หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"เมืองประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ" และการเดินทางย้อนรอยการจัดการเมืองประวัติศาสตร์ (๒)
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 25 มิ.ย. 2561, 14:15 น.
เข้าชมแล้ว 747 ครั้ง

 

ป้อมมหากาฬ

 

ปัญหาพื้นฐานทางความคิดเรื่อง “ความดั้งเดิม ความแท้จริง” [Authenticity] ในการอนุรักษ์เมืองเก่าของประเทศไทยทำให้เกิดความขัดแย้งในการอนุรักษ์และศึกษาเรื่องเมืองประวัติศาสตร์หรือย่านเก่าต่างๆ ประการหนึ่งคือ ผู้มีหน้าที่อนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์จะเข้าใจว่า ชุมชนเหล่านั้นต้องสืบสายเลือด สืบตระกูลมาจากคนใน ยุคสร้างบ้านแปงเมืองและยังต้องทำงานช่างหัตถกรรมต่างๆ เช่นเดียว กับชุมชนในตาแหน่งที่ระบุไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์

 

ในขณะที่ชาวบ้านที่อยู่อาศัยโดยทั่วไปนั้นทราบและรับรู้ว่า ชุมชนนั้นมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา [Living Community] มีผู้ย้ายเข้าและย้ายออกไปโดยเหตุต่างๆ กลุ่มคนดั้งเดิมเป็นใคร และ กลุ่มคนที่ย้ายเข้ามาใหม่คือใคร โดยยอมรับผู้มาใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนจากการช่วยเหลือและทำกิจกรรมในชุมชนร่วมกัน แต่ก็ยังเป็นชุมชนอยู่

 

ทำให้เกิดปัญหาเมื่อต้องพิจารณาว่าชุมชนใดควรถูกไล่รื้อ หรือชุมชนใดควรได้รับการสงวนไว้ และมีสิทธิโดยชอบธรรมในที่อยู่อาศัยนั้น และการประเมินคุณค่าของชุมชนต่างๆ โดยไม่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลโดยรอบด้าน ทำให้เห็นคุณค่าของชุมชนในตรอกซอกซอยต่างๆ น้อยลง เมื่อไม่เข้าใจ จึงให้สนใจแต่เฉพาะสิ่งที่เห็นประจักษ์คือโบราณสถานหรือโบราณวัตถุและสิ่งที่จับต้องได้ตามองเห็นเท่านั้น

 

การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และผู้คนในเมืองประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ

การสร้างเมืองในยุคต่างๆ แบ่งพื้นที่ตามสภาพแวดล้อมแบบดั้งเดิม พิจารณาจากการกำหนดใช้พื้นที่แนวคูคลอง และคลองขุดสาย ต่างๆ  อันเป็นธรรมชาติของเมืองริมน้ำและใกล้กับปากแม่น้ำที่ต่อเนื่องกับทะเล มีระบบน้ำขึ้นน้ำลงและน้ำหลากในฤดูกาลต่างๆ ตั้งแต่ครั้งแรก สร้างจนถึงยุคทำให้ทันสมัย [Modernization] ในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เริ่มตัดถนนสายแรกเป็นต้นมา

 

ในสมัยต้นกรุงฯ พื้นที่ภายในเมืองชั้นในประกอบไปด้วย สถานที่สำคัญอันเป็นหัวใจในการบริหารราชการแผ่นดินคือ “พระบรม มหาราชวัง” ส่วนด้านหน้าพระบรมมหาราชวังทางทิศเหนือคือ “ทุ่งพระเมรุหรือสนามหลวง” ด้านทิศตะวันตกติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยาคือ “วัดมหาธาตุยุวราษฎร์รังสฤษดิ์ฯ” ซึ่งเป็นวัดมีมาแต่เดิมชื่อ “วัดสลัก” การบูรณะและสร้างต่อมาเพื่อประสงค์ให้เป็นวัดที่มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชของเมืองตามแบบแผนราชธานีจากกรุงศรีอยุธยา พื้นที่ต่อเนื่องทางด้านเหนือคือ “พระราชวังบวรสถานมงคล” หรือ “วังหน้า” มีอาณาเขตจรดริมคลอง คูเมืองชั้นในด้านทิศเหนือและติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านใต้พระบรมมหาราชวังคือ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ” หรือ “วัดโพธิ์” วัดนี้ถือเป็นพระอารามหลวงที่มีความสำคัญมาตลอดทุกรัชกาลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทางตะวันออกเป็นศาลหลักเมืองและศาลเทพารักษ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองและวังเจ้านายโดยรอบ เป็นวังที่สร้างประทานพระราชโอรสและพระเจ้าหลานเธอ “ทรงกรม” ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว 

 

พื้นที่ชั้นในสุดของกรุงเทพมหานคร ถือว่าเป็นศูนย์กลางแห่งพระราชวงศ์และสถานที่ว่าราชการของผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง ถือว่าเป็นพื้นที่ซึ่งสามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นสถานที่ของเจ้านายชั้นสูงและพระบรมวงศานุวงศ์ปัจจุบันไม่ได้มีการใช้งานดังเดิมแล้วเพราะได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ การศาสนา และพิธีกรรมของบ้านเมือง ในกรณีของวังหน้าได้รื้อระบบเดิมตั้งแต่รัชสมัยพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้พระราชวงศ์ในกลุ่มวังหน้าหมดบทบาทในการกุมกำลังสำคัญหรือการบริหารบ้านเมืองลงจนเป็นเพียงสามัญชน พระราชบวรสถานในปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและมหาวิทยาลัย

 

