หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ตามรอย “ปาจิต-อรพิม” บนเส้นทางสายตำนาน ไทย-ลาว-เขมร
บทความโดย รังสิมา กุลพัฒน์
เรียบเรียงเมื่อ 9 พ.ค. 2559, 14:51 น.
เข้าชมแล้ว 2480 ครั้ง

“ปาจิต-อรพิม” เป็นนิทานเรื่องเล่าแบบมุขปาฐะซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายในท้องถิ่นอีสาน นำมาจากชาดกนอกนิบาตเรื่อง “ปาจิตตกุมารชาดก” ใน “ปัญญาสชาดก” เนื้อเรื่องแบ่งเป็นการเล่าแบบสอนศาสนาและเล่าเป็นแบบนิทานชาวบ้านผนวกการอธิบายชื่อบ้านนามเมือง “ปาจิต-อรพิม” จึงมีความสำคัญต่อการศึกษาความเป็นมาของคนในท้องถิ่นบริเวณอีสานใต้ ซึ่งใช้อธิบายที่มาของชื่อบ้านนามเมืองแถบปราสาทหินพิมายและสถานที่ในท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน

 

เส้นทางตามนิทานประจำถิ่นปาจิตอรพิมนี้ผู้เขียนได้ข้อมูลการค้นคว้าจากเอกสารดังนี้ เอกสาร “ปาจิตตกุมารกลอนอ่าน” ฉบับตัวเขียนในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พ.ศ. ๒๓๑๖, ฉบับหลวงบำรุงสุวรรณในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสำนวนแต่งคล้ายคลึงกับในสมัยกรุงธนบุรี, “ปาจิตต-อรพินท์” ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยหลวงระงับประจันตคาม และนิทานธรรมเรื่องนางอรพิน ฉบับจารึกใบลาน วัดบ้านยาง อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม และการเล่าเรื่องของประชาชนในเขตจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ รวมทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดบ้านยางในจังหวัดมหาสารคามและวัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

 

ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมและชาวบ้านเล่าเรื่อง          
กล่าวได้ว่า ภูมิทัศน์ [Landscape] และวรรณกรรม [Literature] มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในฐานะที่วรรณกรรมเป็นบทบันทึกธรรมชาติ ภูมิศาสตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นยังเก็บความทรงจำและประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ชื่อบ้านนามเมืองในเรื่องราวบอกเล่าจากตำนานสะท้อนให้เห็นภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม [Cultural Landscape] ที่มีความหมายต่อคนในท้องถิ่นเป็นรหัสแห่งความทรงจำเรื่องราวและประเพณีในท้องถิ่นเป็นการแบ่งปันความทรงจำของคนในชุมชน


แผ่นดินอีสานใต้เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบสูงโคราช มีเทือกเขาพนมดงรักหรือเขาไม้คาน พาดผ่านเป็นแนวยาวจากดงพญาเย็นเขาใหญ่ผ่านเทือกเขาบรรทัด แดนลาว แนบชิดกับภูค่าวซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดพูในเขตจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เทือกเขาพนมดงรักเป็นกำแพงธรรมชาติที่กั้นระหว่างไทยและเขมร เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำมูล ทำให้เกิดลำน้ำสาขามากมาย เช่น ลำมาศ ลำจักราช ซึ่งไหลผ่านแหล่งอารยธรรมที่สำคัญในบริเวณนี้ มีภูเขาไฟที่ดับแล้วหลายลูกซึ่งคนโบราณได้ใช้ประโยชน์จากกายภาพของธรรมชาติผนวกกับความเชื่อทางศาสนาก่อสร้างสถาปัตยกรรมทางศาสนาสำคัญๆในบริเวณนี้ ความอุดมสมบูรณ์จากความคดเคี้ยวของแม่น้ำและลำน้ำสาขาก่อให้เกิดดินตะกอนเหมาะแก่การเพาะปลูก จึงทำให้คนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ลาว เขมร ส่วยหรือกูย จีน ฯลฯเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เกิดการอพยพย้ายถิ่นตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน


