“ ชาวจีน...อย่างไรหลังความตาย ? ”
ในวันศุกร์ที่ ๑๔ กันยายนที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมกับร้านหนังสือริมขอบฟ้า จัดกิจกรรมเสวนาประจำเดือนในหัวข้อ “ ชาวจีน...อย่างไรหลังความตาย ? ” มีวิทยากรคือ คุณดนัย ผลึกมณฑล ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา โดยมี ดร.ศิริเพ็ญ อึ้งสิทธิพูนพร จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินรายการ
คติความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายเป็นสิ่งลึกลับในทุกสังคมวัฒนธรรม ในสังคมจีนเรื่องชีวิตหลังความตายถือเป็นเรื่องสำคัญ และมีแนวคิดสลับซับซ้อนอันเนื่องมาจากความหลากหลายของกลุ่มคนและความเชื่อ การเสวนาในครั้งนี้คุณดนัยได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องความตายในทัศนะของชาวจีน และรูปแบบพิธีกรรมต่างๆ เกี่ยวกับความตาย ที่มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องตามสภาพสังคม มีสาระสำคัญ ดังนี้
ในทัศนะของคนจีนเมื่อมีคนตาย การจัดการพิธีศพแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ การฝังและการเผา สำหรับในสังคมจีนโบราณ สมัยก่อนพุทธกาล ชาวจีนมีความเชื่อว่าภายในตัวเรามีพลังชี่ที่เหมือนดวงวิญญาณ ซึ่งคงอยู่แม้ร่างกายดับสูญไปแล้ว ในคัมภีร์โจวอี้ ใช้คำว่า เซียวสี( 消息(xiāo xi))แทนวัฏจักรของการเกิด-ตาย กล่าวคือ การเกิดเป็นผลจากการสั่งสมพลังชีวิตที่สูงพอจะให้กำเนิดชีวิตใหม่ ทันทีที่ชีวิตอุบัติและอยู่รอด พลังชีวิตนั้นก็จะค่อยๆถูกปลดปล่อยและลดลง การเกิดจึงแทนด้วยเซียว(消)ที่แปลว่าการปลดปล่อย, เสื่อมถอย พลังชีวิตจะถูกปลดปล่อยจนสูญสิ้นและตายในที่สุด เมื่อคนตายดวงจิตไม่ได้ดับสูญไปพร้อมกับร่างกาย แต่จะไปพักเป็นหนึ่งเดียวกับผืนแผ่นดิน การตายจึงแทนด้วย สี(息)ที่แปลว่าการหยุด, พัก ซึ่งระหว่างการพักนี้ดวงจิตจะมีการสั่งสมพลังแห่งฟ้าที่เป็นพลังหยางกระทั่งมีพลังสูงพอที่จะส่งดวงจิดนั้นไปกำเนิดใหม่ หมุนเวียนไปเป็นวัฏจักร เหตุนี้เมื่อคนจีนตายทายาทจึงชอบที่จะจัดการฝังศพด้วยเชื่อว่าดวงจิตของผู้ตายจะได้กลับไปพักใต้ผืนดินเพื่อสั่งสมพลังธรรมชาติอย่างสงบสุข (入土为安)ความเชื่อเรื่องเซียวสีนี่เอง เป็นฐานความเชื่อที่พัฒนาไปสู่ความเชื่อเรื่อง ฮวงจุ้ย( 风水)และภพภูมิใหม่ของดวงจิตที่นำพาไปโดยธารเหลือง(黄泉)
![]() |
![]() |
1.บรรยากาศงานเสวนา ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า
2. คุณดนัย ผลึกมณฑล วิทยากร และ ดร.ศิริเพ็ญ อึ้งสิทธิพูนพร ผู้ดำเนินรายการ
