หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
โรงเลื่อย ของป่า ภาพสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้เมืองแกลง
บทความโดย พนมกร นวเสลา
เรียบเรียงเมื่อ 27 ธ.ค. 2561, 16:23 น.
เข้าชมแล้ว 517 ครั้ง

สภาพภูมิวัฒนธรรมแกลง ปรับจากแผนที่บ้านสามย่าน กรมแผนที่ทหาร สำรวจเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๐

 

เมืองแกลงเป็นหนึ่งในเมืองทางภูมิภาคตะวันออกของประเทศไทยที่มีสภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ เพราะพื้นที่ตอนบนมีสภาพเป็นเนินและภูเขาที่มีป่าเบญจพรรณทึบมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด เช่น ไม้ตะเคียน ไม้ยาง ไม้กระบาก ไม้แก่น ไม้ประดู่ ฯลฯ ส่วน บริเวณโดยรอบที่ตั้งของเมืองแกลงมีสภาพเป็นพื้นที่ราบทุ่งนาและป่าโปร่ง ทิศใต้ของเมืองแกลงเป็นพื้นที่ราบทุ่งนากับป่าชายเลนและพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยมีลำน้ำสำคัญในพื้นที่คือ “ลำน้ำประแส” ที่มีต้นน้ำในเขตพื้นที่ตอนในเป็นทั้งสายน้ำหล่อเลี้ยงทั้งป่าและผู้คนในพื้นที่เมืองแกลง

 

นับตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์การค้าขายขยายตัวมากขึ้น ทำให้มีการเกณฑ์ตัดไม้ส่งส่วยนำมาใช้ต่อเป็นเรือสำเภาที่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นส่วยไม้เนื้อแข็งจากทางภาคเหนือและภาคตะวันตก เช่น ไม้ฝาง ไม้สัก ขณะที่ภาคตะวันออกส่วยไม้ที่ส่งเข้ารัฐบาลคือ ไม้แดง อย่างไรก็ตามป่าไม้ภาคตะวันออกเริ่มปรากฏความสำคัญในสายตาราชสำนักสยาม เนื่องด้วยเป็นหนึ่งในแหล่งตัดไม้ทำเรือพระที่นั่งนับตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ รัฐได้ส่วยมาศเส้นจากเมืองจันทบุรียาว ๑ เส้นเศษ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นเรือพระที่นั่งกราบชื่อสุดสายตา และในช่วงเวลานี้การค้าขายของสยามมีความเจริญรุ่งเรืองมากจึงมีการตั้งการจัดเก็บภาษีขึ้นใหม่ หนึ่งในนั้นคือภาษีไม้แดง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ป่าไม้ภาคตะวันออกยังคงเป็นพื้นที่หาไม้ทำเรือพระที่นั่งเฉพาะในพื้นที่แกลงได้มาดเส้น ๔ ลำสอดคล้องกับข้อความในบันทึกของ H.Warington Smyth เมื่อครั้งเดินทางตามชายฝั่งทะเลตะวันออก ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้กล่าวถึงพื้นที่เมืองแกลงไว้ว่าเป็นสถานที่นำไม้ตะเคียนไปสร้างเรือพระราชพิธี และยังระบุด้วยว่าสภาพป่าของเมืองแกลงมีลักษณะเป็นป่าทึบ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ป่าไม้ภาคตะวันออกและได้ก่อตั้งบริษัท ศรีราชาทุน จำกัด ทำกิจการป่าไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออกจังหวัดชลบุรีรวมมาถึงระยอง ซึ่งในขณะนั้นก็มีโรงเลื่อยของเอกชนรายอื่นเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

 

โรงเลื่อยจักรพงษ์เกษม โรงเลื่อยไม้ในเมืองแกลง

สำหรับในอำเภอแกลงมีโรงเลื่อยไม้ที่สำคัญ คือ “โรงเลื่อย จักรพงษ์เกษม” ประวัติการก่อตั้งไม่แน่ชัดแต่จากการสัมภาษณ์คนใน พื้นที่พบว่าโรงเลื่อยนี้น่าจะก่อตั้งก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และปิดตัวลงไป เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๐ มีเจ้าของกิจการเป็นคนเชื้อสายจีน เรียกกันว่า “จิกเสี่ย” เป็นคนจากทางบางบ่อ สมุทรปราการ ตำแหน่ง “หลงจู๊” (ผู้จัดการ) ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่จะมีทั้งที่เป็นคนเชื้อสายจีนทำงานในตำแหน่ง “นายม้า” คุมโต๊ะเลื่อยไม้หรือเป็น “เสมียน” จดบัญชี กับแรงงานซึ่งมาจากทางอีสานและคนในพื้นที่อำเภอแกลงบางส่วน ตำแหน่งแบกหามเรียกว่า “หางม้า” ค่าแรงต่อวันไม่ถึง ๒๐ บาท ผู้ชายแบกไม้กระดานแผ่นใหญ่ๆ ขึ้นรถ ผู้หญิงหาบขี้เลื่อย แบกเศษไม้ เรียงไม้ (สัมภาษณ์ เกียง ภูเนตร อายุ ๘๖ ปี และ ปิยะ กำแหง อายุ ๗๑ ปี)

