
ข้าพเจ้าเพิ่งไปภูฏานร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้มีโอกาสทำความเข้าใจกับความหมายของความสุขมวลรวมประชาชาติ-GNH[Gross National Happiness]อันเป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์ของภูฏานทรงสร้างให้เป็นอุดมคติของประเทศชาติในลักษณะเดียวกันกับเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ก่อนได้ไปเห็นอันเนื่องมาจากได้ยินและได้อ่านนั้นยังคิดอะไรไม่ออก แต่หลังจากได้ไปได้เห็นอย่างมีประสบการณ์ แม้ว่าเพียงระยะเวลาสั้นๆ เพียง ๑๐ วันก็พอเข้าใจ ความสุขประชาชาตินั้นคือวาทกรรมตอบโต้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ-GNP[Gross National Product] ที่ความแตกต่างกันอยู่ที่ฝ่ายแรกให้ความสำคัญกับ การพัฒนาทางวัฒนธรรม แต่ฝ่ายหลังเป็น การพัฒนาทางเศรษฐกิจ
หัวใจการพัฒนาทางเศรษฐกิจของคนไทยอยู่ที่ “เงิน” ดังในคำขวัญของประเทศครั้งแรกการพัฒนาในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นป้ายและโฆษณาในทีวีว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข”ความสุขของคนไทยยุคพัฒนาจึงอยู่ที่เงินที่จะได้มาด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งการผลิตด้านอุตสาหกรรม การตลาด การบริการ ที่จะบันดาลให้เกิดบ้านเมืองแบบใหม่ที่ทันสมัยแบบตะวันตก และคนไทยแบบตะวันตกขึ้นมา
ในยุคพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐให้ความหวังกับการผลิตนักวิชาการ ผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์เป็นอันดับแรก อย่างเช่น การให้ทุนกับนักศึกษาและข้าราชการไปเรียนต่อ ก็มักให้กับวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นอันดับแรก นักเศรษฐศาสตร์คือนักรบผู้ยิ่งใหญ่ มีขุนพลทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นมากมายทั้งในสถาบันวิชาการ การปกครอง และการบริหารประเทศ รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจอีกมากเป็นลำดับมาจนทุกวันนี้
จากการขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพื่อให้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ [Gross National Product] ที่จะก่อให้เกิดรายได้ประชาชาติอย่างเป็นเงินอันเป็นความสุขตลอดเวลากว่า ๔๐ ปี ได้ทำให้สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม จากสังคมชาวนา [Peasant society] มาเป็นสังคมอุตสาหกรรมในลักษณะก้าวกระโดด จนไม่อาจจัดระเบียบและรูปแบบทางสังคมได้
เพราะระบบเศรษฐกิจที่ใช้ในการพัฒนานั้นลอกเลียนมาจากทางตะวันตกทั้งดุ้นเลยก็ว่าได้เป็นเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่เน้นความสำเร็จของปัจเจกบุคคลและพรรคพวก โดยอาศัยการตลาดและระบบเงินตราเป็นกลไกที่สำคัญ คนหรือมนุษย์กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มุ่งการผลิตให้ได้ผลมากตลอดเวลา มีการแข่งขันกันตลอดเวลา ทั้งคนเองก็ถูกสอนไม่ให้พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ต้องหาทางเพิ่มพูนอยู่ตลอดเวลา