ในวิชาฮวงจุ้ย ( 风水)มีความเชื่อว่า หากมีการฝังศพของผู้ตายไว้ในที่ที่เหมาะสมต้องตามตำราแล้วพลังชีวิตของผู้ตายหรือที่เรียกว่าเซิงชี่ (生气) จะมีการรวมตัวและมีพลังส่งเสริมทายาทที่ยังมีชีวิตให้ได้ลาภยศสรรเสริญ หรือเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ ที่ที่เหมาะสมนั้น จะต้องไม่มีลมพัดโกรก เพราะลมจะเป็นกระแสพัดพาเซิงชี่ให้เคลื่อนกระจายไปจากหลุมฝังจนขาดพลังที่จะเกื้อหนุนทายาท อีกทั้งที่ที่จะใช้ฝังศพต้องไม่ใกล้ธารน้ำธรรมชาติ หรือมีน้ำท่วมขัง เพราะน้ำจะเป็นปัจจัยสลายพลังของเซิงชี่ ดังนั้นคนจีนส่วนหนึ่งจึงชอบจะจ้างหมอดูฮวงจุ้ยให้มาช่วยเลือกสรรทำเลที่ฝังศพ แต่อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วผืนแผ่นดินมีอยู่จำกัด ในอดีตผู้ที่จะถูกฝังในทำเลฮวงจุ้ยที่ดี หากไม่เป็นกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ ก็เป็นคนมั่งมีเท่านั้น คนส่วนมากที่เป็นชาวนายากจนก็จะไปรวมฝังอยู่ที่สุสานสาธารณของหมู่บ้านหรือวงศ์ตระกูลใหญ่
นอกจากนี้คนจีนในอดีตยังมีความเชื่อที่พัฒนาต่างออกไปว่า เมื่อคนตายและถูกฝังลงดิน ดวงวิญญาณจะเคลื่อนไหลไปตามกระแสของธารใต้ดินที่เรียกว่าธารเหลือง (黄泉)ท้ายสุดดวงวิญญาณจะไหลรวมไปเกิดในอีกภพภูมิหนึ่ง ดังนั้นคนจีนในอดีตจึงนำศพบรรจุลงลงในพาหนะดั่งเรือที่จะนำพาดวงวิญญาณให้ล่องไปตามธารเหลือง อีกทั้งบรรจุของใช้ส่วนตัว เครื่องมือประกอบอาชีพ เครื่องประดับ ของชอบของรักของผู้ตาย และทรัพย์สินอื่นลงในพาหนะบรรจุศพด้วย เพื่อให้ผู้ตายมีไว้ใช้สอยในภพภูมิใหม่ พาหนะบรรจุศพที่ว่านี้ค่อยๆแปลงจากเรือมาเป็นโลงศพที่ใช้ในปัจจุบัน ทรัพย์สินต่างๆที่บรรจุในโลงศพนี่เองที่กลายมาเป็นโบราณวัตถุให้เราใช้ศึกษาศิลปและชีวิตความเป็นอยู่ของคนจีนโบราณ ธรรมเนียมในการบรรจุทรัพย์สินลงในโลงศพนี้ ถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นเครื่องกระดาษและเผาอุทิศให้กับคนตายในยุคซ่งด้วยปัญหาความลำบากแล้งแค้นของผู้คน ธรรมเนียมการเผาเครื่องกระดาษสืบทอดมาจวบจนปัจจุบัน
เมื่อจีนรับสืบทอดศาสนาพุทธนิกายมหายานและวัฒนธรรมจากอินเดีย จึงเกิดความเชื่อว่าเมื่อคนตาย วิญญาณจะออกจากร่างไปสู่ภพภูมิใดภพภูมิหนึ่งในหก ตามคำสอนของฝ่ายมหายานที่แบ่งเป็น สุคติภูมิสามอันประกอบด้วย สวรรค์ มนุษย์ อสุรกาย และทุกขภูมิสามอันประกอบด้วย เดรัจฉาน นรก เปรตภูมิ คนที่ตายไปแล้วจะไม่หลงเหลือดวงจิตหรือพลังใดๆ พันผูกกับร่างที่เหลืออีก ดังนั้นลูกหลานสามารถจัดการศพด้วยวิธีการเผาที่สะดวกกว่า ทั้งไม่มีภาระต้องไปจัดหาที่ฝังศพ
ในอดีตประเพณีฝังศพ เป็นขนบของชาวจีนทางตอนเหนือแม่น้ำแยงซีขึ้นไป ส่วนชาวจีนทางตอนใต้ ที่เดิมเป็นอาณาจักรของพวก ไป่เยว่ อันประกอบด้วยชนกลุ่มน้อยต่างๆ มีประเพณีศพที่เป็นคติดั้งเดิมของชนเผ่า ประกอบกับคติความเชื่อของพุทธศาสนาผู้คนแถบนี้นิยมการเผาศพ ประเพณีจัดการศพทั้งสองวิธีอยู่ควบคู่กันมาจวบจนกระทั่ง จูหยวนจัง ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง พระองค์มีพระราชโองห้ามชาวฮั่นจัดการศพด้วยการเผาทั้งอาณาจักร เพราะทรงดำริว่าการเผาศพประเพณีของพวกมองโกลที่เข้ามาครอบงำชาวฮั่น