หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"ชุมชนมุสลิมมหานาค" (๑)
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 26 เม.ย. 2559, 14:54 น.
เข้าชมแล้ว 2576 ครั้ง

กว่าจะลงมือเขียนบันทึกถึงได้ก็ปล่อยเวลาไว้เนิ่นนานพอดู ดังนั้นการเขียนจากความทรงจำที่ทอดยาวอาจจะมีผิดพลาดไปบ้าง คงต้องช่วยกันแก้ไข หรือเราเองก็คงต้องไปค้นมาให้ถูกต้องตามข้อมูลที่เล่าผ่านกันมา

 

 

พวกเราไปพบครูสมาน ซึ่งเป็นทั้งกรรมการมัสยิดมหานาคและครูโรงเรียนบำรุงอิสลามวิทยาที่ตั้งอยู่ในซอยเดียวกันกับมัสยิด และเป็นซอยเล็กๆ ใกล้กับสะพานเจริญราษฎร์ ๓๒ ที่ข้ามคลองมหานาค สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๖ (สร้างปี พ.ศ. ๒๔๕๖) แทนสะพานร้อยปีที่สร้างฉลองพระนครครบ ๑๐๐ ปีสะพานเก่า (สร้างปี พ.ศ. ๒๔๒๕) ตรงสี่แยกมหานาคที่เป็นคลองเมืองผดุงกรุงเกษมตัดกับคลองมหานาคที่ขุดในสมัยรัชกาลที่ ๑ ปากซอยในปัจจุบันต่อเนื่องกับตลาดโบเบ๊ ขายเสื้อผ้าค้าส่งกันมาจากฟากเหนือ ทางฝั่งนั้นมีตลาดผลไม้ ด้านในเคยเป็นวังมหานาคใหญ่โต ก่อนจะขายพื้นที่วังส่วนใหญ่ไปทำโรงแรมรอยัลปริ๊นท์เซส พื้นที่วังมหานาคปัจจุบัน ซึ่งเป็นของราชตระกูลจิรประวัติจึงอยู่ท่ามกลางความจอแจของตลาดโบ๊เบ๊ทีเดียว

 

 

ครูสมานแนะนำให้พบผู้อาวุโสของชุมชนอีกสองสามท่าน อายุหกสิบกว่าท่านหนึ่งคือคุณสมบัติ จันทร์ไทย เคยเป็นข้าราชการตำรวจเก่า แม้จะไปประจำการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ แต่หน้าตาออกไปทางคนจีน ขาวๆ เข้มๆ เล่าขำๆ ว่ามุสลิมด้วยกันเองยังไม่ค่อยจะเชื่อหรือไว้ใจว่าเป็นมุสลิมด้วยกันเลย และอายุเกินเจ็ดสิบปีอีกสองท่าน คือลุงหริน สิริคาดีญา นามสกุลเดิม อาวัง ก็เป็นญาติกัน อีกท่านคือลุงนิวัฒน์ วงษ์มณี ทั้งหมดเกิดและเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่มหานาคมาตลอดชีวิต  ได้ข้อมูลและคุยสนุก พาชมชุมชนที่ผู้คนน่ารักและมีพื้นที่มากกว่าชุมชนในเมืองที่มัสยิดจักรพงษ์และมัสยิดตึกดินมาก มีพื้นที่กว้างขวาง สมเป็นชุมชนชานพระนครชั้นนอก

 

แต่ถึงเช่นนั้น ความเปลี่ยนแปลงก็ยังทำให้เห็นร่องรอยว่าเคยเป็นชุมชนใหญ่ที่ผู้คนโยกย้ายออกไปหาที่อยู่ใหม่ตามขนาดของครอบครัวที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะบ้านบางหลังก็ถูกปิดตายและเก่าพังตามกาลเวลา อีกทั้งยังอยู่ริมคลองมหานาคต่อคลองแสนแสบที่มีเรือโดยสารวิ่งกันเร็วฉิวบนท้องน้ำสีคล้ำมีกลิ่นก็ยิ่งทำให้พื้นที่ริมคลองไม่ค่อยน่าพิสมัยสำหรับการอยู่ริมน้ำแบบเดิมๆ

