หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เปิดประเด็น : ผู้มีบารมี – ผู้แพ้บารมี
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 มี.ค. 2559, 12:52 น.
เข้าชมแล้ว 6783 ครั้ง

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก


ในช่วงเวลา ๖–๗ ปีที่ผ่านมานี้ คนไทยทั่วไปมักได้ยินคำกล่าวที่คุ้นๆ ในเรื่องผู้มีบารมีอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่กำลังสูญเสียอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลในสมัยหนึ่ง มักกล่าวหาว่าเหตุที่ตนต้องเดือดร้อนนั้นมีที่มาจากการกระทำของผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ               

 

ข้าพเจ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องของ การกล่าวหา [Accusation] เพราะไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริงมาพิสูจน์ และที่สำคัญก็คือผู้กล่าวหาไม่กล้าที่จะระบุว่าใครคือผู้มีบารมี เลยทำให้เรื่องบานปลาย มีการตีความไปต่างๆ  นานาว่าใครคือผู้มีบารมี

 

ข้าพเจ้าเห็นว่าในการรับรู้ของคนไทยส่วนใหญ่นั้น รู้ว่าผู้ที่จะมีบารมีได้ในทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาดังกล่าวนี้ มีอยู่สองท่านที่โดดเด่น ท่านแรกคือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ท่านที่สองคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระประมุขของประเทศชาติ   

 

ผู้กล่าวหาซึ่งข้าพเจ้าขอฟันธงในที่นี้ว่า ผู้แพ้บารมี เพราะเมื่อมีผู้มีบารมีก็ควรมีผู้ไม่มีบารมีเป็นคู่ต่อรองกัน ผู้ไม่มีบารมีคือผู้แพ้ ได้กล่าวหาในเชิงกล้าๆ กลัวๆ เลยเกิดความคลุมเครือในเรื่องว่าจะเป็นท่านใดแน่ เพราะจะโดนเอาผิดมิได้ แต่ในความคิดของผู้ที่เป็นวิญญูชนแล้วตระหนักว่า ผู้มีบารมีนั้นหมายถึงองค์พระประมุขอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สร้างความคลุมเครือให้เห็นว่าเป็นท่านประธานองคมนตรี แล้วเติมให้เต็มไปถึงองคมนตรีทั้งคณะ ซึ่งแต่งตั้งโดยองค์พระประมุข จึงคิดเห็นว่าควรเลิกล้มไม่ให้มีคณะองคมนตรีเสีย เพื่อบ้านเมืองจะได้เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์

 

การเคลื่อนไหวของผู้แพ้บารมีและบริวารครั้งนี้ ดูเข้าทางบรรดานักวิชาการและนักศึกษาที่เรียกว่า กลุ่มไม่เอาเจ้า ที่มีการเคลื่อนไหวแบบกล้าๆ กลัวๆ มานานแล้ว มูลเหตุที่มาก็คือคนเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับทุนรัฐบาลรวมทั้งทุนพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ให้ไปศึกษาต่อในต่างประเทศทางตะวันตก โดยเฉพาะจากทางอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส เช่นเดียวกันกับครั้ง ร.๕ ที่ส่งออกไป ได้ถูกวิธีการคิดทางการเมือง เศรษฐกิจแบบประชาธิปไตยจากบ้านเมืองเหล่านั้นมาครอบงำจนมองไม่เห็นอดีตรากเหง้าของบ้านเมือง

 

ความคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบตะวันตกของประเทศดังกล่าวนี้คือ เห็นว่าสถาบันกษัตริย์นั้นเป็นสิ่งล้าสมัยไม่ก้าวหน้าและไม่เสมอภาคตามอุดมคติในเรื่องประชาธิปไตยที่ตนได้เล่าเรียนมา กลุ่มนักเรียนนอกที่ถูกส่งไปเรียนตั้งแต่สมัย ร.๗ แต่ก็ยังดำรงสถานภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นก็ได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและไม่ทรงมีพระราชอำนาจทางการบริหาร ซึ่งนับว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทย [Localization Democracy] 

 

 ในเรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงปฏิบัติตามและไม่เคยแสดงพระองค์เองว่าอยู่เหนือกฎหมายแต่อย่างใด

 

