หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปบรรยายสาธารณะ "สถาปัตยกรรมมลายูในท้องถิ่นสามจังหวัดชายแดนใต้"
บทความโดย Najib Bin Ahmad
เรียบเรียงเมื่อ 4 ก.พ. 2559, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 4536 ครั้ง

 

VDO บรรยายสาธารณะเรื่อง "สถาปัตยกรรมมลายูในท้องถิ่นสามจังหวัดภาคใต้"

 

 

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๖ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดการบรรยายสาธารณะเรื่อง “สถาปัตยกรรมมลายูในท้องถิ่นสามจังหวัดภาคใต้” โดย คุณณายิบ อาแวบือซา สถาปนิกและผู้สนใจศึกษาเรื่องราวทางนิเวศวัฒนธรรมในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งพื้นเพของ “คุณณายิบ อาแวบือซา” อยู่ที่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส แต่ได้รับการศึกษาในระบบที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่ชั้นมัธยมชั้นอาชีวศึกษาที่อุเทนถวาย ใช้ชีวิตทำงานในบริษัทต่างชาติอยู่หลายปี ภายหลังเมื่อกลับบ้านเกิดก็ศึกษาต่อเนื่องที่จังหวัดยะลาพร้อมๆ ไปกับทำงานธุรกิจส่วนตัว เมื่อบรรยายแล้ว คุณณายิบ อาแวบือซา ยังให้ความกรุณาต่อมูลนิธิฯ ในการสรุปการบรรยายของตนเองเป็นบทความขนาดสั้นๆดังต่อไปนี้


              งานสถาปัตยกรรมมลายูในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญหรือกล่าวถึงมากนัก แต่ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักอยู่บ้างก็คงจะเป็น “มัสยิดตะโละมาเนาะและมัสยิดกรือเซะ” แต่งานสถาปัตยกรรมมลายูที่เป็นวัง บ้านเก่า หรือว่างานที่เป็นงานท้องถิ่นจริงๆ ก็มักจะไม่เป็นที่รับรู้และนับวันจะมีสภาพที่ผุพังไป ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ ทำให้คนสนใจเรื่องในสามจังหวัดภาคใต้ในมุมมองของความรุนแรงจากเหตุการณ์ไม่สงบมากกว่าที่จะมองเห็นงานด้านอื่น สังคมโดยทั่วไปอาจจะเห็นงานสถาปัตยกรรมในพื้นที่อยู่บ้างในกรณีของมัสยิดกรือเซะและมัสยิดตะโละมาเนาะ แต่ก็เป็นการนำสถาปัตยกรรมในท้องถิ่นมาเป็นเครื่องมือที่มีนัยทางการเมือง การปกครอง และการท่องเที่ยวเท่านั้น ดังที่ปรากฏในเรื่องราวของตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวและการชูประเด็นมัสยิดเก่าแก่ ๓๐๐ ปีที่ตะโละมาเนาะ โดยใช้การเผยแพร่ข้อมูลทางสถาปัตยกรรมของมัสยิดตะโละมาเนาะว่าเป็นงานที่ได้รับอิทธิพลของสถาปัตยกรรมไทยภาคกลางซึ่งในความเป็นจริงแล้ว งานทางสถาปัตยกรรมและงานศิลปกรรมไม่ว่าที่ใดก็ตาม มักจะมีลักษณะร่วม มีการหยิบยืมต่อยอดมาทั้งสิ้น การที่จะมองงานสถาปัตยกรรมและงานศิลปะในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ซึ่งเคยเป็นดินแดนรัฐปาตานีมาก่อนว่าเหมือนหรือคล้ายกับงานสถาปัตยกรรมไทยภาคกลาง ว่าเป็นเพราะการที่เคยตกเป็นเมืองประเทศราชหรืออยู่ในเขตการปกครองสยามนั้น ออกจะเป็นเรื่องที่มองอย่างฉาบฉวยเกินไป หรือเป็นการมองในแบบที่มีนัยทางการเมืองการปกครองซ่อนเร้นอยู่ซึ่งเป็นการมองงานสถาปัตยกรรมที่มองข้ามลักษณะร่วมของงานสถาปัตยกรรมในอุษาคเนย์ เพราะสภาพอากาศหรือสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เหมือนกัน ย่อมเป็นตัวกำหนดลักษณะร่วมในงานสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน และการที่รัฐปาตานีอยู่ในเส้นทางเดินเรือเป็นเมืองท่าค้าขายที่รุ่งเรืองมาอย่างยาวนาน ทำให้มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเดินทางมายังเมืองท่าปาตานี จนก่อให้เกิดการผสมผสานทางศิลปะวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี ศาสนา และสถาปัตยกรรม หรือแม้กระทั่งการผสมผสานทางชาติพันธ์ุ ทำให้ในสังคมของชาวมลายูมีลักษณะการเปิดรับสิ่งต่างๆ จากภายนอกได้โดยง่าย