พื้นที่บริเวณนี้ราว ๑.๘๖ ตารางกิโลเมตรในปัจจุบัน โดยย้ายอาคารที่ทำการของรัฐบาลออกไป ย้ายการเรียนการสอนใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกไป และย้ายย่านตลาดท่าเตียนและตลาดท่าช้างและท่าพระจันทร์ ตลอดจนจัดการสร้างสวนสาธารณะ นคราภิรมย์และการประกาศห้ามสร้างที่อยู่อาศัยในเขตนี้ ทำให้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของพื้นที่รอบพระบรมมหาราชวังไปโดยสิ้นเชิง กรุงเทพมหานครชั้นในกลายเป็นจุดท่องเที่ยวและการศึกษาของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศและชาวไทย รวมทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจชมความสวยงามของวัด วัง และภาพวัดอรุณราชวรารามฯ ริมแม่น้ำทางฝั่งธนบุรี อำนาจการปกครองหายไป ส่วนสัญลักษณ์แห่งการเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ นั้นจืดจางลง นอกเสียจากเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปควรค่าเมืองแล้ว สถานที่ต่างๆ พื้นที่ภายในพื้นที่คูคลองเมืองเดิมทุกวันนี้อาจกลายเป็นสัญลักษณ์[[Icon] ของกรุงรัตนโกสินทร์เพื่อการท่องเที่ยวมากกว่าสัญลักษณ์ในทางอื่นๆ

 

คลองคูเมืองที่ขุดขึ้นเป็นคลองล้อมรอบเมืองแรกของกรุงเทพมหานครในสมัยเมื่อแรกสร้างกรุงฯ พ.ศ. ๒๓๒๖ เรียกกัน ทั่วไปตามสถานที่ซึ่งลำคลองผ่านแตกต่างกันไปตามย่านชุมชนหรือวัดและความนิยมตามช่วงเวลาคือ คลองบางลำพูหรือคลองวัดสังเวชฯ คลองสะพานหัน คลองวัดเชิงเลน (วัดบพิตรพิมุข) หรือคลองโอ่งอ่าง นับระยะทางจากคลองที่ขุดเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศเหนือไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้บริเวณใกล้วัดสามปลื้มหรือวัดจักรวรรดิราชาวาสฯ รวมระยะทางราว ๓.๖ กิโลเมตร

 

ป้อมและกำแพงเมืองที่สร้างในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ นั้นก่อสร้างอย่างคงทนแข็งแรงแต่ปล่อย ทิ้งและทรุดโทรมลงตามลำดับ และมาบูรณะในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  จนเริ่มในสมัยราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเริ่มมีการรื้อแนวกำแพงและป้อมลง เนื่องจากไม่ต้องใช้รักษาและป้องกันเมืองแล้ว เริ่มจากกำแพงช่วงหน้าวัดราชบูรณะฯ ราว พ.ศ. ๒๔๓๙ และเมื่อมีการเดินรถรางสายรอบเมืองหรือสายดุสิตกำแพงพระนครค่อยๆ ถูกรื้อลงเพื่อขยายถนน ตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๔๔๘ และทยอยรื้อไปเรื่อยๆ

 

ปัจจุบันนี้คงเหลือประตูเมืองเพียงแห่งเดียวและแนวกำแพงเมืองที่ต่อเนื่องกับประตูนั้นระยะทางประมาณ 4๐ เมตรที่หน้าวัดบวร นิเวศวิหาร และกำแพงเมืองที่ต่อเนื่องกับป้อมมหากาฬระยะราว ๑๗๐ เมตรเท่านั้น ป้อมเหลือเพียง ๒ แห่งคือ “ป้อมพระพระสุเมรุ” และ “ป้อมมหากาฬ” ซึ่งบริเวณโดยรอบป้อมพระสุเมรุนั้นทำสวนสาธารณะ ส่วนป้อมมหากาฬมีโครงการทำสวนสาธารณะเช่นกันในช่วงต้นกรุงฯ มีการขยายตัวของวังเจ้านาย สถานที่อยู่ อาศัยของขุนนางข้าราชการ และวัดต่างๆ จากคลองเมืองชั้นในมาทางตะวันออกมากขึ้น ส่วนทางฝั่งคลองเมืองนอกกาแพงเมืองก็มีชุมชนและวัดเรียงรายกันไปตั้งแต่ปากคลองบางลำพูจนถึงปลายคลองโอ่งอ่าง วังนั้นตั้งเรียงรายตามถนนมหาไชยและถนนบำรุงเมือง ไปจนถึงแถบวัดสุทัศน์ฯ และริมฝั่งคลองหลอดวัดราชบพิธฯ

 

วังเจ้านายในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นวังของพระราชโอรสของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วังของ เจ้านายในพระบวรราชวังหรือวังหน้าจากบริเวณคลองคูเมืองชั้นใน มาทางแถบแนวชานพระนครและริมกำแพงเมืองส่วนที่ติดกับริมแม่น้ำ เจ้าพระยา ปัจจุบันที่ดินและอาคารวังหลายแห่งในราชสกุลสายวังหน้า ถูกขายออกไปให้เอกชน บ้างอยู่ในการดูแลของสานักงานทรัพย์สิน ฯ และการเช่าต่อเนื่องทำอาคารสานักงานต่างๆ บ้างก็รื้อออกไปเป็นย่านตลาดก่อนที่จะกลายเป็นพื้นที่ทำการพาณิชย์ต่างๆ 

 

วังที่ประทับในพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนใหญ่ถูกรื้อไปแทบหมดแล้วนอกจาก “วังกรมพระสมมตอมรพันธ์” (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธ์) ที่กลายเป็นพื้นที่ชุมชนใหม่ที่เคยเช่าที่อยู่อาศัยกันมาเนิ่นนาน ส่วนวังบางแห่งถูกขอซื้อและบริจาคเป็นโรงเรียน เช่น บริเวณที่ดินของโรงเรียนเบญจมราชาลัย บ้างกลายเป็นย่านอาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะบริเวณริมถนนมหาไชยและถนนบำรุงเมืองที่ขายขาดไป บ้างและยังเก็บรักษาผลประโยชน์ในนามมูลนิธิฯ ของราชสกุลบ้าง และกลายเป็นพื้นที่ในการดูแลของสานักงานทรัพย์สินฯ บ้าง

 

