หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เปลี่ยน ‘หนองหาร’ เปลี่ยนชีวิตและสังคมคนสกลนคร
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 24 พ.ค. 2559, 15:38 น.
เข้าชมแล้ว 11641 ครั้ง

พอเพียงเพื่อแผ่นดินเกิด : เปลี่ยน ‘หนองหาร’ เปลี่ยนชีวิตและสังคมคนสกลนคร

 

 

หนองหารหลวง "สกลนคร" คือหนองน้ำธรรมชาติ พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เอื้อต่อการตั้งบ้านเมืองมีร่องรอยการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ จนมาถึงบ้านเมืองร่วมสมัยในยุควัฒนธรรมของจึงมีการวางผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมและมีปราสาทสำคัญๆ หลายแห่งที่ตั้งอยู่ริมหนองหาร

 

หนองน้ำขนาดใหญ่ คือ พื้นฐานหรือหัวใจของเมืองแบบโบราณในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะในอีสานจึงมักตั้งอยู่ริมหนองน้ำ เพราะเป็นแหล่งอาหารสำคัญอันอุดมสมบูรณ์และเหมาะสมแก่การทำนาทาม รวมทั้งปลูกพืชในช่วงฤดูกาลโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากหรือใช้เทคโนโลยีสูง

 

ในจังหวัดสกลนคร ‘หนองหาร’ เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติรองรับน้ำในฤดูฝนจากพื้นที่ราบสูงรอบๆ และจากเทือกเขาภูพานผ่านมาตามลำห้วย-ลำน้ำ ๑๓ สาย กินพื้นที่กว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของจังหวัดสกลนคร ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขงตามลำน้ำก่ำที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

 

ต่อมาหนองหารมีการสร้างประตูน้ำขนาดเล็กตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ โดยมีกรมประมงที่เน้นการจัดการดูแลเรื่องประมง นับเป็นการจัดการพื้นที่สาธารณะเสียใหม่ให้กลายเป็นสมบัติของรัฐ โดยกันชาวบ้านที่มีวิถีชีวิตอยู่กับริมหนองหารให้กลายเป็นผู้บุกรุก ทั้งทำลายสภาพแวดล้อมแบบธรรมชาติที่ทำให้หนองหารเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาจากน้ำโขง

 

ภายหลังเมืองเริ่มขยายตัวและมีการตั้งค่ายทหารขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทำให้ต้องการใช้น้ำมากขึ้น จึงมีการดำเนินการกักเก็บน้ำไว้สำหรับอุปโภคบริโภค และเพื่อให้ทหารสามารถมีระบบเก็บน้ำประปาไว้ใช้ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานี้เองคือช่วงเวลาเดียวกันกับที่เริ่มมีโรคพยาธิใบไม้ตับที่เป็นข่าวดังที่สุด

 

ทั้งนี้ เมื่อมีการกักเก็บน้ำไว้นานขึ้น สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลงเพราะน้ำนิ่งและมีสาหร่ายพิษ แต่รัฐกลับแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปเรื่อยๆ การใช้ระบบน้ำประปาอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงจากชนบทเป็นเมือง นอกจากนี้ ยังมีการสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ซึ่งก็สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีปัญหามาก เพราะทำให้บรรดาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือ อบต. เลิกทำระบบเกรอะแบบเดิม แต่หันมาสร้างท่อระบายน้ำเสียประจำหมู่บ้าน น้ำเสียจึงไหลลงสู่หนองหารโดยไม่มีการบำบัด แม้ว่าทุก อบต.จะมีบ่อบำบัดรอบหนองหารทั้งหมด แต่ปัญหาก็คือมีน้ำดีไม่พอจะไล่น้ำเสียนั่นเอง 

 

 