และการเล่าเรื่องผนวกการอธิบายความเป็นไปของสถานที่ปรากฏชัดเจนอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ลาว ซึ่งอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวโดยอาจนำมาเปรียบเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในบริเวณนี้ได้ว่า “สิ่งหนึ่งที่บรรดาคนลาวเผ่าต่างๆ ในภาคกลางมีคล้ายคลึงกันก็คือ ความเชื่อในเรื่องปัญญาสชาดกซึ่งเชื่อถือกันมาแต่เดิมอาจกล่าวได้ว่าในที่ใดที่มีผู้นำเอานิทานชาดกมาอธิบายประวัติความเป็นมาของชุมชนของตน รวมทั้งสถานที่สำคัญและสภาพภูมิศาสตร์แวดล้อมแล้ว ก็สามารถทายได้เลยว่าคนกลุ่มนั้นหรือชุมชนนั้นคือพวกคนลาวนั่นเอง” (ศรีศักร วัลลิโภดม, แอ่งอารยธรรมอีสาน, ๒๕๓๓ : ๒๗๖)  และอาจารย์ศรีศักรยังได้ตั้งข้อสังเกตการตั้งถิ่นฐานปะปนกับคนท้องถิ่นดั้งเดิมที่มีมาก่อน บางครั้งก็ตั้งบ้านเรือนในเมืองที่ถูกทิ้งร้างไป ซึ่งในกรณีเรื่องปาจิต-อรพิมนี้เราได้เห็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมของคนกลุ่มลาวที่เข้ามาใหม่และวัฒนธรรมทางภาษาของชาวเขมรที่เป็นกลุ่มดั้งเดิม
               

ในหลายๆ ท้องถิ่นของภาคอีสานมีการพบหลักฐานซึ่งอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้นทำให้แสดงให้เห็นการตั้งถิ่นฐานและรับวัฒนธรรมร่วมสมัยของกรุงศรีอยุธยาและชาวอีสาน  เช่นเดียวกับที่พบเรื่องราวของปาจิต อรพิมใน โคลงทวาทศมาสในสมัยอยุธยาตอนหนึ่งว่า

 

ปราจิตต์เจียรเหน้าหน่อ อรพินท์
พระพิราไลยปลง  ชีพแล้ว
คืนสมสุดาจิน  รสร่วม กันนา
กรรมแบ่งกรรมแก้วแก้ว  ช่วยกรรม์ ฯ
โคลงทวาทศมาส

 

คนทางภาคกลางยกเรื่องปาจิตอรพิมไว้ในปัญญาสชาดกในเรื่อง “ปาจิตตกุมารชาดก” ส่วนคนลาวทางอีสานจารึกคำประพันธ์ไว้ในรูปใบลานด้วยตัวอักษรธรรมลาวเรียกว่า “นิทานคำกลอนเรื่องนางอรพิน” และพบว่าการประพันธ์ในเชิงสอนธรรมในรูปปัญญาสชาดกไม่มีบทว่าด้วยการเล่าเรื่องชื่อบ้านนามเมือง และรักษาขนบของชาดกเคร่งครัดกว่าในนิทานกลอนอ่านเห็นได้ชัดจากโครงเรื่องที่ผู้ประพันธ์ชาดกจะให้บทบาทผู้ฆ่าเป็นของนางอรพิมแทนปาจิต อรพิมเป็นผู้ฆ่าพรหมทัต พรานป่า และสามเณรในขณะที่กลอนอ่าน ปาจิตเป็นผู้ลงมือฆ่าพรหมทัตและพรานป่า

 

ดังนั้นกลอนอ่านจึงเป็นเรื่องของชาวบ้านซึ่งน่าจะเป็นคนลาวที่อยู่กระจายตัวอยู่ในเขตต่างๆ ของภาคอีสานเป็นผู้เล่าเรื่องซึ่งมีการอธิบายเรื่องราวในท้องถิ่นของตนในเขตพิมาย บุรีรัมย์ และสุรินทร์

 

