หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา
บทความโดย สร้อยสุรีย์ ศรีเมือง และชาวบ้านเวียงลอ
เรียบเรียงเมื่อ 24 ม.ค. 2559, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 17818 ครั้ง

พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา

 

หลักฐานทางโบราณคดีที่มีการค้นพบกระจัดกระจายเป็นจำนวนมากตามเมืองโบราณ การค้นพบหลักฐานดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความศรัทธา ความเลื่อมใสในพุทธศาสนาของผู้คนในพื้นที่ เพราะว่าพระพุทธรูปนั้นเปรียบเสมือนกับเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนขององค์ศาสดาในศาสนาพุทธให้คนที่เคารพนับถือได้มากราบไหว้บูชา และจากการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นพระพุทธรูปหินทรายจำนวนมากนี้ก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งพระพุทธรูปโบราณในเมืองพะเยาส่วนใหญ่จะมี ๒ ลักษณะ คือ เป็นศิลปะสมัยเชียงแสน และศิลปะสมัยสุโขทัย บางครั้งก็มีการนำเอาศิลปะทั้งสองมาผสมผสานกัน


พระพุทธรูปหินทรายที่ค้นพบในพะเยาส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ซึ่งถือได้ว่าเป็นยุคทองแห่งเมืองพะเยา พระพุทธรูปในยุคนี้ได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งมีลักษณะสังฆาฏิยาว และปลายสังฆาฏิมีลักษณะเป็นเขี้ยวตะขาบ ส่วนลักษณะแหลมสันของพระพุทธรูปยังมีน้อย และพุทธลักษณะที่สำคัญของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา ได้แก่ เศียรพระพุทธรูปมีทั้งเศียรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ พระพักตร์เป็นรูปไข่ บางเศียรมีไรพระศก เม็ดพระศกมีขนาดเล็ก ทำเป็นตุ่มแหลมเรียงกัน พระรัศมีเป็นเปลว พระขนงเป็นสันคม พระเนตรเหลือบมองต่ำ พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์ยิ้ม ประทับนั่งแสดงปางสมาธิ

  

พระพุทธรูปภายในวัดศรีปิงเมือง

 

 

จากการที่มีผู้ค้นพบและเก็บรวบรวมไว้นั้น พระพุทธรูปส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม เช่น พระเศียร พระกรหัก ส่งผลทำให้เกิดความยากในการศึกษาถึงรูปแบบของพระพุทธรูปที่แท้จริง แต่ก็มีบางส่วนที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และบางส่วนได้รับการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่โดยวิธีการพอกปูนทับองค์เดิม หรือการทาสีน้ำมันทับลงไปที่องค์พระพุทธรูป ซึ่งการบูรณะและการซ่อมแซมนี้ก็อาจจะทำให้รูปแบบของพระพุทธรูปมีความเปลี่ยนแปลงจากเดิมไป

 

การจำแนกหมวดหมู่พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา

 

การจัดหมวดหมู่พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยานั้นจะแบ่งตามลักษณะศิลปะที่ปรากฏประกอบกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่อาจมีอิทธิพลส่งผลต่อพุทธลักษณะของพระพุทธรูป ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้

 

ระยะแรก (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙) มีลักษณะใกล้เคียงกับพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่งในศิลปะล้านนายุคต้น (พระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์หนึ่งนั้นเป็นพระพุทธรูปที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบปาละที่ได้รับมาจากอาณาจักรพุกาม) และพระพุทธรูปในสมัยสุโขทัย จากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สามอาณาจักรคือ สุโขทัย(พระร่วง) พะเยา (พญางำเมือง) และล้านนา(พญามังราย) มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ดังนั้นพุทธลักษณะของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาน่าจะได้รับอิทธิพลและการถ่ายทอดรูปแบบมาจากล้านนาและสุโขทัย โดยมีลักษณะ คือ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระพักตร์กลม พระวรกายอวบอ้วน

