เมื่อเอ่ยถึง “ถนนเกาหลี” คนกรุงเทพฯ อาจจะนึกถึงถนนสุขุมวิทช่วงซอยนานาจนถึงแยกอโศก ช่วงสุขุมวิท ๑๒ หรือสุขุมวิท ๒๔ เพราะมีร้านอาหารเกาหลีและมีชาวเกาหลีพักอาศัยค่อนข้างมาก แต่สำหรับคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะที่มีอายุ ๓๐ ปีขึ้นไป คำว่าถนนเกาหลีหรือ “บาตะฮ์กอลี” ในภาษาถิ่น จะนึกถึงทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒ ช่วงปัตตานี-นราธิวาสโดยไม่มีทางที่จะนึกถึงถนนเส้นอื่นได้เลย
ทางหลวงหมายเลข ๔๒ หรือถนนเกาหลี หรือบาตะฮ์กอลีของคนสามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นถนนที่สร้างขึ้นโดยรัฐบาลไทยรับเงินกู้จาก World Bank หรือธนาคารโลกเพื่อสร้างถนนลาดยางความยาว ๑๐๐ กิโลเมตร เริ่มหลักกิโลเมตรที่ ๐ จากบ้านดอนรักจนสิ้นสุดหลักกิโลเมตรที่ ๑๐๐ ในเขตจังหวัดนราธิวาส
ลุงพรหรือนายสมพร ถาวโร เจ้าหน้าที่ของแขวงการทางจังหวัดปัตตานี ขณะนั้นลุงพรเป็นหัวหน้างานสถิติของแขวงการทางจังหวัดปัตตานี ตำแหน่งหน้าที่จึงต้องเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างถนนเกาหลีเส้นนี้ได้เล่าว่า ถนนเกาหลีเริ่มสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๘ และเสร็จประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างคือ บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด [Hyun DaiConstruction Co,Ltd.] และมี บริษัท เดอ ลูคาเทอร์ จำกัด [The Lucater Co,Ltd.] เป็นบริษัทที่มาควบคุมงาน ตรวจสอบการก่อสร้างของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด อีกทอดหนึ่ง
บริษัท เฮียนได คอนสตรั๊คชั่น จำกัด ในภาษาอังกฤษเขียนว่า Hyun Dai คือบริษัทที่เราคุ้นหูว่า ฮุนได ในปัจจุบันนั่นเอง
จากข้อมูลชีวประวัติของนาย ลี มย็อง-บัก [Mr. Yi Myung-bak] ประธานาธิบดีคนที่ ๑๐ สมัยที่ ๑๗ ของเกาหลีใต้อดีตประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ท่านนี้เริ่มทำงานครั้งแรกกับบริษัท เฮียนได คอน-สรั๊คชั่น จำกัด เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๖๕ หรือ พ.ศ.๒๕๐๘ ขณะนั้นอายุประมาณ ๒๔ ปี และงานแรกก็คือ การมาทำงานก่อสร้างถนนเกาหลีหรือทางหลวงแผ่นดินสาย ๔๒ (ปัตตานีะนราธิวาส)
และโครงการรับเหมาก่อสร้างข้ามชาติครั้งแรกของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ก็คือโครงการสร้างถนน
สายปัตตานีะนราธิวาส หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถนนเกาหลี” นี่เอง ต่อมาเมื่อเสร็จโครงการนี้นาย ลี มย็อง-บัก ได้กลับไปรับตำแหน่งใหม่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี และอีกไม่กี่ปีจึงก้าวไปเป็นผู้บริหารของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด
มีเสียงลือจากชาวบ้านแถบอำเภอสายบุรีว่า นายช่างลีชายหนุ่มชาวเกาหลีหลงรักสาวมลายูมุสลิมท้องถิ่นคนหนึ่ง ถึงขนาดไปทาบทามสู่ขอ แต่พ่อของฝ่ายหญิงไม่ยอมยกลูกสาวให้นายช่างลี เพราะไม่อยากได้ลูกเขยที่เป็นมุอัลลัฟ (มุสลิมใหม่)

ภาพ Lee Myung-bak อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ (พ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๖)
ถ่ายเมื่อครั้งมาทำงานก่อสร้างถนนเกาหลีที่ป้ายโรงเรียนน้ำตกปาโจ
นราธิวาส ถ่ายเมื่อราวปี ค.ศ. ๑๙๖๕ (พ.ศ. ๒๕๐๘)
ลุงพรเล่าให้ฟังว่า ฝรั่งวิศวกรของบริษัท เดอ ลูคาเทอร์ จำกัด เป็นคนที่เคร่งครัดในหน้าที่มาก จนถึงขนาดว่าครั้งหนึ่งวิศวกรฝรั่งคนนี้ตรวจสอบว่าถนนบางช่วงที่ระยะทางราว ๒๐๐ เมตร ประมาณช่วงอำเภอปาลัส ที่บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัดได้ก่อสร้างไปแล้วนั้น ไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาว่าจ้าง คือยังมีโคนต้นมะพร้าวที่ยังเอาออกไม่หมดฝังอยู่ใต้ผิวถนน วิศวกรฝรั่งท่านนี้ถึงกับให้ภรรยาซึ่งเป็นชาวอินโดนีเซียปิดประตูบ้านพักไม่ยอมให้ผู้บริหารของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด เข้าพบเพราะไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ของบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด มาเจรจาให้สินบนหรือขอร้องใดๆ ทั้งสิ้น จนบริษัทฯ ต้องรื้อถนนช่วงนั้นแล้วก่อสร้างใหม่