ปาจิตกุมารกลอนอ่าน ฉบับกรุงธนบุรี หรือ ตำนานเมืองพิมาย นั้น เป็นการบันทึกในสมุดไทย ราวปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ต่อมากรมศิลปากรได้ทำการปริวรรตและพิมพ์เผยแพร่ ในเนื้อความบันทึกถึงตำนานชื่อบ้านนามเมืองต่างๆ ในบริเวณเมืองพิมายและใกล้เคียง สอดคล้องกับเรื่องเล่าของคนในบริเวณนั้นจนมาถึงปัจจุบันสันนิษฐานว่า เรื่องปาจิต อรพิม ที่ปรากฏในฐานะตำนานเมืองพิมายเกิดจากการกวาดต้อนผู้คนเมืองพิมายครั้งใหญ่ ในสมัยที่กรมหมื่นเทพพิพิธตั้งตัวเป็นกบฏต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี ทำให้ทางกรุงธนบุรีส่งกองกำลังมาจับกรมหมื่นเทพพิพิธและกวาดต้อนชาวพิมายมายังกรุงธนบุรี

 

และจากหลักฐานเอกสารและเรื่องเล่าของคนในท้องถิ่นพิมายยังมีด้วยกันอีกหลายสำนวน ทั้งที่เกี่ยวข้องกับตำนานชื่อบ้านนามเมืองของคนแถบเมืองพิมายและเมืองที่เกี่ยวข้อง กับฉบับของคนแถบพนมรุ้งเมืองต่ำและสุรินทร์ ซึ่งเป็นการเล่าชื่อบ้านนามเมืองซึ่งสอดคล้องกับภาษาเขมรที่ใช้ตั้งชื่อบ้านนามเมืองในบริเวณนั้น และยังมีความแตกต่างในตำแหน่งที่ตั้งบ้านของปาจิตและอรพิม ในตำนานของคนพิมายบอกว่าบ้านนางอรพิมอยู่ที่บ้านสัมฤทธิ์ ส่วนวังของปาจิตอยู่ที่นครธม แต่ทางฝั่งบุรีรัมย์บอกว่าอยู่ที่เมืองต่ำจากการเนรมิตของปาจิต มีพระราชวังอยู่ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง การทิ้งขันหมากของปาจิตในที่ต่างๆ ทางบุรีรัมย์ก็มีชื่อบ้าน เช่น ถ้ำเป็ดทองซึ่งอยู่ที่อำเภอปะคำ ส่วนบ้านตาจรู๊ค เป็นที่ปาจิตทิ้งขันหมากที่เป็นหมูบริเวณนี้เนื่องจากคำว่า จรู๊ค เป็นภาษาเขมรแปลว่า หมู ฯลฯ
               

ภาพซ้อนทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีก็คือ สถานที่และเมืองที่กล่าวถึงในตำนานมีอยู่จริง และเป็นเมืองเก่าที่มีชุมชนอยู่อาศัยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ถึงแม้จะถูกทิ้งร้างไปบ้างแต่กลับมามีผู้คนอพยพมาอยู่หนาแน่นเหมือนเดิม เช่น พิมายเมื่อมีการปลูกสร้างบ้านเรือนทับสถานที่ทางโบราณสถาน ทั้งชาวไทยและชาวลาว เช่นภายในบริเวณปราสาทหินพิมายมีการสร้างวัดถึงสี่วัด แต่ขณะนี้ถูกรื้อทิ้งไปหมดแล้ว และชาวบ้านก็ปลูกบ้านเรือนทับโบราณสถานเช่นบริเวณประตูเมืองด้านทิศตะวันและบริเวณคูเมืองซึ่งได้ถูกถมที่กลายเป็นบ้านเรือนตลอดแนว
               