 

 

 


 

 

              ในงานสถาปัตยกรรมมลายูในท้องถิ่นสามจังหวัดภาคใต้ซึ่งเป็นเขตรัฐปาตานีในอดีตนั้นก็เช่นเดียวกัน มีลักษณะการผสมผสานทางศิลปะที่หยิบยืมต่อยอดจากที่อื่นอย่างมากมาย แต่ก็ยังแบ่งแยกย่อยความแตกต่างตามเขตลักษณะพื้นที่ทางภูมิ-วัฒนธรรมได้ ๒ เขต คือ5 เขตดินแดนชายฝั่งทะเล และเขตดินแดนตอนในหรือเขตภูเขาสถาปัตยกรรมในเขตดินแดนชายฝั่งทะเลคือ พื้นที่เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะหริ่ง เมืองสายบุรี แต่เดิมเป็นเขตที่อยู่ในเส้นทางการเดินเรือ มีความเจริญมากกว่าเขตแผ่นดินตอนในผู้คนเขตนี้มีการติดต่อไปมาหาสู่กับเมืองใกล้เคียงคือ อยุธยานครศรีธรรมราช สงขลา กลันตัน ตรังกานู ยะโฮร์ มะละกา และอาเจะห์ มีการติดต่อกับชาวต่างชาติอย่างกว้างขวางและยาวนาน เช่นฮอลันดา โปรตุเกส ชวา และจีน โดยเฉพาะในช่วงหลังที่แหลมมลายูตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ท้องถิ่นในดินแดนชายฝั่งทะเลของปาตานีนี้จะได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากชวาและจีนค่อนข้างมาก งานสถาปัตยกรรมในเขตนี้มักมีการประดับประดาด้วยลวดลายที่สวยงาม ใช้วัสดุผสมที่ผลิตในท้องถิ่นและนำเข้ามาจากต่างถิ่น ส่วนใหญ่มักเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะฝีมือทางช่างสูง และงานสถาปัตยกรรมเด่นๆ หลายแห่งในเขตนี้ นอกเหนือจากการใช้ช่างท้องถิ่น ยังมีการว่าจ้างจากต่างแดนมาด้วย เช่น ช่างจากตรังกานูและช่างชาวจีน

             สถาปัตยกรรมในเขตดินแดนตอนในหรือเขตภูเขาคือพื้นที่เมืองรามันและเมืองระแงะ เป็นเขตเทือกเขาและป่าทึบ มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า และสินแร่ต่างๆ ผู้คนเขตนี้มีการติดต่อกับเมืองปะลิส เมืองเคดาห์ เมืองเปรัค และเมืองปีนัง ในยุคสมัยก่อนเมืองปาตานีหรือที่เชื่อกันว่าเป็นเมืองลังกาสุกะ มีการเชื่อมโยงกับตำนานมหาวังษาของเมืองเคดาห์ และได้รับอิทธิพลจากอินเดียใต้มากกว่าที่จะรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากจีน งานสถาปัตยกรรมในแถบแผ่นดินตอนในหรือแถบเทือกเขานี้มักสร้างด้วยวัสดุที่มีอยู่ในละแวกนั้น สร้างอย่างแข็งแรงแต่เรียบง่ายไม่เน้นการแกะหรือฉลุลายที่ซับซ้อน และใช้ช่างในท้องถิ่นเป็นหลักจะมีช่างจากต่างถิ่นอยู่บ้างก็เป็นเพียงช่างจากเคดาห์และเปรัคเท่านั้นลักษณะร่วมทางสถาปัตยกรรมในอุษาคเนย์ โดยเฉพาะในสถาปัตยกรรมประเภทเรือนก็คือ การใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก ใช้หลังคาทรงจั่ว ใช้ผนังลูกฟัก และยกใต้ถุนสูงใต้ถุนของเรือนมลายูในสามจังหวัดภาคใต้มีลักษณะที่แตกต่างจากเรือนในภาคกลางอยู่ค่อนข้างจะเห็นเด่นชัดก็คือ การวางเสาเรือนบนฐานเสา ซึ่งจะแตกต่างจากเรือนในภาคกลางที่จะวางเสาบนงัวหรือแระ ที่หมายถึงการใช้ไม้เรียงเป็นแพในหลุมดินเพื่อรองรับน้ำหนักของเสาเรือน