วังหลายแห่งที่เคยมีอาณาบริเวณกว้างขวางเปลี่ยนมา เป็นส่วนหนึ่งของย่านการค้าที่ต่อเนื่องมาจาก “วังบูรพา” อันกว้าง ใหญ่ หลังจากสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช และพระทายาทขายวังนั้นแก่นักธุรกิจเพื่อสร้างเป็นย่านการค้าและโรงภาพยนตร์ ๓ โรง ในช่วงก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ ไม่นานนัก วังบูรพาถือเป็นแหล่งบันเทิงของพระนครที่ทันสมัยและยอดนิยมอยู่นานยี่สิบกว่าปีก่อนจะร่วงโรยเพราะการดูภาพยนตร์ในโรงหมดความนิยมและเกิดสถานย่านค้าแบบใหม่ๆ ขึ้นมาอีกมากและอย่างรวดเร็ว

 

กลุ่มชุมชนชาติพันธุ์ที่ถูกอพยพเคลื่อนย้ายจากถิ่นฐานเดิมมา เพราะความขัดแย้งระหว่างบ้านเมืองในช่วงต้นกรุงฯ เมื่อเลือกผู้คน จำนวนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชำนาญหรือมีฝีมือทางงานช่างต่างๆ เช่น ช่างทอง ช่างเงิน ช่างไม้ ช่างเรือ ช่างก่อสร้าง ฯลฯ จึงให้ตั้งบ้านเรือน เป็นชุมชนอยู่ภายในกำแพงพระนคร เช่น ชุมชนชาวมุสลิมจากปาตานี น่าจะเป็นผู้มีความรู้หรือมีฝีมือทางช่างทองต่างๆ ที่อาจเคยอยู่ในราชสำนักเป็นข้าหลวงมาแต่เดิม ถูกกวาดต้อนมาครั้งรัชกาลพระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เข้าสังกัดที่อาสาจามซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แถบคลองมหานาคต่อคลองบางกะปิและโรงไหมหลวงที่ใกล้กับ วัดตองปุหรือวัดชนะสงครามฯ สืบต่อกันมาเป็นชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ และกระจายกลายเป็นผู้คนในชุมชนมัสยิดตึกดินในทุกวันนี้ ช่างทองเชื้อสายมลายูนี้สร้างผลงานเครื่องทองแบบเก่าสำหรับราชสำนัก บางท่านเป็นขุนนางและทำงานให้กรมช่างสิบหมู่ และเป็นช่างทองของราชสำนักสยามด้วย 

 

ช่างทองเหล่านี้เป็นช่างแกะลายฝีมือดีด้วย ดังนั้นจึงกลายเป็นผู้รับทำแม่พิมพ์โลหะเหรียญต่างๆ โดยเฉพาะเหรียญที่ระลึกของพระและวัดต่างๆ เมื่อมีการย้ายกองกษาปณ์จากในพระบรมมหาราช วังมาตั้งที่บริเวณวังของเชื้อพระวงศ์ในย่านวังหน้าในสมัยรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มีช่างทองจากชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐสืบทอดต่อกันมาจนเมื่อย้ายโรงกษาปณ์ออกไปจากย่านนี้

 

ส่วนชุมชนรอบวัดตองปุหรือวัดชนะสงครามฯ ที่เป็นชุมชนมอญจำนวนมากตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยรายล้อมวัดชนะสงครามฯ และ ใกล้เคียงกับบริเวณย่านวังเชื้อพระวงศ์วังหน้าตลอดมาจนถึงถนนข้าวสาร ชุมชนมอญกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ช่วยรบครั้งศึกท่าดินแดงที่มีกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทนำทัพ จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ที่ดินโดยรอบและแปลงวัดตองปุเป็นวัดมอญและเปลี่ยนนามวัดใหม่ เป็นวัดชนะสงครามฯ ส่วนชาวมอญทางย่านบ้านลานหรือใกล้วัดบางขุนพรหมหรือวัดสามพระยา เป็นมอญเก่าที่มีหลักฐานปรากฏว่าย้ายถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว

 

ชุมชนที่ตรอกบ้านพาน เป็น “ช่างเงิน” ที่สืบเชื้อสายมาจากกลุ่มชาวลาวเวียงจันทน์ ซึ่งถูกอพยพโยกย้ายมาตั้งแต่ครั้งเจ้าอนุวงศ์ มีหลักฐานปรากฏว่าภายในกำแพงพระนครนั้นมีชุมชนลาวอีกแห่งคือ “บ้านลาว” หรือ “บ้านกระบะ” และเมื่อต้องตัดถนนเจริญกรุงในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชุมชนกลุ่มบ้านเหล่านี้จึงหายไป และอาจกลายเป็นพลเมืองที่กระจัดกระจายไม่รวมกลุ่มอยู่ในพระนคร  ส่วนเจ้าลาวนั้นให้ปลูกวังอยู่ทางฝั่งธนบุรีแถบสวน บางยี่ขัน อีกส่วนหนึ่งน่าจะออกไปอยู่อาศัยบริเวณนอกกำแพงพระนคร ซึ่งปัจจุบันเป็นย่านวัดอินทาราม ทำการเกษตรทำสวนต่างๆ ในย่านบางขุนพรหมซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากบ้านพาน ช่างเงินที่สืบงานช่างฝีมือ ต่อมาก็กระจายความรู้และงานทำผลิตภัณฑ์จากพานเงินให้กับคนในชุมชนรอบๆ ด้วย และกลายเป็นขุนนางในระบบราชการส่วนหนึ่ง  จนกระทั่งงานช่างฝีมือเหล่านี้ถูกทำเลียนแบบด้วยวัสดุราคาถูก จนสูญหายไปทั้งหมดกว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา

 