จึงเพิ่งมาถึงปัจจุบันนี้ ถ้าหากจะมีคำถามว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือรายได้ประชาชาตินั้นเป็นจริงแค่ไหนละก็ ก็ใคร่ตอบว่าแลไม่เห็นเลย นอกจากการมีรายได้ที่ไม่ทัดเทียมกันของผู้คนในสังคม คือมีคนจน คนขัดสน คนด้อยโอกาสมากมาย ในขณะที่คนรวยมีไม่มาก แต่กลับรวยกันอย่างมหาศาล รวยเฉพาะตัวเองและพรรคพวกแล้วยังไม่พอ พากันไปชักชวนนักธุรกิจข้ามชาติให้มาลงทุนจนพากันร่ำรวยไปหมด
สังคมอุตสาหกรรมของคนไทยทุกวันนี้เป็นสังคมที่มีคนเพิ่มจำนวนขึ้นมาก เป็นการเพิ่มจากการเคลื่อนย้ายของคนจากข้างนอกเข้ามาตั้งถิ่นฐานทั้งในระดับชนชั้นสูงและชั้นล่าง มีการโยกย้ายกระจายตัวไปอยู่ตามแหล่งอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างไม่มีระเบียบ ทำให้ท้องถิ่นหนึ่งๆ หรือชุมชนหนึ่งๆ เป็นที่อยู่ร่วมกันของผู้คนที่ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ไม่มีหัวนอนปลายตีน ผู้คนไม่อยู่ติดที่อย่างเป็นหมู่เหล่ากันแบบแต่ก่อน มีการเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลาทั้งในระยะใกล้และไกล ซึ่งทำให้ในทุกวันนี้เกิดการขาดแคลนพลังงานอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะน้ำมันที่มีราคาแพงกันทั้งโลก คนไทยทั่วไปในสังคมอุตสาหกรรมที่มีชีวิตความเป็นอยู่และการทำงานอย่างไม่มีถิ่นไม่มีฐาน จนต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในเรื่องน้ำมันเพื่อการขนส่งและคมนาคมกลายเป็นอมทุกข์มากกว่าอมสุขไป
ซึ่งถ้ามองในภาพรวมขณะนี้ก็คือ สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความทุกข์มวลรวมประชาชาติ [Gross National Suffering] นั่นเอง
ในทำนองตรงข้าม การขับเคลื่อนการพัฒนาของบ้านเมืองให้เกิดความสุขของประชาชาติของคนภูฏานนั้น ภูฏานไม่ใช้การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเพื่อปรับประเทศเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมในกระแสโลกาภิวัตน์ แต่ใช้การพัฒนาทางวัฒนธรรม [Culture] เป็นหลัก
คำว่า วัฒนธรรม ในที่นี้ไม่ใช่ศิลปวัฒนธรรมอย่างที่เข้าใจและรับรู้กันในสังคมไทย อันเป็นวัฒนธรรมที่ไม่แลเห็นคน หากเป็นสังคมและวัฒนธรรมที่หมายถึงชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชนทางสังคม ซึ่งอาจจะเรียกว่าวิถีชีวิตก็ได้ เป็นวิถีชีวิตของกลุ่มชนที่อยู่รวมกันในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในเวลาใดเวลาหนึ่ง

สังคมภูฎานแต่เดิมมาจนปัจจุบันเป็นสังคมชาวนา [Peasant society]
สังคมภูฏานแต่เดิมมาจนปัจจุบันมีพื้นฐานเป็นสังคมชาวนา [Peasant society] ที่ผู้คนอยู่กันเป็นกลุ่มเหล่า [Local community] ตามท้องถิ่นต่างๆ ในลักษณะที่มีถิ่นฐานบ้านช่อง รู้จักกันว่าใครเป็นใคร ต่างกับคนในสังคมอุตสาหกรรมที่ผู้คนแห่กันมาตั้งบ้านเรือนกันอย่างไม่รู้จักกัน ไม่มีหัวนอนปลายตีน
หัวใจของการพัฒนาความสุขประชาชาติของภูฏานซึ่งอยู่ตรงสังคมท้องถิ่นนี้ คือพยายามให้คนในท้องถิ่นอยู่ติดที่ไม่เคลื่อนย้าย โดยให้การศึกษาตั้งแต่ขั้นประถมไปถึงขั้นอุดมศึกษาและการพัฒนาทางเศรษฐกิจให้กับคนท้องถิ่นรุ่นใหม่ๆ ได้อยู่และมีงานทำในท้องถิ่นของตน โดยไม่ต้องร่อนเร่ไปหาที่อยู่หรือไปทำมาหากินในที่อื่นๆ อีกทั้งไม่มีแผนและนโยบายที่จะสร้างโครงสร้างขั้นพื้นฐาน [Infra structure] เช่น ถนนหนทาง เขื่อนพลังงานไฟฟ้า แหล่งอุตสาหกรรมและการขยายเขตเมืองเข้าไปรุกพื้นที่ธรรมชาติและชนบทในการเร่งรัดพัฒนา