หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บ้านญวนสามเสน บ้านเขมร และมิตรคาม ผลกระทบจากโครงการสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์, ภูวนาท เช้าวรรณโณ, วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 10 ส.ค. 2559, 20:39 น.
เข้าชมแล้ว 6661 ครั้ง

        

เมื่อมีการจ้าง สจล. หรือสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและมหาวิทยาลัยขอนแก่นศึกษาและออกแบบทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเจ้าของโครงการคือ “กรุงเทพมหานคร” ระยะแรก ๑๔ กิโลเมตร และไม่กี่วันที่ผ่านมามีการเปิดเผยแผนงาน ๑๒ แผน ทำให้เห็นภาพวาดว่าเดินตาม TOR ที่ออกแบบการสร้างทางเลียบริมแม่น้ำจริงๆ ไม่ใช่ทางเดิน ไม่ใช่ทางจักรยาน และไม่ใช่การสร้างทางเดินลำลองแต่เป็นการใช้โครงการแบบการตอกเสาลงในแม่น้ำอย่างค่อนข้างแน่นอนแล้ว

 

ต่างจากการประชาสัมพันธ์ของโครงการที่ผ่านมาที่ออกมาอ้างว่า ได้ทยอยออกแบบโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (Chao Phraya for All) ให้รองรับอนาคตของการสืบสานวัฒนธรรม คุณภาพชีวิต สังคมชุมชน และเศรษฐกิจ โดยการทำกระบวนการประชุมกับชาวบ้านหลายชุมชนและหลายครั้ง อ้างอิงถึงการศึกษาทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และทำให้เห็นไปในทิศทางว่าชาวบ้านยินดีกับการก่อสร้างในโครงการนี้

 

ส่วนการศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมนั้นไม่มีปรากฏอย่างชัดเจน นอกจากการอ้างว่าจะมีการปลูกพืชพันธุ์ไม้ป่าชายเลนอยู่บ้าง ส่วนเรื่องการกัดเซาะชายตลิ่งและผลกระทบจากน้ำขึ้นลงจากเขื่อนหรือกรณีน้ำท่วมที่ต้องปล่อยน้ำจากเขื่อนต้นน้ำต่างๆ ที่สร้างผลกระทบอย่างมากในปลายปีที่ผ่านมานั้นไม่มีการกล่าวถึงแต่อย่างใด

 

ภาพออกแบบของ สจล.

 

เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ที่ทำงานศึกษาเรื่อง “นิเวศวัฒนธรรม” มาอย่างยาวนาน โดยมีอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมเป็นที่ปรึกษา และเป็นผู้จุดประกายในการศึกษาสภาพสังคมของบ้านเมืองในประเทศไทยด้วยวิธีการทำความเข้าใจกับสภาพนิเวศตามธรรมชาติที่สัมพันธ์กับชีวิตของผู้คน สังคม ความเชื่ออย่างเป็นองค์รวม กังวลถึงผลกระทบจากโครงการสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในสยามประเทศที่อยู่อาศัยโดยใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสำคัญมานานนับหลายร้อยปี และเป็นศูนย์กลางของการเมือง สังคม วัฒนธรรมที่ไม่อาจทำให้สูญเสียหรือเสียหายไปได้มากกว่านี้แล้ว และมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว ได้ลองสำรวจข้อมูลและเข้าไปพูดคุยไถ่ถามผู้อยู่อาศัยทั้งที่บ้านญวนสามเสนและชาวมิตรคามที่อยู่อาศัยอยู่ริมน้ำ และเป็นกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดสำหรับชุมชนริมแม่น้ำบริเวณใกล้ท่าวาสุกรีไปจนถึงแนวสะพานซังฮี้เพื่อเป็นตัวอย่างในการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

ภาพออกแบบของ สจล.

 

หลังจากที่เห็นความสับสนและความงงงันในความกล้าที่จะทำโครงการเช่นนี้ของรัฐ ทั้งๆ ที่ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสูงปิดกั้นน้ำท่วมไม่ให้เข้าสู่ชุมชนริมน้ำได้เปลี่ยนรูปแบบชีวิตริมแม่น้ำไปจนหมดสิ้นในหลายชุมชนสำคัญตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยายังเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมา ทั้งที่เป็นน้ำท่วมจากฝีมือมนุษย์เสียเป็นส่วนใหญ่

 

จากการแข่งกันประชาสัมพันธ์ทั้งฝ่ายต้านและฝ่ายสร้างอย่างที่ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์แบบนี้มาก่อน และการทำประชาสัมพันธ์ของผู้สร้างงานศึกษานั้นก็ดูจะไม่สามารถกล่าวถึงแนวคิดในการออกแบบได้อย่างครบถ้วน ทั้งใช้เวลาสั้นๆ ในการทำความเข้าใจและนำเสนอเป็นข้อมูล ทำให้คิดว่านิเวศวัฒนธรรมของผู้คนริมแม่น้ำเจ้าพระยาจะมาถึงจุดที่ถูกทำลายไปอย่างไม่เข้าใจโดยเร่งรีบ และไม่สามารถเรียกคืนแม้จะตัดสินใจยกเลิกโครงการเพื่อฟื้นฟูแม่น้ำ ในช่วงระยะเวลาอันสั้นต่อไปในอนาคต

 

การออกแบบโดยไม่มีข้อมูลพร้อมทุกด้านจึงกลายเป็นปัญหาของวิชาชีพที่ต้องใช้ในการศึกษางานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพใดๆ โดยขาดความรอบคอบและรับผิดชอบในภายหลัง หากการออกแบบนั้นไม่เป็นไปตามที่คิดฝันเอาไว้แต่แรก ความรับผิดชอบเหล่านี้จำเป็นต้องมีการกล่าวถึงและมีหน่วยงานหรือบุคคลเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน หากผลที่ออกมานั้นเป็นการทำลายมากกว่า “การสืบสานวัฒนธรรม คุณภาพชีวิต สังคมชุมชน และเศรษฐกิจ” ดังที่โฆษณากันไว้

