หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
จีนสยาม ณ สามย่าน เมืองแกลง จังหวัดระยอง
บทความโดย จิราพร แซ่เตียว
เรียบเรียงเมื่อ 17 ส.ค. 2561, 16:17 น.
เข้าชมแล้ว 416 ครั้ง

จีนสยาม ณ สามย่าน เมืองแกลง จังหวัดระยอง

บันทึกท้องถิ่นวันนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาวสามย่านเมืองแกลง จังหวัดระยอง โดยมุ่งไปที่กลุ่มชาติพันธุ์จีน หรือที่เรามักเรียกกันว่า คนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลัก กลุ่มหนึ่งในเมืองใหญ่ของภาคตะวันออก รวมไปถึงในเมืองแกลง จังหวัดระยองแห่งนี้  สะท้อนได้จากสภาพตึกแถวย่านการค้าหลักของเมือง โรงเจ ๒ แห่ง และศาลเจ้าที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป  และที่สำคัญคือเรื่องราวจากชาวเมืองแกลงหลายท่านที่เรามีโอกาสแลกเปลี่ยนสนทนาด้วย

งานกินเจของคนจีนสามย่านในอดีตบริเวณแยกทัมใจ 

จีนชายฝั่งทะเลตะวันออกกับบทบาททางเศรษฐกิจต่อเมืองแกลง

หากจะกล่าวถึงคนกลุ่มใหญ่ในเมืองแกลงด้วยมิติทางชาติพันธุ์  เจาะจงไปยังพื้นที่บริเวณสามย่าน เขตเทศบาลตำบลเมืองแกลง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเมือง ความเป็นจีนดูจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นภาพตัวแทนสำคัญของคนส่วนใหญ่ที่นี่    

ศรีศักร วัลลิโภดม ได้เสนอข้อมูลไว้ในหนังสืออารยธรรมตะวันออกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมในดินแดนตะวันออกมีตัวแปรสำคัญ ๒ ประการ หนึ่งคือ สงครามกับทางเขมร ลาว ญวณในสมัยรัชกาลที่ ๓ และสองคือ การหลั่งไหลเข้ามาของคนจีน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแปรประการหลังนี้ เป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดชุมชนย่านตลาดซึ่งเป็นพื้นฐานนำไปสู่ความเป็นเมือง การเข้ามาของชาวจีนยังมีผลอย่างสำคัญต่อการขยายตัวของการปลูกพืชไร่และผลไม้  การปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเมืองและชนบท เนื่องจากพ่อค้าชาวจีนเป็นผู้ที่นำสินค้าจากเมืองไปแลกเปลี่ยนสินค้าทางเกษตรกับสินค้าป่าจากชาวบ้านในถิ่นต่างๆ เกิดเส้นทางคมนาคมทั้งทางน้ำทางบก  ชาวจีนเข้าไปตั้งถิ่นฐานและเกิดการผสมผสานทางชาติพันธุ์ผ่านการแต่งงานกับคนในท้องถิ่น  (ศรีศักร  วัลลิโภดม. อารยธรรมฝั่งทะเลตะวันออก. ๒๕๔๕)

โอฬาร ถิ่นบางเตียว ศึกษาบทบาททางเศรษฐกิจของชาวจีนช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกพบว่า

ชาวจีนในภาคตะวันออกมีพัฒนาการของระบบการผลิตเพื่อขายด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม ซึ่งก่อให้เกิดชนชั้นกระฏุมพีชาวจีนภาคตะวันออก ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจให้กับภูมิภาคในการเป็นระบบเศรษฐกิจคู่ขนานเพื่อยังชีพ และเพื่อการค้า โดยชาวจีนเหล่านี้ให้ความสำคัญกับระบบเครือญาติและการจัดการครอบครัวภายใต้ระบบกงสี  (โอฬาร ถิ่นบางเตียว. บทบาททางเศรษฐกิจของชาวจีนช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก. ๒๕๕๙)

จากการสอบถามพูดคุยกับคนสามย่านเห็นความสอดคล้องกับคำอธิบายของศรีศักร วัลลิโภดม และโอฬาร ถิ่นบางเตียวดังกล่าว