ส่วนบริเวณย่านตีทองที่ถนนตีทองนั้นเลิกตีทองมานานพอควร แม้ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มีเพียงไม่กี่แห่ง แต่จะมาทำกันมากที่ตรอกบวรรังษีหลังวัดบวรนิเวศฯ ในปัจจุบัน บริเวณย่านนี้ต่อเนื่องกับทางบ้านหม้อที่เคยค้าเพชรและมีช่างจีนทำทองรูปพรรณตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ และเมื่อเปิดเป็นย่านทำทองรูปพรรณส่งร้านทองทางเยาวราชและที่อื่นๆ ก็มีแรงงานชาวต่างจังหวัดทั้งในภาคกลางและอีสานเข้ามาเป็นลูกจ้างทำทอง ต่อมาในช่วงราวสิบปีที่ผ่านมา แรงงานเหล่านั้นก็เริ่มรับทำทองรูปพรรณเองโดยสามารถเปิดหน้าร้านค้าขายเครื่องทอง รับซ่อมแซมตัวเรือนแหวนต่างๆ จนกลายเป็นเจ้าของกิจการและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนตรอกเฟื่องทอง-ตรอกวิสูตรสืบต่อจากชาวจีนที่กิจการในรุ่นต่อมาก็เริ่มไปทำอาชีพอื่นๆ แทบหมดแล้ว ดังนั้นชุมชนบริเวณนี้จึงยังคงคึกคัก เศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัดและไม่ดูเงียบเหงาเหมือนชุมชนย่านอื่นๆ กรณีนี้คือการต่ออายุของชุมชนและของเมือง ด้วยเหตุที่คนในพื้นที่เดิมนั้นย้ายออกไปตามยุคสมัย และยังเหลืออยู่เพียงบางบ้านเท่านั้นที่ได้รับที่ดินพระราชทานจากการเป็นขุนนางในยุคเก่าริมคลองหลอดวัดราชบพิธฯ และเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ในทุกวันนี้กลายเป็น คนจากต่างจังหวัดที่ยังไปกลับบ้านเกิดของตนและนำเอาญาติพี่น้อง แรงงานมาฝึกเป็นช่างฝีมือ ต่ออายุให้กับงานช่างที่เป็นเครื่องประดับในยุคปัจจุบัน แม้จะไม่ได้สืบงานช่างฝีมือจากกรมช่างสิบหมู่หรืองานช่างชั้นสูงแต่อย่างใด และถือเป็นชีพจรให้กับเมืองและชุมชนในย่านเก่าแถบนี้

 

กลุ่มชาวญวนที่อพยพมาคราวองเชียงชุนและองเชียงสือ อย่างสืบเนื่องต้ังแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และเมื่อไฟไหม้ ชุมชนคงโยกย้ายไปอยู่ทางกาญจนบุรีหรือไปรวมกับกลุ่มทางวัดญวน สามเสนหรือวัดญวนสะพานขาวในภายหลัง ส่วนวัดขอผาติกรรมไปอยู่แถบตลาดน้อยแห่งหนึ่ง อีกแห่งหนึ่งกลายเป็นวัดในจีนนิกายไป และบริเวณนี้ก่อสร้างใหม่เป็นย่านถนนพาหุรัด

 

ชุมชนชาวเขมรนั้นตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้กับวังเจ้านายของตน คือ วังเจ้าเขมร โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ พระราชทานให้ที่ริมคลองเมืองเยื้องปากคลองหลอดวัดราชนัดดาฯ ฝั่งตรงข้ามวัดสระเกศฯ เมื่อนักองเองหรือสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีฯ พร้อมโอรสคือนักองจันหรือสมเด็จพระอุไทยราชา ซึ่งประสูติ ณ วังที่กรุงเทพฯ กลับไปครองราชย์ยังกัมพูชาแล้ว ทั้งพระองค์และพระราชโอรสธิดา ก็ยังเคยกลับมาพานักอยู่ที่กรุงเทพฯ อันเนื่องจากมีพระราชวงศ์เป็นเจ้าจอมในกรมพระราชวังบวรสถานมงคลและพระราชวงศ์ชั้นสูง องค์อื่นๆ ส่วนย่านบ้านเขมรที่ปัจจุบันอยู่ใกล้กับชุมชนบ้านบาตรนั้นไม่หลงเหลือชาวบ้านที่สืบเชื้ออสายมาแต่เดิม ส่วนชาวบ้านให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่แถบย่านบ้านทวายแถบวัดดอน และชาวเขมรที่นับถือคริสต์ศาสนานั้นให้ไปอยู่รวมกลุ่มกับชุมชนชาวคริสต์ที่วัดบ้านเขมร สามเสน หรือวัดคอนเซ็ปชัญ 

 

ชาวทวายและตะนาวศรีนั้นกล่าวไว้สองแห่งคือ ชุมชนบริเวณย่านหลังวัดมหรรณพาราม ซึ่งยังกล่าวถึงชุมชนนี้ไว้ในสมัยรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชุมชนน่าจะเป็นส่วนที่ติดกับถนนตะนาวไปทางสี่แยกคอกวัว ปัจจุบันคงเหลือแต่ชื่อถนนเท่านั้น และชุมชนตรอกทวายอยู่เหนือบ้านบาตรซึ่งมีถนนบำรุงเมืองตัดผ่าน และปัจจุบันเหลือเพียงชื่อตรอกทวาย ส่วนตัวชุมชนขนาดใหญ่อีก กลุ่มหนึ่งมีบันทึกว่าให้ย้ายไปอยู่บริเวณทางใต้ของพระนครบริเวณวัดยานนาวาและวัดดอน และบริเวณนี้ในอดีตเรียกว่า อำเภอบ้านทวาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอำเภอยานนาวา ส่วนชาวจีนนั้นตั้งแต่เมื่อย้ายชุมชนออกไปอยู่ทางแถบสำเพ็งเพื่อจะสร้างพระบรมมหาราชวัง และให้ชาวจีนกลุ่มใหญ่กลับไปอยู่ ณ หัวเมืองภาคตะวันออกตามเดิมหลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว ชาวจีนส่วนใหญ่ก็ตั้งชุมชนอยู่ที่ย่านสะพานหันเรื่อยไปจนถึงสำเพ็ง ถือเป็นตลาดบกขนาดใหญ่ที่สุดในพระนคร นอกจากนี้เมื่อสร้างถนนมากขึ้นในพระนครก็มีคนจีนแทรกอยู่ไปในทุกชุมชน โดยหากมีการปลูกตึกก็มักจะเช่าตึกอยู่อาศัยและทำการค้าไปด้วยจนเกิดเป็นแหล่งการค้ากระจายไปทุกย่านที่มีการตัดถนนผ่านและสร้างตึกที่มักอยู่ด้านหน้าพื้นที่วังของเจ้านายต่างๆ ให้เช่า