รายการพอเพียงเพื่อแผ่นดินเกิดตอนนี้ยังได้เปิดพื้นที่เสวนาอันเป็นความต้องการของคนในท้องถิ่นสกลนครที่พยายามมองปัญหาทั้งระบบ ทั้งคนที่ใช้น้ำจากต้นน้ำบนภูพาน คนกลางน้ำ ไปจนถึงคนปลายน้ำ เพื่อนำมาสู่วิธีการจัดการปัญหาเรื่องแหล่งน้ำที่เป็นหัวใจและสำคัญที่สุดของ ‘เมืองสกลนคร’

 

ภูมิวัฒนธรรม ‘หนองหาร’

 

พอเข้าฤดูฝนระดับน้ำในหนองหารจะริ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไปถึงเดือนตุลาคม

พื้นที่น้ำอาจกินบริเวณกว้าถึง ๖๐,๐๐๐ ไร่ และหากปีใดน้ำมากอาจถึง ๑๐๐,๐๐๐ ไร่

 

หนองหารหลวง สกลนคร คือหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่เอื้อต่อการตั้งบ้านเมือง และมีร่องรอยการอยู่อาศัยต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในยุคเหล็กตอนปลาย จนมาถึงบ้านเมืองร่วมสมัยในยุควัฒนธรรมขอม จึงมีการวางผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมและมีปราสาทสำคัญๆ หลายแห่งที่ตั้งอยู่ริมหนองหาร

 

สภาพธรรมชาติของหนองหาร หน้าแล้งจะเริ่มต้นตั้งแต่ราวเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ชายหนองหารจะกลายเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย วัว ควาย ม้า และเป็ดไล่ทุ่งของชาวบ้าน ปะปนอยู่กับนกนานาชนิด กา เหยี่ยว รวมถึงอีแร้ง ช่วงแล้งสุดจะเหลือพื้นที่น้ำไม่เกิน 20,000 ไร่ เฉพาะด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหนองหาร หนองเล็ก หนองน้อย หรือหนองใหญ่ (แอ่งใหญ่) เพียงเท่านั้น แต่พอเข้าฤดูฝนระดับน้ำในหนองหารจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไปถึงเดือนตุลาคม พื้นที่น้ำอาจกินบริเวณกว้างถึง 60,000 ไร่ และหากปีใดน้ำมากอาจถึง 100,000 ไร่ หนองหารในช่วงนี้จึงเป็นสวรรค์ของปลาหลากสายพันธุ์ ทั้งปลาประจำถิ่นและปลาจากแม่น้ำโขงที่เข้ามาหากิน ผสมพันธุ์ และวางไข่

 

หนองหารในหน้าแล้ง

 

วิถีชีวิตของคนรอบหนองหารจึงเป็นทั้งชาวนาและชาวประมง ปีใดน้ำมาก นาที่ชายขอบในรูปแบบนาทามเสียหายก็ได้ปลามากมาทดแทน นี่เป็นแบบวิถีชีวิตปกติของคนที่อาศัยตามแหล่งน้ำใหญ่ สำหรับชาวหนองหารเมื่อระดับน้ำลดลงในเดือนตุลาคมก็จะเริ่มปลูกผักตามฤดูกาล ไล่ลงไปตามพื้นที่ที่น้ำลดไปเรื่อยๆ จนสิ้นฤดูหนาว วิถีชีวิตของคนและสัตว์รอบๆ หนองหารดำเนินอย่างนี้เรื่อยมา

 

ความเปลี่ยนแปลง

ใน พ.ศ. ๒๔๘๔ รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา เขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองฯ จังหวัดสกลนคร วัตถุประสงค์เพื่อหวงห้ามที่รกร้างว่างเปล่าไว้เพื่อประโยชน์ในการบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำ แต่ความจริงแล้วแผนที่แนบท้ายกลับครอบคลุมหมู่บ้านต่างๆ ถึง ๓๕ หมู่บ้าน (ปัจจุบันแบ่งใหม่เป็น ๔๕ หมู่บ้าน) ซึ่งมีทั้งพื้นที่ นา ไร่ สวน บ้าน แล้วยังกินพื้นที่วัดและโรงเรียนด้วย ทำให้ประชาชนรอบหนองหารต้องออกมาร้องเรียนทวงถามสิทธิ์ในที่ทำกินของตนคืนจากราชการ หากนับมาถึงวันนี้ ก็ครบ ๗๐ ปีแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาทางราชการพยายามให้ประชาชนผู้ร้องทวงที่ทำกินคืนกลายเป็น “ผู้บุกรุกที่หลวง” แทนที่จะมองว่าเขาเหล่านั้นคือ “ผู้ถูกหลวงรุกที่”