ร้านซึ่งเคยเป็นสภากาแฟในอดีตที่ปากน้ำประแส

การตั้งถิ่นฐานของผู้คนในตลาดสามย่านสะท้อนการเกิดและเติบโตของชุมชนย่านตลาดที่ก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางของเมืองแกลง โดยมีกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเป็นเมือง แทนที่เมืองท่า ชุมทางการคมนาคมทางน้ำ และย่านการค้าสำคัญที่เดิมเคยอยู่บริเวณปากน้ำประแส ดังคำบอกเล่าของคนปากน้ำประแสอย่างคุณชัชวาล เจริญพร และคุณภาณุ ธนะสาร 

“ปากน้ำประแสเป็นเมืองท่า  ตอนไม่มีถนนสุขุมวิท คนที่อยู่บ้านทะเลน้อย อยู่แกลง อยู่นายายอาม สมัยนั้นต้องเดินเท้า หรือไม่ก็นั่งเกวียนมา ประมาณ ๖๐ ปีที่แล้ว  ปากน้ำประแสมีโรงแรมสองโรง บางคนเค้าบอกบ้านนี้จะมีโรงแรมทำไม แต่จริงๆ แล้วบางคนเค้าจะเดินทางเข้ากรุงเทพ ปากน้ำประแสเป็นเมืองท่า มีเรือเมล์มาแวะ บางครั้งเรือเมล์ไม่ได้ว่าวันนี้มา พรุ่งนี้ก็มา มันไม่แน่นอน พอมาถึงบางทีเรือเมล์ยังไม่มา ก็ต้องมานอนรอ ที่นี่ถึงมีโรงแรม คือจะไปกรุงเทพต้องมาที่นี่”

“คนส่วนใหญ่ที่ปากน้ำประแสจะเป็นคนพื้นเพที่นี่ดั้งเดิม เพราะที่นี่เมื่อก่อนเป็นชุมชน สมัยเรือสำเภาที่เข้ามาคนจีนเข้ามาอยู่ในนี้ตั้งหลักฐานมีครอบครัวอยู่ที่นี่หลายเจ้า ประแสนี่พูดง่ายๆว่าจีนครึ่งไทยครึ่ง ฮกเกี้ยนมา ไหหลำมา ตอนบนจะเป็นฮกเกี้ยน ตอนล่างจะเป็นไหหลำ คนจีนเค้าค้าขาย ที่นี่เป็นชุมชนค้าขาย พอถนนสุขุมวิทผ่านปุ๊บ การคมนาคมทางน้ำก็ไม่สะดวกดีแล้ว ก็ไปคมนาคมทางบก คนจีนชุดนี้เค้าก็ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในอำเภอใหม่ อำเภอแกลง เพราะฉะนั้นคนจีนเค้าไปอยู่แกลงกันหมด ก็เหลือแต่พวกที่ทำประมง ทำประมงนี่ไม่ใช่ไม่มีเชื้อจีนนะ ครึ่งๆ เตี่ยเค้ามาจากเมืองจีนไว้ผมเปียกัน”

แกลงที่ทั้งสองท่านกล่าวถึงคือสามย่าน กล่าวคือเมื่อเส้นทางการคมนาคมทางน้ำเริ่มซบเซาจนกระทั่งปิดตัวลง เปลี่ยนสู่การคมนาคมทางบก ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจจากปากน้ำประแสได้เคลื่อนย้ายมาอยู่ที่ใหม่คือสามย่านเมืองแกลง เกิดย่านตลาดโดยเริ่มต้นแห่งแรกบริเวณถนนสุนทรโวหาร  ต่อกับถนนโพธิ์ทอง บริเวณสามแยกหน้าอำเภอเก่า ต่อมาขยายไปทางถนนสุขุมวิท และเมือง  ย่านการค้า และชุมชนถูกขยายออกไปจากการตัดถนนเทศบาลซอยต่างๆ จนกระทั่งปัจจุบันภาพตลาดเล็กๆ มีร้านค้าไม่กี่เจ้า บ้านเรือนไม่กีหลังที่รายล้อมไปด้วยสวนผลไม้ และป่ายางรางเลือนอยู่ในความทรงจำคนรุ่นเก่าที่พยายามบันทึกท้องถิ่นให้คนรุ่นใหม่เข้าใจบ้าน เข้าใจเมืองของตนเอง

 

