หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปงานสนทนาเรื่อง “วัฒนธรรมความยากจน และชาวบ้านย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ”
บทความโดย จิราพร แซ่เตียว
เรียบเรียงเมื่อ 4 มิ.ย. 2561, 11:57 น.
เข้าชมแล้ว 1395 ครั้ง

นิทรรศการ "วัฒนธรรมความยากจน และชาวบ้านย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ"

 

 

งานสนทนาเรื่อง "วัฒนธรรมความยากจน และชาวบ้านย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ"

 

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒ มิถุนายน  ที่ผ่านมา  มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดงานสนทนาเรื่อง “วัฒนธรรมความยากจน และชาวบ้านย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ” ณ ศาลา ๑ วัดสมณานัมบริหาร (วัดญวนสะพานขาว) เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในชุมชนย่านเมืองเก่า และเพื่อเป็นเกียรติแก่ รศ.ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ผู้บุกเบิกการศึกษาและการทำงานภาคสนามทางมานุษยวิทยาในสังคมเมืองกรุงเทพมหานคร ณ ตรอกใต้ วัดญวนสะพานขาว ที่ทุกท่านมาร่วมสนทนาในครั้งนี้

 

งานนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ศรีศักร  วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นผู้นำสนทนา  ร่วมด้วย

“ป้าใหญ่” คุณพณิฎา  สกุลธนโสภณ ชาวชุมชนวัดญวณสะพานขาว ผู้มีบทบาทสำคัญในทุกกิจกรรมของชุมชน อีกทั้งเป็นเจ้าของสูตร ‘มะเหง่’ ขนมจีนเส้นญวนสูตรเก่า ที่หาชิมยาก ซึ่งผู้ร่วมสนทนาทุกท่านจะได้ลองลิ้มชิมรส และร่วมพูดคุยถึงความเป็นไปชุมชนในโอกาสนี้

 

 

วิทยากรอีกสองท่านที่ร่วมให้เกียรติพูดคุย ได้แก่

“พี่ทำนุ”  คุณทำนุ เหล็งขยัน ประธานชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน และ

“พี่พลายแก้ว” คุณพลายแก้ว สุวรรณะ ประธานสภาองค์กรชุมชนเขตพระนคร

 

ซึ่งจะมาช่วยฉายภาพ และเสริมมุมมองเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิถีชีวิต และการพัฒนาชุมชนย่านเก่ากรุงเทพฯ

 โดยมี “พี่ปุ๋ย” คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เป็นผู้ดำเนินการสนทนา

 

 

 

การศึกษาประวัติศาสตร์สังคมโดยมีชุมชนเป็นเป้าหมาย

อาจารย์ศรีศักร นำสนทนา โดยเริ่มต้นชวนพวกเราย้อนกลับไปเรียนรู้จากนักมานุษยวิทยาซึ่งถือได้ว่าเป็นรุ่นบุกเบิกของประเทศไทย  เช่น  อาจารย์สุเทพ สุนทรเภสัช  อาจารย์อคิน  รพีพัฒน์ และตัวท่านอาจารย์เอง ซึ่งวิธีการที่เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาทางมานุษยวิทยานั้น คือการลงพื้นที่ภาคสนาม หรือที่อาจารย์ศรีศักรใช้คำว่าการทำ fieldwork โดยใช้ชุมชนเป็นพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้เข้าใจ และเข้าถึงความเป็นมนุษย์ 

 

วิธีการศึกษาภาคสนามในชุมชนกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องต้องระมัดระวัง และไม่ง่ายนัก เพราะนักมานุษยวิทยานั้น เป็นผู้ที่เกิดและโตในวิถีวัฒนธรรมหนึ่ง ซึ่งมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมกับชุมชนที่ตนเองเข้าไปศึกษา

 

ชุมชนถือเป็นพื้นที่ซึ่งคนหลากหลายกลุ่มมาอยู่ร่วมกันหลายรุ่น (generation) จนกระทั่งมีสำนึกร่วมของความเป็นคนกลุ่มเดียวกัน  การศึกษาจำเป็นต้องเข้าใจสิ่งที่เป็นอยู่ขณะที่ลงภาคสนาม รวมถึงต้องศึกษาในเชิงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม  ดังนั้นนักมานุษยวิทยาจึงจำเป็นต้องรู้ว่าในชุมชนมีคนอยู่มากี่โคตรเหง้าเหล่ากอ คนรุ่นเก่าและใหม่ในชุมชนคือใคร  มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อคนแต่ละช่วงอายุอย่างไร ในพื้นที่คนอยู่อาศัยกันอย่างไร พื้นที่ใดเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ พื้นที่สาธารณะ  เป็นต้น การศึกษาสิ่งเหล่านี้เป็นไปเพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างของความเป็นชุมชนนั่นเอง

