หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ตามรอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
บทความโดย จิราพร แซ่เตียว
เรียบเรียงเมื่อ 21 ธ.ค. 2561, 10:31 น.
เข้าชมแล้ว 4978 ครั้ง

          ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งจากโครงการ   "จากเมืองแกลงสู่กรุงธนบุรี" เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองแกลง ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในงานวันเล็ก-ประไพ รำลึก ปีที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๖๑)   ในวันที่ ๑๖-๑๘  พฤศจิกายน  ๒๕๖๑  ที่ผ่านมา  ที่ได้นำคณะนักเรียนและครูจากโรงเรียนแกลง (วิทยสถาวร)  รวมถึงเยาวชนจากกลุ่มรักษ์เขาชะเมา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติ และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ณ กรุงเทพ-ธนบุรี และเมืองแกลง จังหวัดระยอง โดยมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นหนึ่งในสถานที่ห้ามพลาดของรายการ    แต่เนื่องจากระยะเวลาในการทัศนศึกษาที่นี่ครั้งนี้มีจำกัด  จึงขอนำข้อมูลเรื่องราวจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร  ที่น้องๆ มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมมาแบ่งปันพอสังเขป ดังนี้

 

พระแท่นที่ประทับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากเมืองแกลง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

พระแท่นที่ประทับ /บัลลังก์พระเจ้าตากฯ

ไฮไลท์ของโปรแกรมที่นี่คือการนำเด็กและเยาวชนจากเมืองแกลง จังหวัดระยอง มาชมโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงกรุงธนบุรีกับเมืองแกลง  คือ พระแท่นที่ประทับซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระแท่นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสิน 

มูลเหตุที่พระแท่นฯ ดังกล่าวมาปรากฏอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครนั้น  มีข้อมูลว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์  (หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์)  สมเด็จพระสังฆราชไทยพระองค์ที่ ๑๓  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นผู้นำมาจากเมืองแกลง ตั้งแต่เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระสุคุณคณาภรณ์   และเป็นผู้อำนวยการจัดการศึกษามณฑลจันทบุรี ซึ่งท่านได้เดินทางมาตรวจราชการดังกล่าว  ณ เมืองแกลง  เรื่องเล่าจากท้องถิ่นระบุว่า  ชาวบ้านได้นำพระแท่นออกมาต้อนรับ  และกล่าวว่าเป็นพระแท่นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินซึ่งพระราชทานไว้ที่วัดเนินสระ  ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม” ตามเรื่องเล่าในท้องถิ่นเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินและพระแท่นที่ประทับองค์นี้

 

ชาวบ้านเล่าว่า เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า  ท่านเห็นว่าเป็นพระแท่นที่ประทับ และดูฝีมือช่างเป็นของหลวงที่ผสมผสานกับศิลปะจีนชัดเจน  เบื้องต้นจึงมีดำริให้นำมาเก็บรักษาไว้ ณ หอพระสมุดวชิรญาณ  และต่อมานำมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครจนถึงปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในท้องถิ่นอีกกระแสหนึ่งเกี่ยวกับพระแท่นที่ประทับนี้ว่า เดิมพระแท่นที่ประทับนี้เคยอยู่ที่วัดโพธิ์ทองพุทธาราม  วัดสำคัญเก่าแก่ในย่านเมืองแกลงเก่า โดยอ้างอิงถึงคานหาม และข้าวของเก่าๆ ภายในวัด   อย่างไรก็ดีเนื่องจากวัดโพธิ์ทองพุทธารามนี้เคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว  เรื่องราวของคานหามหรือหลักฐานอื่นๆ ที่จะยืนยันความชัดเจนในเรื่องนี้จึงสูญหายไปพร้อมกับกองเพลิงดังกล่าว

 

ในส่วนของชาวบ้านทะเลน้อย และวัดราชบัลลังก์ฯ ซึ่งผูกพันกับเรื่องราวของพระแท่นที่ประทับ หรือบัลลังก์พระเจ้าตากฯ นี้ จึงติดต่อเดินเรื่องมายังกรมศิลปากรในการจำลองพระแท่นฯ นี้ไปประดิษฐาน ณ วัดราชบัลลังก์  ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ และเป็นหนึ่งในโบราณวัตถุที่สำคัญร่วมกับข้าวของชิ้นอื่นๆ ที่ชาวชุมชนยินดีบอกเล่าเรื่องราวสำหรับผู้ไปเยือน

 

คุณนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการฯ รับมอบของที่ระลึก

 

ปัจจุบันเนื่องจากทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครอยู่ระหว่างการปรับปรุงสถานที่  จึงยังไม่ได้นำพระแท่นที่ประทับดังกล่าว ออกมาจัดแสดง  แต่กิจกรรมครั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านผู้อำนวยการ คุณนิตยา กนกมงคล และภัณฑารักษ์ชำนาญการ คุณศุภวรรณ นงนุช  รวมไปถึงทีมงานนำออกมาให้ชมเป็นกรณีพิเศษ  และยังกรุณามากล่าวต้อนรับ บรรยายให้ความรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านรูปแบบศิลปกรรมลวดลายที่ปรากฏอยู่บนพระแท่นที่ประทับ  โดยวิทยากรระบุว่ากว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นลวดลายซึ่งสะท้อนคติความเชื่อชาวจีน แต่ก็มีการผสมผสานความเป็นไทยบางส่วนอย่างน่าสนใจ  

 

ลวดลายประดับที่สะท้อนการผสมผสานวัฒนธรรมจีน-ไทยอย่างงดงาม

 

อาทิเช่น  การใช้สิงโตซึ่งเป็นสัตว์ในเทพนิยายสำหรับเป็นผู้ปกปักรักษาสิ่งสำคัญต่างๆ เช่น พระเจ้าแผ่นดิน หรือพระพุทธรูป

การใช้ลายหงส์คู่ท่ามกลางดอกโบตั๋น  ซึ่งทั้งหงส์และดอกโบตั๋นเป็นสัญลักษณ์มงคลของจีนที่สำคัญ รูปนกในกอบัวหลวง แต่ละด้านซึ่งมีลวดลายที่แตกต่างกัน  ลวดลายค้างคาวกางปีกคายดอกไม้  ค้างคาว  ตรงกับคำว่า ฟู่ ในภาษาจีน  ซึ่งหมายถึงความร่ำรวย

ลวดลายซึ่งหากมองด้านข้างของพระแท่นฯ ผู้ชมจะเห็น ขาเหมือนกับพญานาคกำลังแผ่พังพานอยู่  ซึ่งอนุมานได้ว่าพระแท่นฯ นี้น่าจะจัดทำขึ้นในบ้านเรามากกว่าการนำเข้าโดยตรงจากจีน

ลวดลายมังกร ๔ เล็บ คาบกระบี่หยก  มังกร ๔ เล็บ เป็นสัญลักษณ์ของอ๋อง   ซึ่งโบราณวัตถุในบ้านเรามักปรากฏสัญลักษณ์มังกร ๔ เล็บ  โดยมังกร ๕ เล็บ จะเป็นสัญลักษณ์ของพระมหาจักรพรรดิของจีน 

นอกจากนี้ยังประกอบด้วยลวดลายหนังสือ แจกัน ขนนก ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์มงคล

วิทยากรยังเล่าเพิ่มเติมด้วยว่า "เมื่อครั้งจะนำออกมาจัดแสดงนั้น เจ้าหน้าที่ยังพบความน่าสนใจอีกประการคือ พระแท่นที่ประทับองค์นี้มีสลักไม้ซึ่งสามารถถอดออก และประกอบขึ้นใหม่ได้"

ซึ่งความวิจิตรเหล่านี้ สะท้อนฝีมือในเชิงช่างหลายแขนง ในการผสมผสานวัฒนธรรมไทย-จีน  และสะท้อนถึงความนิยมศิลปวัฒนธรรมของชาวจีนที่มีอิทธิพลต่อราชสำนัก และขุนนางสยามในช่วงรอยต่อสมัยกรุงธนบุรีกระทั่งถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์

 

นอกจากเรื่องราวความรู้ และแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์นอกห้องเรียนจากท่านผู้อำนวยการ และวิทยากรแล้ว  การที่มีโอกาสได้เห็นและสัมผัสโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด สร้างความสนใจ และความตื่นเต้นให้กับเด็กๆ เมืองแกลง   ซึ่งทั้งหมดเพิ่งจะมาเห็นพระแท่นที่ประทับองค์จริงในวันนี้   บางคนเคยเห็นแต่องค์จำลอง  ณ วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม  และฟังผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่นเล่าต่อๆ กันมาเท่านั้น 

 

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายรูปร่วมกับพระแท่นที่ประทับฯ