หลายชีวิตชาวไทยเชื้อสายจีน ณ สามย่านเมืองแกลง

แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย ศึกษาวิถีจีน-ไทย ในสังคมสยาม ระบุว่าในสังคมไทยมีชาวจีน ๕ กลุ่มภาษาใหญ่ๆ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีนคือ จีนฮกเกี้ยน จีนแต้จิ๋ว จีนกวางตุ้ง จีนแคะ  และจีนไหหลำ จีนเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย  โดยเฉพาะจีนแต้จิ๋วซึ่งจัดว่ามีจำนวนประชากรหนาแน่นกว่าจีนอีก ๔ กลุ่ม การจำแนกความแตกต่างของจีนกลุ่มภาษาเหล่านี้พิจารณาจากภาษาพูดเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนวัฒนธรรมด้านอาหารการกิน ประเพณีในวงจรชีวิตบางประเพณีมีความแตกต่างกันไปบ้าง สำหรับวัฒนธรรมเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหรือเรื่องอื่นๆ น่าจะถูกกระแสโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจนไม่ทิ้งเค้าเงื่อนให้เห็นความแตกต่างแล้ว (แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย. วิถีจีน-ไทย ในสังคมสยาม. ๒๕๕๐, หน้า ๑๐)  

จากการจำแนกกลุ่มย่อยของชาวไทยเชื้อสายจีนที่สามย่านเมืองแกลงตามกลุ่มภาษาดังกล่าวพบว่า 

ชาวจีนตลาดสามย่านผสมผสานกลุ่มภาษาหลากหลายกลุ่ม  โดยมีกลุ่มภาษาจีนแต้จิ๋วเป็นกลุ่มใหญ่  และกลุ่มจีนไหหลำ จีนแคะ จีนฮกเกี้ยนมีจำนวนรองลงไป

อย่างไรก็ตามมาถึงในรุ่นปัจจุบัน ร่องรอยของการใช้ภาษาจีนถิ่นดังกล่าวแทบไม่หลงเหลืออยู่ในชีวิตประจำวัน นอกจากในโรงเจซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของคนจีน   คำเรียกญาติบางคำ เช่น ก๋ง อาม่า การบอกว่าตนเองเป็นคนไทยเชื้อสายจีนของชาวสามย่าน ส่วนใหญ่จะมาจากร่องรอยจากคำเรียกญาติดังกล่าว   คำบอกเล่าจากบรรพบุรุษว่าตนเองเป็นจีนกลุ่มไหน  การมีแซ่เดิมก่อนเปลี่ยนนามสกุล การค้าที่เป็นอาชีพสำคัญของชาวจีนย่านตลาด  การทำกิจกรรมประเพณีที่บ่งบอกความเป็นจีน เช่น ไหว้เจ้าในวันตรุษจีน บนบานศาลกล่าวกับเจ้าพ่อสามย่าน  การกินเจ และร่วมประเพณีพิธีกรรมต่างๆ ร่วมกับทางโรงเจ และศาลเจ้า

โรงเจเก่า สะท้อนความเป็นจีนของชาวสามย่าน

สิ่งยืนยันความเป็นจีนของคนสามย่านเหล่านี้ น่าจะเป็นผลมาจากการผสมผสานกับคนท้องถิ่นผ่านการแต่งงานมาหลากหลายรุ่น  การปฏิสัมพันธ์กับคนท้องถิ่นผ่านการค้า การรับราชการ  การเข้าสู่ระบบการศึกษา และการผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมใหญ่ของสังคมที่หลอมรวมความเป็นไทย 

ตัวอย่างต่อไปนี้คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับความผสมผสานไทยจีนในครอบครัวของคนที่อพยพย้ายถิ่นฐานในรุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือรุ่นปู่ย่าตายาย ที่คนรุ่นอายุห้าสิบหกสิบปีขึ้นไปเกิดและเติบโตที่นี่จนกลายมาเป็นคนสามย่านเมืองแกลงในรุ่นตนเองและลูกหลานในปัจจุบัน

คุณอุระพงศ์ พูนสวัสดิพงศ์ อายุ ๖๐ ปี ชาวสามย่านซึ่งยังผูกพันกับความเป็นจีน โดยเป็นหัวหน้าหน่วยกู้ภัยและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ช่วยงานต่างๆ ของทางโรงเจหรือสมาคมพุทธศาสตร์สงเคราะห์ (พ่งไล้ซำเซียวเกาะ) อยู่เสมอ เล่าให้ฟังว่า