 

หลังจากออกพระราชกฤษฎีกาแล้ว กรมประมงจึงเริ่มสร้างประตูควบคุมน้ำถึงสองครั้งเพื่อการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปลา ครั้งแรกชื่อประตู “แววพยัคฆ์” สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งทำให้ระบบนิเวศของหนองหารเริ่มเปลี่ยนไป และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นอีกหลังจากสร้างประตูควบคุมน้ำ “สุรัสวดี” แทน เพราะมีการกักระดับการเก็บน้ำให้สูงขึ้นอีก จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ปลาตามธรรมชาติจากแม่น้ำโขงที่เคยขึ้นลงมาตามลำน้ำก่ำก็หายไปจนเกือบหมด

 

ขอบเขตอันแข็งกระด้างคือปัญหาร่วมกันของคนรอบหนองหาร สกลนคร

 

สำหรับสิ่งที่ได้ประโยชน์จริงๆ จากการเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำ คือ การแก้ปัญหาน้ำการขาดแคลนน้ำดิบมาทำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค เพราะได้น้ำต้นทุนในราคาถูก รวมทั้งได้น้ำใช้เพื่อการเกษตรของชุมชนรอบหนองหาร แต่ในทางตรงข้ามกลับทำให้ปลาจากน้ำโขงหายไปเกือบหมด ปลาที่เหลือเป็นปลาที่มีพยาธิ มีค่าทางเศรษฐกิจต่ำ ทั้งยังเกิดวัชพืชตกค้างและขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ยังสังเกตได้ว่า น้ำในหนองหารเน่าเสียไวขึ้น ทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณในการจัดการมากมายแต่ก็แก้ได้ไม่ทันกับการขยายตัวของวัชพืช โรคภัยใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นกับประชาชนและวัวควายรอบหนองหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกิดจากพยาธิใบไม้ในตับ ทั้งยังมีสาหร่ายพิษที่ทำให้เกิดมะเร็งในตับหรือมะเร็งในถุงน้ำดี ซึ่งเคยติดอันดับสูงสุดในภูมิภาคอาเซียนมาแล้ว

 

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนครในสมัยนั้นได้นำเรื่องนี้ไปสู่รัฐสภาและรัฐบาล เพื่อให้มาแก้ปัญหาคุณภาพน้ำจากการปล่อยน้ำเสียลงหนองหารโดยไม่มีการบำบัด รัฐบาลจึงได้สร้างบ่อบำบัดน้ำเสียจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองสกลนคร แต่ก็ทำได้เพียงประมาณ ๗๐% ของน้ำเสียทั้งหมด และเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุเพราะชุมชนขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางชุมชนยังไปตั้งอยู่นอกระบบบำบัด และขาดการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะหรือท่อระบายน้ำสาธารณะ

 

นอกจากนี้ยังมีการแก้ปัญหาด้วยการรวบรวม “น้ำเสีย” ทั้งหมดเข้ามาสู่ระบบบำบัดก่อนปล่อยลงหนองหาร เพื่อทำให้คุณภาพน้ำดิบดีขึ้น แต่วิธีนี้ก็ต้องแลกด้วยปัญหาน้ำระบายไม่ทัน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในเขตเทศบาลเมืองช่วงที่ฝนตกหนัก ทั้งยังต้องเสียงบประมาณแก้ไขหลายครั้งจากสาเหตุจากคน และเครื่องกลในระบบทำงานไม่ปกติ ต่อมาชุมชนรอบหนองหารก็ต้องสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียขึ้นอีก เช่น ที่บ้านท่าแร่     