จากคำบอกเล่าของลุงพร เทคโนโลยีในการสร้างถนนของบริษัทเกาหลีในขณะนั้นสูงกว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในประเทศไทยมากมีการใช้เทคนิคในการลาดยางแอสฟัสโดยการผสมหรือคลุกเคล้า หิน ทรายและยางมะตอยเพื่อใช้ลาดผิวถนนในคราวเดียวกัน ซึ่งเทคนิคการลาดยางของไทยในขณะนั้นทำได้เพียงการบดอัดชั้นดินโรยหินแกรนิตแล้วจึงลาดยางมะตอย ไม่สามารถที่จะผสมคลุกเคล้าแล้วเทในคราวเดียวกันได้ และเทคนิคการปรับผิวถนน รวมทั้งรอยต่อระหว่างผิวถนนกับสะพานก็ราบเรียบอย่างไม่มีที่ติ จนถึงขนาดที่รถบรรทุกน้ำใส่ถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตรที่ไม่ปิดฝา วิ่งไปบนท้องถนนก็ไม่ทำให้น้ำกระฉอกออกมาเลยทีเดียว และเทคนิคการลาดยางมะตอยแบบนี้เริ่มใช้ครั้งแรกในภาคใต้ที่ถนนเกาหลีเส้นนี้นี่เอง
คุณภาพและความแข็งแกร่งของถนนเกาหลีที่บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ทำไว้ ก็ยังสามารถผ่านการทดสอบได้จนแม้กระทั่งปัจจุบัน เพราะในเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ที่มีการลอบวางระเบิดใต้ผิวถนนนั้นปรากฏว่า แรงระเบิดที่ขบวนการต่อต้านรัฐได้ลอบวางไว้ทำได้เพียงแค่ยกผิวถนนให้เผยอขึ้นมาได้ไม่มากพอที่จะเป็นอันตรายกับขบวนรถของเจ้าหน้าที่รัฐ ผิดกับผิวการจราจรที่สร้างขึ้นใหม่ในช่วงที่ขยายช่องการจราจรเป็น ๔ ช่องทางหรือสี่เลน ที่แรงระเบิดมักจะสร้างความเสียหายขนาดหนักได้ทุกครั้ง
ในสมัยที่จะเริ่มมีการก่อสร้างทางเส้นนี้ บรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่ต่างก็คาดหมายว่าจะหาทางขายหินแกรนิตให้แก่บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัดทั้งสิ้น ด้วยความที่คิดว่าบริษัทเกาหลีต้องพึ่งพิงโรงโม่หินในพื้นที่ แต่ปรากฏว่าบริษัทเกาหลีแห่งนี้กลับสร้างโรงโม่หินของตัวเองขึ้นมาเพื่อรองรับการป้อนวัสดุที่จำเป็นในการก่อสร้างถนนที่บริเวณอำเภอปาลัส ปัจจุบันก็ยังปรากฏร่องรอยของโรงโม่หินเกาหลีอยู่ที่ใกล้ๆ กับตลาดปาลัส
นอกเหนือจากการสร้างโรงโม่หินแล้ว บริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ยังได้จัดสร้างสวนหย่อมและศาลาชมวิวริมทางทุกวันนี้ยังคงมีร่องรอยสวนสาธารณะที่ทางบริษัท เฮียนได คอนสรั๊คชั่น จำกัด ได้สร้างไว้เป็นที่พักผ่อนของคนงาน มีชื่อที่ชาวบ้านในสมัยก่อนเรียกกันว่า “สวนเกาหลี” ตั้งอยู่บริเวณบ้านเจาะปลิง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีและยังมีร่องรอยของที่พักคนงานอยู่ที่ ตำบลปิยามุมัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งคนที่นั่นเรียกบริเวณนั้นว่า “โคกเกาหลี”
ถึงแม้ว่าถนนเกาหลีจะเป็นการสร้างถนนที่มีคุณภาพและดีขนาดไหนก็ตาม แต่ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวบ้านว่าการสร้างถนนเกาหลีที่ตัดผ่านบ้านกรือเซะในขณะนั้น ก็ได้ทำลายร่องรอยทางโบราณคดีไปอย่างมากมาย เพราะเส้นทางของการสร้างถนนลาดยางที่ตัดผ่านบริเวณมัสยิดกรือเซะ ซึ่งมีร่องรอยของกำแพงวังอิสตานาโกตานีลัม หรือกำแพงเมืองชั้นในที่มีมาตั้งแต่ครั้งสมัย ๔ ราชินี ราชวงศ์มหาวังสาของปาตานี ที่ได้ถูกทำลายไปกับการก่อสร้างถนนเกาหลีเส้นนี้ด้วย
โดยชาวบ้านแถบนั้นอ้างว่า ก่อนที่จะมีการบดอัดดินเพื่อสร้างถนนลาดยางนั้น ก็ได้มีการขุดเอาท่อนซุงที่เป็นฐานของกำแพงเก่าและฐานรากของโบราณสถานในแนวเส้นทางที่ถนนจะพาดผ่านละแวกนั้นออกไป ซึ่งถ้าเป็นจริงตามนั้นก็นับว่าน่าเสียดายที่ร่องรอยทางโบราณคดีถูกทำลายลงเพียงเพราะความเจริญหรือการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ไม่มีการสำรวจอย่างระมัดระวังก่อนที่จะเริ่มต้นโครงการ Wa Allahu A’lam
ที่มาของภาพประกอบ
https://www.facebook.com/77PPP/photos/pb.121587384616106.2207520000.1395206706./446432528798255
บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๐๑ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๗)