Culture Hero : วีรบุรุษวัฒนธรรมในมุมมอง ‘ศรีศักร วัลลิโภดม’
![]() |
บทความเดิมชื่อ : บรรยายสาธารณะเรื่อง : ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับผู้นำวัฒนธรรม
เมื่อวันที่๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดบรรยายสาธารณะขึ้น ในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับผู้นำทางวัฒนธรรม” โดยได้เรียนเชิญอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม มาเป็นวิทยากร และมีคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เป็นผู้ดำเนินรายการ จัดขึ้น ณ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ตั้งแต่เวลา๑๓.๐๐น.-๑๕.๐๐น.
หากกล่าวถึงผู้นำท้องถิ่นทางวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์ คนทั่วไปอาจจะไม่คุ้นเคยนัก แต่ถ้ากล่าวถึงผู้นำทางการเมืองในการกอบกู้ชาติ ทุกคนคงรู้จักขึ้นมาทันที ยกตัวอย่าง เช่น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่กอบกู้ชาติจากการเป็นเมืองขึ้นของพม่าจากเหตุการณ์อยุธยาเสียกรุงครั้งที่ ๑ หรือแม้แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่รวบรวมผู้คน และกอบกู้ชาติขึ้นใหม่จากการเสียกรุงครั้งที่ ๒
ย้อนกลับมาที่ประเด็นผู้นำท้องถิ่นทางวัฒนธรรม งานศึกษานี้มีนักวิชาการสาขามานุษยวิทยาสังคมศึกษากันมานานแล้ว แต่จะเป็นผู้ศึกษาในสกุลเก่าซึ่งไม่ได้คิดใหม่ขึ้นเหมือนนักวิชาการสกุลใหม่ ซึ่งนักวิชาการหัวเก่าจะเน้นการศึกษาโดยมุ่งดูปรากฏการณ์ทางสังคม แล้วนำมาวิเคราะห์แนวคิดตามทฤษฎีทางสังคมวิทยาที่มีอยู่
จากที่กล่าวข้างต้นว่า คนทั่วไปจะรับรู้ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นผู้วีรบุรุษกอบกู้ชาติ แต่ถ้ามองอีกมุมในเชิงมานุษยวิทยาจะพบว่า ผู้นำทั้งสองต่างเป็นวีรบุรุษวัฒนธรรม (Culture Hero) ด้วยเช่นกัน ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็เช่น ‘ศาลสมเด็จพระเจ้าตาก’ ที่เราจะพบว่าถูกตั้งขึ้นในหลายพื้นที่หลายจังหวัด แสดงให้เห็นถึงเส้นการเดินทางของพระองค์ ซึ่งก็สะท้อนให้ภาพประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในท้องถิ่นและเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของผู้คนและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้ชุมชนอีกด้วย
![]() |
![]() |
| รูปปั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช | รูปปั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช |
ในฐานะผู้นำวัฒนธรรม (Culture Hero) ประการแรก คือ เป็นผู้นำในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ทั้งที่มีตัวตนจริงและไม่มีตัวตนจริง จะอยู่ในตัวของประวัติศาสตร์หรือตำนานก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาเนื่องในโอกาสไหน และเวลาใด เช่น กลุ่มเสื้อแดงได้ชูพระเจ้าตากสินให้เชื่อมโยงกับทักษิณ โดยเชื่อว่าพระเจ้าตากสินจะกลับมากอบกู้ชาติอีกครั้ง ซึ่งก็แสดงถึงนัยยะบางอย่างในทางการเมืองยุคปัจจุบันหรือความนึกคิดของคนบางกลุ่ม ถึงตอนนี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าตากได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้ว
ดังนั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็คือตัวอย่างของผู้นำทางวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์
![]() |
![]() |
|
พระเจ้าพรหมมหาราช ที่แม่สาย |
ภาพท้าวสุรนารีหรือย่าโม ที่โคราช |
ต่อมาคือผู้นำทางวัฒนธรรมในตำนาน ตัวอย่างเช่น ที่หน้าอำเภอแม่สาย ซึ่งจะมีลานวัฒนธรรมขนาดใหญ่และมีรูปปั้นของพระเจ้าพรหมมหาราช ที่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยเชื่อว่าเป็นมหาราชองค์แรกของไทย เป็นผู้นำในการตีขอม แต่เนื่องจากหลักฐานที่จะยืนยันในความมีตัวตนของพระองค์มีน้อย