“รุ่นนี้ตั้งแต่เกิดมาอาก๋งอาม่าก็มาอยู่ที่นี้แล้ว สมัยก่อนทำก๋วยเตี๋ยวขาย และขายของเบ็ดเตล็ด อย่างเช่น ไม้ขีด ยังเคยโดนกลั่นแกล้งเพราะสมัยก่อนตำรวจไม่ชอบคนจีน รุ่นเผ่า ศรียานนท์ (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ผู้มีบทบาททางการเมืองในช่วงหลังการรัฐประหาร พ.ศ.๒๔๙๐) เพราะเขามีนโยบายกำจัดคนจีนก็โดนจับไปบ้าง ขายไม้ขีดยังโดน ขายเกลือก็ไม่ได้ เพราะเขาห้าม สงวนไว้ให้คนไทย เมื่อก่อนเช่าบ้านอยู่สุนทรโวหาร เป็นบ้านไม้เก่าทั้งแถบไปถึงตลาดเย็นแหล่งคนจีนทั้งนั้น”   

บรรพบุรุษชาวจีนของคุณตาประกอบ รัตนภรณ์

ขณะที่คุณอุระพงศ์ ยังมีประเพณีปฏิบัติหลายๆ อย่างตามธรรมเนียมจีน แต่คุณตาประกอบ รัตนภรณ์ ช่างฝีมือชาวสามย่าน อายุ ๘๔ ปี ซึ่งยังคงใช้ฝีมือเชิงช่างในการทำงานให้กับเทศบาล ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “นับขึ้นไปรุ่นปู่ไม่ได้ใช้นามสกุล ใช้แซ่ภู่ เป็นจีนมาจากประเทศจีน แต่ก่อนที่นี่คนจีนขึ้นเยอะ แซ่ภู่เป็นจีนอะไรก็ไม่ได้สืบประวัติมา รุ่นพ่อมาก็ไม่ได้ใช้ภาษาจีนแล้ว ธรรมดาเคยไหว้ตรุษจีน แต่ปีนี้ไม่ได้ไหว้ ตอนนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย ก๋งฝังอยู่ระยองโดยธรรมเนียมประเพณีของที่บ้านทุกวันนี้ก็ค่อนข้างมาทางธรรมเนียมไทย”

คุณฐอน หรือคุณรัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ อายุ ๕๑ ปี เจ้าของร้านหนังสือสุนทรภู่ BOOK & TEA ร้านหนังสือคู่เมืองแกลงเล่าถึง     ภูมิหลังครอบครัวกับความเป็นคนไทยเชื้อสายจีนว่า  “แม่เป็นคนจีน เป็นยุคสุดท้ายที่เรือสำเภาเข้ามาเมืองไทยได้ ส่วนพ่อพี่เป็นคนไทย เป็นครึ่งไทยจีนอาม่ามีเชื้อสายไทย แต่ก๋งมาจากเมืองจีนพ่อพี่ก็เลยเกิดที่บ้านโป่ง คุณแม่เป็นจีนแคะมาจากเมืองจีนก็มุ่งหน้าไปที่บ้านโป่งเลย คนจีนในสามย่านส่วนใหญ่ก็เป็นจีนแคะ จีนแต้จิ๋ว มีหลายกลุ่ม แต่ส่วนใหญ่จะเห็นเป็นแต้จิ๋วเยอะ”

คุณบุ้งหยี แซ่ฮ้อ ชาวจีนอพยพ มารดาของคุณฐอน เจ้าของร้านหนังสือสุนทรภู่

คุณครูลำใย วงศ์พิทักษ์ อดีตผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่    โรงเรียนวัดพลงช้างเผือก   ซึ่งดูเผินๆ เหมือนเป็นชายไทยร่างใหญ่ที่ยังคงภูมิฐานอยู่ในบุคลิกข้าราชการที่ชาวชุมชนให้ความเคารพนับถือ ในวัย ๙๒ ปี ก็ยังเล่าถึงความผสมผสานจีนไทยของตนเองว่า