 

โดยธรรมเนียมชุมชนที่อยู่อาศัยในเมืองไม่สามารถจะจัดการปลงศพภายในเมืองได้ คนข้างในเมืองเอาศพออกจากประตูผี อาจจะเป็นประตูช่องกุดแห่งใดแห่งหนึ่งแถวถนนมหาไชยใกล้กับวัดสระเกศ แล้วไปเผาหรือฝังนอกเมือง คนมุสลิมในเมืองที่มีอยู่สองแห่งใหญ่ๆ ก็เช่นเดียวกัน คนจากมัสยิดตึกดินและจักรพงษ์ก็ต้องนำศพไปฝังที่กูโบร์มหานาคนอกเมือง ทุกวันนี้หากไปเดินดูป้ายชื่อก็จะพบตระกูลเชื้อสายจากคนในเมืองมาฝังที่มัสยิดมหานาคเป็นกลุ่มๆ นอกเหนือจากคนในมหานาคเองและคนจากชุมชนที่ไม่มีกูโบร์บริเวณใกล้เคียง

 

 

กูโบร์ที่มหานาคป็นกูโบร์ใหญ่โตและกลายเป็นโอเอซีสกลางเมืองใหญ่ในปัจจุบัน บริเวณที่จอแจกลับกลายเป็นอีกโลกหนึ่งจนน่าเป็นสถานที่พักผ่อนและปลงต่อชีวิตและโลกย์ไม่ว่าผู้เข้าเยี่ยมชมนั้นจะนับถือศาสนาใด

 

พื้นที่กูโบร์เดิมคงอยู่ลึกกว่านี้พอสมควร เพราะกล่าวกันว่าบริเวณพื้นดินปัจจุบันเป็นการถมรอบสองแล้ว และดินส่วนหนึ่งมาจากดินที่ขุดลอกจากคลองมหานาค

 

 

เรื่องของกูโบร์มหานาคมีข้อมูลที่จะต้องกล่าวถึงมากมาย ก่อนที่จะไปเล่าเรื่องอื่นๆ ของชุมชนมัสยิดมหานาค คนในชุมชนเล่าว่า แต่เดิมกูโบร์อยู่ตรงเชิงสะพานเจริญราษฎร์ ๓๒ และบริเวณนั้นใกล้กับแนวร่องน้ำเก่าที่ดึงเข้ามาเลี้ยงพื้นที่ภายใน ส่งไปให้สวนและที่นา ต่อมาปรับเป็นถนนพังคีในปัจจุบัน ชุมชนมหานาคจึงมีลำน้ำล้อมรอบจนทำให้คล้ายเป็นเกาะมาแต่เดิม ฝั่งถนนด้านตะวันตกกลายเป็นถนนนาคราชซึ่งแต่เดิมติดกับโรงเลี้ยงเด็กที่สร้างครั้งรัชกาลที่ ๕  เมื่อจะสร้างสะพานซึ่งน่าจะเป็นการสร้างเมื่อครั้งฉลองร้อยปีพระนคร ซึ่งบริเวณสี่แยกมหานาคนั้นเป็นตลาดน้ำและตลาดชายน้ำแล้ว จึงขอพระราชทานที่ดินเพื่อสร้างโดยมีผู้ดำเนินการ ๔ ท่าน คือ ท่านลักษณา พระยารัมสัน ท่านศรเสนี ท่านศรีมหาราชา จากรายชื่อดังกล่าว คงจะค้นได้ไม่ยากนัก แต่เท่าที่พอประเมินได้คือเป็นตำแหน่งขุนนางฝ่ายมุสลิมในราชสำนัก ทั้งหมดนั้นคือตำแหน่งทางราชการแบบเก่าครั้งปลายกรุงศรีอยุธยาและอาจต่อเนื่องถึงต้นกรุงเทพฯ คือตำแหน่งพระยาราชวังสัน ขุนลักษมณา พระศรีมหาราชา เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นขุนนางมุสลิมเชื้อสายกรุงเก่าจากทางฝั่งธนฯ และคงเป็นผู้จัดการหาพื้นที่อยู่อาศัย ตลอดจนการกำกับผู้คนในสังกัดของตนครั้งกวาดครัวจากปาตานีมาเมื่อต้นรัชกาลที่ ๑ สืบเนื่องมา