 

กลุ่มคนจีนที่อยู่ด้านนอกกำแพงพระนคร โดยเฉพาะส่วนที่ติดกับแม่น้าเจ้าพระยา บริเวณตลาดท่าเตียนถือเป็นย่านค้าขายสำคัญมา ตั้งแต่ยุคต้นกรุงฯ เพราะยังคงมีศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ของชาวแต้จิ๋วที่สืบไปได้ถึงสมัยต้นกรุงศรีอยุธยายังคงอยู่ที่ตลาดท่าเตียน เคยมีไฟไหม้คร้ังใหญ่ลามไปติดประตูหอรบและวังเจ้านายด้วย จนทำให้เกิดนาม “ท่าเตียน” ต่อมาเมื่อเริ่มปลูกตึกให้เช่าทำการค้าในสมัยรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ต้องใช้ความพยายามเชิญชวนให้เข้ามาเช่าทำการค้าเพื่อความสะอาดเรียบร้อยมากขึ้น แต่ย่านการค้าบริเวณนี้นั้นคึกคักเพราะสะดวกแก่การรับส่งสินค้าจำนวนมาก จากแหล่งผลิตทางชายฝั่งทะเล จากทางสวนทางฝั่งธนบุรีและนนทบุรี และเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมในอดีตที่จะเดินทางไปยังหัวเมือง ต่างๆ ในเขตภาคกลาง ซึ่งมีคลองเชื่อมแม่น้ำในทุกเส้นทางเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางมาก จนเลิกใช้เมื่อมีทางรถยนต์มากขึ้นเพียงเมื่อราว ๔๐ ปีที่ผ่านมานี้เอง

 

ทุกวันนี้ตลาดท่าเตียนที่ถูกปรับปรุงใหม่และยุติความจอแจ ไปแล้ว ตลาดขายส่งสินค้าอาหารแห้งเหลือเพียงไม่กี่เจ้า ส่วนหนึ่ง กลายเป็นพื้นที่โฮสเทลสำหรับนักท่องเที่ยว บางส่วนที่เป็นตึกแถวอยู่ในที่ดินของวัดพระเชตุพนและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในแผนงานของกรรมการอนุรักษ์กรุงฯ ที่จะเปิดพื้นที่ย่านอาคาร สถาปัตยกรรมตั้งแต่ย่านท่าพระจันทร์ ท่าช้างวังหลวง หน้าพระลาน และท่าเตียน การซ่อมอาคารเสร็จแล้วใช้เวลาหลายปี และปัจจุบันด้วย การไล่รื้อผู้ค้าทางเท้าและกิจกรรมของเมืองมีเฉพาะนักท่องเที่ยวเป็นส่วนมาก การค้าขายที่เป็นปกติธรรมดาในชีวิต เช่น ร้านอาหารทั่วไป ร้านหนังสือ ร้านค้าวัสดุ ร้านโชห่วยต่างๆ ก็ค่อยๆ ปิดตัวเองและกลาย เป็นร้านอาหารและร้านค้าเพื่อนักท่องเที่ยวแทน

 

ย่านการค้า เช่น บางลำพูซึ่งเป็นตลาดค้าขายของสารพัดทั้ง ของทันสมัยและของสวน เป็นย่านตลาดอาจจะมีมาก่อนสมัยรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มาเจริญมากและมีการสร้างตึกแถวทางแถบถนนตานีหรือถนนบ้านแขก ถนนสิบสามห้าง ถนนข้าวสารจนเป็นถิ่นฐานที่คนจีนเข้ามาค้าขายอยู่มาก ตลาดยอด และตลาดทุเรียนล้วนถูกไฟไหม้ใหญ่ๆ หลายครั้ง จนเหลือเพียงตลาดเล็กๆ ค้าขายกระจัดกระจายไป และค่อยๆ มีคนน้อยลงจนปัจจุบัน ถือว่าตลาดบางลำพูเคยเป็นตลาดที่รุ่งเรือง และปัจจุบันถนนข้าวสารในแถบนี้กลายเป็นย่านการค้าสำหรับนักท่องเที่ยว

 

ควรกล่าวได้ว่าตลาดสดที่ยังอยู่และเหลือเพียงแห่งเดียวใน เขตย่านเก่าชั้นในที่ควรนับว่าเป็นตลาดสดโดยสมบูรณ์คือ ตลาดตรอกหม้อ แม้ในอดีตจะมีตลาดสดที่เป็นตลาดที่รับมาขายจากตลาดค้าส่ง เช่น ปากคลองตลาด ตลาดท่าเตียน และตลาดมหานาค ตลาดสด แทบทุกแห่งในย่านชุมชนนั้นไม่มีสภาพเป็นตลาดสดแล้ว นอกจากบางแห่งที่ยังคงขายในห้องแถวของตนเองบ้าง เช่น ตลาดสดสะพานวันชาติ ตลาดสดตรอกบ้านพานถมที่มีอยู่ไม่กี่แผงค้า ส่วนตลาดตรอก หม้อนั้นติดตลาดมานานพอสมควรแต่ผู้ค้าเป็นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าจากนอกพื้นที่ แต่คัดสรรวัตถุดิบมาขายค่อนข้างดี และจะขายแต่เช้ามืด จนเพียงสายๆ ให้กับข้าราชการที่ยังพอมีอยู่ในแถบนั้นและคนที่ยังอยู่อาศัยตามตึกแถวร้านค้าในอาณาบริเวณรอบวัดสุทัศน์ฯ ไปจนถึงย่านหลังกระทรวงมหาดไทย