 

จากการศึกษาของท่านอาจารย์พบว่าชุมชนในชนบทของสังคมไทยมักมีศาสนสถาน เช่น วัด โบสถ์ มัสยิดหรือกุโบร์เป็นศูนย์กลางของชุมชน ซึ่งในอดีตพระมหากษัตริย์จะกัลปนาที่ดิน มีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ที่ดินธรณีสงฆ์นั้นไม่มีการถือกรรมสิทธิ์ แต่จะให้คนในชุมชนอยู่อาศัยและให้อยู่สืบชั่วลูกหลาน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นก่อนจะมีกฎหมายเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน  แต่ปัจจุบันเกิดปัญหาเรื่องวัดถือครองกรรมสิทธิ์ และไล่ที่ชาวบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากคนจน

 

ชุมชนแออัด และวัฒนธรรมความยากจน

สิ่งที่อาจารย์อคินแตกต่างจากอาจารย์สุเทพ และอาจารย์ศรีศักร คือ อาจารย์อคินเลือกศึกษาในพื้นที่ตรอกใต้ วัดญวนสะพานขาว ซึ่งถูกเรียกว่าสลัม ชุมชนแออัดเสื่อมโทรมของกรุงเทพฯ ซึ่งอาจารย์ศรีศักรเห็นว่ามีความยาก และซับซ้อนกว่าการศึกษาชุมชนชนบท งานศึกษาของอาจารย์อคินกล่าวได้ว่าเป็นงานที่สะท้อนประวัติศาสตร์สังคมของกรุงเทพฯ เป็นอย่างดี

 

จากงานศึกษาตรอกใต้ วัดญวนสะพานขาวของอาจารย์อคิน อาจารย์ศรีศักรจึงได้นำเอาแนวคิดวัฒนธรรมความจน (Culture of Poverty) ซึ่งเป็นแนวคิดและการศึกษาทางมานุษยวิทยาที่มาจากการศึกษาชุมชนในนิวยอร์กและเม็กซิโกของออสการ์ ลูวิส (Oscar Lewis) ในค.ศ.๑๙๖๖ มาร่วมอธิบายขยายความ ซึ่งแนวคิดวัฒนธรรมความจนได้กล่าวถึงวิถีชีวิตของคนที่อยู่รวมกันในชุมชนท้องถิ่นในสังคมที่เปลี่ยนผ่านจากสังคมชาวนาที่เป็นเกษตรกรรม (peasant society) มาเป็นสังคมเมืองในยุคอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากการโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คน ที่เคยอยู่กันมานานในท้องถิ่น ต้องละทิ้งอาชีพเดิมทางเกษตรกรรม เข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างตามเมืองและแหล่งอุตสาหกรรม อันเป็นเหตุให้เกิดการพลัดพรากจากครอบครัว และการล่มสลายของชุมชนในท้องถิ่น เมื่อโยกย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นเมืองและแหล่งอุตสาหกรรมแล้วไม่อาจปรับตัวให้ทันกับความเจริญทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและวัฒนธรรมของคนเมืองได้ เกิดภาวะความล้าหลังตามไม่ทันสมัย ก็กลายเป็นกลุ่มคนที่เร่ร่อน สร้างที่อยู่อาศัยตามพื้นที่ต่างๆ ที่ไม่พัฒนาทั้งในเขตเมืองและตามชายขอบที่เป็นปริมณฑล ดังเช่น บรรดานักผังเมือง นักสังคมสงเคราะห์ เรียกว่าพื้นที่แออัดและสกปรกเต็มไปด้วยโรคภัย (slum and blight area) แต่ ออสการ์ ลูวิส แลเห็นว่าเป็นกลุ่มวัฒนธรรมย่อยของสังคมใหญ่ เรียกว่า sub culture ของกลุ่มชนที่มีวิถีชีวิตร่วมกัน  เป็นสังคมหรือชุมชน (community) ในสังคมเมือง (urban society)

 

นอกจากนี้อาจารย์ศรีศักรยังวิเคราะห์วิพากษ์การแก้ปัญหาความยากจนในปัจจุบันอีกว่าเป็นการแก้ปัญหาโดยมองวัฒนธรรมความยากจนเป็นปัจเจก เป็นความยากจนรายบุคคล ซึ่งแตกต่างจากวิถีคนในชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยก่อนที่คนในชุมชนด้วยกันจะมีการดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ต่างคนต่างอยู่ตัวใครตัวมันเช่นทุกวันนี้

 

คุณูปการจากงานศึกษาของอาจารย์อคินสู่โครงการศึกษาสังคมย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ

อาจารย์ศรีศักรกล่าวว่ามูลนิธิฯ ดำเนินโครงการศึกษาสังคมย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งสามารถต่อยอดองค์ความรู้ และดำเนินกิจกรรมร่วมกับคนย่านเก่า และผู้ที่สนใจมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับอานิสงส์จากอาจารย์อคิน ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

 

อาจารย์ยังช่วยสะท้อนภาพว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ขยายตัวมาก เกิดการผสมผสานระหว่างคนกลุ่มเก่าและคนกลุ่มใหม่ เราจะพบเห็นชุมชนเก่าตามตรอก ตามริมน้ำ เมืองถูกขยายออกไปตามคลองเมือง เหล่านี้คือวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งผู้คนมีชีวิตรอดร่วมกัน  ยกตัวอย่างชุมชนเก่าเช่นบ้านบาตร  แต่การพัฒนาในปัจจุบันที่คนภายนอกขาดความรู้ความเข้าใจ ใช้วิธีไล่รื้อ ซึ่งยิ่งทำให้ความเป็นชุมชนล่มสลาย  อย่างไรก็ตามการศึกษาตรอกใต้ วัดญวนสะพานขาว และการทำงานตลอดมาของอาจารย์อคินถือว่าเป็นการเปิดมิติ และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชุมชนเมือง

 

ในส่วนการทำงานของมูลนิธิฯ นั้น ต้องการให้คนในชุมชนหันมาศึกษาและทำความเข้าใจชุมชนตนเอง มูลนิธิฯ จึงเข้าไปทำงานในลักษณะของการกระตุ้นหนุนเสริมให้คนในชุมชนเขียนประวัติศาสตร์สังคมเพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้ร่วมเรียนรู้

 

ชุมชนตรอกใต้ วัดญวนสะพานขาว

ต่อมาคุณวลัยลักษณ์ได้ช่วยฉายภาพให้เห็นพื้นที่วัดญวนสะพานขาวจากแผนที่เก่า ซึ่งในอดีตจะมีคลองโดยรอบ จากคลองลำปักซึ่งต่อเชื่อมไปกับคลองมหานาค และอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มคนญวน คนไหหลำ ช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างปูกระเบื้อง และความเปลี่ยนแปลงต่อมาหลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในชุมชน

 

จากนั้นป้าใหญ่ คุณพณิฎา ในฐานะคนใน ได้เล่าถึงภูมิหลังชีวิตในฐานะภาพตัวแทนส่วนหนึ่งของคนในชุมชนนี้ว่า “สมัยคุณยายของป้าใหญ่ได้อพยพมาจากนครสวรรค์โดยล่องเรือมาส่งผลไม้จากสวน  และจากที่อาศัยในเรืออยู่มานานจนย้ายขึ้นมาอยู่บนบก และพัฒนามาเป็นคนตรอกใต้ จนกระทั่งถึงรุ่นป้าใหญ่ในปัจจุบัน หลังจากไฟไหม้ปี พ.ศ. ๒๕๑๑  คนที่ไม่รู้จะไปไหนก็ซื้อไม้กั้นแนว ปลูกบ้าน เมื่อก่อนอยู่ฟรีไม่เสียเงิน รวมตัวเป็นชุมชนกันใหม่ ทีแรกเป็นคลอง ต่อมาคนปลูกบ้านคร่อมคลองลำปัก”

 

ถึงตรงนี้อาจารย์ศรีศักรช่วยเสริมและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเก็บและรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ความทรงจำ โดยรวบรวมและกลั่นกรองให้เกิดประวัติศาสตร์สังคมเพื่อให้ทุกคนรู้และเข้าใจรากฐานชีวิตของตนเองและชุมชน อาจารย์ให้ความเห็นว่า “ยิ่งกรุงเทพพัฒนาบ้านเมืองไป ยิ่งเปลี่ยนแปลงและไม่รู้รากเหง้าของตนเอง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญมากในปัจจุบัน”

 

วิถีชีวิต และการพัฒนาชุมชนย่านเก่ากรุงเทพฯ

คุณพลายแก้ว และคุณทำนุ ช่วยเสริมเพิ่มเติมประเด็นสนทนาในฐานะคนย่านเก่ากรุงเทพฯ ตัวจริงเสียงจริง โดยคุณพลายแก้วเริ่มต้นว่า “ผมชอบวันนี้มาก วัฒนธรรมความยากจน ผมไม่เคยได้ยินเลย เพราะความยากจนของคนเป็นวัฒนธรรมจริงๆ ด้วย เดี๋ยวนี้คนที่ตายถ้ามีเงินหมื่นนึงจัดงานไม่ได้ แถวตรอกศิลป์กลายเป็นโฮสเทล มาซื้อบ้านเก่าปรับปรุงใหม่ ปัญหาสิ่งแวดล้อมหนักกว่าเดิมคือมีขยะมาก มีฝุ่นจากการก่อสร้าง ขณะเดียวกันหน้าศาลาว่าการ กทม. เป็นชุมชนแออัดเสื่อมโทรม