แต่ความต่างกันระหว่างนักเรียนนอกรุ่นก่อนแต่สมัย ร.๕ กับนักเรียนนอกดอกเตอร์ด๊อกตีนในสมัยนี้ก็คือ นักเรียนนอกรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งไม่เอาสถาบันกษัตริย์และการเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เป็นกลุ่มที่ไม่ใหญ่โตเท่าใด แต่มีอิทธิพลในเรื่องการถ่ายทอดและส่งต่อความคิดไปให้คนรุ่นเด็ก โดยเฉพาะบรรดานักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

 

เหตุที่คนเหล่านี้มีอิทธิพลทางความคิดก็คือ มักเป็นผู้ที่เป็นอาจารย์ นักเขียน นักคิด ที่มีเครือข่ายสัมพันธ์กับนักวิชาการและนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศส แถมบางคนยังมีอาจารย์ชาวต่างประเทศที่มีชื่อเสียงหลายคนเป็นพ่อทูนหัวสนับสนุนอบรมและเชื่อมโยงในการเป็นเครือข่ายให้ในต่างประเทศ ทำให้บรรดานักวิชาการและนักศึกษากลุ่มไม่เอาเจ้านี้ดูเป็นคนทันสมัยและหัวก้าวหน้า และมีบทบาทในทางสื่อเป็นประจำ

 

ข่าวคราวที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของนักวิชาการกลุ่มไม่เอาเจ้านี้ เห็นจะเป็นกลุ่มนิติราษฎร์ที่ออกมาเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายมาตรา ๑๑๒ อันเป็นกฎหมายที่ควบคุมในเรื่องการหมิ่นพระมหากษัตริย์และสถาบัน โดยมีรายละเอียดหลายประการที่ทำให้สังคมสงสัยเคลือบแคลง คนเหล่านี้อ้างสิทธิความเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่ตนเล่าเรียนมาซึ่งก็ถูกต้องในอุดมคติแบบตะวันตกที่ทำให้ผู้คนเป็นจำนวนมากเห็นคล้อยตามเเล้วเข้าทางของกลุ่มนักการเมืองและบริวารของผู้แพ้บารมี

 

ผลที่ตามมา ถ้าหากสังคมขาดสติก็อาจกลายเป็นเรื่องขัดแย้งใหญ่ที่รุนแรงได้ ถ้าหากคิดไตร่ตรองให้ดีแล้ว พวกนักวิชาการเด็กๆ ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเหล่านี้คือ ผู้ที่มีอัตตาแรงและไม่รู้กาลเทศะ แต่กล้าๆ กลัวๆ เพราะการเอาสิ่งที่เป็นอุดมคติในเรื่องมาพูดในยามที่มีความขัดแย้งนั้น ก็เท่ากับเป็นการสนับสนุนค้ำจุนกลุ่มคนอีกขั้วหนึ่งที่จะล้มเจ้า

 

แต่เมืองไทยที่ผ่านมาประชาธิปไตยไม่เป็นแบบตะวันตก เพราะถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากันกับสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นประชาธิปไตยที่เกิดการปรับเปลี่ยนให้เป็นแบบท้องถิ่น [Localization] คือ ประชาธิปไตยแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ข้าพเจ้าสะใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อมีการสนทนาถกกันของนักวิชาการกลุ่มไม่เอาเจ้ากับคนที่เป็นกลางและไม่เห็นด้วยในรายการสถานีโทรทัศน์ช่องไทยพีบีเอส ครั้งหนึ่งที่ว่า กลุ่มตนเองก็เป็นเช่นเดียวกันกับคณะรัฐประหารสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่ยังคงการเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แต่กลับไม่ยอมรับว่าการเคลื่อนไหวในการล้ม ก.ม.๑๑๒ นั้น คือการกระทำเพื่อไม่เอาการเป็นองค์พระประมุขของพระมหากษัตริย์อย่างที่วิญญูชนทั้งหลายเข้าใจกัน

 

ที่น่าสมเพชก็คือต่อหน้าสื่อสาธารณะดูกล้าๆ กลัวๆ แต่พอลับหลังในการเสวนาทางวิชาการตามสถาบันการศึกษากลับแสดงความกร่างและโอหังถึงขนาดออกมาจาบจ้วงว่า จะต้องไม่ให้มีการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสในเรื่องเกี่ยวกับความเป็นไปของบ้านเมืองและประชาชนอย่างที่เคยทางปฏิบัติมา