ชุมชนพิมายเป็นชุมชนเก่าแก่กว่าสามพันปี มีผู้คนอาศัยก่อนที่อารยธรรมเขมรจะเข้ามาแผ่ขยายในบริเวณนี้ เมืองโบราณอย่างเช่นบ้านตำแย บ้านสัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นบริเวณบ้านนางอรพิมมีการค้นพบหม้อและวัตถุโบราณย้อนไปถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์หลักฐานธรรมจักรที่บ้านกงรถร่วมสมัยกับยุคทวารวดี เมืองจัมบากหรือจัมปาสัก พิมาย พนมรุ้ง เมืองต่ำ ปราสาทหินนางรำและศาสนสถานที่บ้านนางออ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการตั้งถิ่นฐานเนื่องในวัฒนธรรมทวารวดีและเขมร

 

แผนที่ทางวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม  [Participatory  Cultural Mapping]
เครื่องมือสร้างเส้นทางวัฒนธรรม [Cultural Routes]

แผนที่ทางวัฒนธรรมเปรียบเสมือนอาวุธที่ใช้จัดการกับการละเลยและอคติได้ นอกจากนั้นยังมีคุณค่าต่อการแบ่งปันประวัติศาสตร์และการย้อนรอยประวัติศาสตร์ เราสามารถใช้แผนที่ทางวัฒนธรรมช่วยให้คนค้นพบรากเหง้าและความหมายที่มีต่อตนเองและคนในท้องถิ่นได้อย่างดี ซึ่งเปรียบเสมือนนักภูมิศาสตร์ในบ้านเมืองของตนเองที่สามารถอธิบายสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมความเป็นมาจากชื่อสถานที่ต่างๆ


จากการศึกษาเอกสาร สังเกต และสัมภาษณ์เจ้าอาวาส ๑๐ รูป ตัวแทนผู้สูงอายุทั้ง ๑๕ ตำบลในอำเภอพิมาย การทำกิจกรรมแผนที่วัฒนธรรมกับเยาวชนที่โรงเรียนพิมายพิทยาคมจำนวน ๒๕๐ คน และตัวแทนประชาชนจากอำเภอเฉลิมพระเกียรติและอำเภอประโคนชัยจำนวน ๙ หมู่บ้าน ๔๕ คน ปราชญ์ท้องถิ่น ๑๐ คน เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนอำเภอจำนวน ๓๐ คน ผู้ใหญ่บ้านจำนวน ๕ คน เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ๑๕ คน  สัมภาษณ์ตัวแทนผู้สูงอายุหมู่บ้านที่บริเวณใกล้นครธม ประเทศกัมพูชา จำนวน ๖ หมู่บ้าน เจ้าอาวาสและปราชญ์ท้องถิ่น ๒ หมู่บ้านในบริเวณใกล้วัดพู จำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สรุปเนื้อหาของนิทานปาจิต-อรพิมได้ว่า

               

เส้นทางการเดินทางของปาจิต-อรพิม ที่เล่าต่อกันมาและเนื้อเรื่องที่ถูกบันทึกนั้น เป็นการเดินด้วยเท้าเป็นส่วนใหญ่ ในบางครั้งใช้พาหนะเป็นสัตว์เลี้ยงเช่น ควาย ตอนที่นายพรานฆ่าปาจิตและพานางอรพิมขี่ควายไปด้วยกัน จากนั้นนางอรพิมจึงหยิบมีดที่นายพรานเหน็บที่บั้นเอวสังหารนายพรานเสีย ส่วนเกวียนนั้นเป็นการเดินทางในขบวนขันหมากของปาจิต นอกจากทางบกแล้วยังมีการเดินทางด้วยทางน้ำ เช่น ในฉากที่สามเณรออกอุบายพาปาจิตและอรพิมข้ามน้ำ
               

การเล่าเรื่องชื่อเมืองเชื่อมต่อกันไปตามเมืองที่ใกล้ๆกันชื่อหมู่บ้านที่มีเพียงแต่คนในท้องถิ่นเท่านั้นที่คุ้นเคย ได้ถูกบันทึกไว้อย่างน้อยสองร้อยกว่าปีตามหลักฐานทางเอกสารและน่าจะมีอายุนานกว่านั้นมาก่อนแล้ว
               