 

แผนที่ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ บริเวณตรอกบ้านญวนสามเสน

แผนที่ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ บริเวณตรอกบ้านญวนสามเสน

บริเวณตรอกบ้านญวนสามเสนมีที่มาคือ ครัวเขมรเข้ารีตราว ๔๐๐-๕๐๐ คนให้สร้างบ้านเรือนอยู่รวมกับชาวบ้านเชื้อสายโปรตุเกส ซึ่งมีศูนย์กลางของชุมชนคือ “วัดคอนเซ็ปชัญ” และบ้านญวนสามเสนที่มีวัดเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ซึ่งเป็นกลุ่มอพยพเข้ามาภายหลังในราวรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บริเวณนี้เป็นที่รวมของผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกหรือชาวคริสตัง และอยู่ต่อเนื่องสืบมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว จากนั้นหมู่บ้านโปรตุเกสที่นี่จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า “บ้านเขมร” และวัดคอนเซ็ปชัญก็ถูกเรียกว่า “วัดเขมร”

 

ชุมชนบ้านเขมรริมแม่น้ำเจ้าพระยาแถบวัดคอนเซ็ปชัญนี้ มีนายแก้วที่เป็นผู้ชำนาญการวิชาปืนใหญ่ เนื่องจากเคยได้เรียนกับชาวโปรตุเกส ต่อมาได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นที่พระยาวิเศษสงคราม รามภักดี จางวางกรมทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายแก้วเขมรนี้เป็นหัวหน้าดูแลชาวหมู่บ้านคอนเซ็ปชัญด้วย ต่อมาบุตรหลานได้รับราชการสืบต่อมาเป็นลำดับ เชื้อสายสกุลพระยาวิเศษสงครามภักดี (แก้ว) ปรากฏอยู่คือ “วิเศษรัตน์” และ “วงศ์ภักดี” ในระหว่างรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีศึกสงครามรบกับญวนอยู่หลายปี มีชาวญวนเข้ารีตคริสตังแถบเมืองเจาดกขอเข้ามาอยู่ในเมืองสยาม จึงนำมาอยู่เหนือบริเวณบ้านเขมร

 

ภายหลังผู้คนในบ้านเขมรมีมากขึ้นดังจากเหตุดังกล่าว จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานขยายเขตหมู่บ้านเขมรออกไปอีก ทิศเหนือจรดวัดราชผาติการาม (วัดส้มเกลี้ยง) ทิศใต้จรดวัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) ทิศตะวันออกติดถนนสามเสน ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนพวกญวนขยับจากที่เดิมไปตั้งบ้านเรือนทางด้านเหนือ และสร้างโบสถ์เซนฟรังซีสเซเวียร์เป็นศูนย์กลางของชุมชนอีกแห่งหนึ่งเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๙๖ ในภายหลัง

 

ทุกวันนี้มีกลุ่มชาวบ้านที่เป็นชาวเรือ ชาวแพที่ค้าขายทางเรือและย้ายมาตั้งหลักแหล่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาในที่ดินของกรมเจ้าท่า ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาแบ่งออกได้เป็น วัดราชผาทับทิมรวมใจ ที่จดทะเบียนเป็นชุมชนในสังกัด กทม. ชุมชนมิตรคาม ๑ ชุมชุมมิตรคาม ๒ ซึ่งชุมชนมิตรคามนั้น เป็นการแบ่งโดยการเข้ามาทำงานของ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. ในภายหลัง ชาวชุมชนส่วนใหญ่จะอพยพมาจากอยุธยา อ่างทอง โดยเริ่มจากการประกอบอาชีพล่องเรือเพื่อทำการค้า จากที่พบมีการค้าข้าวและค้าถ่าน ทำประมงจับปลา และอาชีพดำน้ำหาของเก่า

 

เดิมชาวชุมชนริมน้ำอาศัยอยู่ในเรือเป็นครอบครัว ระยะหลังเรือเก่าและรั่ว ซ่อมแซมไม่ไหวจึงย้ายจากเรือขึ้นมาทำบ้านยกสูงเหนือระดับน้ำ และปัจจุบันมีอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ค้าขาย รับจ้าง และบางส่วนยังคงอาชีพประมงและดำน้ำอยู่ ชาวชุมชนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ

 

ส่วนชุมชนข้างบนตลิ่งที่เป็นกลุ่มที่นับศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก โดยจะแบ่งออกเป็น ๒ ชุมชน คือ “ชุมชนบ้านญวน” และ “ชุมชนบ้านเขมร” ซึ่งคนในชุมชนนี้จะมีการแบ่งแยกกับชุมชนริมน้ำอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของการจัดการชุมชนที่เป็นหมู่บ้านขึ้นกับวัด ไม่ใช่ชุมชนเดียวกันกับชุมชนริมน้ำ และสองชุมชนข้างบนนี้จะใช้วัดหรือโบสถ์เป็นตัวแบ่งอาณาบริเวณเช่นกัน

 

กรณีโครงการสร้างทางเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจกับโครงการรัฐที่จะเข้ามาจัดการพื้นที่ ไม่ได้ทราบข่าวอะไรเลย นอกจากจะเป็นเพียงข่าวลือที่คุยกันเองภายในชุมชน และไม่มีใครกล้าที่จะต่อต้านเพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบทั้งเรื่องที่อยู่อาศัยใหม่และเงินค่าชดเชยการรื้อถอน

