีอายุประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ปี เป็นศูนย์กลางทางความเชื่อของพื้นที่

 

คนไทยในบ้านบ่อเสม็ดยอมรับนับถือพุทธศาสนาตามบรรพบุรุษและปฏิบัติธรรมเหมือนประเทศไทยทุกประการ ถึงแม้จะเป็นชนกลุ่มน้อยของมาเลเซียแต่การนับถือในพุทธศาสนามีความเคร่งครัดมาก เช่น พระสงฆ์ทุกรูปต้องทำงานหนักเพราะนอกเหนือจากปฏิบัติธรรมแล้ว ยังทำหน้าที่ในการสอนหนังสือด้วย และพ่อแม่มักส่งลูกไปเรียนที่วัดตั้งแต่ ๔ ขวบ ถึง ๑๒ ขวบ โดยวัดจะเปิดสอนถึงแค่ปอสี่เท่านั้น ซึ่งเป็นการเรียนเพียงเพื่อให้อ่านออกเขียนได้ ดังนั้นคนที่นี่จะเน้นศึกษาธรรมะค่อนข้างลึกมากกว่า อย่างเด็กบางคนที่เรียนแค่ ป.๑ หรือ ป.๒ สามารถสอบนักธรรมเอก นักธรรมโท นักธรรมตรีได้แล้ว

   

นักเรียนไทยบ้านบ่อเสม็ดฟังคำสอนจากพระอาจารย์

ก่อนเดินทางไปร่วมสัมมนากับนักเรียนไทยในรัฐอื่นๆ

พระบรมฉายาลักษณ์ที่มีอยู่แทบทุกบ้านของคนไทยในมาเลเซีย

ต้องยอมรับว่าคนไทยในมาเลเซียค่อนข้างปฏิบัติธรรมเข้มแข็งและดีกว่าเรามาก แต่ยังมีปัญหา คือ จำนวนของพระสงฆ์มีไม่มาก นานๆ จะมีพระจากเมืองไทยไปจำพรรษาในพื้นที่และช่วยสอนหนังสือให้เด็กๆ แต่ถ้าปีไหนพระน้อยสอนเด็กไม่พอพวกเขาจะปรับตัวด้วยการใช้ระบบเครือข่ายทางสังคมแก้ปัญหา โดยให้คนที่มีความรู้แล้วมาช่วยสอน เช่น การให้พี่ช่วยสอนน้อง ผู้ใหญ่สอนเด็ก เป็นต้น ดังนั้นการที่พุทธศาสนาคงอยู่ได้ในพื้นที่ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างเครือข่ายทางสังคมเหล่านี้

 

ต้องยอมรับว่าคนไทยในมาเลเซียค่อนข้างปฏิบัติธรรมเข้มแข็งและดีกว่าเรามาก แต่ยังมีปัญหา คือ จำนวนของพระสงฆ์มีไม่มาก นานๆ จะมีพระจากเมืองไทยไปจำพรรษาในพื้นที่และช่วยสอนหนังสือให้เด็กๆ แต่ถ้าปีไหนพระน้อยสอนเด็กไม่พอพวกเขาจะปรับตัวด้วยการใช้ระบบเครือข่ายทางสังคมแก้ปัญหา โดยให้คนที่มีความรู้แล้วมาช่วยสอน เช่น การให้พี่ช่วยสอนน้อง ผู้ใหญ่สอนเด็ก เป็นต้น ดังนั้นการที่พุทธศาสนาคงอยู่ได้ในพื้นที่ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างเครือข่ายทางสังคมเหล่านี้

 

เยาวชนไทยบ้านบ่อเสม็ด อำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน

นอกจากศรัทธาในพุทธศาสนาที่มีลดหลั่นกันไปแล้ว คนในบ้านบ่อเสม็ดยังเคารพในตัวกษัตริย์ไทยอีกเช่นกัน ดังเห็นได้จากทุกบ้านมักพบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี และรัชกาลที่๕ ติดไว้ จากการสอบถามชาวบ้านบ่อเสม็ดของอาจารย์นิพนธ์ว่าติดไว้เพื่ออะไรก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “เพราะพวกเราคือคนไทย”

 

 กรณีด้านการศึกษาพบว่าวัดเป็นแหล่งในการเรียนรู้ที่สำคัญ ตำราส่วนใหญ่เอามาจากคนไทย แต่ก็มีหลักสูตรภาษาอังกฤษเข้ามาช่วยสอนด้วย เด็กเหล่านี้นอกจากเรียนภาษาไทยแล้ว ยังมีการสอบนักธรรมด้วย ซึ่งเป็นข้อสอบที่ส่งมาจากประเทศไทย นอกจากนี้ในช่วงทศวรรษ ๒๕๐๐ได้มีครูสอนภาษาไทยเดินทางไปสอนหนังสือให้เด็กไทยที่กลันตันแล้ว ซึ่งถ้ามองย้อนสังคมของบ้านบ่อเสม็ดไปสี่สิบถึงห้าสิบปีส่วนใหญ่เรียนจบแค่ป.๔ เท่านั้น

