ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งจากโครงการ "จากเมืองแกลงสู่กรุงธนบุรี" เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองแกลง ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในงานวันเล็ก-ประไพ รำลึก ปีที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๖๑) ในวันที่ ๑๖-๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ที่ได้นำคณะนักเรียนและครูจากโรงเรียนแกลง (วิทยสถาวร) รวมถึงเยาวชนจากกลุ่มรักษ์เขาชะเมา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติ และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ณ กรุงเทพ-ธนบุรี และเมืองแกลง จังหวัดระยอง โดยมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นหนึ่งในสถานที่ห้ามพลาดของรายการ แต่เนื่องจากระยะเวลาในการทัศนศึกษาที่นี่ครั้งนี้มีจำกัด จึงขอนำข้อมูลเรื่องราวจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่น้องๆ มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมมาแบ่งปันพอสังเขป ดังนี้

พระแท่นที่ประทับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากเมืองแกลง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระแท่นที่ประทับ /บัลลังก์พระเจ้าตากฯ
ไฮไลท์ของโปรแกรมที่นี่คือการนำเด็กและเยาวชนจากเมืองแกลง จังหวัดระยอง มาชมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงกรุงธนบุรีกับเมืองแกลง คือ พระแท่นที่ประทับซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระแท่นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสิน
มูลเหตุที่พระแท่นฯ ดังกล่าวมาปรากฏอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครนั้น มีข้อมูลว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์) สมเด็จพระสังฆราชไทยพระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นผู้นำมาจากเมืองแกลง ตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระสุคุณคณาภรณ์ และเป็นผู้อำนวยการจัดการศึกษามณฑลจันทบุรี ซึ่งท่านได้เดินทางมาตรวจราชการดังกล่าว ณ เมืองแกลง เรื่องเล่าจากท้องถิ่นระบุว่า ชาวบ้านได้นำพระแท่นออกมาต้อนรับ และกล่าวว่าเป็นพระแท่นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินซึ่งพระราชทานไว้ที่วัดเนินสระ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม” ตามเรื่องเล่าในท้องถิ่นเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินและพระแท่นที่ประทับองค์นี้
ชาวบ้านเล่าว่า เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ท่านเห็นว่าเป็นพระแท่นที่ประทับ และดูฝีมือช่างเป็นของหลวงที่ผสมผสานกับศิลปะจีนชัดเจน เบื้องต้นจึงมีดำริให้นำมาเก็บรักษาไว้ ณ หอพระสมุดวชิรญาณ และต่อมานำมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในท้องถิ่นอีกกระแสหนึ่งเกี่ยวกับพระแท่นที่ประทับนี้ว่า เดิมพระแท่นที่ประทับนี้เคยอยู่ที่วัดโพธิ์ทองพุทธาราม วัดสำคัญเก่าแก่ในย่านเมืองแกลงเก่า โดยอ้างอิงถึงคานหาม และข้าวของเก่าๆ ภายในวัด อย่างไรก็ดีเนื่องจากวัดโพธิ์ทองพุทธารามนี้เคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว เรื่องราวของคานหามหรือหลักฐานอื่นๆ ที่จะยืนยันความชัดเจนในเรื่องนี้จึงสูญหายไปพร้อมกับกองเพลิงดังกล่าว
ในส่วนของชาวบ้านทะเลน้อย และวัดราชบัลลังก์ฯ ซึ่งผูกพันกับเรื่องราวของพระแท่นที่ประทับ หรือบัลลังก์พระเจ้าตากฯ นี้ จึงติดต่อเดินเรื่องมายังกรมศิลปากรในการจำลองพระแท่นฯ นี้ไปประดิษฐาน ณ วัดราชบัลลังก์ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ และเป็นหนึ่งในโบราณวัตถุที่สำคัญร่วมกับข้าวของชิ้นอื่นๆ ที่ชาวชุมชนยินดีบอกเล่าเรื่องราวสำหรับผู้ไปเยือน

คุณนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการฯ รับมอบของที่ระลึก
ปัจจุบันเนื่องจากทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครอยู่ระหว่างการปรับปรุงสถานที่ จึงยังไม่ได้นำพระแท่นที่ประทับดังกล่าว ออกมาจัดแสดง แต่กิจกรรมครั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านผู้อำนวยการ คุณนิตยา กนกมงคล และภัณฑารักษ์ชำนาญการ คุณศุภวรรณ นงนุช รวมไปถึงทีมงานนำออกมาให้ชมเป็นกรณีพิเศษ และยังกรุณามากล่าวต้อนรับ บรรยายให้ความรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านรูปแบบศิลปกรรมลวดลายที่ปรากฏอยู่บนพระแท่นที่ประทับ โดยวิทยากรระบุว่ากว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นลวดลายซึ่งสะท้อนคติความเชื่อชาวจีน แต่ก็มีการผสมผสานความเป็นไทยบางส่วนอย่างน่าสนใจ

ลวดลายประดับที่สะท้อนการผสมผสานวัฒนธรรมจีน-ไทยอย่างงดงาม
อาทิเช่น การใช้สิงโตซึ่งเป็นสัตว์ในเทพนิยายสำหรับเป็นผู้ปกปักรักษาสิ่งสำคัญต่างๆ เช่น พระเจ้าแผ่นดิน หรือพระพุทธรูป
การใช้ลายหงส์คู่ท่ามกลางดอกโบตั๋น ซึ่งทั้งหงส์และดอกโบตั๋นเป็นสัญลักษณ์มงคลของจีนที่สำคัญ รูปนกในกอบัวหลวง แต่ละด้านซึ่งมีลวดลายที่แตกต่างกัน ลวดลายค้างคาวกางปีกคายดอกไม้ ค้างคาว ตรงกับคำว่า ฟู่ ในภาษาจีน ซึ่งหมายถึงความร่ำรวย
ลวดลายซึ่งหากมองด้านข้างของพระแท่นฯ ผู้ชมจะเห็น ขาเหมือนกับพญานาคกำลังแผ่พังพานอยู่ ซึ่งอนุมานได้ว่าพระแท่นฯ นี้น่าจะจัดทำขึ้นในบ้านเรามากกว่าการนำเข้าโดยตรงจากจีน
ลวดลายมังกร ๔ เล็บ คาบกระบี่หยก มังกร ๔ เล็บ เป็นสัญลักษณ์ของอ๋อง ซึ่งโบราณวัตถุในบ้านเรามักปรากฏสัญลักษณ์มังกร ๔ เล็บ โดยมังกร ๕ เล็บ จะเป็นสัญลักษณ์ของพระมหาจักรพรรดิของจีน
นอกจากนี้ยังประกอบด้วยลวดลายหนังสือ แจกัน ขนนก ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์มงคล
วิทยากรยังเล่าเพิ่มเติมด้วยว่า "เมื่อครั้งจะนำออกมาจัดแสดงนั้น เจ้าหน้าที่ยังพบความน่าสนใจอีกประการคือ พระแท่นที่ประทับองค์นี้มีสลักไม้ซึ่งสามารถถอดออก และประกอบขึ้นใหม่ได้"
ซึ่งความวิจิตรเหล่านี้ สะท้อนฝีมือในเชิงช่างหลายแขนง ในการผสมผสานวัฒนธรรมไทย-จีน และสะท้อนถึงความนิยมศิลปวัฒนธรรมของชาวจีนที่มีอิทธิพลต่อราชสำนัก และขุนนางสยามในช่วงรอยต่อสมัยกรุงธนบุรีกระทั่งถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์
นอกจากเรื่องราวความรู้ และแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์นอกห้องเรียนจากท่านผู้อำนวยการ และวิทยากรแล้ว การที่มีโอกาสได้เห็นและสัมผัสโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด สร้างความสนใจ และความตื่นเต้นให้กับเด็กๆ เมืองแกลง ซึ่งทั้งหมดเพิ่งจะมาเห็นพระแท่นที่ประทับองค์จริงในวันนี้ บางคนเคยเห็นแต่องค์จำลอง ณ วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม และฟังผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่นเล่าต่อๆ กันมาเท่านั้น

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายรูปร่วมกับพระแท่นที่ประทับฯ
เมื่อได้มาเห็นพระแท่นที่ประทับองค์จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องๆ ที่มาจากบ้านทะเลน้อยซึ่งคุ้นเคยกับตำนานเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน และบัลลังก์หรือพระแท่นที่ประทับกว่าเพื่อนที่มาจากชุมชนอื่น ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้ และยิ่งดีใจมากขึ้นที่มีโอกาสได้มาเห็นพระแท่นที่ประทับองค์จริงซึ่งมีความงดงามมากสมกับเป็นงานเชิงช่างชั้นสูง และทำให้รู้สึกภูมิใจมากยิ่งขึ้นในความเป็นชาวเมืองแกลง ที่มีเรื่องราวดีๆ ที่สามารถเชื่อมโยงความเป็นท้องถิ่นเมืองแกลงกับประวัติศาสตร์ของประเทศ
วิทยากรยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า “นอกจากพระแท่นที่ประทับองค์นี้แล้ว ยังมี พระสุรัสวดี ซึ่งเป็นเทวรูปสลักจากไม้ และอีกองค์เป็นพระสุรัสวดีวาดบนกระดาน เป็นภาพจิตรกรรม ซึ่งเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญซึ่งหลงเหลือมาตั้งแต่สมัยธนบุรี สำหรับพระสุรัสวดีถือเป็นเทวดาประจำหอรวมพลสมัยกรุงธนบุรี ในอดีตจะรวมพลต่อเมื่อต้องการรวบรวมไพร่พลออกศึกสงคราม ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีการศึกสงครามอยู่”
จากวังหน้า สู่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
สมัยธนบุรีเป็นช่วงเวลาของการเชื่อมต่อ และส่งผ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ จากสมัยกรุงศรีอยุธยามาสู่กรุงรัตนโกสินทร์ที่สำคัญ
ก่อนที่จะมาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครเช่นที่เราเห็นปัจจุบันนั้น เดิมทีพื้นที่บริเวณนี้ รวมถึงที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงละครแห่งชาติ สำนักการสังคีต สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักการท่องเที่ยวกีฬา และวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร และบางส่วนของสนามหลวง เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคล หรือที่ประทับของวังหน้า
โดยวังหน้าพระองค์แรกผู้สร้างพระราชวังแห่งนี้คือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ ๑ เป็นทหารร่วมรบของสมเด็จพระเจ้าตากสิน และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมกับสมเด็จพระเชษฐาธิราชสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่
ผู้ที่ได้รับการสถาปนาเป็นวังหน้าสมัยรัตนโกสินทร์นั้น มีทั้งหมด ๖ พระองค์ ได้แก่
วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงสถาปนา เจ้าพระยาสุรสีห์พิศณวาธิราช (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (รัชกาลที่ ๒)
วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๒ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ (สมเด็จพระอนุชาธิราช)
วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงสถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ (พระราชปิตุลา)
วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงสถาปนาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (สมเด็จพระอนุชาธิราช มีพระอิสริยยศเทียบเท่าพระมหากษัตริย์)
วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการ ประชุมร่วมกับพระญาติพระวงศ์และเสนาบดี แต่งตั้งกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ (พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นวังหน้า ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์
ขณะที่สมัยกรุงศรีอยุธยามีพระราชวังจันทรเกษม เป็นที่ประทับของวังหน้า หรือพระมหาอุปราช สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีพระราชวังบวรสถานมงคลแห่งนี้ ทำหน้าที่ดังกล่าว
จนกระทั่งตำแหน่งวังหน้าถูกยกเลิกไปในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเปลี่ยนแปลงเป็นการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร มาจนปัจจุบัน
เมื่อตำแหน่งวังหน้าถูกปรับเปลี่ยน พระราชวังเดิมก็ได้เปลี่ยนหน้าที่ โดยพระราชวังจันทรเกษม ได้เปลี่ยนหน้าที่มาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ขณะที่พระราชวังบวรสถานมงคล ก็ได้แปลงสภาพมาเป็น พิพิธภัณฑ์วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ ๕ และเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในปัจจุบัน ซึ่งสถานที่ทั้งสองแห่งขณะนี้อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร

น้องๆ รับฟังการบรรยายจากคุณศุภวรรณ นงนุช ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
