หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บรรยายสาธารณะเรื่อง อารยธรรมซายฟอง / Say Fong Civilization มรดกประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม
บทความโดย สรุปโดย ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ
เรียบเรียงเมื่อ 4 มี.ค. 2559, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 3080 ครั้ง

             

 

              วันพุธที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ มีการบรรยายสาธารณะของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เรื่อง "SAY FONG CIVILIZATION" มรดกประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์  

 

              มีความเข้าใจมาโดยตลอดว่า “เมืองซายฟอง” นั้นเป็นเมืองเก่าสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งมีอโรคยศาลและกล่าวกันว่า “เป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์ชัยวรมันที่ ๗ แห่งอาณาจักขอมซึ่งอยู่เหนือสุดในดินแดนภาคพื้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จนแม้การแบ่งช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ของชาติลาวก็ยังเรียกช่วงนี้ว่า “อารยธรรมซายฟอง” แต่หากจะมีการนำเสนอสมมติฐานจากการตรวจสอบหลักฐานทางโบราณคดีและตรวจสอบข้อมูลใหม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาของการค้นพบหลักฐานต่างๆ จากยุคอารยธรรมซายฟองที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสบันทึกไว้ และพบว่า “การสร้างอารยธรรมซายฟอง” เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประวัติศาสตร์แบบยุคอาณานิคม ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด

 

               การบรรยายครั้งนี้มีการเสนอหลักฐานจากการสำรวจประกอบ เพื่อเสนอว่า “ซายฟอง” เป็นส่วนหนึ่งของบ้านเมืองสองฝั่งโขงในยุคที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรและทวารวดี และเป็นส่วนหนึ่งของรัฐศรีโคตรบูรที่สัมพันธ์กับบ้านเมืองในเขตที่ราบลุ่มน้ำงึมในเขตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ของผู้คนในพื้นที่ที่ไม่อาจมองอย่างแยกส่วนได้ตามแบบประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมที่สร้างกับดักทางความคิดให้ผู้คนในปัจจุบัน

 

               ประเด็นที่สำคัญคือการศึกษาประวัติศาสตร์ในระหว่างประเทศแบบรัฐสมัยใหม่ที่ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมเคยวางรากฐานไว้ในแถบประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นตัวก่อปัญหาที่สร้างความซับซ้อนและหนักขึ้นเรื่อยๆ อย่างในกรณีของปราสาทพระวิหารที่ประเทศกัมพูชานำไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว เป็นการใช้วิธีคิดโดยจินตนาการแบบการจำลองความเป็นเจ้าเหนือดินแดนต่างๆ ในรัฐอารักขาสวมเข้าไปในวิธีการเขียนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบยุคอาณานิคม สิ่งนี้สร้างความขัดแย้งให้ประเทศในดินแดนสุวรรณภูมิที่จ้องจะตีกันเองอย่างกรณีของไทยกับกัมพูชา ทั้งๆ ที่ดินแดนเหล่านี้ไม่เคยไม่รูปแบบของรัฐอาณาจักร [Empire state] แต่เป็นเรื่องการเกิดมณฑลแห่งอำนาจและรัฐแบบหลวมๆ (Mandara, in term of historical, social and political sense.)

 


จารึกอโรคยศาลหรือจารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗

 

                อย่างจารึกที่ Georges Maspero อ้างว่าพบนี้ คือ “จารึกอโรคยศาลหรือจารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗” ระบุศักราชราว พ.ศ.๑๗๒๙ รูปแบบหลักหินจารึกสลักลงทั้งสี่ด้าน ภาษาสันสกฤต อักษรขอมโบราณ และข้อความเรื่องการสร้างโรงพยาบาลหรืออโรคยาศาลคล้ายคลึงกับจารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งพบเมืองพิมาย, ด่านประคำ จังหวัดบุรีรัมย์, ปราสาทตาเมียนโตจ, ที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ และกู่บ้านหนองบัว จังหวัดชัยภูมิ และพบเพิ่งพบอีก ๒ หลักที่จังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่หอพระแก้ว ในกรุงเวียงจันทร์ ส่วนรูปปั้นที่หมายถึงรูปสลักจากหินทรายแบบลอยตัวที่เชื่อว่าเป็นพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วิหารคดรอบพระธาตุหลวง เวียงจันทร์
 