โดยเฉพาะโครงการเกี่ยวกับพลังงานที่ทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติ อย่างเช่นของไทยแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ที่ภูฏานข้าพเจ้าแลเห็นการเติบโตของเมือง [Urban area and urbanization] มักอยู่ในเมืองใหญ่ๆ บางแห่งเท่านั้น โดยเฉพาะที่เมืองทิมปูอันเป็นเมืองหลวง แต่ก็ดูไม่เร่งรีบในการลงทุนจากภายนอก รวมทั้งการตลาด การบริการให้ทันสมัยอย่างรวดเร็วแต่อย่างใด สิ่งที่โดดเด่นทางเศรษฐกิจอันน่าจะทำรายได้ให้กับภูฏานมากที่สุดก็คือการท่องเที่ยว เพราะภูฏานเป็นประเทศหนึ่งในโลกหิมาลัยที่มีภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมสวยงาม ผู้คนไม่หนาแน่นและมีชีวิตความเป็นอยู่ตามแบบประเพณีที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าใด ซึ่งภูฏานเองก็เข้าใจในเรื่องนี้ แต่ก็ไม่แสดงอาการอันใดที่จะมีการพัฒนาให้เกิดรายได้อย่างประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างประเทศไทยซึ่งดูเหมือนจะพัฒนามากในสิ่งที่ว่าจำเป็นแก่การคมนาคมเป็นสำคัญ
เหตุนี้เมื่อไปถึงภูฏานจึงได้เห็นถนนหนทางที่ดี มั่นคงและปลอดภัยทั้งในเขตเมือง ชนบท และการติดต่อระหว่างบ้านเมืองในหุบเขาต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร ทิวทัศน์ระหว่างหุบเขาบนเส้นทางขึ้นเขาผ่านเหวและลงห้วยแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงามยิ่ง แต่ภูฏานไม่ได้รับนักท่องเที่ยวจนเกินขอบเขตในการควบคุม ไม่พัฒนาโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอื่นๆ ให้ทันสมัย อีกทั้งสร้างกติกาต่างๆ ในการเข้าประเทศเพื่อป้องกันการเข้ามาของนักท่องเที่ยวแบบปลดปล่อยตัวเองและล้างผลาญวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นอย่างที่เป็นอยู่ในเมืองไทยขณะนี้

ภูฏานใช้สังคมชาวนาเป็นพื้นฐานในการพัฒนา โดยตรึงคนในชนบทไม่ให้เคลื่อนย้ายและหลั่งไหลเข้าเมือง จึงสามารถสร้างดุลยภาพระหว่างของเก่าและของใหม่ในกระแสการพัฒนาได้ คือคนในไม่ออกไปมากและคนนอกไม่เข้ามามาก แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องถูกท้องถิ่นบูรณาการให้เป็นคนท้องถิ่นไป ท้องถิ่นจึงเป็นชุมชนทางจินตนาการอันดับแรกที่ทำให้คนเก่าและใหม่อยู่ด้วยกันได้ในกติกาท้องถิ่น เมื่อท้องถิ่นมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมความขัดแย้งก็ลดน้อยลง โดยเฉพาะเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมัน เมื่อไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยมนุษย์ข้ามชาติ แต่มีโรงงานขนาดเล็กในระดับครอบครัวและชุมชน [Cottage industry] ก็ไม่ต้องทำเขื่อนพลังงานไฟฟ้าที่ดีแต่สร้างความพินาศให้กับสภาพแวดล้อมและชีวิตของคนในท้องถิ่น ไม่มีผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาอยู่ทับถมในท้องถิ่นอย่างไม่มีหัวนอนปลายตีน บ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ หรือคอนโดมิเนียมที่เป็นคอกสัตว์ รังสัตว์ ก็ไม่เกิด การคมนาคมภายในท้องถิ่นและบริเวณที่เกี่ยวข้องก็อยู่ในขอบเขตที่ไม่ต้องใช้รถยนต์และน้ำมันที่กำลังมีราคาแพงเท่าใด เพราะบรรดาสถานที่ทำงาน โรงเรียน และอื่นๆ ล้วนอยู่ไม่ห่างไกลกัน อีกทั้งไม่จำเป็นต้องมีย่านตลาดใหญ่โต มีซูเปอร์มาเก็ตและศูนย์การค้าที่ ชอปปิงกันด้วยเครื่องกลเครื่องไฟฟ้าแต่อย่างใด สภาพเช่นนี้ยังแลเห็นได้ในสังคมท้องถิ่นของภูฏาน