 

โดยภาพรวมที่ข้าพเจ้าเห็นในขณะนี้ก็คือ กลุ่มนักวิชาการวิชาเกินที่ไม่เอาเจ้าเหล่านี้คือผู้ที่กำลังล้มเจ้าเข้าด้วยกับบรรดานักการเมืองผู้พ่ายบารมี เพราะทำหน้าที่เป็นนกต่อสองสถาน สถานแรกเป็นการสนับสนุนและให้แรงใจ [Empowerment] แก่บรรดานักการเมืองว่าดำเนินการถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยแบบตะวันตกแล้ว โดยเฉพาะการที่ผ่านการเลือกตั้งที่ได้เสียงจากประชาชนส่วนใหญ่ในสังคม โดยไม่ยอมรับรู้และรับฟังว่าการได้เสียงจากการเลือกตั้งดังกล่าวมาจากการซื้อเสียงขายเสียงเป็นส่วนใหญ่

 

สถานที่สองนักวิชาการเหล่านี้เป็นพวกคิดอะไรข้ามชาติเป็นพวกนิยมโลกาภิวัตน์ คือคิดอะไรทำอะไรมักคล้อยตามอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ และประเทศใหญ่ๆ ที่เป็นทุนนิยมที่มุ่งหวังเข้ามาแย่งทรัพยากรในประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่มาก ที่นักการเมืองและพรรคการเมืองผู้แพ้บารมีกำลังขายทรัพยากรและประเทศให้กับประเทศนายทุนเหล่านั้น 

 

การเคลื่อนไหวในกระบวนการล้มเจ้าของบรรดานักการเมือง นายทุนข้ามชาติ และนักวิชาการข้ามชาติเหล่านี้กำลังใช้สื่อแทบทุกรูปแบบในการที่จะสร้างมวลชนมาสนับสนุนหาความชอบธรรม จึงเกิดการต่อต้านขึ้นโดยผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมที่รักชาติ (แผ่นดินเกิด) และเห็นชอบในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และเชื่อมั่นในพระบารมีเป็นหลักความมั่นคงทางสังคมของบ้านเมือง

 

                

ภาพสลักรูปจักรวาทิน [Cakravartin] สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นพระเจ้าอโศกมหาราช อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๓

ศิลปอมราวดีจากอันทรประเทศปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กีเมต์กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

 

พระมหากษัตริย์แม้ว่าจะไม่มีพระราชอำนาจในการสั่งการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ยังทรงอำนาจทางบารมีที่เกิดขึ้นจากศรัทธาของประชาชนผู้เห็นว่าพระองค์เป็นผู้มีบุญและเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือสภาวะความเป็นบุคคลธรรมดาทั้งหลาย การกระทำใดๆ ที่เป็นการจาบจ้วงและมุ่งร้ายต่อพระองค์ถือเป็นความชั่วร้ายและอัปมงคลที่นำความวิบัติมาสู่ผู้คนในส่วนรวม

 

โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าที่ยังมองว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ถ้าหากทำร้ายพระมหากษัตริย์ก็เท่ากับเป็นการทำร้ายพระพุทธศาสนา จึงทำให้สถาบันกษัตริย์และสถาบันศาสนาเป็นสิ่งแยกกันไม่ออก และสถาบันทั้งสองนี้ก็แยกกันไม่ออกจากสถาบันชาติ ซึ่งหมายถึงแผ่นดินเกิดที่มักเรียกว่า มาตุภูมิ ปิตุภูมิ  ชาติแปลว่าเกิด ที่ทำให้เกิดสำนึกชาติภูมิร่วมกัน หาได้หมายถึงเรื่องชาติพันธุ์ เชื้อชาติ และชาตินิยมอย่างใดไม่ ความรักในแผ่นดินเกิดจนเกิดสำนึกร่วมกันนี้ฝรั่งเรียกว่า Patriotism  เป็นสำนึกอย่างหนึ่งในความเป็นมนุษย์ ซึ่งดูตรงข้ามกันกับพฤติกรรมของกลุ่มคนข้ามชาติและขายชาติในกระแสโลกาภิวัตน์ขณะนี้

 

เปิดประเด็น:จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๓ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๕)

อัพเดทล่าสุด 1 พ.ย. 2560, 12:52 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.