 

แต่วัยรุ่นในปัจจุบันมีการศึกษาสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มนักซิ่งมอเตอร์ไซค์ที่เรียนจบด้านพาณิชย์มา แต่ที่หมู่บ้านมีเพียงอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวนผลไม้ ทำให้วัยรุ่นเหล่านี้ต้องเดินทางไปทำงานที่โกตาบารู ซึ่งไกลออกไปจากหมู่บ้านประมาณ๓๐-๔๐ กิโลเมตร รถมอเตอร์ไซด์จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงาน และเมื่อช่วงเย็นหลังกลับจากทำงาน วัยรุ่นเหล่านี้จึงมารวมกลุ่มกันขับรถมอเตอร์ไซค์ในตอนเย็น กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เข้าไปในพื้นที่

 

ในส่วนของวิถีการดำเนินชีวิตของคนชาวบ้าน เมื่อก่อนมักทำนา แต่เมื่อรัฐบาลเข้าไปตัดเส้นทางใหม่ที่ฝั่งทะเลจีนใต้ ทำให้น้ำเปลี่ยนทิศทาง บางที่ไม่มีน้ำ บางที่น้ำท่วมขัง คนไทยจึงปรับเปลี่ยนวิถีอาชีพมาปลูกผักแทน เพราะใช้น้ำน้อยและใช้แรงงานน้อยกว่าการทำนา เพราะถ้าครอบครัวหนึ่งมีแค่สองสามคนจะสู้การปลูกผักไม่ได้  ทั้งยังมีคนเข้ามารับซื้อถึงหมู่บ้านมีรายได้ตลอดทั้งปี ดังนั้นที่หมู่บ้านบ่อเสม็ดจึงถือได้ว่าเป็น “ดงผักของกลันตัน” เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีอาชีพสมัยใหม่เข้ามาในหมู่บ้านบ้าง เช่น อาชีพนวดแผนโบราณ การค้าขายเล็กๆน้อย การถีบสามล้อ หรือไม่ก็ออกไปทำงานด้านพาณิชย์ในต่างพื้นที่

 

ปลูกผักขาย อาชีพใหม่ของคนไทยบ้านบ่อเสม็ด รัฐกลันตัน

 

ด้านวัฒนธรรมและประเพณีของคนในพื้นที่มักเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เช่น วันมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา การทอดกฐิน เข้าพรรษา ออกพรรษา ลอยกระทง สงกรานต์ การแต่งงาน เป็นต้น ซึ่งพิธีกรรมที่น่าสนใจ คือ งานศพ ถ้าตายแบบธรรมดาคนไทยจะเอาไว้ที่บ้าน แต่ศพที่ตายเพราะอุบัติเหตุจะนำไปไว้ที่วัด ซึ่งงานศพเป็นประเพณีหนึ่งที่แสดงถึงการร่วมไม้ร่วมมือของคนในพื้นที่อย่างชัดเจน ทุกคนต้องมาช่วยกันเพราะถ้าใครไม่ไปช่วยเพื่อนบ้าน เวลามีคนตายในบ้านเราเองก็จะไม่มีใครมาช่วยเช่นกัน

 

สำหรับคนมาเลเซียเชื้อสายไทย ผู้ชายทุกคนต้องบวชถ้าไม่บวชจะไม่สามารถขอลูกสาวใครแต่งงานได้ ซึ่งการจะพิสูจน์ว่าได้บวชหรือยังดูได้จากบัตรประชาชนเพราะจะแสดงสถานะไว้ด้วย นอกจากนี้ค่านิยมในการแต่งงานของคนไทยในมาเลเซียส่วนใหญ่มักสอนลูกว่า “ลูกจะแต่งงานกับใครก็ได้ กับจีน อินเดีย คนพื้นเมือง หรือฝรั่ง ก็ได้ขออย่างเดียวอย่าแต่งกับแขก” ซึ่งมีในบทคำสอนว่า “แต่งงานกับแขกแยกแม่แยกลูก” เพราะถ้าแต่งงานกับแขกต้องเปลี่ยนเป็นมุสลิม ต้องไปอยู่บ้านคนมุสลิม จะกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ก็ลำบาก เพราะเขาไม่ไว้วางใจว่าพ่อแม่เราจะให้กินอะไร ทำให้พบกับพ่อแม่ได้ลำบาก นอกจากนี้ยังต้องเปลี่ยนชื่อเป็นมุสลิม แต่ที่ร้ายที่สุด คือ ต้องอยู่ถึง ๖ ปีถึงจะได้เป็นพลเมืองมาลายู และแย่กว่านั้นคือเปลี่ยนศาสนากลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ดังนั้นการแต่งงานระหว่างคนไทยกับมุสลิมจึงเป็นเรื่องที่คนไทยมักไม่สนับสนุนนัก