แต่สิ่งที่ยังดำรงอยู่อย่างหนักแน่นและเปลี่ยนแปลงน้อยมากก็คือ เรื่องความสัมพันธ์ของคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ในเรื่องความเชื่อทางศาสนาที่ครั้งหนึ่งในสังคมชาวนาของคนไทยเคยมี แต่บัดนี้กลายเป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ไปหมดแล้ว
คนภูฏานนับถือทั้งผีและพุทธมหายาน ทั้งสองศาสนาอยู่ด้วยกันได้ พุทธเป็นสิ่งสูงสุดเพื่อชีวิตในโลกหน้า ผู้คนปรารถนาความสุขในโลกหน้าก็ต้องทำดีอยู่ในศีลอยู่ในธรรม ในขณะที่ผีคือกลไกที่ควบคุมชีวิตความเป็นอยู่ของคนในโลกนี้ที่มีทั้งให้คุณและให้โทษ เป็นสิ่งที่ทำให้คนท้องถิ่นต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มทางสังคมอย่างมีจารีตประเพณี ผีมีอยู่แทบทุกแห่งในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ไม่ว่าบ่อน้ำ หนองน้ำ โขดหิน ภูผา ล้วนมีผีดูแล โดยเฉพาะผีนาคที่ดูแล้วคล้ายๆ กันกับความเชื่อเรื่องนาคในลุ่มน้ำโขงของไทยและลาว

สถูปกลางมณฑปซึ่งมีน้ำไหลผ่านหมุนเวียน ขวากำแพงมนตร์ ซึ่งจะมีมนตร์คาถาต่างๆ เขียนฝังอยู่บนกำแพง
แต่ทั้งศาลผีหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผีก็ดูไม่โดดเด่นเท่ากับสิ่งที่เป็นศาสนสถานของพุทธ เช่น วิหาร สถูป มณฑปน้ำ กำแพงสวด และถุงมนตร์ ศาสนสถานเหล่านี้เป็นที่ที่ผู้คนที่ผ่านไปมาในชีวิตประจำวันสามารถประกอบพิธีกรรมได้ทุกเมื่อด้วยการสวดมนตรา “โอม มณี ปัทเม หุม”อันเป็นคาถาเพื่อสร้างความเบิกบานให้แก่จิตใจ คนภูฏานสวดมนตรานี้ได้ทุกขณะเมื่อมีเวลาว่างเพื่อหยุดความต้องการทางกิเลส คล้ายๆ กันกับคนมุสลิมที่ต้องทำละหมาดวันละ ๕ ครั้ง

มณฑปบริเวณหน้าต่างจะมีสถูปเล็กวางอยู่รายล้อม ด้านข้างจะมีก้อนหิน ซึ่งทุกก้อนเขียนคาถา โอม มณี ปัทเม หุม
วางอยู่รอบๆ ส่วนภายในจะมีตัวโคมซึ่งเขียนคาถาโอม มณี ปัทเม หุมและมีตัวหมุนโคมโดยใช้น้ำ

ตัวโคมที่มีอักษรว่า โอมมณีปัทเมหุม

หินบูชาบริเวณรอบมณฑปจะมีการสลักมนต์คาถา โอมมณีปัทเมหุมไว้ทุกก้อน
ฉะนั้นจากการที่ได้ไปเห็นไปสัมผัส แม้ว่าจะมีเวลาเพียงเล็กน้อยแค่ ๑๐ วันก็ตาม ข้าพเจ้ารู้สึกว่าความสุขประเทศของคนภูฏานนั้นสถิตอยู่ในมิติทางจิตวิญญาณนี้เอง ข้าพเจ้าได้พบเห็นว่าคนภูฏานไม่มีจิตใจที่คดโกง หลอกลวง เมื่อเวลาติดต่อซื้อขายสิ่งของและการบริการ รวมทั้งไม่มีขโมยขโจรให้แลเห็น ผิดกับคนในสังคมปากว่าเป็นคนพุทธของคนไทยในสมัยโลกาภิวัตน์ทุกวันนี้
จึงใคร่สรุปเปรียบเทียบการพัฒนาสังคมของไทยกับภูฏานอย่างสั้นๆ ในที่นี้ว่า
ความสุขของคนไทยอยู่ที่เงิน ที่แสดงออกจากวัตถุนิยมและบริโภคนิยม เป็นความทันสมัยทันโลกที่กำลังเดินทางสู่ความทุกข์ ความวิบัตินานาประการ ในขณะที่คนภูฏานให้ความสำคัญกับการพัฒนาวัฒนธรรมจากพื้นฐานสังคมชาวนานั้นเป็นสังคมที่มีความสุข แต่เป็นความสุขในมิติทางจิตวิญญาณของสังคมชาวนาที่ไม่เลอเลิศแต่ฉิบหายเท่ากับสังคมอุตสาหกรรมแบบทันโลกของคนไทย
เปิดประเด็น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๗๒ (พ.ค.-มิ.ย.๒๕๕๑)