                หลุยส์ ฟีโนต์ (Louis Finot) ผู้อำนวยการคนแรกของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ เขียนบันทึกที่ให้ข้อสังเกตว่า จารึกหลักนี้เป็นพยานสำคัญที่ทำให้เห็นการมีอยู่ของ “กัมพูชา” ที่อยู่ไกลเกินกว่าฐานข้อมูลของเอโมนิเยร์ (Etienne Francois Aymonier) ผู้เดินทางสำรวจโบราณสถานแบบเขมรในกัมพูชา ไทย ลาวและตอนใต้ของเวียดนามอย่างเป็นระบบคนแรกและเป็นผู้เชี่ยวชาญการอ่านจารึกโบราณด้วย
 

                การค้นพบของ Mespero ดังกล่าวและการนำเสนอบทความของ Finot ก็เพียงพอที่จะถูกสืบต่อมาเรื่อยๆว่าอำนาจทางการเมืองของเขมรสามารถควบคุมลุ่มน้ำโขงทั้งหมดได้ และอำนาจจากอาณาจักรอันเข้มแข็งและยิ่งใหญ่แผ่ขึ้นมาสุดที่เมืองซายฟอง
 

                การนำเสนอแบบนี้คือปัญหาทางวิชาการ เนื่องจากสร้างความชอบธรรมแก่ฝรั่งเศสที่ยึดครองลาวได้แล้ว และกัมพูชาที่พนมเปญและกำลังพยายามขอเสียมเรียบและจังหวัดอื่นๆที่สยามครอบครองอยู่ ความเคลือบแคลงนี้มีการวิเคราะห์ต่อมาอย่างมากมายถึงบทบาทดังกล่าว เพราะโดยตัวนักสำรวจนั้นเป็นนักวิชาการชาวฝรั่งเศสอยู่ในฐานะของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายอาณานิคม

 


การค้นพบของ Mespero ดังกล่าวและการนำเสนอบทความของ Finot

 

                เมื่อประกอบหลังฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุทั้งอโรคยศาล ธรรมศาลา จารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พระพุทธรูปนาคปรก พระไภสัชยคุรุ ฯลฯ ก็กลายเป็นแม่บทให้กับนักศึกษารุ่นหลังเพื่ออ้างความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์พระองค์นี้ตามๆกันมา โดยเน้นสร้างความยิ่งใหญ่ให้เหนือจริงเพื่อเหตุผลทางการเมืองทั้งในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ด้วยจินตนาการของประเทศแม่ที่ต้องกอบกู้ บอกเล่าเมืองนครที่สูญสลายไป เป็นตัวแทนถึงประเทศฝรั่งเศสอันยิ่งใหญ่สืบทอดสู่หลังยุคอาณานิคมโดยเฉพาะจากกัมพูชาด้วยเหตุผลในการสร้างชาตินิยมเพื่อความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่
 

                การกล่าวถึงอำนาจทางการเมืองโดยนัยยะของ “กัมพูชา” ที่ประกาศตามนักวิชาการชาวฝรั่งเศส อาณาจักรขอมมีอำนาจกว้างไกลไปจรดบ้านเมืองต่างๆ ที่ปรากฏชื่อในจารึกปราสาทพระขรรค์นั้น เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนการเป็นเจ้าอาณานิคมในยุคนั้นที่มี “อำนาจทางการเมือง” เหนือบ้านเมืองอื่นๆ เช่น จามปาในเวียดนาม ภาคกลางของประเทศไทย ไปจนถึงเวียงจันทร์ที่ซายฟอง โดยใช้หลักฐานศิลปกรรมแบบขอมที่ปรากฏในศาสนสถานและวัตถุ เป็นการมองที่หยุดนิ่งและผิดไป เพราะรูปแบบอำนาจแบบมันดาลามีการศึกษาชัดเจนและยอมรับโดยแทนที่วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมแล้วในเวลาถัดมา (ศึกษาความสัมพันธ์ของบ้านเมืองระยะเริ่มแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากงานของ Wolter, O.W.History, Culture and Region in Southeast Asia Perspectives. Institute of Southeast Asia Studies, Revised Edition, 1999.)
 