 

ทอดกฐินที่วัดพิกุลทอง ปี ๒๕๔๖

งานบวชที่วัดพิกุลทอง

งานหมั้นคนไทยในกลันตัน

 

จากตัวอย่างบ้านบ่อเสม็ดที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าวิถีชุมชนยังคงดำเนินตามแบบจารีตมากพอสมควรไม่ว่าจะเป็นการยึดมั่นในพุทธศาสนา ปฏิบัติตามกรอบประเพณีไทย ใช้วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน ฯลฯ แม้ว่าจะมีกระแสความเป็นสมัยใหม่เข้าไปสู่หมู่บ้านบ้างแล้วก็ตาม

 

แต่ต้องยอมรับว่าการที่คนไทยในรัฐกลันตันยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางพุทธศาสนาได้เข้มแข็งมากกว่ารัฐอื่นนั้น นอกจากความยึดมั่นของชาวท้องถิ่นเองแล้ว ปัจจัยสำคัญหนึ่งก็มาจากความเข้มงวดทางการเมือง เนื่องจากรัฐธรรมนูญในการปกครองของมาเลเซียนั้น มี ๒ ฉบับ คือ รัฐบาลมี ๑ ฉบับ และในแต่ละรัฐมีเป็นของตัวเองคนละ ๑ ฉบับ ซึ่งกฎหมายของรัฐกลันตันจะเข้มงวดเรื่องมุสลิมมาก เช่น คนไทยในรัฐกลันตันจะแสดงการละเล่น หรือร้องรำทำเพลงอะไร จะต้องถูกตรวจสอบและเก็บค่าแสดงรายหัว ประกอบกับรัฐกลันตันฐานเสียงส่วนใหญ่อยู่พรรคฝ่ายค้าน จึงทำให้สิทธิต่างๆได้ไม่เท่ากับรัฐเคดาห์ ไทรบุรี ซึ่งเป็นฐานเสียงพรรคอัมโน(UMNO) ของมหาเธร์ โมฮัมมัด

 

ดังนั้นคนในรัฐกลันตันจึงไม่ค่อยร้องรำทำเพลงมากนัก ตรงข้ามกับคนไทยในรัฐเคดาห์ที่มีความโดดเด่นด้านการแสดงมาก เพราะกฎหมายรัฐไม่เข้มงวดทำให้พวกเขาอยู่กันแบบสบายๆ ไม่กระตือรือร้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนไทยในฝั่งเคดาห์ไม่เข้าวัดไปด้วยหากไม่มีประเพณีสำคัญจริงๆ และแม้รัฐกลันตันจะมีกรอบระเบียบมาก โดยเฉพาะนโยบายทางศาสนาอิสลามที่เข้มงวด แต่ยังเป็นผลให้คนไทยในรัฐกลันตันเคร่งครัดในพุทธศาสนามากกว่าคนไทยในรัฐอื่นๆ ของมาเลเซีย

 

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบันได้มีส่วนทำให้อัตลักษณ์บางอย่างของคนไทยในมาเลเซียสูญสลายไปบ้าง แต่ยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า“คนกลุ่มน้อยต้องยอมรับวัฒนธรรมของคนกลุ่มใหญ่ ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของคนกลุ่มใหญ่ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมอัตลักษณ์ของตนเอง”

 

Credit: ภาพจากอาจารย์นิพนธ์ ทิพย์ศรีนิมิตร

 

อ้างอิงเพิ่มเติม

 

คนมาเลย์เชื้อสายไทยในตุมปัดhttp://lek-prapai.org/home/slide.php?id=42

   

DVD บรรยายสาธารณะ: https://www.youtube.com/watch?v=N_wCxEY680g

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สอบถามข้อมูล วิทยานิพนธ์ เรื่อง ‘ตัวตนทางวัฒนธรรมของคนไทยในรัฐตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย’ได้ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยมหาสารคาม http://www.library.msu.ac.th/web/

 

บรรยายสาธารณะ ปีที่ ๑ เรื่อง "อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาจากวัดไทยในตุมปัต" วิทยากรโดยอาจารย์นิพนธ์ ทิพย์ศรีนิมิต มหาวิทยาลัยทักษิณ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๒ ณ ห้องประชุมชั้น ๒ อาคารพัฒนาธุรกิจ โบรกเกอร์ เชิงสะพานวันชาติ

 

 

อัพเดทล่าสุด 11 พ.ค. 2561, 09:46 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.