ดังนั้นองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ในยุคหลังจึงสรุปว่าพระเจ้าพรหมมหาราชไม่มีตัวตน แต่ในทางตรงกันข้ามผู้คนในท้องถิ่นกลับสร้างพระองค์ให้เป็นผู้นำทางวัฒนธรรม (Culture Hero) ไปแล้ว
สิ่งที่ตามมาคือผู้คนในท้องถิ่นได้สร้างรูปปั้นกันขึ้นมาและมีการบวงสรวงงานประเพณีเป็นประจำหนึ่งใน ๑๒ เดือน ที่ทำให้คนแม่สายมารวมตัวกัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาของชุมชนพหุสังคม ที่พยายามสร้างอัตลักษณ์ในแก่ชุมชนของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มไทยใหญ่และชาวแม่สายชาติพันธุ์ต่างๆ หรือแม้แต่รูปปั้นย่าโมที่คนโคราชต่างพากันเคารพบูชา นักประวัติศาสตร์บางคนก็เชื่อว่าไม่ได้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ แต่ตัวอย่างของผู้นำทางวัฒนธรรมเหล่านี้เกิดจากแหล่งข้อมูลที่เป็นตำนานท้องถิ่นซึ่งถือว่าเป็นต้นเรื่องของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั่นเอง
หากย้อนกลับไปมองที่มาของการเกิดตำนาน สิ่งนี้เกิดขึ้นจากคนที่รู้หนังสือในสมัยนั้นพยายามนำเอาเรื่องเล่าประจำท้องถิ่นหรือเรื่องจากความทรงจำมาปรุงแต่งขึ้น ซึ่งในการจะหาข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์โดยตรงคงมิอาจกระทำได้ เพราะเรื่องราวของตำนานจะถูกปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาไปตามแต่ละยุคสมัย จุดประสงค์ของการสร้างตำนานนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่นคงและปึกแผ่นให้กับสังคมชุมชน เกิดการบูรณาการณ์ทางสังคม
แต่นักวิชาการในปัจจุบันบางกลุ่มพยายามจะเข้าไปหาข้อเท็จจริงของเรื่องราว จึงกลายเป็นการไปฝ่าฝืนกฎระเบียบของสังคมที่สร้างมาแต่อดีต กลายเป็นว่าเข้าไปสร้างความแตกแยกให้กับสังคมชุมชน
ในประเด็นนี้จึงสร้างปัญหาให้วงการวิชาการประวัติศาสตร์ ในประเด็นที่ว่าจะเสนอความเป็นจริงเพื่อสร้างผลงานวิจัยให้กับประวัติศาสตร์หรือจะปล่อยให้มันอยู่อย่างสงบกับชุมชน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องชั่งน้ำหนักของผลได้ผลเสียที่จะตามมา
![]() |
![]() |
| ศาลเจ้าพ่อขุนตาล | รูปปั้นเจ้าพ่อศรีนครเตา |
ลักษณะสำคัญประการต่อมาของผู้นำวัฒนธรรม คือ จะต้องเป็นผู้ที่อยู่เหนือธรรมชาติและไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะต้องเป็นคนที่สามารถรวมกลุ่มคนทั้งที่เหมือนและแตกต่างเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้คนอยู่ในศีลธรรมจรรยา และต้องบูรณาการณ์สังคมได้ จะเห็นได้ว่าลักษณะในข้อนี้คนธรรมดาสามัญไม่สามารถจะกระทำได้ แต่จะต้องทำให้คนธรรมดานั้นกลายเป็นเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองของสังคมไป (Deification)
ยกตัวอย่างเช่น ศาลเจ้าพ่อขุนตาล ซึ่งเป็นผีศักดิ์สิทธิ์ของดอนขุนตาล ตั้งอยู่ที่พื้นที่สันปันน้ำแม่ตาลที่อยู่ระหว่างลำปางและลำพูน ซึ่งครั้งหนึ่งมีกรณีความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรระหว่างเขตปกครอง โดยคนแถบนั้นเชื่อถือเจ้าพ่อขุนตาลร่วมกันจึงทำให้ปัญหาถูกคลี่คลายลงไปได้ เพราะถือเสียว่าแม้ต่างเขตการปกครองแต่ก็เป็นคนถือผีเจ้าพ่อขุนตาลร่วมกัน