 

พร้อมกล่าวว่าหากสั่งให้ย้ายก็จำเป็นต้องย้าย บ้านบางส่วนในชุมชนมิตรคาม ๒ มีความยินดีที่จะย้ายเพราะบ้านเดิมทรุดโทรมลงมาก ไม่สามารถซ่อมแซมหรือปลูกขึ้นมาใหม่เพราะไม่มีกำลังทุนทรัพย์แต่อย่างใด บางส่วนไม่อยากย้ายเพราะงานประจำอยู่แถวนี้ บางคนก็ประกอบอาชีพในแม่น้ำ เช่น ประมงจับปลา และคนดำน้ำ แต่ในส่วนของชาวบ้านที่ไม่ได้รับผลกระทบกลับเห็นด้วย เพราะจะสามารถทำพื้นที่เจริญขึ้น เดินทางเข้าออกสะดวกจากริมแม่น้ำได้เลย ซึ่งทาง พอช. ได้ลงพื้นที่ทำงานกับชุมชนริมแม่น้ำที่มิตรคามนี้มาสักระยะหนึ่ง โดยการเตรียมแผนตั้งแต่เริ่มมีการทำกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์ในอดีต และจากบทความของ “สุวิทย์ กิขุนทด” เรื่อง “ปิดตำนานเรือนแพและบ้านริมน้ำ ความเปลี่ยนแปลงที่มากับโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา” (http://www.codi.or.th/index.php/new-klong/14828-2016-05-23-06-38-56)  กล่าวถึงสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  เช่นเดียวกับแผนงานที่อยู่อาศัยของชาวริมคลองลาดพร้าวที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม โดยผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า  พอช.ได้ลงสำรวจพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากสะพานพระราม ๗ ถึงสะพานพระปิ่นเกล้า  พบว่ามีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด  ๑๐  ชุมชน  รวม  ๒๘๕ ครัวเรือน  ประชากรทั้งหมดประมาณ  ๙๐๐ คน  นอกจากนี้ยังจัดประชุมชาวบ้านแต่ละชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการช่วยเหลือและการจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบ  ชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและจะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  จำนวน ๑๐ ชุมชน  ประกอบด้วย  เขตบางซื่อ  ชุมชนปากคลองบางเขนใหม่ ๑๒ ครัวเรือน  ชุมชนวัดสร้อยทอง ๑๔ ครัวเรือน เขตบางพลัด  ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี ๑๐ ครัวเรือน เขตดุสิต  ชุมชนเขียวไข่กา ๒๑ ครัวเรือน  ชุมชนศรีคราม ๑๐ ครัวเรือน  ราชผาทับทิม ๓๒ ครัวเรือน  ชุมชนศาลเจ้าแม่ทับทิม ๓๒ ครัวเรือน  ชุมชนมิตรคาม ๑, ๖๖ ครัวเรือน   ชุมชนมิตรคาม ๒, ๕๕ ครัวเรือน  ชุมชนวัดเทวราชกุญชร ๓๓ ครัวเรือน  (หมายเหตุ : ชุมชนยืนยันว่าชุมชนของตนเดิมปลูกสร้างอยู่บนพื้นดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีหนังสือการเช่าที่ดินจากวัดเทวราชกุญชรเพื่อปลูกสร้างบ้านเป็นหลักฐานมานานหลายสิบปีแล้ว   แต่เนื่องจากพื้นที่ริมฝั่งถูกกระแสน้ำกัดเซาะเป็นเวลานาน   จึงทำให้บ้านเรือนกลายสภาพเป็นบ้านที่ปลูกสร้างในแม่น้ำเจ้าพระยา)

 

พอช. ยังเสนอต่อไปอีกว่าจากการสอบถามความต้องการของชาวบ้านและการสำรวจข้อมูลทั้ง ๑๐ ชุมชนพบว่า มีแนวทางในการรองรับที่อยู่อาศัยอยู่  ๖  แนวทาง คือ ๑. ย้ายขึ้นแฟลตกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) ๒. ขอเช่าที่ดินวัดเพื่อสร้างบ้านใหม่  ๓. ขอเช่าที่ดินรัฐ  ๔. ซื้อที่ดินเอกชน  ๕. หาที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ เช่น  บ้านเอื้ออาทร  และ ๖. ขอรับเงินเยียวยาและหาที่อยู่อาศัยเอง

 

ดังนั้น จึงแสดงอย่างชัดเจนได้ว่า รัฐบาลโดย พอช. เป็นกลไกหลักที่จะรองรับปัญหาจากการย้ายชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งที่อยู่ในผืนน้ำและที่อยู่ริมตลิ่งให้ออกไปนอกเส้นทางโครงการ และยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนว่า เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่เมื่อใด หรือเป็นชุมชนดั้งเดิมเก่าแก่ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐอย่างไม่มีทางเรียกร้องขัดขืนแต่อย่างใดหรือไม่ จะเห็นว่าไม่มีรายละเอียดสำหรับการศึกษาผลกระทบทางภูมิวัฒนธรรมของชาวบ้านในพื้นที่แต่อย่างใด

 

การสำรวจเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ก็ยังพบว่าชาวบ้านจำนวนมากไม่รับรู้ข้อมูลจากโครงการของรัฐที่แน่นอนจากที่ สจล. อ้างอิงถึงการศึกษาจนกลายเป็นงานนำเสนอในสื่อโทรทัศน์ เช่น การอธิบายความเป็นชุมชนในบริเวณนี้จากผู้รับผิดชอบทำโครงการศึกษาและออกแบบจาก สจล. โดยสถานีโทรทัศน์ TNN 24 ณ หมู่บ้านโปรตุเกส วัดคอนเซ็ปชัญ ซอยสามเสน ๑๓  https://www.youtube.com/watch?v=fh12Yj1w-3o&feature=youtu.be  หรือการนำเสนอภาพการออกแบบที่ปรากฏเผยแพร่ในเพจประชาสัมพันธ์ของโครงการ เช่น การสร้างเรือกำปั่นของชาวโปรตุเกส ซึ่งบริเวณนี้เป็นเพียงพื้นที่วัดที่ชาวโปรตุเกสที่มีชีวิตรอดเหลือจากการสิ้นกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้ายเข้ามาพำนักและถือเป็นวัดของชาวคริสตังที่ก็ยังมีที่โบสถ์กัลหว่าร์ และซางตาครู๊สอีกด้วย อีกทั้งเป็นการจอดเรือเทียบกับท่าวาสุกรี ที่เป็นท่าเรือหลวงสำหรับงานพระราชพิธีของพระนคร จึงไม่เห็นเป็นเรื่องอะไรที่จะต้องออกแบบให้มีการจอดเรือกำปั่นจำลองดังกล่าวที่ไม่มีข้อมูลในงานประวัติศาสตร์รองรับ และความเหมาะควรในการเทียบกับท่าเรือพระราชพิธีสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของพระนคร เป็นข้อปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ ที่ท้วงติง แต่สามารถเห็นได้ว่าเป็นการแสดงความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลอย่างยิ่งทีเดียวสำหรับการออกแบบสิ่งที่สำคัญเช่นนี้

 

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ อยากให้ทดลองอ่านบทสัมภาษณ์จากการไปสำรวจพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยานี้สักสองสามรายพอให้เห็นมิติของผู้คนที่ขาดการศึกษาอย่างยิ่งในโครงการศึกษาดังกล่าวของคณะผู้ออกแบบ

ดังนี้

 

๑. ชัยยา ค่อยประเสริฐ อายุ ๖๒ ปี 

สมใจ ค่อยประเสริฐ อายุ ๕๘ ปี

๒๓/๑ สามเสน ๑๓ เขตดุสิต กรุงเทพฯ

 

ชัยยา ค่อยประเสริฐ 

สมใจ ค่อยประเสริฐ

 

ตรงนี้เป็นคลองเก่า (ปัจจุบันเป็นถนน) ยาวไปจนถึงปากซอย จนถึงนายแพทย์ไพรรัตน์ จงสุดจิต เมื่อก่อนมีสะพานเด้ง (สะพานพาด) สำหรับเดินข้าม ตรงโรงเรียนมัธยมก็เป็นคลองเช่นกัน ถนนนี้เมื่อก่อนไม่มีทางออก จะปิดหมดเป็นสวน ข้างบนนี้เป็นมิตรคามทั้งหมดไม่มีแบ่ง ๑ หรือ ๒ เริ่มตั้งแต่ตรงสุสานเป็นต้นมา ก่อนที่จะตัดเป็นถนนสามเสน สุสานจึงอยู่ติดถนน ถ้าเป็นมิตรคามสมัยก่อนจะสิ้นสุดแค่คลองตรงนี้ บ้านหลังนี้คือท้ายๆ ของชุมชนมิตรคาม

 

บ้านนี้เมื่อก่อนต้องออกทางมิตรคามทางโน่น เพิ่งมาออกทางนี้เมื่อตอนสร้างซอยสามเสน ๑๓ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จากถนนไปประมาณ ๕๐ เมตร เป็นคลองออกสู่แม่น้ำ

 

ปูนตรงบ้านหลังใหม่นั้นคือเขื่อน โดยเขื่อนจะมีลักษณะเว้าเข้ามา ยื่นออกมาราว ๒๐ เมตร ตรงเขื่อนจะต้องออกไปมากกว่านี้ เริ่มสร้างได้ประมาณ ๓ ปี เมื่อก่อนเป็นทางน้ำธรรมดา หลังจากทำเสร็จแล้วน้ำก็ไม่ท่วม แต่ก่อนหน้านี้เมื่อปี ๒๕๓๕ น้ำจะท่วมมาก เป็นลักษณะน้ำขึ้นน้ำลง หลังจากนั้นก็กั้นน้ำโดยใช้ยางมะตอย

 

การมีเขื่อนในปัจจุบันมีผลเสียมากกว่า เพราะสิ้นเปลืองงบประมาณทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ ชาวบ้านขาดรายได้ ขาดการพัฒนาที่ตรงนี้จะเป็นถนนทำอ้อมคลองไปก็ได้ กรุงเทพฯ ไม่สมควรจะเป็นคลองเข้ามาในลักษณะนี้ เขาไม่มีการถามชาวบ้านว่าต้องการอะไร ชาวบ้านไม่เคยอยากได้หม้อแปลงไฟฟ้ามาตั้งไว้หน้าบ้านแบบนี้ เพราะมันอันตราย

 

ผมอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เกิด คุณตาผมเกิดที่นี่ แต่คุณพ่อท่านมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ ที่ไปตีเขมรรบกับญวน แล้วจึงอพยพมาอยู่ที่หมู่บ้านคาทอลิก ส่วนบ้านญวนที่อยู่นางเลิ้งจะนับถือพุทธ จะให้ไปอยู่ทางโน่น ส่วนญวนอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ที่พระราม ๖ แต่ตอนนี้ย้ายไปแล้ว หมู่บ้านนี้เป็นคริสตัง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โบสถ์นี้เป็นหลังที่ ๓ แล้ว มีอายุ ๑๗๕ ปี สมัยก่อนเป็นไม้ แล้วปรับปรุงใหม่ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดิม หลังนี้สร้างได้ ๑๗๕ ปี เมื่อก่อนผมประกอบอาชีพค้าขาย ขายของชำ ตอนนี้ผมก็ขายของตอนเช้า