เมื่อได้มาเห็นพระแท่นที่ประทับองค์จริง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องๆ ที่มาจากบ้านทะเลน้อยซึ่งคุ้นเคยกับตำนานเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน และบัลลังก์หรือพระแท่นที่ประทับกว่าเพื่อนที่มาจากชุมชนอื่น  ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้  และยิ่งดีใจมากขึ้นที่มีโอกาสได้มาเห็นพระแท่นที่ประทับองค์จริงซึ่งมีความงดงามมากสมกับเป็นงานเชิงช่างชั้นสูง  และทำให้รู้สึกภูมิใจมากยิ่งขึ้นในความเป็นชาวเมืองแกลง  ที่มีเรื่องราวดีๆ  ที่สามารถเชื่อมโยงความเป็นท้องถิ่นเมืองแกลงกับประวัติศาสตร์ของประเทศ

 

วิทยากรยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า  “นอกจากพระแท่นที่ประทับองค์นี้แล้ว  ยังมี พระสุรัสวดี ซึ่งเป็นเทวรูปสลักจากไม้  และอีกองค์เป็นพระสุรัสวดีวาดบนกระดาน เป็นภาพจิตรกรรม  ซึ่งเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญซึ่งหลงเหลือมาตั้งแต่สมัยธนบุรี  สำหรับพระสุรัสวดีถือเป็นเทวดาประจำหอรวมพลสมัยกรุงธนบุรี   ในอดีตจะรวมพลต่อเมื่อต้องการรวบรวมไพร่พลออกศึกสงคราม  ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีการศึกสงครามอยู่”

 

จากวังหน้า สู่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

สมัยธนบุรีเป็นช่วงเวลาของการเชื่อมต่อ และส่งผ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ จากสมัยกรุงศรีอยุธยามาสู่กรุงรัตนโกสินทร์ที่สำคัญ  

ก่อนที่จะมาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครเช่นที่เราเห็นปัจจุบันนั้น เดิมทีพื้นที่บริเวณนี้  รวมถึงที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงละครแห่งชาติ สำนักการสังคีต สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักการท่องเที่ยวกีฬา และวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร และบางส่วนของสนามหลวง เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคล  หรือที่ประทับของวังหน้า

 

โดยวังหน้าพระองค์แรกผู้สร้างพระราชวังแห่งนี้คือ  กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท   ซึ่งเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ ๑  เป็นทหารร่วมรบของสมเด็จพระเจ้าตากสิน และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมกับสมเด็จพระเชษฐาธิราชสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่

 

ผู้ที่ได้รับการสถาปนาเป็นวังหน้าสมัยรัตนโกสินทร์นั้น  มีทั้งหมด ๖ พระองค์ ได้แก่

วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๑  ทรงสถาปนา เจ้าพระยาสุรสีห์พิศณวาธิราช (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท)  และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (รัชกาลที่ ๒)   

วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๒  ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ (สมเด็จพระอนุชาธิราช)   

วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๓  ทรงสถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ (พระราชปิตุลา) 

วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๔  ทรงสถาปนาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (สมเด็จพระอนุชาธิราช  มีพระอิสริยยศเทียบเท่าพระมหากษัตริย์) 

วังหน้าสมัยรัชกาลที่ ๕  สมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการ ประชุมร่วมกับพระญาติพระวงศ์และเสนาบดี แต่งตั้งกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ (พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นวังหน้า  ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์

 

ขณะที่สมัยกรุงศรีอยุธยามีพระราชวังจันทรเกษม   เป็นที่ประทับของวังหน้า หรือพระมหาอุปราช สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีพระราชวังบวรสถานมงคลแห่งนี้ ทำหน้าที่ดังกล่าว  

 

จนกระทั่งตำแหน่งวังหน้าถูกยกเลิกไปในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และเปลี่ยนแปลงเป็นการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร มาจนปัจจุบัน

 

เมื่อตำแหน่งวังหน้าถูกปรับเปลี่ยน  พระราชวังเดิมก็ได้เปลี่ยนหน้าที่  โดยพระราชวังจันทรเกษม ได้เปลี่ยนหน้าที่มาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม  ขณะที่พระราชวังบวรสถานมงคล  ก็ได้แปลงสภาพมาเป็น  พิพิธภัณฑ์วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ ๕  และเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  พระนครในปัจจุบัน  ซึ่งสถานที่ทั้งสองแห่งขณะนี้อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร 

 

น้องๆ รับฟังการบรรยายจากคุณศุภวรรณ นงนุช ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์

 