 

ย่านถนนตีทอง ริมวัดสุทัศน์

 

ส่วนย่านวังบูรพานั้นการค้าซบเซาไปแล้ว เพราะเกิดย่านการค้าใหม่ๆ มาแทนที่ รวมทั้งห้างสรรพสินค้าใหม่ๆ ตามย่านชุมชนและ ธุรกิจอื่นๆ จากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วภายในราว ๔๐ ปีที่ผ่านมาย่านเฉลิมกรุงและบริเวณตลาดมิ่งเมืองที่ปรับเป็นดิโอลด์สยาม พลาซ่านั้นไม่ได้มีผู้ค้าและผู้ซื้อมากนักในปัจจุบัน แม้จะมีการปรับปรุงพื้นที่เพื่อทำการค้าที่แตกต่างไปจากเดิมก็ตาม

 

ย่านแพร่งสรรพศาสตร์ แพร่งภูธร และแพร่งนราที่เคย เป็นพื้นที่ย่านการค้าอาหารที่คึกคักนั้น หลังจากการย้ายออกไปของ ข้าราชการทั้งที่กระทรวงกลาโหม กรมการรักษาดินแดน หน่วยงานในกระทรวงมหาดไทย ฯลฯ ที่เคยอยู่โดยรอบจึงไม่มีลูกค้ามากนัก และซบเซาลงตามลำดับ ทั้งยังคงมีปัญหากับกรุงเทพมหานครที่ออกกฎหมายเวนคืนที่ดินริมถนนหลายสายเพื่อขยายถนนรวมทั้งถนนตะนาว ถนนแพร่งสรรพศาสตร์ ถนนตรอกสาเก และการตัดถนนใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖ จนปัจจุบัน แต่ก็ยังมีผลผูกพันในทางกฎหมายอยู่จนทุกวันนี้ พื้นที่แพร่งภูธรและแพร่งสรรพศาสตร์และด้านหลังอาคาร ถนนราชดำเนินบางแห่งอยู่ในโครงการปรับปรุงของกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วยเรื่อยไปจนถึงสี่กั๊กเสาชิงช้า สี่กั๊กพระยาศรี และย่านแพร่งทั้งสามแพร่งนั้นถูกเปลี่ยนแปลงพื้นที่จากชุมชนดั้งเดิมในสมัยต้นกรุงฯ ให้เป็น “ย่านการค้าแบบสมัยใหม่” บริเวณแรกๆ ของพระนคร

 

การค้าทั้งหลายยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันที่ยังมีร่องรอย ของร้านค้าเก่าๆ รวมทั้งการเป็นย่านโรงพิมพ์แบบพาณิชย์และการทำหนังสือที่มีนักคิดหลายท่านอยู่บริเวณถนนเฟื่องนครสืบทอดกันต่อมา จนเริ่มหายไปเมื่อราวสามทศวรรษที่ผ่านมานี่เอง เป็นพื้นที่สัญลักษณ์ของการเริ่มเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย [Modernization] ตั้งแต่ช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา

 

ชุมชนหลังวัดราชนัดดานั้น ส่วนใหญ่เป็นที่ดินของตระกูลขุนนางและข้าราชการที่กลายเป็นที่เอกชน บางส่วนเป็นที่ดินเช่าจากวัดและบางส่วนเป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่วนชุมชนวัดเทพธิดารามฯ นั้นเคยเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ และทำให้มีการสร้างตึกแถวใหม่ ส่วนบ้านไม้เดิมๆ นั้นเป็นของตระกูลข้าราชการ และขุนนางแต่เดิมที่ยังอยู่บ้างหรือย้ายออกไปแล้วเปิดให้เช่า และมีเหลืออยู่ไม่มากนัก

 

ชาวบ้านทั้งสองฝั่งคลองพูดเป็นคำเดียวกันว่าก่อนการสร้าง ประตูน้ำปิดปากน้ำทั้งสองด้านคลองหลอดนี้มีน้าใสและขึ้นลงตาม ระบบในธรรมชาติของแม่น้ำใกล้ปากอ่าวเช่นเดียวกับแม่น้าเจ้าพระยา เรือถ่านหรือเรือค้าขายต่างๆ ยังเคยเข้ามาและเป็นเส้นทางสัญจร ไปยังพระบรมมหาราชวังและสถานที่อื่นๆ ภายในพระนครได้สะดวก ปัจจุบันระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครที่ทาให้เป็นระบบปิด และสร้างเขื่อนคอนกรีตริมน้ำทุกแห่งทำให้น้ำในคลองหลอดที่เคยช่วยให้ระบบน้ำไหลเวียนได้ดีก็ไม่สามารถระบายได้กลายเป็นน้ำเน่าเสีย สีคล้ำนิ่งๆ เท่านั้น

 