นอกจากพระแท่นที่ประทับฯ และเรื่องราวของวังหน้าดังกล่าวแล้ว สถานที่สำคัญต่อไปที่วิทยากรกรุณานำชมและถ่ายรูปร่วมกันคือ “พระที่นั่งพุทไธสวรรย์”
พระที่นั่งองค์นี้ มีชื่อเดิมว่า “พระที่นั่งสุทธาสวรรย์” สร้างขึ้นโดยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ดำริในการสร้างเดิมคือเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบการพระราชพิธีต่างๆ ต่อมาเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสำคัญ ศิลปะแบบลังกา ซึ่งอัญเชิญลงมาจากเมืองเชียงใหม่คราวกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จไปราชการทัพ
ในระยะแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงนั้น มีการรวบรวมและอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจำนวนมากจากหัวเมืองเหนือมาประดิษฐานที่พระนคร เพื่อเสริมบุญญาบารมีของกษัตริย์ในฐานะเอกอัครศาสนูปถัมภก และยังแฝงนัยความมีอำนาจเหนือกว่าทางการเมือง
ในช่วงวันสงกรานต์ของทุกปีจะมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ออกแห่รอบเมือง แล้วนำไปประดิษฐานที่ปะรำพิธีกลางท้องสนามหลวง ให้ประชาชนได้สรงน้ำและสักการะบูชา
พระที่นั่งฯ องค์นี้ได้รับการเปลี่ยนชื่อจาก “พระที่นั่งสุทธาสวรรย์” เป็น “พระที่นั่งพุทไธสวรรย์” โดย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ ๓
นอกจากความงดงามทางสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งฯ ความสำคัญของพระพุทธสิหิงค์ในฐานะพระคู่บ้านคู่เมือง ความโดดเด่นที่สำคัญในพระที่นั่งฯ องค์นี้อีกประการหนึ่งคือภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพุทธประวัติ และภาพเทพชุมนุมอยู่รายรอบ
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ณ พระที่นั่งฯ นี้แรกเริ่มเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งวาดขึ้นในราว พ.ศ. ๒๓๓๘ โดยช่างซึ่งตกค้างมาแต่สมัยอยุธยาซึ่งเป็นการฟื้นฟูงานจิตรกรรมเดิมสมัยอยุธยาตอนปลาย อย่างไรก็ตามงานในยุคแรกเริ่มมีการชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จึงมีการเขียนซ่อมแซมมาเป็นระยะๆ สันนิษฐานว่าเขียนซ่อมมากที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งปรากฎเทคนิคในการเขียนแบบตะวันตก

ผู้ร่วมกิจกรรมให้ความสนใจกับศัสตราวุธ ณ พระที่นั่งปฤษฎางค์ภิมุข
นอกจากนี้เด็กๆ ยังมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมการจัดแสดงแผนผังการจัดทัพ ช้างศึก ศัสตราวุธโบราณหลากชนิด ณ “พระที่นั่งปฤษฏางค์ภิมุข” เป็นการปิดท้ายรายการกรุงเทพฯ – ธนบุรี ก่อนมุ่งหน้าเดินทางกลับสู่เมืองแกลง
"จากเมืองแกลงสู่กรุงธนบุรี" เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองแกลง
เนื่องในงานวันเล็ก-ประไพ รำลึก ปีที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๖๑)
๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ขอขอบคุณ
คุณนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
คุณศุภวรรณ นงนุช ภัณฑารักษ์ชำนาญการ
สืบค้นเพิ่มเติมได้ที่
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๕๗. จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์. สืบค้นเมื่อ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๑, จาก เว็บไซต์: http://www.finearts.go.th/promotion/parameters/search/หนังสืออิเล็กทรอนิกส์/book/41-2014-11-17-04-10-21/2-2013-01-26-21-11-08.html
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (ไม่ระบุ). หนังสือพระราชวังบวรสถานมงคล. สืบค้นเมื่อ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๑, จากเว็บไซต์: http://www.finearts.go.th/promotion/หนังสืออิเลคทรอนิกส์/book/ 44-2014-11-27-08-10-15/2-2013-01-26-21-11-08.html