                การอ้างถึง “มรดกการศึกษาทางประวัติศาสตร์จากยุคอาณานิคม” คือ การพบเห็นโดยทั่วไปในรายรูปแบบการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศอินโดจีนของฝรั่งเศสในอดีต และถูกนำไปใช้จนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง และแม้กระทั่งการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทยตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน และไม่เคยตกเป็นรัฐอาณานิคมแต่อย่างใด ก็ยังเป็นการรับเอาความคิดอิทธิพลการศึกษาแบบอาณานิคมมาใช้จนฝังรากลึกจนยากจะแก้ไข

 

                สิ่งที่ปรากฏเห็นเด่นชัดในการรับเอาแนวคิดการเขียนประวัติศาสตร์ (Historiography) แบบยุคอาณานิคมมาใช้ในปัจจุบัน คือ เอกสารทางการจากสาธารณรัฐประชาชนลาวเรื่อง “ความเป็นมาของนครหลวงเวียงจันทน์” โดยนักวิชาการลาวเสนอว่า คนในเวียงจันทน์ในสมัยแคว้นศรีโคตรบองเป็นเมืองส่วยของจามและเขมร หากเขมรมีความขัดแย้งภายในหรือมีสงครามกับพวกจาม แคว้นศรีโคตรบองก็จะแข็งข้อต่อเขมร จนถึงยุคซายฟองจึงขึ้นตรงต่อเขมรในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เมื่ออำนาจเขมรลดลงเวียงจันทน์์จึงเป็นอิสระจนถึงศตวรรษที่ ๑๓ แต่นักวิชาการเช่น สุเนตร โพธิสาร เสนอว่า รูปแบบศิลปะแบบซายฟองนี้เป็นสิ่งที่พัฒนาการขึ้นในบริเวณนี้มากกว่ารับอิทธิพลจากเขมร พัฒนาการของท้องถิ่นในช่วงรัฐเริ่มแรกเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับวัฒนธรรมแบบเขมร และได้รับอิทธิพลทั้งแบบทวารวดีและเขมรซึ่งสะท้อนให้เห็นอิทธิพลของการศึกษาประวัติศาสตร์แบบวิวัฒนาการ โดยมีอาณาจักรใหญ่แห่งหนึ่งเป็นเจ้า และการเป็นบ้านเมืองในรัฐอารักขา ดังที่ดินแดนแถบแม่น้ำโขงคือส่วนที่อำนาจทางการเมืองจากเขมรมีอยู่เหนือสุด และเป็นการเขียนประวัติศาสตร์ในธรรมเนียมเดิมที่กล่าวได้ว่ารับอิทธิพลจากการเขียนประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมอย่างชัดเจน

 