การรื้อฟื้นชื่อเมืองเสมือนเป็นการรื้อฟื้นความทรงจำให้กับคนในท้องถิ่น และเป็นการแนะนำบ้านเมืองที่มีความสำคัญแต่อดีตให้กับคนนอกท้องถิ่นได้รู้จักเมืองที่ถูกซ่อนและถูกละเลย เป็นการมองเมืองที่ผ่านสายตาด้วยการไปเยือนสร้างความหมายได้อย่างดียิ่งดังตัวอย่างการบรรยายเมืองพลับพลาและกงรถ ดังนี้

 

เห็นกงรถเรี่ยราดให้ขลาดกลั ทุกคนตัวนึกสำคัญในสัญญา
ว่าที่นี้เห็นทีจะเป็นเมือง อร่ามเรืองค่ายคูดูนักหนา
ทั้งราบเลี่ยนรื่นดิบดีที่พลับพลา สำคัญว่าเห็นจะเป็นท้องพระโรง
แต่ชื่อเมืองถามใครไม่รู้จัก จะเรียกยากเล่ากันไม่ลืมหลง
ด้วยเรือนรถเพพังยังแต่กง  ทุกคนตรงชวนกันขนานนาม
จึงให้ชื่อตามตรงว่ากงรถ...  
วรรณกรรมสมัยธนบุรี เล่ม ๒ กรมศิลปากร, ๒๕๓๓

 

การจัดการเส้นทางวัฒนธรรม  [Cultural Route Management]

ยูเนสโกได้ให้คำจำกัดความเส้นทางวัฒนธรรมในฐานะที่เส้นทางเป็นส่วนหนึ่งของมรดกวัฒนธรรมว่า “เป็นการคมนาคมสื่อสารใดๆ ทั้งทางบก ทางน้ำ หรือทางอื่นๆ ซึ่งไม่มีข้อจำกัดทางกายภาพ และมีลักษณะแตกต่างเฉพาะตัวรวมทั้งมีหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ในการส่งเสริมวัตถุประสงค์ หรือมีความตั้งใจในการใช้เส้นทางนี้เป็นพิเศษ ซึ่งต้องมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นเส้นทางที่มีการเคลื่อนที่ของคนเช่นเดียวกันกับมีการแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง มีมิติของสิ่งของ ความคิด ความรู้และคุณค่า ระหว่าง คน ชาติ ภูมิภาค  ของทวีปต่างๆ ในช่วงเวลาสำคัญนั้น และยังต้องส่งเสริมความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมทั้งสถานที่และเวลา เพื่อสะท้อนให้เห็นทั้งมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้และไม่ได้ สุดท้ายยังต้องมีการผสมผสานระหว่างความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรมที่เกี่ยวโยงกับสิ่งที่ยังมีอยู่ในปัจจุบัน” [ICOMOS, 2008, The ICOMOS Charter on Cultural Route]
               

การทำลายพรมแดนระหว่างเชื้อชาติเป็นแนวความคิดหลักประการหนึ่งของเส้นทางวัฒนธรรมในความหมายของ ICOMOS [สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี, International Council on Monuments and Sites] เช่นเดียวกันกับ The Council of Europe ที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมเส้นทางวัฒนธรรมเพื่อให้บรรลุความเป็นเอกภาพอันยิ่งใหญ่ระหว่างประเทศสมาชิกโดยคำนึงถึงอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อที่จะรักษาวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายเอาไว้ 
               

จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เส้นทางวัฒนธรรมเปรียบเสมือนเครื่องมือที่สร้างสันติภาพระหว่างดินแดนที่กำลังแบ่งแยกชัดเจนด้วยเส้นแบ่งทางการเมืองการปกครอง การเข้าใจภูมิทัศน์วัฒนธรรมจึงเป็นการทลายกำแพงอคติต่อเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดี ในแต่ละรัฐแต่ละประเทศจึงต้องอำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ประชาชนได้เดินทางระหว่างเมือง ภูมิภาค และประเทศอย่างเต็มที่ 
               