“ต้นตระกูลเป็นคนจีนชื่อ เจ๊กจีนเหมียด  คุณตาเป็นคนจีน คุณยายเป็นคนไทย พอถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ก็ได้เริ่มใช้สกุลวงศ์พิทักษ์ เนื่องจากสมัยนั้นพ่อเป็นหมอ   แต่งตั้งให้เป็นหมื่นพงษ์แพทย์ (เอิบ วงศ์พิทักษ์) จึงได้ใช้นามสกุลวงศ์พิทักษ์ น้องของพ่อทางอำเภอท่าใหม่ จันทบุรี ใช้นามสกุลจันทรังษี”

ครอบครัวคุณครูลำใย วงศ์พิทักษ์ 

คุณสันติชัย ตังสวานิช นายกเทศมนตรีตำบลเมืองแกลง ให้ข้อมูลภูมิหลังตนเอง และเสริมความเห็นถึงชาวเมืองแกลง ดังนี้

“พ่อเป็นคนจีน ส่วนแม่น่าจะเป็นไทย ก๋งเป็นคนจีน รุ่นพ่อก็พูดภาษาจีนไม่ได้แล้ว แต่มาหัดพูดทีหลังจากคนจีนที่รวมกลุ่มกันตามศาลเจ้า ก็ได้ภาษาแต้จิ๋วมา  ในอำเภอแกลงรู้สึกจะไม่มีสมาคมคนจีน หากมีการรวมกลุ่มก็จะไปนั่งคุยกัน สังสรรค์และงานประจำปีที่โรงเจ”  

คุณสมชาย จริยเจริญ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลเมืองแกลง กล่าวในประเด็นนี้ว่า “คนจีนสามย่านส่วนใหญ่เป็นแต้จิ๋วเยอะ แต่ก็ยังมีไหหลำ มีแคะ อื่นๆ ปะปนกันไป แต่แกนจะอยู่ที่แต้จิ๋วจะมากหน่อย เพราะว่าคนจีนแต้จิ๋วอยู่เมืองจีนก็อยู่ตามริมทะเลอยู่แล้วก็จะออกมากันเยอะ เท่าที่คุยกับพ่อ คนจีนเมื่อก่อนมาเรื่อยๆ คือจากเมืองจีนมาก็ไปลงที่เขมรบ้าง ไปลงที่จันท์บ้าง ลงตราดบ้าง ของพ่อผมจริงๆ ลงที่สมุทรสงครามแล้วก็นั่งรถไฟข้ามมาแล้วไปอยู่บ้านญาติแถววรจักร แต่ว่าก๋งมาก่อนพ่อ พ่อมาปี ค.ศ.๑๙๕๖ คือมาตอนเป็นหนุ่มแล้ว ส่วนก๋งมาอยู่ที่แกลงแล้วชวนพ่อให้มาอยู่ด้วย

คนแกลง คนตลาดสามย่าน หรือว่าคนหนองควายเขาหัก คนบ้านกร่ำ วัดพลง ถ้าพูดถึงนามสกุลพอจะบอกหย่อมย่านที่เขาอยู่ได้ เช่น บอกว่านามสกุลรัตนวิจิตรพอจะรู้ว่านี่มาจากบ้านกร่ำ  นามสกุลอดทนมาจากแถวทะเลน้อย คนแถวนี้ส่วนใหญ่จะนามสกุลสองพยางค์เยอะ แต่ยาวๆ ที่ร่ายบาลีสันสกฤตมาทีหลังแล้ว อย่างของผมก็แม่มาตั้งใหม่ เดิมก็ใช้แซ่  แซ่เจียมก็เปลี่ยนมาเป็นจริยเจริญ แม่เกิดที่เมืองไทยเป็นลูกจีน ยายเป็นไทยผสมกันมาหลายรุ่น ยายทวดยังห่มสไบถ่ายรูปอยู่ แต่ก็เป็นจีนผสมเหมือนกัน”         

 