 

บ้านเขมรจะเก่ากว่า เพราะย้ายมาก่อนประมาณ ๑๐๐ ปี ประมาณสมัยรัชกาลที่ ๑ โดยที่มีชาวโปรตุเกสพามา เหมือนว่าเป็นคนดูแลสมัยก่อน แต่เชื้อสายตรงนั้นได้หมดไปแล้ว เขาเรียก “วัดเขมร” แต่คนทางโน้นจะไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนเขมรจะบอกว่าเป็น “โปรตุเกส” แต่เราก็เข้าใจและเรียกทางนั้นว่าวัดเขมร

 

สมัยก่อนตรงนี้ คนประกอบอาชีพอยู่ ๓ อาชีพ คือ เลี้ยงหมู ทำประมง และต้มเหล้า ตรงนี้เมื่อผมเกิดยังเป็นน้ำกร่อยอยู่ ยังมีปลาตีนให้เห็นตอนผมยังเล็กๆ

 

เลี้ยงหมูสำหรับไว้กินในครัวเรือน ต้มเหล้าก็เช่นกัน รุ่นผมไม่เห็นแล้วการต้มเหล้าจะเห็นเพียงแต่ทำเรือ ทำประมง และเลี้ยงหมู เริ่มกลายไปเรื่อยๆ แต่ตอนเด็กยังเห็น ประมาณ ๕๐ กว่าปีที่แล้ว

 

แต่ก่อนมีซากโบราณ เป็นประตู ตรงนี้มีคลองที่สามารถลงแม่น้ำได้ที่สามารถมองเห็นโบสถ์ คล้ายๆ เป็นประตูซุ้ม หายไปประมาณผมอายุ ๑๕ ก็หายไปแล้ว

 

บ้านริมแม่น้ำนี่เพิ่งสร้างขึ้นมาประมาณปี ๒๕๓๘ คนข้างบนก็จะค้าขาย ส่วนที่อยู่ริมน้ำเขาก็ทำประมง สมัยก่อนทุกคนจะมาตั้งแผงขายของกันที่ริมถนน เหมือนเป็นตลาดของหมู่บ้าน ในขณะที่ตลาดเทเวศร์ยังคงมีอยู่

 

คนที่อยู่ริมน้ำ ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกับชุมชนเรา โดยที่มาจากอยุธยา ล่องเรือมาแล้วมาขอทางวัดจอดเรือ มีมากขึ้นก็เริ่มมาปักหลักกันอยู่ที่นี่ จากนั้นก็มีญาติพี่น้องตามกันมาเรื่อยๆ สมัยก่อนเขาไม่ให้จอด เมื่อก่อนอาณาเขตทั้ง ๒ วัดจะเป็นที่โล่งไปจนถึงท่าวาสุกรี ยืนอยู่ที่บ้านสามารถมองเห็นเรือวิ่งได้

 

เมื่อก่อนมีท่าน้ำ ลงไป มีขี้เลน อยู่ตามริมน้ำจึงได้เริ่มต้นสร้างสะพานตรงนั้น จากนั้นก็มีชาวเรือมาจอดเรือแล้วมาขอพระอยู่ จึงมาตั้งเสียบเรือขึ้นเทิน มีการสร้างบ้านจากนั้นเป็นต้นมา

 

โครงการเลียบแม่น้ำ เขาได้ยินพูดกันมานานแล้ว แต่งบประมาณการสร้างอาจจะยังไม่มี ผมได้ยินเรื่องนี้มาประมาณ ๓ ปีแล้ว แต่เขตนี้ไม่โดน จากบ้านตึกตรงนั้นออกไปอีกประมาณ ๒๐ เมตร จะไม่โดนรื้อ มีบ้านไม้เก่าอยู่ตรงนั้นสองหลังที่หลังคาเป็นสังกะสี เป็นบ้านของคนค้าไม้ในสมัยก่อน เมื่อก่อนมีโรงเลื่อยตรงนี้ จะมีท่อนซุงลอยน้ำมาแถวๆ นี้

 

โครงการนี้ถ้าพูดถึงความเจริญมันก็ดีนะ เขาเอาท่องเที่ยวเข้ามา เอาทัศนียภาพที่ดีก็อีกเรื่องหนึ่ง ส่วนตัวผมก็คิดว่ามันดีเพราะบ้านอยู่ตรงนี้จะได้เจริญขึ้นเข้าออกได้หลายทาง ไม่เคยเข้าไปฟังเพราะเราไม่ใช่ผู้ที่รับผลกระทบโดยตรง

 

คนที่อยู่หลังเขื่อน เขาจะรู้ว่าควรจะปลูกบ้านระดับนั้น เขาหากินกันทางน้ำ เขาจะรู้ว่าควรสร้างบ้านแบบไหน ฉะนั้นน้ำจะไม่ท่วม ข้างล่างมีบ้านเลขที่ มีไฟฟ้า น้ำประปาทุกอย่าง

 

ที่บ้านผมนี่เป็นที่วัด คือเป็นโฉนดรวมของวัด โดยมีพื้นที่ ๒๐๐ ไร่ สมัยก่อนเป็นที่ดินพระราชทานจะมีการแบ่งให้ผู้คนอยู่ ภายหลังต้องขึ้นเป็นที่ที่มีโฉนด วัดจึงไปทำเป็นโฉนดรวม สมัยก่อนไม่เสียค่าเช่าแต่มีการเสียภาษีที่ดิน วัดรับภาระไม่ไหวจึงมีการเก็บค่าเช่า ๒๐๐-๓๐๐ บาท แล้วแต่ เริ่มเก็บภาษีโรงเรือนมาไม่ถึง ๒๐ ปี