 

หนองหารวันนี้เต็มไปด้วยวัชพืช แม้จะถูกถมด้วยงบประมาณในการกำจัดมหาศาลก็ตาม

 

ทั้งนี้หากการแก้ปัญหายังทำกันที่ปลายเหตุหรือเฉพาะหน้าอย่างที่เป็น ในไม่ช้ารอบหนองหารก็จะมีแต่บ่อบำบัดน้ำเสีย นอกจากนี้ ความเป็นจริงแล้วน้ำเสียที่ไหลลงหนองหาร ใช่จะมีเพียงน้ำที่มาจากชุมชนรอบหนองหารเท่านั้น ลำน้ำพุงทั้งสายที่ไหลจากอำเภอภูพานผ่านอำเภอเต่างอยและอำเภอโคกศรีสุพรรณ ก็ล้วนรับน้ำเสียที่ยังไม่ได้ผ่านการบำบัดมาลงที่หนองหารทั้งสิ้น  ฉะนั้น แม้ว่าในอนาคตต่อให้มีบ่อบำบัดน้ำเสียทุกหมู่บ้านรอบหนองหาร แต่หากน้ำเสียจากหมู่บ้านสองฝั่งลำน้ำพุงไม่ได้ผ่านการบำบัด หนองหารก็ยังคงเสี่ยงที่จะเน่าเสียอยู่นั่นเอง

 

การทำประตูควบคุมน้ำที่หนองหารแม้มีส่วนดี แต่ส่วนเสียอาจจะมีมากกว่า  ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงน่าแปลกที่ทางราชการกลับมองไม่เห็น จึงสร้างปัญหาซ้อนปัญหาเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น การที่กรมชลประทานไปทำประตูควบคุมน้ำในลำน้ำก่ำ ที่เป็นเส้นทางระบายน้ำจากหนองหารลงแม่น้ำโขงใต้ประตูควบคุมน้ำสุรัสวดีอีกถึง ๔ ประตู เป็นเหตุให้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำจากหนองหารยิ่งยากและซับซ้อนขึ้นไปอีก คือเกิดน้ำท่วมขังที่นา บ้านเรือนประชาชนในสองฝั่งลำน้ำก่ำในฤดูฝน หรือเกิดผลกระทบการขึ้นมาวางไข่ของปลาบางชนิดจากน้ำโขงที่ยังพอมีเหลือบ้าง จึงกลับกลายเป็นไม่เหลือเลย

 

หนองหาร’ ต้องจัดการโดยท้องถิ่น

ที่ผ่านมาเคยมีการศึกษาทำแผนพัฒนาหนองหารมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกโดยสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งมีเสียงสะท้อนกลับมาว่าเป็นแผนที่ดีมาก เพราะเป็นการรวบรวมแผนงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาศึกษาแล้วทำเป็นแผนรวม และผู้รับจ้างทำแผนฯ ต้องนำเสนอผลของการศึกษาหรือการปรับปรุงแผนฯ ที่ศาลากลางจังหวัดสกลนคร แทนที่จะไปนำเสนอที่กระทรวงหรือที่กรุงเทพฯ และได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชนเข้าซักถาม แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ก่อนจะสรุปส่งมอบให้สำนักงานนโยบายและแผนฯ ส่วนอีกครั้งหนึ่งจัดทำขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ซึ่งทางจังหวัดสกลนครได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศึกษา และทำแผนพัฒนาหนองหารขึ้นอีกฉบับหนึ่ง

 