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

นอกจากพระแท่นที่ประทับฯ  และเรื่องราวของวังหน้าดังกล่าวแล้ว สถานที่สำคัญต่อไปที่วิทยากรกรุณานำชมและถ่ายรูปร่วมกันคือ  “พระที่นั่งพุทไธสวรรย์”

พระที่นั่งองค์นี้  มีชื่อเดิมว่า  “พระที่นั่งสุทธาสวรรย์”  สร้างขึ้นโดยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท  ดำริในการสร้างเดิมคือเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบการพระราชพิธีต่างๆ  ต่อมาเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสำคัญ ศิลปะแบบลังกา ซึ่งอัญเชิญลงมาจากเมืองเชียงใหม่คราวกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จไปราชการทัพ

ในระยะแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงนั้น  มีการรวบรวมและอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจำนวนมากจากหัวเมืองเหนือมาประดิษฐานที่พระนคร เพื่อเสริมบุญญาบารมีของกษัตริย์ในฐานะเอกอัครศาสนูปถัมภก และยังแฝงนัยความมีอำนาจเหนือกว่าทางการเมือง

ในช่วงวันสงกรานต์ของทุกปีจะมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ออกแห่รอบเมือง แล้วนำไปประดิษฐานที่ปะรำพิธีกลางท้องสนามหลวง  ให้ประชาชนได้สรงน้ำและสักการะบูชา

พระที่นั่งฯ องค์นี้ได้รับการเปลี่ยนชื่อจาก  “พระที่นั่งสุทธาสวรรย์”  เป็น   “พระที่นั่งพุทไธสวรรย์” โดย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ  วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ ๓

นอกจากความงดงามทางสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งฯ  ความสำคัญของพระพุทธสิหิงค์ในฐานะพระคู่บ้านคู่เมือง ความโดดเด่นที่สำคัญในพระที่นั่งฯ องค์นี้อีกประการหนึ่งคือภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพุทธประวัติ และภาพเทพชุมนุมอยู่รายรอบ

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ณ พระที่นั่งฯ นี้แรกเริ่มเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งวาดขึ้นในราว พ.ศ.  ๒๓๓๘ โดยช่างซึ่งตกค้างมาแต่สมัยอยุธยาซึ่งเป็นการฟื้นฟูงานจิตรกรรมเดิมสมัยอยุธยาตอนปลาย  อย่างไรก็ตามงานในยุคแรกเริ่มมีการชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จึงมีการเขียนซ่อมแซมมาเป็นระยะๆ  สันนิษฐานว่าเขียนซ่อมมากที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งปรากฎเทคนิคในการเขียนแบบตะวันตก          

 

ผู้ร่วมกิจกรรมให้ความสนใจกับศัสตราวุธ ณ พระที่นั่งปฤษฎางค์ภิมุข

 

นอกจากนี้เด็กๆ ยังมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมการจัดแสดงแผนผังการจัดทัพ ช้างศึก  ศัสตราวุธโบราณหลากชนิด  ณ “พระที่นั่งปฤษฏางค์ภิมุข”  เป็นการปิดท้ายรายการกรุงเทพฯ – ธนบุรี ก่อนมุ่งหน้าเดินทางกลับสู่เมืองแกลง

 

"จากเมืองแกลงสู่กรุงธนบุรี" เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองแกลง  

เนื่องในงานวันเล็ก-ประไพ รำลึก ปีที่ ๑๖ (พ.ศ. ๒๕๖๑)

๑๗  พฤศจิกายน  ๒๕๖๑  ณ  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

ขอขอบคุณ

คุณนิตยา กนกมงคล  ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

คุณศุภวรรณ นงนุช  ภัณฑารักษ์ชำนาญการ

 

สืบค้นเพิ่มเติมได้ที่

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. ๒๕๕๗. จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์. สืบค้นเมื่อ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๑, จาก เว็บไซต์: http://www.finearts.go.th/promotion/parameters/search/หนังสืออิเล็กทรอนิกส์/book/41-2014-11-17-04-10-21/2-2013-01-26-21-11-08.html

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (ไม่ระบุ). หนังสือพระราชวังบวรสถานมงคล.  สืบค้นเมื่อ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๑, จากเว็บไซต์: http://www.finearts.go.th/promotion/หนังสืออิเลคทรอนิกส์/book/ 44-2014-11-27-08-10-15/2-2013-01-26-21-11-08.html

 

อัพเดทล่าสุด 24 ธ.ค. 2561, 10:31 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.