 

ก่อนที่เขาจะให้เสียภาษี คนที่นี่บางส่วนไม่อยากเสีย เพราะถือมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย บางคนเขารู้กฎหมายก็ไปยื่นเรื่องขอแบ่งที่ดินเขาสามารถทำได้ แต่ของบ้านผมคุณยายเสียไปก็ต้องบริจาคพื้นที่คืนวัด ในฐานะที่เราเป็นลูกหลานก็จำเป็นต้องเช่าวัด ซื้อวัดกลับมา ที่ตรงนั้นของยายผมซื้อในราคา ๔ แสนกว่าบาท

 

กิจกรรมกับทางวัดเราก็มีการเข้าโบสถ์ปกติทั่วไปทุกวันอาทิตย์ วันฉลองวัด เป็นกฎของศาสนาที่เราต้องยึดถือปฏิบัติมา เวลาเกิดหลังจากที่แจ้งเกิดกับระบบราชการแล้วก็ต้องมาแจ้งที่โบสถ์เพื่อทำศีลล้างบาป มีใบรับรองว่าเป็นลูกวัดที่นี่

 

เด็กส่วนมากก็เรียนที่นี่ สมัยก่อนคนน้อย ทางวัดสร้างโรงเรียนขึ้นมาพวกผมก็เรียนฟรี สมัยพ่อผมก็เรียนฟรี แต่พอระยะหลัง ๓ คน เสีย ๒ คน ได้ฟรีคนนึง เซนต์คาเบรียลเป็นของมิซานึงทางนี้เป็นของบราเดอร์ ซึ่งเซนต์คาเบรียลขึ้นอยู่กับอัสสัมชัญ ศรีราชา

 

ทางนี้จะไม่มีประธานชุมชน ทางนี้เราจะปิดตัวเองเพราะไม่ใช่ชุมชน เราเป็นหมู่บ้านคาทอลิก ชุมชนข้างนอกจะขึ้นอยู่กับ “ชุมชนวัดราชผาทับทิม” ตรงสะพานซังฮี้ คนที่อยู่ในชุมชนส่วนมากจะอาศัยอยู่ไม่ถึง ๔๐ ปี ก่อนหน้านี้มีบ้างแต่ไม่มาก จากเคยมี ๑๐ หลังคาเรือน กลายมาเป็นมีมากกว่า ๒๐๐ หลังคาเรือน

 

สมัยก่อนคนเรือที่มาทำการค้า เป็นโรมันคาทอลิกจะมาวัดประจำ พูดง่ายๆ คือที่มาอยู่ตรงนี้ได้เพราะเป็นคาทอลิกทั้งจากอยุธยาและอ่างทอง กลายมาเป็นลูกวัดทางนี้

 

กลุ่มหลังๆ ที่มาส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ สมัยผมเด็กมีเรืออยู่แค่ไม่กี่ลำ อาศัยอยู่เรือตามริมแม่น้ำ เห็นว่าทำเลตรงนี้ดีจึงมาลงหลักปักฐาน ปัจจุบันเขาก็ทำอาชีพหลากหลาย ยาเสพติดก็มี

 

ถนนตรงนี้กลายเป็นที่สาธารณะที่เปิดมานานจนไม่สามารถปิดได้ ปัจจุบันคนก็อยู่กระจายออกไป 

 

๒. ชุมชนมิตรคาม ๑  ยายฉลวย ละมุน อายุ ๘๑ ปี

 

ยายฉลวย ละมุน

 

อยู่ที่นี่มา ๔๐ กว่าปีแล้ว มาจากอำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา สมัยแรกๆ มาโดยเรือยนต์ ๒ ชั้น เป็นเรือสายผักไห่-กรุงเทพฯ จอดที่ท่าเตียน มาตอนแรกก็มาขายถ่าน รับมาจากบางลี่แล้วก็ล่องเรือมาเรื่อยๆ แล้วจะมีคนมารับไปขาย มาขายกับสามีหลังจากที่แต่งงานแล้วตอนนั้นอายุ ๔๐ ปี เพราะมีพี่สาวขายถ่านอยู่ก่อนหน้าแล้ว พี่สาวเลิกขายและเซ้งกิจการไว้ให้ จึงมาขายต่อตั้งแต่นั้น ราคา ๑๐๐-๒๐๐ บาท

 

ตอนแรกเป็นเรือทั้งนั้น ประมาณ ๔๐ ปี มีอยู่หลายลำ ประมาณ ๒๐ กว่าลำ มีทั้งเรืออยู่อาศัยและเรือขาย เวลาทำบุญจะข้ามฝั่งไปทำบุญทางโน้น แต่ทางนี้หากเพื่อนมีกิจกรรมที่เป็นคริสต์ก็ไปวัดคริสต์ที่นี่

 

พอถ่านจากทางโน้นไม่มีก็เริ่มเปลี่ยนมาขายกับข้าว เช่น ของสดต่างๆ ที่ไปรับมาจากตลาดเทเวศร์ เวลาขายก็ขึ้นไปขายอยู่บนฝั่งที่เป็นทางเดินลงมาสู่ชุมชน ตรงถนนที่เดินเขาก็วางแผงขายของกัน ก่อนหน้านี้เมื่อก่อนเป็นคลองตรงประตูน้ำ ปัจจุบันถมเป็นถนนหมดแล้ว สมัยแรกใช้กระดานไม้เป็นสะพานสำหรับคนเดินข้าม ไม่มีรถวิ่งเพราะไม่สามารถวิ่งได้ จอดได้แค่หลังโรงเรียน จึงจะเข้าโบสถ์ได้

 