โดยแผนพัฒนาหนองหารทั้งสองฉบับนี้ใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท แต่สุดท้ายแล้วทำให้มีคำถามต่อไปอีกว่า ทำไมปัญหาของหนองหาร จึงยังแก้ไม่ได้ แถมยังมีปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก แม้มีแผนแม่บทที่ดีเลิศเพียงใดก็ตาม แต่แผนฯ ก็เป็นแค่กระดาษ หากไม่มีผู้นำไปปฏิบัติก็จะยังคงเป็นแค่กระดาษ ซึ่งไม่สามารถเรียกร้องให้ใครทำตามได้อยู่นั่นเอง

 

เมืองสกลนครปัจจุบัน

 

ตลอดระยะเวลาเกือบ 70 ปีที่ผ่านมา รัฐใช้งบประมาณถมลงไปในหนองหาร ได้ประโยชน์บ้าง สูญเปล่าบ้าง ก็ดูเหมือนไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่างจากที่ประชาชนกลับต้องรับ ฉะนั้น คงถึงเวลาแล้วที่ภาคีภาคประชาชนทั้งหมด จะต้องออกมามีบทบาทนำในการแก้ไข และพัฒนาหนองหารอย่างเป็นระบบ

 

ทิ้งท้าย...บทเรียนจาก ‘หนองหาร’

บ้านเมืองขนาดใหญ่ตั้งแต่โบราณมามักตั้งอยู่ใกล้หนองน้ำขนาดใหญ่ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับชาวบ้านชาวเมือง โดยมนุษย์จะปรับตัวเพื่อให้เข้ากับธรรมชาติโดยไม่ฝ่าฝืนหรือไปขัดขืนกับธรรมชาติ เพราะสภาพแวดล้อมมีความยิ่งใหญ่เกินกว่าเทคโนโลยีอันทันสมัยจะเข้าควบคุมได้โดยไม่เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมา

 

 

หนองน้ำขนาดใหญ่ในอีสานเป็นหัวใจของบ้านเมือง ถูกเปลี่ยน ถูกปรับ ถูกขัดขืนให้กลายเป็นแอ่งน้ำเพื่อรองรับน้ำเพียงอย่างเดียว โดยเชื่อในวาทกรรม “อีสานแล้ง” แต่ความรู้อันสั่งสมจากบรรพชนที่เคยปรับตัว ปลูกข้าว หาปลาที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์กลับถูกทำลายสิ้นจากเส้นขอบร่างกำหนดขอบเขตของหนองน้ำอันเข้มงวด ทั้งที่ธรรมชาติของน้ำไม่เคยอยู่นิ่ง แต่จะขยับขยายขึ้นลงตามระบบในธรรมชาติที่ถ่ายเท

 

ขอบเขตอันแข็งกระด้างนี้สร้างปัญหาให้กับคนสกลนครรอบหนองหารทั้งชาวบ้านและชาวเมือง แอ่งกักเก็บน้ำตามความฝันของรัฐกลับกลายเป็นแอ่งเก็บน้ำเสีย กอพืชผักน้ำที่หาคุณค่าไม่ได้ เกิดโรคภัยไข้เจ็บและสูญเสียที่ดินทำกินเพียงเพราะ มนุษย์เราอยากจะควบคุมธรรมชาติ โดยไม่คิดเลยว่าคนเรานั้นเพียงฝุ่นธุลี ยิ่งควบคุมก็คือยิ่งทำลาย

 

เหมือนกับที่กำลังทำลายหนองหารกันอยู่ทุกวันนี้ !

 

ข้อมูลอ้างอิง/                      ประสาท ตงศิริ. โครงการ “ร่วมก่อ กุศลกรรม ที่หนองหาร สกลนคร”, ๒๕๕๓

                                        วลัยลักษณ์ ทรงศิริ.หัวพญานาคลักเขตความผิดพลาดซ้ำซากของการพัฒนาที่                                                              หนองหานหลวง” สารคดี  ปีที่ 16 ฉบับที่ 190 (ธ.ค. 43)

ข้อมูลสัมภาษณ์/                 ประสาท ตงศิริ

เรื่อง/                                  วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ภาพ/                                  วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

อัพเดทล่าสุด 18 ก.ย. 2560, 15:38 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.