ภายในพื้นที่เมืองกรุงเทพฯ ที่สร้างครั้งพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ นี้ มีพื้นที่ราว ๒.๓ ตารางกิโลเมตร ถือว่าเป็นพื้นที่ของการอยู่อาศัยของชาวบ้านทั้งที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และพลเมืองโดยทั่วไป มีกลุ่มบ้านที่ทำงานช่างเป็นกลุ่มใหญ่และยังสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่น ที่บ้านบาตร ชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ ฯลฯ ย่านการค้าที่ยังสืบทอดอยู่ เช่น ย่านสังฆภัณฑ์บนถนนบำรุงเมือง ย่านการค้าทั้งที่เป็นห้างสรรพสินค้าต่างๆ เช่น ในย่านพาหุรัด ตลาดมิ่งเมือง เฉลิมกรุง ซึ่งย่านการค้าของชาวต่างประเทศหลายแห่งก็เติบโตกลายเป็นบริษัทที่แตกแขนงออกไปยังงานอุตสาหกรรมอื่นๆ ส่วนที่ซบเซา ก็กลายเป็นอดีตตามวัฏจักรของระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ในภาพรวมของย่านต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้วถือว่าชุมชนชาวบ้านที่อยู่แบบดั้งเดิมค่อยๆ ย้ายออกไปจากที่พักเดิมด้วยหลายสาเหตุ เช่น การถูกเวนคืนในย่านตรอกพระยาเพชรฯ หรือชุมชนป้อมมหากาฬ พื้นที่ชุมชนที่บุกรุกคลองสาธารณะและปลูกที่พักอาศัย เช่น บางส่วน ของชุมชนวัดสระเกศฯ ที่กำลังถูกขอให้โยกย้ายเพื่อให้คืนพื้นที่แก่วัด และทำสวนสาธารณะวัดสระเกศฯ ด้วย พื้นที่ในตรอกย่านเก่าหลายแห่งเจ้าของเดิมค่อยๆ ทยอยขายไปเรื่อยๆ เพื่อขยับขยายพื้นที่การอยู่ อาศัย เป็นการพยุงฐานะและแบ่งปันมรดกในระหว่างพี่น้อง บ้านเรือน หลายแห่งเมื่อผู้ใหญ่เสียชีวิตและลูกหลานต้องออกไปทางานต่างถิ่นจึงปล่อยให้เช่าและไม่สามารถบูรณะหรือซ่อมแซมได้เนื่องจากไม่มีทุน เพียงพอ ผู้ที่มาอยู่อาศัยก็กลายเป็นผู้มารับจ้างทางานในย่านการค้า ที่ยังมีอยู่ ผู้ที่ยังอยู่ส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของดั้งเดิม หากสามารถดูแลได้ ก็นับว่าไม่มีปัญหา แต่เป็นเพียงส่วนน้อย มีเจ้าของบ้านและเจ้าของ สิทธิ์หลายรายย้ายออกจากพื้นที่ บางรายก็มีลูกหลานรุ่นปัจจุบันหัน กลับมาใช้สถานที่เดิมเพื่อทาธุรกิจที่พักและการท่องเที่ยว 

 

สภาพแวดล้อมในย่านชุมชนเมืองเก่าในขอบเขตที่คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์จัดว่าเป็นย่านเมืองชั้นในและเป็นเขต อนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์นั้น หากเมื่อพิจารณานำเอานโยบายที่ได้ เริ่มใช้มาตั้งแต่แผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์ประกาศใช้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ อันเป็นมติของคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องการย้ายหน่วยราชการออกจากพื้นที่ย่านเมืองประวัติศาสตร์ เปิดพื้นที่โบราณสถานรวมทั้งนโยบาย ของกรุงเทพมหานครที่ต้องการจัดพื้นที่ถนนราชดำเนินเสียใหม่ และ จัดการชุมชนที่ดูไม่สะอาดหรือใช้ทางเท้าและเห็นว่าไม่ใช่ชุมชนดั้งเดิม ตามที่เข้าใจกันเองโดยไม่ศึกษาให้แน่ชัดออกไปจากพื้นที่ ออกไปจาก ย่านเดิม อีกทั้งในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา บริเวณนี้กลายเป็นสถานที่เกิดการชุมนุมประท้วงนับได้หลายกลุ่มและหลายครั้งทั้งบริเวณท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนินตลอดสายไปจนถึงย่านนอกเมือง ชุมชนย่าน เก่าที่ค้าขาย เช่น ย่านบางลำพู มีผู้คนจับจ่ายสินค้าน้อยลงจนเห็นได้ชัด นับเป็นเหตุการณ์วิกฤตของบ้านเมืองและส่งผลต่อการใช้พื้นที่ เมืองเก่าค่อนข้างมาก ก็ดูจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนที่ใช้ชีวิตในการทำงานที่นี่รวมทั้งใช้ชีวิตอยู่อาศัยในบริเวณนี้ลดน้อยลงตามลำดับ กลายเป็นเมืองที่มีสภาพสวยงามสะอาดขึ้น แต่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยเช่นในอดีต และกิจกรรมทางสังคมของผู้คนต่างๆ ก็ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงไป

 

บริเวณนอกเมือง เช่น บริเวณคลองมหานาคและชุมชนโดยรอบ จากการศึกษาทำให้เห็นว่าชุมชนที่เกิดขึ้นครั้งรัชกาลพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจนถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัวล้วนเป็นชุมชนที่เกิดขึ้นเนื่องจากทางน้ำทั้งสิ้น และที่ลุ่มทั้งสองฝั่งคลองมหานาคนี้เป็นพื้นที่ทำนาสำหรับพระมหานคร การขยายตัวของชุมชนทั้งสองฝั่งของคลองมหานาคก็เพิ่มขึ้นๆ จนไปจด คลองบางกะปิที่เป็นคลองขุดจากฝั่งตะวันออกของคลองโอ่งอ่างแถวบ้านบาตรออกไปยังทุ่งบางกะปิ อันเป็นจุดที่คลองมหานาคถูกขุดมา รวมกันเป็นคลองแสนแสบ

 

ริมคลองมหานาคนี้มีชุมชนที่เป็นมุสลิมอาสาจามจากกรุงศรีอยุธยาและที่เข้ามาสมทบภายหลังเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่นอกเมืองที่เป็นเขตห่างไกลตั้งแต่ราวสมัยกรุงธนบุรี ต่อเนื่องกับชุมชนมุสลิมจากปาตานีและทางไทรบุรีที่ถูกอพยพเข้ามาอยู่อาศัยในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทุกวันนี้คลองมหานาคและคลองแสนแสบที่เคยกว้างมาก แคบลงและกลายเป็นเส้นทางขนส่งที่ใช้ร่วมกับระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครเพื่อป้องกันน้ำท่วมย่านในเมือง ดังนั้นคลองแสนแสบ จึงเน่าเสียเพราะลักษณะการใช้งานดังกล่าว ส่วนที่ยังคงเป็นเส้นทางคมนาคมที่ค่อนข้างรวดเร็วแต่อันตรายซึ่งสามารถขนส่งผู้คนออกไปยังย่านอื่นๆ ที่เส้นทางถนนทำไม่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