กูโบร์พื้นที่นั้นเรียกต่อมาว่า กูโบร์ใน แล้วมีการเพิ่มเติมพื้นที่โดยการวากัฟที่ดินโดย โต๊ะปุก บุตรกีเที่ยง โต๊ะเหรี่ยม  ส่วนกูโบร์นอก หลวงศิลปศาสตร์ (สิน) เป็นผู้วากัฟหรืออุทิศที่ดินที่เคยเป็นที่นาให้ ทำให้พื้นที่กูโบร์มีพื้นที่กว่า ๑๘ ไร่ ส่วนพื้นที่อยู่อาศัยขนาดเพียง ๕ ไร่เท่านั้น

 

       

เมื่อครั้ง ตนกูอับดุลเราห์มานผู้นำการเรียกร้องเอกราชและเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย ท่านเกิดที่รัฐเคดาห์หรือไทรบุรี ในขณะที่ยังอยู่ในการปกครองของสยามเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ ก่อนที่จะกลายเป็นหนึ่งในสหพันธรัฐมาเลเซีย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒  ท่านเป็นบุตรของเจ้าพระยาไทรบุรี (อับดุลฮามิด) (เจ้าพระยาฤทธิสงคราม) หรือ Sultan Abdul Hamid Halim Shah ( ค.ศ. 1881– ค.ศ. 1943) สุลต่านองค์ที่ ๒๕   กับหม่อมมารดาชาวไทยนามว่า หม่อมเนื่อง นนทนาคร หรือมะเจ๊ะเนื่อง  ชายาองค์ที่ ๖  ซึ่งเป็นบุตรีของหลวงนราบริรักษ์ (เกล็บ นนทนาคร) เจ้าเมืองนนทบุรีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพี่ชายร่วมพระมารดาคือ ร้อยเอกตนกู ยูซุฟ ซึ่งรับราชการในกรมตำรวจไทย บันทึกกันว่าท่านตนกูอับดุล เราะห์มานเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหานาคนัก ซึ่งรวมทั้งพี่ชายท่านที่โอนสัญชาติเป็นไทยด้วย ภายหลังพี่ชายที่รับราชการตำรวจเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม ก็ฝังไว้ที่มัสยิดมหานาค คาดกันว่าที่พำนักในกรุงเทพฯ นั้นคงอยู่กับทางบ้านมารดาที่ถนนวรจักรซึ่งใกล้เคียงกับมัสยิดมหานาค

 

เมื่อท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว มีความพยายามขอนำร่างพี่ชายกลับไปฝังยังสุสานหลวงที่เคดาห์อยู่หลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายสัปบุรุษของมัสยิดมหานาคก็อนญาต ลุงหรินที่อายุ ๗๓ ปี ยังจำได้ว่า ได้ไปเสริฟน้ำแก่แขกในราชวงศ์จากเคดาห์และผู้ใหญ่จากมาเลเซียเมื่อครั้งเป็นเด็กเล็กๆ ศรีษะเพิ่งโผล่พ้นขอบแนวกำแพงกูโบร์มาเล็กน้อย

 

เรื่องราวของผู้คนในชุมชนมัสยิดมหานาคยังมีอีกมาก ครั้งนี้เริ่มต้นพอเป็นเชื้อเอาไว้ต่อคราวหน้าก็แล้วกันค่ะ 

อัพเดทล่าสุด 3 พ.ค. 2561, 14:54 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.