                เมื่อสงครามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มสงบลง สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ, Ecole francaise d’Extreme-Orient  [EFEO] สถาบันนี้เปิดสำนักงานในภูมิภาคอินโดจีนแต่เดิมตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. ๑๙๘๙ และเปิดสำนักงานที่ลาวเมื่อ ค.ศ. ๑๙๙๓ Michel Lorrillard นักวิจัยสำนักงาน EFFO ได้กล่าวถึงการแบ่งยุคสมัยในประวัติศาสตร์ลาวที่เรียกยุคสมัยนี้ว่า “อารยธรรมซายฟอง” “ยุคซายฟอง” หรือ “ศิลปะแบบซายฟอง” และเขาเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรเชื่อถือแต่อย่างใด โดยเขียนบทความมาตั้งแต่ ค.ศ. ๒๐๐๑ เพราะไม่พบร่องรอยโบราณสถานแบบเขมรในเขตบริเวณซายฟอง แต่ Lorrillard เสนอว่า ทั้งจารึกและรูปสลักลอยตัวพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ น่าจะนำมาจากอโรคยาศาลที่ใกล้เวียงจันทน์ที่สุด คือที่ “กู่บ้านพันนา” ในอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครในปัจจุบัน ดังที่เอโมนิเยร์สำรวจในช่วงต้นศตวรรษที่ผ่านมา และฟิโนต์ก็ยังบันทึกในบทความร่วมสมัย กรมศิลปากรขุดค้นที่กู่บ้านพันนาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ พบโบราณวัตถุที่สำคัญ เช่น เศียรพระวัชรธร  ชิ้นส่วนพระโพธิสัตว์วัชรปานีทรงครุฑ พระยมทรงกระบือ พระกรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และไม่พบร่องรอยวัตถุพวกจารึกหรือรูปสลักอื่นๆ แต่อย่างใด เป็นไปได้มากที่วัตถุอื่นๆ ที่มีพร้อมกับอโรคยศาลถูกเคลื่อนที่นำไปไว้ในสถานที่อื่นๆ นักวิชาการที่เข้ามาศึกษาเรื่องการจัดการมรดกวัฒนธรรมเมืองเวียงจันทน์์ก็พยายามค้นหาข้อมูลที่เสนอโดย Maspero โดย Anna Karlstrom รายงานว่าที่ซายฟองสำรวจพบซากวัดร้างราว ๓๐ แห่ง แต่ชาวบ้านในท้องถิ่นเล่าว่าบริเวณนี้มีวัดอยู่ถึง ๓๐๐ แห่ง ที่ฝั่งเวียงคุกแม้เรียกว่า “เมืองใหญ่ซายฟอง” แต่มีวัดราวๆ ๘๐ แห่งที่เหลืออยู่ที่ฝั่งนี้ และไม่มีคำบอกเล่าใดเลยเกี่ยวกับเขมรแต่เรื่องราวนั้นสัมพันธ์กับท้องถิ่นในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เท่านั้น

 


แผนที่แสดงตำแหน่งบ้านเมืองสำคัญทั้งในตำนานและพบแหล่งโบราณสถาน
โบราณวัตถุสำคัญในเขตราบลุ่มน้ำงึมจนจรดแม่น้ำโขง

 

               ผลการสำรวจทางโบราณคดีในแถบภูพาน พระบาทบัวบาน-บัวบก ที่กรมศิลปากรเรียกว่าภูพระบาท เมืองพานที่บ้านหนองกาลืม และต่อเนื่องไปจนถึงท่าบ่อ พานพร้าว เวียงคุก เวียงจันทร์ จนถึงที่ราบลุ่มน้ำงืม บริเวณนี้เรียกว่า เวียงคำเมืองไผ่หนาม จนเห็นพ้องกับนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องเมืองเวียงจันทร์และลาวทั้งสอง จนเดินทางไปสำรวจที่แถบซายฟอง ซึ่งอยู่ในระหว่างพื้นที่คดโค้งของแม่น้ำโขง พื้นที่ทั่วไปมีสภาพของหนองบึงและที่ลุ่มอันเกิดจากการตกตะกอนของแนวชายหาดโค้ง บริเวณนี้เป็นหมู่บ้านชนบทของเมืองเวียงจันทร์ เนื่องจากเมื่อข้ามสะพานไทย-ลาว จากนครพนมก็วิ่งตัดตรงสู่เวียงจันทร์โดยผ่านหมู่บ้านริมชายฝั่งเหล่านี้ไป และไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องจากการอยู่อาศัยในช่วงร่วมสมัยกับการสร้างอโรคยศาลแต่อย่างใด คงมีแต่วัดร้างและร่องรอยของชุมชนในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ ลงมา
 