เช่นเดียวกันกับเจ้าพ่อศรีนครเตา ซึ่งเป็นคนส่วยที่มาจากตระกูลเลี้ยงช้างป่าให้กับรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านเป็นบุคคลจริง เมื่อยังมีชีวิตได้สร้างบ้านเมืองแถบราศีไศลและรัตนบุรีทางทุ่งกุลาร้องไห้ เมื่อสิ้นชีวิตไป ชาวบ้านถือว่าเจ้าพ่อศรีนครเตา คือ ผีใหญ่ ที่คนลาว เขมร ส่วยหรือไทกูย ไทย ให้การเคารพนับถือและเกรงกลัว ปัจจุบันในท้องถิ่นจะมีคนทรงเจ้าศรีนครเตาอยู่ เป็นการสร้างบรรทัดฐานทางศีลธรรมจากคำทำนายในพิธีกรรมและควบคุมให้ชาวบ้านหรือคนในพื้นที่อยู่ในศีลธรรม ซึ่งมีความเชื่อหนึ่งที่ว่าถ้าเกิดใครทำผิดเจ้าศรีนครเตาก็จะเอาไปเลี้ยงช้าง ซึ่งหมายถึงทำให้ตายตกไปนั่นเอง
อาจารย์ศรีศักดิ์เสนอความเห็นเรื่องความวุ่นวายของการปกครองบ้านเมืองไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ทุกวันนี้อำนาจการปกครองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญมันไม่สามารถจัดการสังคมได้เด็ดขาด แต่ถ้าปล่อยให้ผีจัดการจะทำได้ทันที”
นั่นหมายความว่าระบบจารีต ประเพณี และความเชื่อดังเดิม สามารถส่งถูกผู้คนในทางจิตใจได้โดยตรง ไม่ต้องรออำนาจของบ้านเมืองแต่อย่างไร
ความมั่นคงและความสงบของชุมชนท้องถิ่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลส่วนกลาง แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งเหนือธรรมชาติที่ชุมชนเคารพ นับถือและเกรงกลัว สามารถควบคุมชุมชนท้องถิ่นให้มั่นคง หลายครั้งที่รัฐทำผิดพลาด เช่น กรณีป่าพรุหรือท้องทะเลของภาคใต้ ที่ชาวมุสลิมเชื่อว่าเป็นของอัลเลาะห์ ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเจ้าของ แต่รัฐก็เข้าไปล่วงละเมิด ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเกิดปัญหาความรุนแรง เพราะรัฐเข้าไปล่วงละเมิดวิถีชีวิตของคนในชุมชนยังไม่พอ แต่ยังเข้าไปล่วงละเมิดจิตใจของชาวบ้านด้วย ประการหลังนี้เป็นสิ่งที่บอบบางมาก แล้วถ้าเกิดบอบช้ำขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเยียวยาให้หายขาด ซึ่งรัฐได้กระทำไปแล้ว
ผู้นำวัฒนธรรมจะเป็นคนธรรมดาสามัญก็ได้ แต่จะต้องเป็นผู้ที่เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ประกอบคุณงามความดีให้กับผู้คนในท้องถิ่น ในความเป็นจริงกระบวนการสร้างผู้นำวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าท้องถิ่นนั้นมีสำนึกชุมชน
ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งอาจารย์ศรีศักรได้มีโอกาสเข้าไปทำงานกับทีม RDI ขอนแก่น (สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ) ได้มีโอกาสไปลำน้ำชี แล้วพบรูปปั้นพ่อหลวงธนาการ ซึ่งเมื่อครั้งมีชีวิตเป็นผู้นำชาวบ้านที่ช่วยให้ความรู้ทำเหมืองฝายให้กับประชาชน เมื่อตายไปก็เป็นที่เคารพนับถือจากการทำคุณงามความดี มีประเพณีจัดขึ้นเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน
จะเห็นได้ว่าความเชื่อต่างๆของคนในท้องถิ่น นำมาซึ่งการประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ซึ่งนี่คือหัวใจของวัฒนธรรมท้องถิ่นนั่นเอง หรือแม้แต่การสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิไว้เพื่อประกอบพิธีกรรมร่วมกัน เช่น ในกรณีเขาพระวิหาร เมื่อก่อนใช้แบ่งดินแดนเขมรในทางภูมิศาสตร์เป็นเขมรต่ำและเขมรสูง ซึ่งจะมีเขาพระวิหารเป็นสัญลักษณ์ในจุดร่วมและเป็นเขตกึ่งกลาง เขาพระวิหารนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประกอบพิธีร่วมกันและยังเป็นพื้นที่ทางการค้าด้วย ปราสาทที่เขาพระวิหารนี้ไม่ได้เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
การเข้ามาทำพิธีร่วมกันนี้สร้างความเป็นปึกแผ่นให้คนในพื้นที่ แม้จะมีอยู่หลายชาติพันธุ์ก็ตาม แต่ต่างก็เป็นเจ้าของทรัพยากรร่วมกัน ที่เรียกว่า Common Property