ดังนั้นการจัดการเส้นทางวัฒนธรรมโดยใช้กลยุทธ์เพื่อการท่องเที่ยวจึงน่าจะเป็นสิ่งที่ส่งเสริมชาวบ้านให้มีส่วนร่วมในการจัดการท้องถิ่นตนเองโดยเป็นผู้เล่าและผู้ดูแล
               

เนื่องจากการท่องเที่ยวจากวรรณกรรมท้องถิ่น เป็นการท่องเที่ยวที่ผนวกประเภทของการท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ได้เรียนรู้ต้นไม้ที่ควรอนุรักษ์ในตำนาน เรียนรู้เรื่องราวในมิติต่างๆ ของสถาปัตยกรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุต่างๆ ประเพณีท้องถิ่นของชุมชน หรือการท่องเที่ยวเชิงภูมิศาสตร์
               

การท่องเที่ยวจากวรรณกรรม [Literature Tourism] “เป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมประเภทหนึ่งที่อิงแนวคิดทางมานุษยวิทยา ซึ่งนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนต้องค้นคว้า และสร้างความหมายด้านค่านิยมของวัฒนธรรม กับตัวละครต่างๆ ซึ่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานในเชิงวัฒนธรรมของสถานที่เหล่านั้น” เรื่องราวจากมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกตะวันตก เช่น ดิ อีเลียด [The Iliad] และดิ โอดีสซี่ [The Odyssey]  ก็ได้รับความนิยมจากนักวิชาการและนักเขียนในยุคศตวรรษที่ ๑๘ และ ๑๙ ในการท่องเที่ยวตามรอยสถานที่จากมหากาพย์เรื่องดังกล่าว
               

การท่องเที่ยวประเภทนี้นักท่องเที่ยวหรือผู้อ่านวรรณกรรมจึงท่องเที่ยวไปตามตัวละครที่อยู่ในจินตภาพของตน ท่องเที่ยวตามความประทับใจ ในเรื่องราวและเหตุการณ์ที่อยู่ในโลกแห่งจินตภาพ ดังนั้นการจัดการท่องเที่ยวตามวรรณกรรมจึงเป็นการท่องเที่ยวเพื่อความเพลิดเพลิน และประทับใจในเนื้อหาของเรื่องมากกว่าการไปแสวงหาความจริง ถึงแม้ว่าจะมีความจริงบางประการที่แอบแฝงไว้  เช่นที่ น. ณ ปากน้ำ กล่าวไว้ว่า
               

“เรื่องนี้เตือนใจให้นึกถึงนิยายกรุงทรอย ในมหากาพย์ของโฮเมอร์ ซึ่งสมัยก่อนใครต่อใครเข้าใจว่าเป็นแต่เพียงนิยายสนุกๆ แต่ภายหลังนักโบราณคดีบางท่านพบหลักฐานว่า มีสาระความจริงบางอย่างแอบแฝงอยู่ในนิยายของโฮเมอร์ จึงได้ไปทำการขุดค้น ณ สถานที่อันเล่าลือกันว่า เป็นกรุงทรอยก็พบความจริงว่ากรุงทรอยมีตัวตนอยู่จริงๆ นิยายการรบพุ่งของกรุงทรอยได้เล่าสืบปากกันมาหลายชั่วอายุคนจนไปหลงเหลือแอบแฝงอยู่ในรูปนิยาย” [ปิยะพร กัญชนะ, ๒๕๓๒ ปางบรรพ์ ตำนานและนิทานประวัติศาสตร์แห่งสยามประเทศ. คำนำ โดย น. ณ ปากน้ำ  สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, หน้า ๘]
               

ตำนานเรื่องปาจิต-อรพิมก็ไม่น่าจะแตกต่างกันเท่าไรนักและมีบ้านเมืองรวมทั้งเรื่องราวน่ารู้อีกมากมายที่รอให้คนไทยและผู้สนใจเดินทางไปค้นหาความหมาย 

 

 