 

โรงเลื่อยอยู่ติดริมน้ำประแสฝั่งตะวันออกของบ้านสามย่าน วิธีการลำเลียงไม้จากพื้นที่ตอนในมีสองวิธีคือ ใช้เส้นทางลำน้ำประแสลำเลียงไม้ขนาดไม่ใหญ่นัก เช่น ไม้กระบก ไม้กระบาก ล่องตามน้ำลงมา คนทางข้างบนจะตัดเป็นขอนล่องมาตามคลอง ผ่านวัดประ แสบนบ้านอู่ทองโดยใช้คลองประแสเป็นหลัก (สัมภาษณ์ ศรีนวล ไกรเพชร อายุ ๗๖ ปี)

 

ปล่องไฟเดิมของโรงเลื่อยจักรพงษ์เกษม

 

อีกวิธีหนึ่งคือใช้รถลากซุงและแรงงานคนชักลากซุงใส่รถขนไม้แล้วมาเทลงน้ำประแสหน้าโรงเลื่อยที่สามย่าน จากนั้นจะมีคนลงไปมัดเชือกซุงแล้วชักลากกันขึ้นมาเลื่อยตามขนาดที่ต้องการ โดยมีนายม้าเป็นคนกำหนดว่าจะเลื่อยออกมาขนาดใด เช่น หน้ากว้าง ๘ นิ้ว, ๑๒ นิ้ว, ๑๖ นิ้ว จากนั้นแรงงาน (หางม้า) จะยกไม้ขึ้นเลื้อยบนโต๊ะ เมื่อเลื่อยไม้แล้วจะมีแรงงานบางส่วนขนขี้เลื่อยออกไปทิ้งนอกโรงเลื่อย

 

ลำน้ำประแส บริเวณตลาดสามย่าน

 

แม้ว่าต่อมาโรงเลื่อยจะปิดตัวไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีนโยบายปิดป่าจากรัฐบาลส่วนกลางเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒ แต่การเข้าไป บุกเบิกและถางป่าพื้นที่ตอนบนก่อให้เกิดการโยกย้ายจากพื้นที่ราบขึ้นไปตั้งหมู่บ้านในพื้นที่ตอนในทางทิศเหนือของเมืองแกลงมากขึ้นรวมทั้งการบุกเบิกเข้าไปจับจองพื้นที่ทำการเกษตรกรรมปลูกมันและต่อมา คือ ยางพารา

 

วิถีหาของป่า คนเมืองแกลง

ป่าไม้ทางทิศเหนือของเมืองแกลงเป็นแหล่งหาของป่าที่สำคัญ วิถีชีวิตของคนในพื้นที่เมืองแกลงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำนาเป็นหลัก เมื่อเสร็จฤดูทำนาจะรวมกลุ่มพากันเทียมเกวียนเข้าป่า ไปหาของป่านำออกมาขายโดยเดินตามเส้นทางเกวียนลัดเลาะขึ้นไป ทางทิศเหนือหรือเดินตามลำน้ำสายเล็กๆ เข้าไปยังป่าเบญจพรรณ ถึงเวลากลางคืนจะหยุดตามจุดที่เป็นชุมนุม บางแห่งอาจมีเพิงที่พักแบบชั่วคราวซึ่งคนรุ่นก่อนหรือกลุ่มอื่นได้ทำทิ้งไว้ และจุดกองไฟนอนรวมกันป้องกันอันตรายจากสัตว์ป่าโดยเฉพาะเสือที่ออกหากินตอนกลางคืน การใช้เวลาอยู่ในป่าไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่หาได้และปริมาณของป่าที่บรรทุกใส่เกวียน โดยทรัพยากรของป่าที่ต้องการ ได้แก่ น้ำมันยาง ครั่ง ชัน หวาย กระวาน ลูกเร่ว รวมทั้งไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้กระบก ล่องน้ำลงมาขายคนที่ตลาดเพื่อสำหรับนำไปทำฟืน เตาถ่าน นำกลับไปใช้ในครัวเรือนหรือนำออกมาขายที่ตลาดสามย่าน