 

ส่วนบริเวณที่มีการขยายเขตพระนครในสมัยรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการขุดคลองเมืองผดุงกรุงเกษมเป็น คูเมืองชั้นนอกนั้น มีการสร้างวังใหญ่ๆ ให้กับพระโอรสพระธิดาและ เจ้านายสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรียงรายไปตามสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษมและย่านพระราชวังดุสิตด้านเหนือของพระนคร การขยายตัวของชนชั้นสูงและคนในเมืองนี้รวมไปถึงสอง ฝั่งน้ำของคลองมหานาคไปคลองแสนแสบจนปทุมวัน เมื่อเกิดชุมชนก็เกิดวัดอันเป็นศูนย์กลางของชุมชนใหญ่ขึ้นมา 

 

สองฝั่งคลองเมืองหรือคลองโอ่งอ่าง-บางลำพู ช่วงหลังรัชกาลที่ ๕ ไปแล้ว

 

สิ่งหนึ่งที่เกิดควบคู่กับการขยายบ้านเมืองจากฝั่งคลองเมือง บางลาพู-โอ่งอ่างมายังพื้นที่ภายในพระนครชั้นนอกที่มีคลองผดุงกรุงเกษมเป็นคลองเมืองก็คือ  เกิดวัดอันเป็นศูนย์กลางของชุมชนเพิ่มขึ้น มีการขุดคลองเข้าวัดผ่านวัดเพิ่มขึ้น มีทั้งวัดหลวงและวัดราษฎร์ ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บ้านเมืองและชุมชนเกือบทั่วกรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงก็เปลี่ยนแปลง เข้าสู่สมัยการเป็นเมืองแบบตะวันตก แม้ว่าวัดและศาสนสถานในระบบ ความเชื่อยังดำรงอยู่ แต่สภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์ของเมืองเปลี่ยน ไป ในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา

 

จากข้อสังเกตแผนที่กรุงเทพฯ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่ยังมีร่องรอยของคลองคูรอบวัดรวมทั้งคลองซอยคลองเชื่อมจากลำน้ำหลักสู่ชุมชนต่างๆ ยังมีอยู่ แต่หลังจากนั้นแล้วคงถูกถมมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีความเติบโตของเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ความเป็นเมืองทางน้ำใช้เส้นคมนาคมทางน้ำหมดไปหันมาใช้เส้นทางบก คือการสร้างถนนใหญ่เล็กขึ้นมาแทนที่ถนนใหญ่ๆ  เกิดขึ้นจากการถมคลอง สร้างถนนทับ รวมทั้งลำคูคลองที่เคยเข้าไปถึงชุมชนและ วัดเพื่อการไปมาทั้งเดินเท้าและเรือขนาดเล็กรวมทั้งเป็นทรัพยากรทำเพื่อการบริโภคอุปโภค ผลที่เกิดขึ้นทำให้คูคลองเหล่านี้ถูกถมไปเกือบหมดสิ้น ส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็ปล่อยไว้เพื่อเป็นทางระบายของเสีย 

 

เมื่อกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงจากการเป็นเมืองทางน้ำมาเป็น เมืองทางบกตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวลงมานั้น นอกจากจะถมคลองและคูน้ำไปเพื่อทำถนนแล้ว เกิดชุมชนตรอกซอยแล้ว บรรดาตลาดน้ำและตลาดบกที่เคยมีมาแต่ช่วงต้นกรุงฯ ก็เริ่มหมดไป เกิดตลาดขึ้นมาใหม่ที่มีลักษณะเป็นชุมชนตลาดในตัวเอง โดยการรับอิทธิพลและออกแบบจากสถาปนิกชาวตะวันตก เช่น “ตลาดนางเลิ้ง” เป็นชุมชนย่านตลาดบกอีกแห่งที่มีพ่อค้าชาวจีนเข้ามาค้าขายจนเรียกว่าตลาดใหม่ที่ใช้เรียกคู่กับย่านตลาดเดิมที่สำเพ็ง และดำเนินการค้าขายมาจนถึงปัจจุบัน

 

แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองที่เปลี่ยนแปลงจากการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งนำการเปลี่ยนแปลงโดยคณะราษฎร และมีนายทหารรวมทั้งผู้ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศเป็นหลัก แม้จะไม่มีเหตุการณ์นองเลือดแต่ก็ทำให้ โครงสร้างทางสังคมในเมืองหลวง เช่น กรุงเทพมหานครเปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่งนับจากการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา

 

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพของเมืองอย่างมาก เช่น กลุ่มวังของพระราชโอรสทรงกรมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในย่านสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษมตลอดจน บ้านของขุนนางต่างๆ ในถนนพิษณุโลกและถนนหลานหลวง ที่บรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางเก่าต่อมาไม่สามารถดูแลได้ก็จะมีการรับซื้อต่อโดยรัฐบาลและปรับเปลี่ยนสำนักงานพระคลังข้างที่เป็นสานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือขายต่อแก่นักธุรกิจต่างๆ บ้าง ส่ง คืนแก่หลวงบ้าง โดยไม่มีการยึดหรือริบคืนเป็นของรัฐแต่อย่างใด

 

สองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษมซึ่งเคยเป็นย่านชุมชนและการสร้างบ้านเมืองแบบสมัยใหม่และครั้งสำคัญในครั้งรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นพื้นที่ซึ่งถูกแปรเปลี่ยนไป เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการแทบทั้งหมด รวมทั้งบ้านของขุนนาง สำคัญในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น บ้าน บรรทมสินธุ์  บ้านนรสิงห์ ที่เป็นทำเนียบรัฐบาลและสถานที่ทำงานของรัฐบาล ฯลฯ ส่วนที่ดินและวังอื่นๆ ก็กลายเป็นพื้นที่ของหน่วยงานของรัฐและอาคารของเอกชนในทุกวันนี้

 

ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๘

 

 

 

 

อัพเดทล่าสุด 24 ก.ย. 2561, 14:15 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.