 

คุณทำนุเสริมต่อว่าด้วยข้อมูลชุมชนมัสยิดบ้านตึกดินซึ่งมีความคล้ายคลึงกับตรอกใต้ วัดญวนสะพานขาว กล่าวคือ “ตึกดินเดิมคนเรียกว่าตรอกแขกเป็นชุมชนของคนมุสลิมที่อยู่ร่วมกับคนพุทธชุมชนบวรรังสี หลังวัดบวรฯ จากเดิมเคยมีบ้านแลเป็นที่ประกอบศาสนกิจ ต่อมาเกิดเพลิงไหม้ราวปี พ.ศ. ๒๕๒๖ จากนั้นจึงมีความร่วมมือกันของชาวชุมชนในการค่อยๆ สร้างบ้าน และมัสยิดหลังใหม่  แม้บางส่วนจะมีการขายที่ดิน และย้ายออกไป แต่ในภาพรวมของความเป็นชุมชนก็ยังมีความกลมเกลียว ความสามัคคีในเรื่องของความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

 

ความเห็นและข้อเสนอต่อการพัฒนาย่านเก่าเมืองกรุงเทพ

จากนั้นวิทยากรได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับย่านเก่ากรุงเทพฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการไล่รื้อที่อยู่อาศัยที่เกิดขึ้นกับชุมชนต่างๆ  ปัญหาการท่องเที่ยวที่กระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน การแก้ไขปัญหาของรัฐที่ขาดความรู้ ความเข้าใจ และเข้าไม่ถึงความต้องการของชุมชน ระบบระเบียบราชการที่ไม่สอดคล้องหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาชุมชน

 

สำหรับแนวทางที่ชุมชนจะร่วมกันแก้ปัญหาต่างๆ  และพัฒนาชุมชน คุณพลายแก้ว และคุณพณิฎาเห็นร่วมกันว่า  “ชุมชนต้องมีความสามัคคี และเข้มแข็ง  ถ้ามีอะไรแทรกแซง ชุมชนก็อ่อนลง”

 

ขณะที่คุณทำนุ และคุณวลัยลักษณ์ให้ความสำคัญกับเครือข่ายความร่วมมือ โดยกล่าวว่า “งานที่มูลนิธิฯ ทำดีมาก ทำให้ได้รู้และส่งต่อกับเพื่อนๆ ได้หลายคน เช่นการจัดกิจกรรมให้คนมาเดินในชุมชน ทำให้คนเมืองได้มาเรียนรู้ชุมชนพหุวัฒนธรรมหลายเชื้อชาติที่อยู่ร่วมกัน”  โดยคุณวลัยลักษณ์เสริมว่า “อยากให้โครงสร้างจากข้างในชุมชน เชื่อมโยงกับคนข้างนอก”

 

อาจารย์ศรีศักรเน้นย้ำถึงการทำข้อมูลและความรู้ประวัติศาสตร์สังคมของชุมชน “ต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นหลักฐานสามารถต่อรองในอนาคตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อบ้านนามเมืองต่างๆ (place name) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก นอกจากนี้ต้องร่วมกันสร้างเครือข่าย (Network) ทำให้เกิดชุมชนดูแลตัวเอง ไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นทั้งกลุ่ม”

 

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากผู้ร่วมสนทนา

“ในฐานะลูกศิษย์ที่ติดตามงานของอาจารย์ศรีศักร ร่วมแสดงความคิดเห็นโดยเล่ากรณีศึกษาความเข้มแข็งและความร่วมมือของชาวชุมชนวัดไทร ที่บางโคล่ เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างให้เห็นความร่วมมือ ความเข้มแข็ง และให้กำลังใจแก่คนทำงานชุมชนทุกท่าน”

 

“กล่าวได้ว่าชุมชนย่านเมืองเก่านั้นถูกไล่รื้ออยู่ทุกวัน เห็นสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่เราอาจจะมองไม่ค่อยเห็นกัน สิ่งที่ทำได้เป็นเรื่องของความเข้มแข็งจากภายในชุมชน ทำให้ชุมชนอยู่รอดได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากในปัจจุบัน ต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ  สร้างพันธมิตรมาช่วยกัน”

 

บรรยายสาธารณะ : วัดสมณานัมบริหาร(วัดญวน สะพานขาว) วันเสาร์ที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๑

 

ดาวน์โหลดนิทรรศการ : https://drive.google.com/drive/folders/1PWP_-7VPKnE8jw8qU6bAjsKN3oKhirkp

  

อัพเดทล่าสุด 5 มิ.ย. 2561, 11:57 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.