                การวางเสาเรือนบนฐานเสาของเรือนมลายูทำให้เกิดประเพณีขึ้นมาอย่างหนึ่งคือ “ประเพณีการย้ายเรือน” ซึ่งเป็นประเพณีการลงแขกในการเคลื่อนย้ายเรือนของคนในชุมชนที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในสามจังหวัดภาคใต้ในอดีต ปัจจุบันประเพณีการย้ายเรือนแทบจะสูญหายไปจากสังคมมลายูในสามจังหวัดภาคใต้แล้ว ส่วนการยกใต้ถุนสูงเพื่อหนีน้ำท่วมเหมือนเรือนในแถบลุ่มน้ำในภาคกลางตามที่เข้าใจกันมานั้น ก็นับเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะใช้มาอ้างได้มากนักกับเรือนในสามจังหวัดภาคใต้ เพราะเรือนในแถบแผ่นดินตอนในซึ่งเป็นเขตเชิงเขา อยู่ในที่สูง และน้ำไม่เคยท่วมเลย กลับพบว่ามีการยกใต้ถุนเรือนที่สูงกว่าเรือนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่น้ำท่วมถึงทุกปี รวมทั้งยังพบว่าเรือนในแถบเชิงเขา ยกพื้นสูงกว่าเรือนในเขตชายฝั่งทะเลอีกด้วย เชื่อกันว่าปัจจัยที่ทำให้เรือนมลายูในแถบเขตภายในยกใต้ถุนสูงกว่าเรือนแถบริมแม่น้ำและแถบชายฝั่งทะเลก็คือการป้องกันภัยจากสัตว์ร้ายแต่ก็ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่พบเจอจากการสอบถามช่างและคนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่ว่าเป็นเพราะสมัยก่อนพื้นที่ของแผ่นดินตอนในเขตเทือกเขาซึ่งเป็นเขตที่ห่างไกลจากความเจริญ มีโจรผู้ร้ายอยู่มากทำให้ต้องยกเรือนให้สูงมากๆ เพื่อป้องกันภัยจากการลักขโมย การปล้น และการลอบทำร้าย อีกประการหนึ่งก็คือ การที่ตั้งอยู่ในเขตที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เพราะมีไม้จำนวนมากนี่เองทำให้การยกพื้นเรือนสูงไม่ได้เป็นปัญหาในการสร้างเรือนแต่อย่างใดและลักษณะร่วมของเรือนในอุษาคเนย์อีกอย่างหนึ่งก็คือ การใช้หลังคาจั่ว ถึงแม้รูปแบบหลังคาของเรือนมลายูจะมีอยู่หลายรูปแบบ อาทิ “หลังคาลีมา” หรือหลังคาปั้นหยา “หลังคาบลานอ”หรือหลังคามะนิลา และหลังคาแบบดั้งเดิมซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า“หลังคาแบบนูซันตารา” แต่ก็มีเรือนมลายูไม่น้อยที่ใช้หลังคาทรงจั่วหรือหลังคาที่เรียกกันในภาษามลายูว่ “หลังคาแมและห์”

               หลังคาทรงจั่วเป็นลักษณะร่วมของเรือนในอุษาคเนย์ก็เพราะว่า เราสามารถพบเจอเรือนที่ใช้หลังคาทรงจั่วได้ทั่วไปในอุษาคเนย์ตั้งแต่เวียดนามไปจนถึงเกาะสุลาเวสีในอินโดนีเซียเลยทีเดียว ในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีความแตกต่างในเรื่องของรายละเอียด เช่นหลังคาจั่วของเรือนมลายูจะลดระดับลง และมักจะเป็นหลังคาแฝดโดยใช้รางน้ำฝนเชื่อมต่อกัน ไม่สูงเหมือนหลังคาจั่วในแบบเรือนไทยภาคกลาง ซึ่งอาจจะมาจากการที่พื้นที่แถบปาตานีอยู่ในเขตลมมรสุมและอยู่ริมฝั่งทะเล มีฝนตกชุก และลมแรง จำเป็นที่จะต้องสร้างหลังคาจั่วที่ชันกว่าเพื่อระบายน้ำฝน แต่ก็ต้องไม่สูงเท่าเรือนไทยภาคกลาง เพราะมีปัญหาเรื่องลมแรง จำเป็นจะต้องสร้างหลังคาแฝดเพื่อลดความสูงของหลังคาลงโดยที่ยังคงความลาดชันเอาไว้