 

ระยะที่สอง (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๐) จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นพะเยามีฐานะเป็นแคว้นอิสระอยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ คือ ตั้งแต่สมัยพญางำเมือง และหลังจากนั้นเมืองพะเยาก็ถูกรวมเข้ากับอาณาจักรล้านนาในสมัยของพระเจ้าคำฟูปกครองล้านนา พระพุทธรูปได้รับอิทธิพลของพระพุทธรูปสุโขทัยอย่างชัดเจน เนื่องจากว่าในช่วงนี้พระเจ้ากือนาผู้ปกครองล้านนาได้อาราธนาพระสุมนเถระจากสุโขทัยมาเผยแพร่พุทธศาสนาลังกาวงศ์ ดังนั้นพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาจึงได้รับอิทธิพลของพระพุทธรูปสุโขทัยเข้ามาปรากฏอย่างชัดเจน แต่ยังคงมีลักษณะของพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่งผสมอยู่เล็กน้อย เช่นการทำพระหนุ(คาง) เป็นปม โดยเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย คือ มีพระพักตร์เป็นรูปไข่ พระขนงโก่งเป็นวงโค้ง พระเนตรเหลือบมองต่ำ พระนาสิกเล็กและโด่ง พระโอษฐ์ยิ้ม ขอบพระโอษฐ์เป็นเส้นคู่

 

ระยะที่สาม(ต้น-กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑) เป็นระยะแรกที่พระพุทธรูปมีลักษณะเป็นแบบพะเยาอย่างแท้จริง คือ มีลักษณะพระพักตร์สี่เหลี่ยมค่อนข้างกลมมน พระพักตร์เคร่งขรึม บางองค์แสดงกิริยายิ้มเล็กน้อย พระวรกายค่อนข้างใหญ่เทอะทะ พระอุระนูนอย่างมาก และจากการพบพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งทำเป็นพระพุทธรูปแข้งคม เพราะฉะนั้นพระพุทธรูปในระยะนี้คงมีแรงบันดาลใจมาจากพระพุทธรูปแข้งคมสำริดในล้านนาที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาในระยะนี้

 

ระยะที่สี่(กลาง-ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑) ลักษณะของพระพุทธรูปหินทรายในระยะนี้ถือได้ว่ามีวิวัฒนาการทางด้านรูปแบบที่เจริญสูงสุด ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างสมัยของพระเจ้าติโลกราชจนถึงสมัยพระเมืองแก้วแห่งล้านนา มีลักษณะที่สำคัญ คือ พระพุทธรูปมีลักษณะผสมผสานกันทางด้านรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วยังคงมีเค้าเดิมของพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยเป็นส่วนใหญ่ และพระพุทธรูปได้มีวิวัฒนาการจนเกิดเป็นลักษณะของตนเองเกิดขึ้นอย่างแท้จริง เช่นลักษณะพระโอษฐ์ด้านบนหยักเป็นรูปปีกกา มุมพระโอษฐ์ทั้งสองข้างตวัดขึ้น ลักษณะของปลายพระเนตรที่โค้งขึ้นรับกับพระโอษฐ์ และลักษณะของเม็ดพระศกที่ทำเป็นตารางสี่เหลี่ยมคล้ายกับรูปทรงปิรามิด น่าจะเป็นลักษณะเฉพาะและได้รับความนิยมในสมัยนี้

 