เรือลำอื่นๆ ที่มาก่อนฉันเยอะ ฉันมาทีหลัง บ้านยายหงุ่นนี่อยู่มาตั้งแต่สมัยพ่อแม่เขา ตอนฉันมาฉันก็มาโดดเดี่ยวนอกจากจะมีพี่ที่มาอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ระยะหลังก็รับพ่อแม่มาอยู่ด้วย

 

เมื่ออาชีพขายถ่านหมดไปก็เริ่มเปลี่ยนจากเรือขึ้นมาเป็นบ้าน เมื่อประมาณอายุ ๖๐ กว่าๆ ก็เริ่มปลูกบ้าน เดิมทีเป็นแพใช้ลูกบวบ ทางโน้นก็เป็นเรือ มันเล็กไม่พอเพราะบ้านนี้อยู่กันตั้ง ๑๐ คน ส่วนมากก็ย้ายมาจากอยุธยา ดิฉันก็ยังกลับไปที่อำเภอเสนาอยู่ เพราะมีพี่ชายอยู่ที่นั่น น้องชายก็ยังอยู่ที่ผักไห่

 

สมัยก่อนจะไปซื้อเศษไม้ที่โรงเลื่อยจากบางโพมาสร้างบ้าน ซื้อเศษไม้มาสร้างบ้านเอาเองหลังจากการขายถ่าน เวลาไปซื้อก็ล่องเรือไปแล้วเอาไม้ผู้ข้าง ไปทีก็ซื้อทีละต้น สองต้น เพราะมีเงินน้อย คนอื่นๆ เขาทำงานก่อสร้างเขาก็ทำขึ้นเองเรื่อยๆ นอกจากขายถ่ายก็ทำประดาน้ำหาของเก่า มีช่างรับเหมาก่อสร้าง ที่มีมานานมากกว่า ๔๐ ปีแล้ว  นักดำน้ำสมัยแรกๆ เขาได้ของดีๆ ได้เพชรได้ทองเยอะแยะ คนที่เป็นคริสต์ที่มาจากอยุธยา พอวันอาทิตย์เขาก็เข้าโบสถ์ เขานับถือกันต่อมาจากพ่อแม่

 

ทะเบียนบ้านนั้นได้ภายหลัง แต่ไม่มีโฉนดที่ดิน เพราะที่ตรงนี้เป็นของกรมเจ้าท่า ไม่เสียค่าเช่า เสียเพียงแต่ค่าน้ำค่าไฟ คล้ายๆ ว่าให้อาศัยอยู่เพราะเป็นคนจน คนแถวนี้เป็นคนต่างจังหวัดทั้งนั้น คนอยุธยา คนสุพรรณบุรี คนสิงห์บุรี เวลาทำมาหากินก็ล่องมาเรื่อยๆ พอเจอที่ตรงนี้มีคนอยู่เยอะก็ชวนกันปักหลักปักฐานกันที่นี่ สมัยแรกๆ ไม่มีแบ่งเป็นมิตรคาม ๑ หรือ ๒ มาแยกช่วงหลังๆ เพราะมีการแบ่งชุมชน ที่นี่ถ้ามีน้ำขึ้นสูงก็ท่วม ท่วมมากที่สุดก็ประมาณปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ ข้าวของก็ยกขึ้นสูง

 

ข่าวเรื่องไล่ที่ เป็นข่าวที่พวกเราลือกันเอง แต่ถ้าไล่จริงๆ ก็โดน ถ้าเขาไล่จริงๆ ก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่มันก็เป็นความลำบากของเราที่ต้องโยกย้าย ตรงนี้เราก็เหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน อาศัยกัน ถ้าย้ายก็ไม่รู้จะไปอยู่อย่างไร

 

ผู้นำชุมชนนี่พวกเราก็ตั้งกันขึ้นมา เริ่มตั้งผู้นำตั้งแต่ตีนสะพานคือชุมชนวัดราชผาทับทิม ชุมชนทางโน่นก็เริ่มมาพร้อมๆ กัน แต่ฉันนั้นมาทีหลัง

 

๓. โสภี แพรเอี่ยม อายุ ๕๘ ปี

 

โสภี แพรเอี่ยม

 

ตอนนี้ไม่ได้ประกอบอาชีพแล้ว เดิมที่บ้านประกอบอาชีพขายถ่าน คุณยายเป็นคนอ่างทอง โดยเรือจะนำถ่านมาจากบางลี่ ศรีประจันต์ แล้วจะมีคนมารับถ่านใส่เรือเล็กพายไปขายตามคลองต่างๆ ตอนฉันอายุ ๒๐ กว่าๆ ที่บ้านก็เลิกขายถ่านทางเรือแล้วเพราะเริ่มมีรถเข้ามา

 

ฉันเกิดที่โรงบาลวชิระ ตอนอายุ ๑๐ กว่าปีก็เริ่มขึ้นจากเรือมาอยู่เป็นบ้านแล้ว คือเรือใครจมก่อนก็ขึ้นก่อน เรือสมัยก่อนต้องขึ้นคานเรือที่สามเสนซึ่งมีราคาแพง ถ้าไม่ขึ้นคานก็จะนำเรือมาจอดอยู่แถวนี้ พ่อแม่ซื้อเรือลำหนึ่งเพื่อให้ลูกไปโรงเรียน

 

ก๋งฉันเป็นคนจีนไหหลำ แซ่โง้ว มาจากเมืองจีนเลย สมัยก่อนเขาไปดูงิ้วที่ศาลเจ้าตรงนี้ ก๋งฉันเมื่อก่อนทำอาชีพนับติ้วข้าว แต่ยายฉันเป็นคนไทยที่ขายถ่าน น้องชายของยายก็ล่องเรือข้าว กุเดหล่งก็ล่องข้าวมาขาย มาจอดที่ศาลเจ้าแม่ทับทิม ส่วนแถวนี้จะมีเรือถ่านเป็นส่วนใหญ่ บริเวณรอบๆ จะมีเรือถ่าน เรือทราย เรือข้าว ขึ้นอยู่ที่ท่าวัดราชาฯ เรือเล็กๆ ก็จะมารับไปขายอีกทอดหนึ่ง