เรื่องย่อ : เส้นทางปาจิต-อรพิม ที่ปรากฏในเขตอีสานใต้           

ปาจิต อรพิม เป็นเรื่องราวของการพลัดพรากระหว่างเจ้าชายจากเมืองพรหมพันธ์นคร ที่ได้รับคำทำนายว่าต้องไปตามหาคู่ที่เมืองอื่น และโหรทำนายว่าคู่ของตนจะอยู่ในท้องของหญิงที่มีกลดให้ร่มเงาอยู่ตลอดเวลา เจ้าชายปาจิตเดินทางไปพบนางบัวซึ่งกำลังตั้งครรภ์และกำลังดำนา โดยมีร่มเงาตามนางตลอดเวลาจึงได้ขออาศัยช่วยดูแลลูกที่เกิดมา คือนางอรพิม จึงเป็นแหล่งกำเนิดชื่อบ้านจารย์ตำรา บ้านสัมฤทธิ์เนื่องจากพบนางอรพิม บ้านตำแยเพราะไปเรียกหมอตำแยมาให้นางบัว บ้านนางเหริญที่นางอรพิมหัดเดิน
               

เมื่อนางอรพิมอายุได้สิบหกปี เจ้าชายปาจิตจึงเดินทางไปยังบ้านเมืองของตนเพื่อนำขันหมากมาสู่ขอนางอรพิม ระหว่างทางกลับมาได้แวะพักที่บ้านพลับพลา ได้ยินข่าวว่าท้าวพรหมทัตได้ลักพานางอรพิมไปไว้ในวัง จึงขว้างปาขันหมากที่นำมา ทิ้งเงินทองไว้กลายเป็นชื่อเมืองลำปลายมาศ เป็ดทองไปอยู่ที่ถ้ำเป็ดทอง ทุบเกวียนเหลือแต่ล้อกลายเป็นบ้านกงรถ แล้วรีบไปหานางอรพิมโดยปลอมเป็นพี่ชาย
               

เมื่อนางอรพิมเห็นจึงเรียกว่า พี่มา กลายเป็นชื่อเมืองพิมายในปัจจุบัน หลังสังหารกษัตริย์พรหมทัต ทั้งสองต่างก็หลบหนีไปตามทาง และพบกับนายพรานซึ่งลอบฆ่าปาจิตและนางอรพิมก็ฆ่านายพรานเสีย นางอรพิมได้รากไม้จากพระอินทร์ทำให้ปาจิตฟื้น เดินทางจนมาพบสามเณรที่พานางอรพิมหลบหนีปาจิต นางจึงออกอุบายให้สามเณรขึ้นไปที่ต้นมะเดื่อแล้วเอาหนามสุมไฟ เณรตายไปกลายเป็นแมงหวี่ตอมผลมะเดื่อ
               

นางอรพิมปลอมเป็นชาย ฝากอวัยวะที่แสดงความเป็นหญิงของตนไว้กับต้นไม้ต่างๆ เช่น หน้าอกฝากไว้กับต้นงิ้วป่า ฝากโยนีไว้ที่ต้นมะกอกโคกหรือต้นสำโรง เมื่อเดินทางไปเมืองจัมบากได้ช่วยธิดาเจ้าเมืองและออกบวชจนกลายเป็นสังฆราชา ต่อมาสั่งให้คนวาดรูปเรื่องราวของตนและปาจิต จนกระทั่งปาจิตมาพบและได้ร้องไห้กับรูปภาพจนนางอรพิมรู้ว่านี่คือสามีของนาง จากนั้นก็เดินทางกลับไปบ้านเมืองของปาจิตและกลับมาครองเมืองพิมายและได้สร้างเมรุพรหมทัตเพื่อเป็นการไถ่บาปที่ได้ฆ่าท้าวพรหมทัต

 

รังสิมา  กุลพัฒน์

กำลังศึกษาปริญญาเอก  ภาควิชาการจัดการมรดกทางสถาปัตยกรรม

กับการท่องเที่ยว  มหาวิทยาลัยศิลปากร

 

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์  ฉ.๑๐๑ (ม.ค.- มี.ค.๒๕๕๗)

 

อัพเดทล่าสุด 9 พ.ค. 2559, 14:51 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.