ระยะสุดท้าย(ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑-ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓) พระพุทธรูปในช่วงนี้จัดอยู่ในระยะเวลาที่ล้านนาเริ่มเสื่อมลง ภายหลังจากรัชกาลพระเมืองแก้วเป็นต้นมา พระพุทธรูปและศิลปกรรมสกุลช่างพะเยาเริ่มหยุดชะงักลงเมื่อคราวที่พม่าสามารถเข้าตีอาณาจักรล้านนาได้สำเร็จ เมื่อปี พ.ศ.๒๑๐๑ ทำให้อาณาจักรล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเป็นเวลากว่า ๒๐๐ปี ดังนั้นพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาน่าจะมีวิวัฒนาการในลักษณะเดียวกับพระพุทธรูปสำริดในล้านนา ภายหลังจากการตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า การสร้างงานศิลปกรรมในพะเยาก็ลดลงเช่นกัน ซึ่งพระพุทธรูปที่พบส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปขนาดเล็กและมีลักษณะที่เป็นแบบท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างในลักษณะที่แพร่กระจายอยู่ตามท้องถิ่นรอบนอกเมืองพะเยา ในช่วงเวลานี้มีการสู้รบเพื่อขับไล่พม่าออกไปจากล้านนาจึงทำให้การสร้างงานประติมากรรมที่เกิดขึ้นตามท้องถิ่นต่างๆที่แพร่กระจายออกไปนี้ จึงอาจส่งผลทำให้รูปแบบของพระพุทธรูปมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ

 

ดังนั้นลักษณะของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาในระยะนี้จึงมีลักษณะที่เป็นพื้นบ้านมากยิ่งขึ้น ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งเหนือกระดานเกลี้ยง พระพักตร์เป็นรูปไข่ค่อนข้างกลม พระนลาฏแคบ พระโอษฐ์เล็ก และพระหนุเป็นปม

 

ความเสื่อมและการสิ้นสุดของศิลปกรรมสกุลช่างพะเยาเกิดขึ้นในคราวที่ชาวพะเยาหนีศึกพม่าไปอยู่ร่วมกับชาวลำปาง ในปีพ.ศ.๒๓๓๐ ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงเวลานี้เองทำให้เมืองพะเยาได้ถูกทิ้งร้างไปนานเป็นเวลาถึง ๕๖ ปี ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ศิลปกรรมของเมืองพะเยาต้องถูกทอดทิ้ง เนื่องจากว่ามีน้ำหนักที่มากเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนย้าย ส่งผลทำให้พระพุทธรูปส่วนใหญ่มีสภาพที่ชำรุดเสียหาย

 

พระพุทธรูปภายในวัดศรีปิงเมือง


 

 พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาในพื้นที่เวียงลอ

 

ส่วนพระพุทธรูปหินทรายที่มีการค้นพบที่เวียงลอนั้นส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนที่แตกหัก ลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย อายุของพระพุทธรูปที่พบอยู่ในช่วงตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ถึงราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ โดยมีรูปแบบที่ไม่แตกต่างจากพระพุทธรูปหินทรายที่มีการค้นพบจากแหล่งอื่นในเมืองพะเยา ซึ่งสามารถจำแนกรูปแบบของพระพุทธรูปหินทรายที่พบในพื้นที่เวียงลอได้ดังนี้

 

อายุราวศตวรรษที่ ๑๙ พระพุทธรูปที่มีลักษณะใกล้เคียงกับพระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิเพชร พระพักตร์กลม พระวรกายอวบอ้วน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ พระพุทธรูปมีลักษณะเทียบได้กับพระพุทธรูปในศิลปะหมวดสุโขทัย หมวดกำแพงเพชร หมวดพระพุทธชินราช มีพระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่งเป็นวงโค้ง พระเนตรเหลือบมองต่ำ พระนาสิกเล็กและโด่ง ขอบพระโอษฐ์เป็นเส้นคู่ อายุราวต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑

 

-พระพุทธรูปที่มีลักษณะหมวดสุโขทัยและหมวดกำแพงเพชรผสมอยู่ ในช่วงนี้เริ่มปรากฏลักษณะที่เป็นพื้นเมืองผสม คือ ตรงกลางของริมพระโอษฐ์บนหยักลง มุมพระโอษฐ์ทั้งสองข้างตวัดขึ้นเล็กน้อยคล้ายรูปปีกกา (ต้นศตวรรษที่๒๑)