 

 

               นอกเหนือจากปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์แล้ว ศาสนาและความเชื่อ ก็เป็นอีกหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดรูปแบบและลักษณะของงานสถาปัตยกรรมมลายู ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของลวดลายที่ใช้ประดับในงานสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะอิทธิพลทางความเชื่อของศาสนาอิสลามในการห้ามใช้รูปคนหรือสัตว์ในงานศิลปะ ทำให้รูปแบบของลวดลายที่ใช้ในสถาปัตยกรรมมลายูมักจะเป็นลายพฤกษชาติ ลายเรขาคณิต ลายที่เลียนแบบจักรวาล และลายอักษรประดิษฐ์เป็นส่วนใหญ่ถึงแม้ว่า “มัสยิดกรือเซะและมัสยิดตะโละมาเนาะ” จะเป็นงานสถาปัตยกรรมประเภทศาสนสถานเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย แต่ในงานสถาปัตยกรรมที่เป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธในท้องถิ่นสามจังหวัดภาคใต้ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันเช่น วัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส มีรูปแบบเฉพาะของท้องถิ่นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากที่อื่น กุฏิและอาคารไม้ต่างภายในวัดก็เป็นเรือนในสถาปัตยกรรมมลายูทั้งสิ้น และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ วัดเทพนิมิตร ตำบลบ้านกลาง อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเดิมเป็นวัดร้าง จนกระทั่ง “ท่านดิน” พระสงฆ์ที่เป็นคนท้องถิ่นบ้านกลางเข้าไปจำพรรษาและพัฒนาสภาพวัดจนสามารถฟื้นฟูสภาพวัดได้ ท่านดินจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้เพียงท่านเดียว ล้อมรอบไปด้วยชาวบ้านที่เป็นคนมลายูมุสลิมมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๔๗ มาจนถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าอุโบสถของวัดเทพนิมิตรแห่งนี้จะมีรูปแบบทางศิลปะสถาปัตยกรรมไปทางอยุธยาตอนปลาย แต่ภาพเขียนภายในโบสถ์ก็เป็นงานของศิลปินในท้องถิ่นที่สะท้อนรูปแบบความเชื่อของศาสนาพุทธในท้องถิ่นปะนาเระในสมัยนั้น ภาพเขียนสีบนผนังของวัดชลธาราสิงเหและวัดเทพนิมิตรล้วนแล้วเป็นงานของช่างในท้องถิ่นที่มีการใช้สีครามเป็นโทนหลักในการเขียน ศาลาขนาดใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวัดแห่งนี้ก็มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมมลายูท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด รายละเอียดบางอย่างมีความคล้ายกับศิลปกรรมในมัสยิดตะโละมาเนาะที่เป็นศาสนสถานในศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในงานฝีมือช่างและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนที่มีลักษณะของสังคมพหุ-วัฒนธรรมในสมัยนั้นอย่างชัดเจน

             สถานการณ์ในปัจจุบันของสถาปัตยกรรมมลายูในสามจังหวัดภาคใต้อยู่ในสภาวะที่สุ่มเสี่ยงและน่าวิตก ด้วยความที่งานสถาปัตยกรรมมลายูในสามจังหวัดภาคใต้ขาดการส่งเสริม ไม่มีการสืบทอด ขาดองค์ความรู้ ทำให้ความรู้ความเข้าใจในงานสถาปัตยกรรมมลายูขาดตอนและผิดเพี้ยนไปจากเดิม งานสถาปัตยกรรมมลายูในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้สูญหายไปหลังแล้วหลังเล่า ทั้งจากการเสื่อมสภาพ ผุพังตามอายุขัย การรื้อถอนเพราะค่านิยมเปลี่ยน รวมทั้งการทำลายด้วยความรู้เท่าไม่ ถึงการณ์ทั้งจากหน่วยงานของรัฐและคนในท้องถิ่นเอง

 

บรรยายสาธารณะ > จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๙ (ก.ค.-ก.ย.๒๕๕๖)

 

อัพเดทล่าสุด 4 ก.พ. 2559, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.