              การเป็นเมืองคู่นี้น่าจะเป็นธรรมเนียมปกติของบ้านเมืองในแถบนี้ จารึกสุโขทัยเรียกชื่อว่า “เวียงจัน-เวียงคำ” ซึ่งมีหลายท่านสันนิษฐานว่าเวียงคำน่าจะเป็นเมืองไผ่หนามในตำนานและอยู่ที่ต้นที่ราบลุ่มแม่น้ำงึม ช่วงก่อนจะเข้าเขตเทือกเขาสูงซึ่งเป็นเส้นทางเดินทางสู่หลวงพระบาง และมีตำนานเรื่องพระบางและพระเจ้าฟ้างุ้มก่อนจะรวบรวมบ้านเมืองเป็นอาณาจักรล้านช้างในเวลาต่อมา คนในท้องถิ่นแถบเวียงจันทร์รับรู้เรื่องราวในตำนานเวียงคำเป็นอย่างดี
 

              เมื่อผู้บรรยายเข้าไปสำรวจบริเวณเวียงคุก จึงพบว่ามีหลักบานร่องรอยของบ้านเมืองที่เก่ากว่ายุครุ่งเรืองในการเป็นศูนย์กลางการค้าขายในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒  วารสารเมืองโบราณไปสำรวจและถ่ายภาพ ในปี พ.ศ.๒๕๑๘-๒๕๑๙ พบเทวรูป พระพุทธรูป ที่วัดยอดแก้ว วัดเทพพลประดิษฐานราม และเสนอว่าน่าจะอยู่ในช่วงลพบุรีตอนปลายกับล้านช้าง การสำรวจเพิ่มเติม ยังพบหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องกับแบบศิลปะลพบุรีที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเขมรในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นต้นมา บริเวณวัดเทพพลฯ มีร่องรอยฐานศาสนสถานแบบเขมรอยู่แน่นอน เช่น ก้อนศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยม สระน้ำขนาดเล็ก กลีบขนุน ที่ทำจากหินทรายและนำไปใช้เป็นใบเสมาในปัจจุบัน ยังมีการพบพระพุทธรูปขนาดเล็กและการแกะสลักที่ทำให้เห็นว่าเป็นฝีมือช่างแบบท้องถิ่น เช่นเดียวกับรูปสลักหินลอยตัวรูปพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗

 

เมืองเวียงคุก-ซายฟอง เมืองคู่สองฝั่งโขง

 


พระพุทธรูปปางนาคปรกจากวัดยอดแก้ว เวียงคุก

 

               ทางฝั่งเวียงคุก พบหลักฐานที่เราเรียกว่าศิลปะแบบลพบุรีมากมายหลายชิ้น รวมทั้งโบราณสถานที่น่าจะเป็นรูปแบบเรื่องในวัฒนธรรมเขมรแม้จะไม่ชัดเจนนักแตกต่างจากฝั่งซายฟองที่แทบไม่พบร่องรอยอื่นใดแม้จากการสำรวจขุดค้นหลุ่มทดสอบก็ตามหากเราใช้วิธีหาข้อสรุปเพื่อกล่าวว่า ที่จริงแล้วศาสนสถานเนื่องในวัฒนธรรมเขมรน่าจะอยู่เวียงคุก ฝั่งประเทศไทย ก็เป็นการเดินตามรอยยื้อแย่งความสำคัญหรือสร้างความเชื่อเรื่องท้องถิ่นนิยมตามแบบประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมที่สร้างกับดักทางความคิดเช่นนี้เสมอ การนำข้อมูลมาพิจารณาทั้งหมดใหม่ ก็จะเห็นภาพพลวัตรบ้านเมืองที่ห่างไกลศูนย์กลางอำนาจที่เมืองพระนคร แต่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากเขมรและแบบทวารวดี จนกลายเป็นลักษณะเฉพาะท้องถิ่น โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นรัฐอารักขาของเขมร เหมือนกับที่ประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมมักวิเคราะห์ไปในทางนั้น