 

ลุงสงบ เจริญวงศ์ อายุ ๕๕ ปี เล่าว่า “...สมัยก่อนใช้เส้นนี้เดิน ขี้โล้น้ำมันยาง แบกน้ำมันยางมาขาย เป็นป่าหมด แถวหนองพุหนองโพง

(ชุมชนที่อยู่ทางทิศเหนือวัดโพธิ์ทอง)…”

 

ส่วนพระครูวิสุทธิ์รัตนาภรณ์ อายุ ๗๐ ปี เล่าว่า “...ฉันไปอยู่ตั้งแต่เป็นป่ามีเสือ เขาเรียกชุมนุมสูง มีหนึ่งบ่อน้ำมันยาง เลยวัดมงคลขึ้นไปหน่อยและก็ใต้วัดชุมนุมสูงลงมาหน่อยก็ตักน้ำมันยางเอา มาขายกัน...”

 

ขณะเดียวกันบางครัวเรือนที่อยู่บนพื้นที่ราบตอนล่างอาจให้ญาติของตนเข้าไปตั้งบ้านรวมกับชุมนุมในป่าแล้วเก็บผลผลิตส่งออกมาขาย หรือนำมาให้แก่ครอบครัวตนเอง เช่น สานหลัว ตัดหวาย คนตลาดสามย่านก็เอาใส่เรือไปขายสมุทรสาคร สมุทรสงคราม

 

การเข้าไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ตอนในพบว่าหลายชุมนุม/สำนักไม่ได้ดำรงชีพด้วยการหาของป่าเพียงอย่างเดียวแต่บุกเบิกพื้นที่ราบ ขนาดเล็กไว้ปลูก “ข้าวไร่” ปีละครั้ง พอเลี้ยงตนเองได้ควบคู่ไปกับการปลูกมัน รวมทั้งคนพื้นที่ตอนในเองบางส่วนนำของป่าออกมาแลกเปลี่ยนข้าวสารหรือผลไม้กับคนในพื้นที่ราบทุ่งนาและคนในตลาดสามย่าน นอกจากนี้การเข้าป่ายังรวมไปถึงการตัดไม้มาสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

 

ปัจจุบันพื้นที่ป่าเบญจพรรณทางทิศเหนือของเมืองแกลงนั้นแทบไม่หลงเหลือแล้ว เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยพื้นที่การเกษตรทั้งพื้นที่ปลูกยางพาราและพื้นที่สวนผลไม้ ประกอบกับการขยายตัวของพื้นที่อยู่อาศัยและการตัดถนนเข้าไปยังหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่ตอนใน รวมถึงวิถีชีวิตการหาของป่าและการตัดไม้ป่าที่เลิกทำไปอย่างสิ้นเชิง คงเหลือแต่ร่องรอยของ “ชื่อชุมชน” (Place Name) ที่ยังบ่งบอกถึงการเคยเป็นแหล่งชุมชนพื้นที่ตอนใน เช่น วัดคลองป่าไม้ (ชุมนุม คลองป่าไม้ อำเภอแกลง), บ้านชุมนุมสูง (อำเภอแกลง), บ้านชุมนุม ใน (อำเภอวังจันทร์), วัดแก่งหวาย (ชุมนุมแก่งหวาย อำเภอวังจันทร์) ฯลฯ ส่วนพื้นที่ที่ยังเป็นป่าหลงเหลืออยู่คือบริเวณอุทยานแห่งชาติเขา ชะเมา-เขาวง

 

ขอบคุณ

พระครูวิสุทธิ์รัตนาภรณ์ อายุ ๗๐ ปี, คุณเกียง ภูเนตร อายุ ๘๖ ปี, คุณปิยะ กำแหง อายุ ๗๑ ปี, คุณประจวบ เที่ยงแท้ อายุ ๘๒ ปี, คุณ พิชัย สมคิด อายุ ๕๖ ปี, คุณศรีนวล ไกรเพชร อายุ ๗๖ ปี, คุณสงบ เจริญวงศ์ อายุ ๕๕ ปี, คุณเอกชัย เนตรมณี อายุ ๕๓ ปี

 

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๒๐ (ต.ค.-ธ.ค.๒๕๖๑)

 

 

อัพเดทล่าสุด 27 ธ.ค. 2561, 16:23 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.