 

ส่วนอาชีพนักประดำน้ำก็มีมาพร้อมๆ กัน พวกประดาน้ำจะมาจากผักไห่ จะมาจอดเรืออยู่แถวนี้ โดยคุณพ่อที่วัดคาทอลิกจะสร้างสะพานไม้ไว้ให้ ข้างบนก็จะมีการขายผักต่างๆ นอกจากนั้นก็มีเรือที่เป็นคริสต์ที่มาไล่ๆ กัน บางบ้านก็มีอาชีพหาปลา

 

ช่วงที่ฉันอายุ ๒๐ ปี คนขายถ่านก็เริ่มลดลงไปเพราะคนใช้แก๊สกันเยอะและเรือก็มีน้อยไม่เหมือนเดิม คนจากเรือก็กระจายขึ้นบกไปประกอบอาชีพอื่นๆ แล้วแต่ อย่างฉันก็ไปขายของอยู่ข้างโรงเรียน ลูกฉันก็ทำงานประจำกินเงินเดือน

 

สมัยก่อนจอดเรือเรียงๆ เป็นตับๆ จนถึงช่วงวัดราชาฯ แถวนี้มีประมาณ ๘๐ หลังคาเรือน มี ๑๐๐ กว่าหลังคาเรือน ตอนที่เป็นเรือก็มีจำนวนประมาณเท่านี้ นอกจากขายถ่านแล้วยังมีเรือขายผัก ขายก๋วยเตี๋ยว ขายกาแฟ บ้าง ส่วนมากที่อยู่ที่นี่เป็นเครือญาติกัน ไม่ได้มีงอกเงยมาก แถบนี้ก็มีทั้งคาทอลิกกับพุทธ

 

ทราบมาว่ารัฐจะทำการอนุรักษ์อาชีพนักประดาน้ำไว้ เพราะสมัยนี้ไม่มีที่อื่นแล้ว กลุ่มชุมชนมิตรคามไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชุมชน แต่เป็นชุมชนราชผาทับทิมร่วมใจได้ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมาย แต่เราตั้งหัวหน้าชุมชนกันขึ้นมาด้วยตัวเอง

 

เวลาทำบุญต้องข้ามฝั่งไปทางโน้น เช่น งานศพ เพราะฝั่งนี้ไม่มีเมรุ แต่วัดราชาฯ ก็ไป เมื่อก่อนจะมีพระพายเรือมารับบาตร แต่ปัจจุบันพายไม่ไหวแล้วเพราะคลื่นเยอะพายลำบาก การสร้างบ้านเมื่อก่อนต้องเอาไม้จากเรือมาสร้าง นำแพมาพยุงเรือไว้สองข้างโดยใช้ลูกบวบเพราะขึ้นคานไม่ไหวแล้ว ระยะหลังลูกคลื่นแรงกระทบเรือก็แตกได้ เลยแยกชิ้นส่วนเรือกลายมาเป็นบ้าน

 

ทางรัฐเขาก็มีการหาที่หาทางให้ มีการประชุมที่ศาลเจ้า ชาวบ้านก็รับรู้ เขาเรียกไปประชุมก็ไปฟังกับเขา ทาง สจล. บอกว่าจะมาพัฒนาตรงนี้แล้วจะไม่ไล่ชุมชนออก จริงๆ ก็ไม่เห็นด้วย แต่ถ้ารัฐจะพัฒนาจริงๆ เราก็ไม่สามารถไปขัดขวางความเจริญได้ ไม่ทราบว่าใครเป็นคนพูดรู้แต่ว่าเป็นอาจารย์จากที่ไหนสักแห่ง แต่หากจะไล่จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าต้องไปอยู่ไหน แล้วนักประดาน้ำจะไปทำมาหากินอะไร เพราะทุกวันนี้เขาก็ยังประกอบอาชีพนี้กันอยู่ เขาก็ดำไปทั่ว ทางสาทรก็ไป ไปเรือเล็กนี่แหละ มีประมาณ ๒๐ ครอบครัว มีครั้งหนึ่งที่งมได้เข็มขัดทองหัวช้างที่น่าจะเป็นของเจ้านาย ต่อมาสมหญิง ยิ่งยศ เขามาซื้อไปราคา ๒ แสน แล้วไปตั้งที่โอเรียลเตล เป็นข่าวฮือฮา ปัจจุบันก็มีได้เหรียญเล็กๆ น้อยๆ ถือว่าเป็นอาชีพเก่าแก่ของชุมชนพอสมควร

 

สาเหตุที่มาตั้งถิ่นฐานกันที่นี่เพราะตรงนี้เป็นท่าลง ผู้คนสัญจรไปมาตั้งแต่อดีต แต่ถ้ามีการต่อต้านจริงๆ ก็ดีนะ แต่คนในชุมชนไม่มีไปต่อต้าน เพราะกลัวหากทำไม่ได้จะกลายเป็นภาพลบ กลัวอยู่ในพื้นที่ไม่ได้ การที่นับที่นี่เป็นมิตรคาม ๑ เพราะเมื่อก่อนพอมี “สถาบันองค์กรพัฒนาชุมชน” (พอช.) เข้ามาเรื่องเงินออม พื้นที่พร้อมก็ได้เริ่มก่อนเลยนับเป็นมิตรคาม ๑ ไป

 

อัพเดทล่าสุด 7 ต.ค. 2559, 20:39 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.