 

               โดยกรณีของเมืองซายฟองนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเขตอิทธิพลเหนือสุดของอำนาจทางการเมืองของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ดังที่เกิด “ความเชื่อ” ที่หวลกลับมาอีกครั้งในสำนึกทางประวัติศาสตร์ของชาวกัมพูชา  หากกล่าวถึงเมืองซายฟองโดดเดี่ยวโดยไม่พิจารณาเอาเมืองคู่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและยังคงหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากมากล่าวด้วยเป็นวิธีการเลือกปฏิบัติในประวัติศาสตร์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ ที่ใช้เส้นพรมแดนเป็นตัวแบ่งเขต ทั้งๆที่ธรรมชาติของเมืองทั้งสองฝั่งโขงนั้นไร้พรมแดนมาตลอด แม้จนทุกวันนี้ผู้คนทั้งสองฝั่งยังคงเป็นเครือญาติ ไปมาหาสู่กันบางกลุ่ม


 

                บ้านเมืองที่มีความเคลื่อนไหวเหล่านี้ สัมพันธ์กันกับ “แคว้นศรีโครตบูร”  ซึ่งเป็นเมืองสองฝั่งโขงก่อนสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มและล้านช้าง โดยศูนย์กลางอยู่ที่แถบหนองหารสกลนคร อันเป็นเมืองใหญ่เนื่องในวัฒนธรรมเขมร ต่อเนื่องสัมพันธ์กับจามปาที่ริมทะเลในแถบเวียดนามตอนกกลางด้วย สิ่งเหล่านี้ปรากฎร่องรอยในตำนานอุรังคธาตุและโบราณสถานและวัตถุหลายแห่งในเขตอีสานตอนเหนือและสองฝั่งโขง

 

                ข้อสันนิษฐานจากการบรรยายครั้งนี้ เป็นการวิเคราะห์ใหม่จากหลักฐานที่มีอยู่ทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุ และพยายามชี้ให้เห็นถึงความคลุมเครือและที่มาของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในสมัยอาณานิคม รวมทั้งการกำหนดให้จินตนาการมีอิทธิพลเหนือข้อเท็จจริง เพราะการให้ความสำคัญที่เกินเลยการมีอยู่ของอโรคยศาล ธรรมศาลา จารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พระพุทธรูปนาคปรก พระไภสัชยคุรุ ฯลฯ กลายเป็นแม่บทให้กับนักศึกษารุ่นหลังเพื่ออ้างความรุ่งโรจน์เป็นเจ้าอาณาจักรอันไพศาลของกษัตริย์ชัยวรมันที่ ๗ ในทุกวันนี้ อันเนื่องมาจากการสร้างความยิ่งใหญ่ให้เหนือจริงเพื่อเหตุผลทางการเมืองทั้งในยุคอาณานิคมโดยฝรั่งเศส อันมีสาเหตุมาจากจินตนาการของประเทศแม่อาณานิคมที่ต้องกอบกู้ดินแดนในอารักขา บอกเล่าอาณาจักรเมืองพระนครที่สูญสลายไปซึ่งเป็นตัวแทนถึงประเทศฝรั่งเศสที่ยิ่งใหญ่และสืบทอดสู่หลังยุคอาณานิคมโดยเฉพาะจากกัมพูชาด้วยเหตุผลในการสร้างชาตินิยมเพื่อความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ของกัมพูชาเอง
 

                สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือ “มรดกการศึกษาทางประวัติศาสตร์จากยุคอาณานิคม” ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในรูปแบบการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศอินโดจีนของฝรั่งเศสในอดีต และถูกนำไปใช้จนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง และแม้กระทั่งการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทยตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่เคยตกเป็นรัฐในอาณานิคมแต่อย่างใดก็ยังรับนำเอาอิทธิพลของการศึกษาแบบอาณานิคมมาใช้จนฝังรากลึกและยากจะแก้ไข

 

อัพเดทล่าสุด 4 มี.ค. 2559, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.