คุณพิศักดิ์ แซ่ลิ้ม และคุณสมโภชน์ ปราณีคุณากร มาร่วมสนทนากับเราถึงชาวจีนที่สามย่านว่า  “ผมมาเกิดที่นี่ก็คือคนที่นี่ ผมแซ่ลิ้ม เป็นแซ่ที่ว่ามีมากที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศไทย อันดับหนึ่งคือแซ่ตั้ง รุ่นเตี่ย รุ่นแม่มาจากเมืองจีน เป็นจีนแต้จิ๋ว เสื่อผืนหมอนใบ แรกๆ ก็มาอยู่ตรงคลองเตย คือพอดีคนจีนที่อยู่เมืองจีนส่วนใหญ่สมัยก่อนจะเรียกว่าเล่าเรียนน้อยมาก  ยากจน แต่เตี่ยผมค่อนข้างจะเป็นคนมีฐานะ ได้เรียน มาสอนภาษาจีนด้วย ได้บัญชีด้วย เค้าออกมาก็มารู้จักกับเถ้าก๋งที่นี่ ก็มาทำงานอยู่กับโรงเลื่อย พอดีเตี่ยผมเล่าให้ฟังว่าเค้าเคยมาเมืองไทยครั้งแรกเรียกว่ายังเด็กอยู่ มาครั้งนึงแล้วก็กลับไป คือมาครั้งนั้นสมัยนั้นใช้แค่สตางค์อะไร พอกลับมาอีกครั้งเปลี่ยนมาใช้สลึงนึงแล้ว นั่งเรือสำเภามา แม่ผมบอกเมาเรือแบบไม่ได้กินข้าวสองสามวันเลยนะ ลุกไม่ได้นอนอยู่ในเรืออย่างเดียว เรือก็โคลงเคลงๆ บางคนมาจากเมืองจีนมาไม่ถึงเมืองไทย ตายก่อนก็มี ทิ้งทะเลไปเลย   ส่วนใหญ่จีนที่มาอยู่ตะวันออกเป็นจีนแต้จิ๋วซะเยอะ  และจีนแต้จิ๋วจะเยอะที่สุดในประเทศไทย จะปนแคะปนไหหลำ ถ้าทางใต้ก็จะมีฮกเกี้ยนเยอะ”

สมาคมพุทธประชานุเคราะห์ โรงเจแห่งที่สอง แยกออกมาจากสมาคมพุทธศาสตร์สงเคราะห์ (โรงเจเก่า)

 

“ผมมีเชื้อจีน มาจากมหาชัย มาเรียนที่นี่ตอนชั้นปอสองปอสาม ตอนปฏิวัติเหมา คนจีนทะลักออกมาเยอะ  ก๋ง (ปู่) ผมมาจากเมืองจีน เตี่ย (พ่อ) นี่เกิดเมืองไทย พูดง่ายๆ ว่าตอนอยู่มหาชัย ก๋งเป็นคหบดีคนนึง แต่อาม้า (ย่า) ขนเงินกลับบ้าน ไปเมืองจีนมาสองรอบ นั่งสำเภาไป ปลูกบ้านอยู่เมืองจีนสองรอบ ถ้าเค้าคิดปักรกรากอยู่เมืองไทยเงินเค้าเยอะมาก สมัยผมเด็กๆ นะ ตอนเรียนอยู่อนุบาลก๋งนี่ติดฝิ่น สมัยนั้นคนจีนติดหมด พอโรงเรียนปิด แกจูงผมไปโรงเรียน แกไปนอนดูดฝิ่น เมื่อหกสิบกว่าปีที่แล้ว แกให้ผมทีใบละสิบบาท แกรวยมั้ยล่ะ สมัยก๋วยเตี๋ยวชามละสตางค์ พอโรงฝิ่นปิดก็กลับบ้าน อันนี้ที่มหาชัย พอพายุเข้า โป๊ะแตก เงินที่เหลืออยู่ตอนปฏิวัติคอมมิวนิสต์  เงินที่แลกไว้ ที่เค้าเรียกแบงค์กงเต๊ก ปฏิวัติปั๊บใช้ไม่ได้เลย จำได้ว่าเด็กๆ ผมมานั่งพับเรือพับเครื่องบิน โยนลงคลองมหาชัย ไม่มีค่า จากร่ำรวยกลายเป็นยาจกพริบตาเดียว จากมหาชัยนั่งเรือออกปากอ่าว สมุทรปราการ  จากสมุทรปราการนั่งรถโดยสารมาสามย่าน      ใช้เส้นทางสุขุมวิทสายเก่า ไปเข้าสัตหีบ ศรีราชา เลาะชายทะเลไป ผ่านอ่าวอุดม   แม่บอกมาถึงนี่เหลือเงินอยู่สี่สิบบาท รถโดยสารแสงประทีป เป็นของเอกชนเจ้าแรก ตามพรรคพวกคือเจ๊เกิดมาอยู่ที่สามย่านนี่ แรกๆ มารับจ้างซักผ้าให้คนทำงานโรงเลื่อย ตอนหลังก็ทำปาท่องโก๋ขาย”