 

-พระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งเหนือกระดานเกลี้ยง พระพุทธรูปยังมีอิทธิพลของพระพุทธรูปสุโขทัยอยู่ เช่น พระพักตร์เป็นรูปไข่ พระรัศมีเป็นเปลว พระวรกายสูงเพรียว สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ปลายแยกเป็นสองแฉก นิ้วพระหัตถ์มีทั้งยาวเสมอกันและไม่เสมอกัน(ต้น-กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑)

 

-พระพุทธรูปมีลักษณะเป็นรูปแบบพะเยาอย่างแท้จริง พระพุทธรูปมีพระพักตร์สี่เหลี่ยมและค่อนข้างกลมมน พระพักตร์เคร่งขรึม บางองค์แสดงอาการยิ้มเล็กน้อย พระวรกายค่อนข้างใหญ่เทอะทะ พระอุระนูนอย่างมาก(ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑)

 

-พระพุทธรูปมีลักษณะพระพักตร์กลม พระองค์ค่อนข้างอวบอ้วน ส่วนใหญ่เป็นปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ (ต้นศตวรรษที่ ๒๑)

 

-พระพุทธรูปมีพระพักตร์รูปไข่กลมมน ลักษณะพระโอษฐ์ เม็ดพระศก รวมทั้งพระวรกายเป็นแบบเฉพาะของพะเยา เกิดจาการผสมผสานระหว่างพระพุทธรูปสุโขทัยกับพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง แต่รูปแบบได้มีวิวัฒนาการจนเกิดเป็นรูปแบบเฉพาะของพระพุทธรูปพะเยา(กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑)

 

-พระพุทธรูปมีพระพักตร์อยู่ในกรอบสามเหลี่ยม ตรงกลางขอบริมพระโอษฐ์บนหยักลงมา มุมพระโอษฐ์ทั้งสองข้างตวัดขึ้นอย่างมากคล้ายรูปปีกกา ในช่วงนี้ถือว่าได้มีวิวัฒนาการที่สูงสุด ซึ่งมีความงดงามอย่างมาก(กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑)

 

-พระพุทธรูปมีลักษณะของกลุ่มพระพุทธรูปทรงเครื่อง มีอิทธิพลพระพุทธรูปทรงเครื่องสำริดในล้านนา (กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑) อาจมีแรงบันดาลใจมาจากเทวดาปูนปั้นประดับวัดเจ็ดยอด เมืองเชียงใหม่

 

จากหลักฐานการค้นพบพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาในพื้นที่เวียงลอที่มีอายุและมีพุทธลักษณะสอดคล้องกับพระพุทธรูปหินทรายของพะเยาในแหล่งอื่นนั้น เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยของผู้คนในเวียงลอในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่๑๙ ถึงราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ที่ถือว่าอยู่ในช่วงที่เมืองพะเยาอยู่ในยุคที่มีการรับเอาศรัทธาศาสนาพุทธเข้ามาแล้ว

 

ดังนั้นจึงมีการสร้างศาสนสถานและมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นเป็นจำนวนมากโดยมีพุทธลักษณะหรือรูปแบบการสร้างพระพุทธรูปหินทรายที่เป็นแบบแผนเดียวกัน ซึ่งรูปแบบการสร้างในแต่ละยุคสมัยนั้นอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากการสถานการณ์หรือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้มีการรับเอารูปแบบและแนวคิดมาจากพื้นที่อื่นที่มีอิทธิพลมาปรับใช้ผสมผสานจนเกิดเป็นพุทธลักษณะของพระพุทธรูปสกุลช่างพะเยาในแต่ละยุค และจากพุทธลักษณะดังที่ปรากฏนี้ก็ยังทำให้เห็นได้ถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในแต่ละช่วงเวลาของพื้นที่อื่นๆและดินแดนแห่งนี้

อัพเดทล่าสุด 24 ม.ค. 2559, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.