เมื่อพูดถึง Common Property ก็นึกถึง Elinor Ostrom ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ได้รางวัลโนเบลไพรส์ โดยเธอเสนอ ในงานเขียน Private and Common Property Rightsว่า การอยู่รอดของสังคมสมัยนี้ คือ การจัดการทรัพย์สินของสาธารณะร่วมกัน โดยที่รัฐหรือนายทุนจะมาข้องเกี่ยวไม่ได้ ซึ่งความคิดนี้อาจารย์ศรีศักรกล่าวว่า จริงๆแล้วในไทยมีทำกันมานานแล้ว
เมื่อพูดถึงมุมมองด้านการประสานรอยร้าวของสังคมไทย อาจารย์ได้กล่าวว่า “ทุกวันนี้ไทยเราถูกกดดันจากคนสมัยใหม่ที่มีความรู้สึกต่างจากคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งถ้ายังมีการแตกแยกกันอยู่ คนไทยก็กลายเป็นทาสติดที่ดิน เพราะในความเป็นจริงความเป็นเชื้อชาติไม่มีอยู่แล้ว แต่จะกลายเป็นว่าไม่มีแผ่นดินเกิด ไม่มีชาติภูมิ ซึ่งในการฟื้นฟูสังคมและฟื้นฟูแผ่นดินเกิดจริงๆแล้วไม่ใช่หน้าที่ของรัฐ แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน”
ถ้าจะฟื้นฟูกรุงเทพฯก็เอาเรื่องย่านมาพูด เพราะยังมีบางย่านที่เข้มแข็งอยู่ เอาย่านนั้นมาเป็นตัวอย่างในการพื้นฟูเพื่อให้ย่านอื่น ชุมชนอื่นได้เรียนรู้กันในการสร้างย่านที่แข็งเข้มขึ้นมา
เมื่อกล่าวถึงรัฐ ที่แล้วมาถือว่าเป็นทรราช เพราะมันกดภาพสังคมยับเยิน แถมยังสอนสังคมให้เป็นทรชน ทำให้เสื้อแดง เสื้อเหลืองทะเลาะกัน จริงๆทั้งสองกลุ่มมีความต้องการที่ต่างกัน ต้องแก้ตรงจุดนั้น ไม่ใช่แก้ที่ส่วนกลาง รัฐทำหน้าที่ได้เพียงแค่เป็นผู้ประสานเท่านั้น
จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาชุมชนหรือท้องถิ่นให้สำเร็จลุล่วงนั่น ควรจะปล่อยให้ท้องถิ่นจัดการกันเอง คือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอำนาจของ 2 ส่วน คืออำนาจปกครอง (law enforcement) คือ กลุ่มการปกครองในท้องถิ่นและอำนาจแทรกแซง (sanction) เช่นความเชื่อ การเคารพนับถือในสิ่งลี้ลับที่มีในท้องถิ่น ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้ อยู่ในท้องถิ่น และเข้าใจท้องถิ่นดีกว่ารัฐส่วนกลาง การที่ปล่อยให้ท้องถิ่นจัดการกันเอง จะทำให้สังคมท้องถิ่นดำเนินอยู่อย่างสงบสุขได้
กระบวนการผู้นำวัฒนธรรมทั้งท้องถิ่นและส่วนกลางเป็นกระบวนการหนึ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อใช้ในสังคม เพื่อสร้างศูนย์กลางความเชื่อที่จะบูรณาการคนในกลุ่มหรือสังคมเข้าด้วยกัน ในอดีตก็เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นและความสงบสุขในท้องถิ่น แต่ในปัจจุบันคนบางกลุ่มอาจจะสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้อุดมการณ์ที่ผิด อันจะนำมาซึ่งความแตกแยกของคนในสังคม ขึ้นอยู่กับว่าคนจะเลือกหยิบไปใช้ในด้านดีหรือด้านทำลาย
“มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ของเราไม่ได้มีเป้าหมายจะปฏิรูปหรือปรับเปลี่ยนสังคมท้องถิ่น แต่พวกเรามีความต้องการที่จะฟื้นฟูวิถีเดิมของท้องถิ่นที่แต่เดิมเคยเป็นปึกแผ่น เคยสงบสุขและดีงามมาก่อนให้กลับคืนมาสู่ท้องถิ่นอีกครั้ง” อาจารย์ศรีศักร กล่าวทิ้งท้าย.
|
บทความเพิ่มเติม
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. “พระเจ้าพรหมมหาราช” จากวีรบุรุษในตำนานสู่อารักษ์เมืองแม่สาย.URL: http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=232
วันใหม่ นิยม.สรุปงานบรรยายสาธารณะ เรื่อง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับผู้นำทางวัฒนธรรม. URL: http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=40
Elinor Ostrom. Private and Common Property Rights . URL: http://encyclo.findlaw.com/2000book.pdf
สื่อที่เกี่ยวข้อง
DVD ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับผู้นำทางวัฒนธรรม โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม. URL : http://www.lek-prapai.org/publish_show.php?id=13 |