 

เรื่องเล่าวิถีชีวิตจีน-ไทยของคนเล็กคนน้อยยุคบุกเบิกซึ่งเป็นผู้พัฒนาบ้านเมืองแกลง จังหวัดระยอง เช่นเดียวกับบ้านเมืองอื่นในท้องถิ่นต่างๆ ที่มีกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนร่วมพัฒนาบ้านพัฒนาเมืองร่วมไปกับคนกลุ่มชาติพันธุ์อื่น  ยุคสมัยหนึ่งในอดีตเราอาจจะเคยได้ยินกันถึงความหวาดระแวงบทบาทของชาวจีนในทางเศรษฐกิจ และการเมือง  ซึ่งนำมาสู่นโยบายชาตินิยมและแนวปฏิบัติต่างๆ ในการกีดกันทางเชื้อชาติที่มีต่อชาวจีน  แต่ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีนได้แทรกซึมอยู่ในทุกมิติของสังคมไทย   ในสังคมที่ทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เช่นในปัจจุบัน การเรียนรู้ และเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้คนกลุ่มต่างๆ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง สังคมไทยยังต้องการ การรู้จัก และความเข้าใจซึ่งกันและกันอีกมากในเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในสังคม

 

อ้างอิง

เทศบาลตำบลเมืองแกลง. ๑๐๐ ปี บ้านตลาดสามย่าน (พ.ศ.๒๔๕๑-๒๕๕๑). พิมพ์ครั้งที่ ๑. พีเคเอสแกลงการพิมพ์ ระยอง. ไม่ระบุปีที่พิมพ์

ศรีศักร  วัลลิโภดม. อารยธรรมฝั่งทะเลตะวันออก. มติชน: กรุงเทพฯ. ๒๕๔๕.

แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย. วิถีจีน-ไทย ในสังคมสยาม. สำนักพิมพ์มติชน: กรุงเทพฯ. ๒๕๕๐.

โอฬาร ถิ่นบางเตียว. บทบาททางเศรษฐกิจของชาวจีนช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก. วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๔๖ กันยายน – ธันวาคม ๒๕๕๙ หน้า ๕๙ – ๗๙ เข้าถึงเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๑

 

สัมภาษณ์

ชัชวาลย์ เจริญพร. อายุ ๗๔  ปี.  ประธานสภาเทศบาลตำบลปากน้ำประแส. สัมภาษณ์ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๑

ประกอบ รัตนภรณ์ อายุ ๘๔ ปี  ช่างฝีมือชาวสามย่าน สัมภาษณ์  ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๑

พิศักดิ์ แซ่ลิ้ม. อายุ ๖๗ ปี อดีตพนักงานธนาคารกรุงเทพ    สัมภาษณ์ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๑

ภาณุ ธนะสาร. อายุ ๕๕ ปี. กำนันตำบลปากน้ำประแส. สัมภาษณ์ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๑

รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ อายุ ๕๑ ปี  ร้านหนังสือสุนทรภู่ BOOK & TEA  สัมภาษณ์  ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑

ลำใย วงศ์พิทักษ์ อายุ ๙๒ ปี อดีตผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่    โรงเรียนวัดพลงช้างเผือก สัมภาษณ์ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

สมชาย จริยเจริญ อายุ ๕๓ ปี อดีตนายกเทศมนตรีตำบลเมืองแกลง  สัมภาษณ์ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๑

สมโภชน์  ปราณีคุณากร. อายุ ๖๗ ปี อดีตข้าราชการกรมศุลกากร สัมภาษณ์ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๑

สันติชัย ตังสวานิช อายุ ๖๑ ปี นายกเทศมนตรีตำบลเมืองแกลง  สัมภาษณ์ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๑

อุระพงศ์ พูนสวัสดิพงศ์ อายุ ๖๐ ปี หัวหน้าหน่วยกู้ภัย สมาคมพุทธศาสตร์สงเคราะห์ (พ่งไล้ซำเซียวเกาะ) สัมภาษณ์ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑

อัพเดทล่าสุด 15 พ.ย. 2561, 16:17 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.