เพื่อแสดงความเป็นอิสระจากการครอบงำ พระองค์จึงให้จัดการศพด้วยการฝังอันเป็นขนบโบราณของชาวฮั่นเท่านั้น และเพื่อให้การฝังศพทั่วถึงไปยังประชาชน คนยากไร้ จึงให้มีการจัดสร้างสุสานสาธารณะ เรียกว่า อี้จ่ง(義塚) โดยพื้นที่ชองสุสานจะถูกใช้หมุนเวียนไป ไม่มีการถือครองเป็นเจ้าของถาวร ดังนั้นศพที่ฝังในสุสานสาธารณะจะฝังอยู่เพียงชั่วขณะ หลังจากนั้นหากลูกหลานยังพันผูกกับผู้ตายก็จะขุดเก็บกระดูกที่เหลือขึ้นมาใส่ภาชนะดินเผาขนาดย่อม แล้วนำไปฝังรวมกลุ่มญาติไว้อีกบริเวณหนึ่ง เพื่อมีพื้นที่ให้ศพอื่นๆ มาฝังต่อ ๆ ไป
คนจีนแต้จิ๋วได้นำขนบการสร้างสุสานสาธารณะมาใช้ในประเทศไทยเรียกว่า หงี่ซัว (義山)เนื่องจากกลางสุสานหงี่ซัวมีศาลาหรือเต็ง(亭)เพื่อประกอบพิธีกรรม ภายหลังจึงเรียกสุสานนี้ว่า หงี่ซัวเต๊ง(義山亭) สุสานแต้จิ๋วมีการเปลี่ยนแปลงหลักการที่ต่างจากสุสานสาธารณะโบราณ โดยเปิดให้ผู้มีฐานะถือครองที่ฝังศพเป็นการถาวร ทำให้ไม่มีการหมุนเวียนใช้ที่ดินฝังศพอย่างโบราณ ศพอนาถา หรือศพไร้ญาติถูกจัดเก็บไว้ในอาคารที่ก่อสร้างเป็นช่องเก็บศพ หรือโกดังเก็บศพ ศพอนาถาไม่ได้ถูกปล่อยให้สัมผัสดินและเปื่อยย่อยไปตามกระบวนการธรรมชาติ ดังนั้นยามใดที่ช่องเก็บศพเต็มหรือล้น ผู้ดูแลสุสานก็จะนำศพที่เก็บไว้นานแล้วออกมาชำระล้างทำความสะอาดให้เหลือแต่โครงกระดูก แล้วนำไปฌาปนกิจ เรียกว่า การล้างป่าช้า พิธีนี้ได้แพร่ไปยังสุสานอื่นๆทั่วประเทศ
พิธีล้างป่าช้าโดยการขุดเผาศพที่ถูกฝังด้วยเจตนาจะกลับคืนสู่ความสงบใต้แผ่นดิน ถือเป็นการจัดการศพที่ผิดจากขนบดั้งเดิมและละเมิดเจตจำนงของผู้ฝัง พิธีกรรมล้างป่าช้าเกิดจากการผสานความเชื่อในพุทธศาสนาเจือด้วยความเชื่อใหม่ว่า หากไม่ทำการเผา วิญญาณผู้ตายจะไม่ได้ไปเกิดใหม่
ในเอกสารไทยมักกล่าวว่าการการเซ่นไหว้บรรพชนเป็นเรื่องของความกตัญญูเพียงอย่างเดียว แท้จริงแล้วในคัมภีร์กตัญญู(孝經)กล่าวว่าการปฏิบัติกตัญญูคือการดูแลใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของบุพการีขณะที่ท่านยังมีชีวิต และที่สุดคือการจัดการศพให้สมฐานะและความเชื่อ คัมภีร์กตัญญูมิได้กล่าวถึงเซ่นไหว้บูชาคนตายไว้แต่อย่างใด ในลัทธิขงจื๊อถือว่าการเซ่นไหว้บรรพชนเป็นจารีต (禮)อย่างหนึ่ง การกราบไหว้บรรพบุรุษร่วมกันของคนในตระกูล แสดงถึงการเป็นพงศ์พันธุ์เดียวกัน ก่อให้เกิดความสามัคคี หากเกิดปัญหาต้องช่วยเหลือกัน การเซ่นไหว้ผู้ตาย ทำได้ทั้งที่บ้านและที่สุสาน บ้านที่เป็นตระกูลใหญ่จะมีโถงโรงพิธีเพื่อเป็นที่เก็บป้ายวิญญาณของคนในตระกูล และเป็นสถานประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพชน ส่วนในเมืองไทยบ้านที่ไม่มีโถงบูชาประจำตระกูล เขาก็เอาป้ายวิญญาณไปฝากไว้ตามศาลเจ้า ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ในอดีตหากฝังศพไว้ที่สุสานสาธารณะจำเป็นต้องไปไหว้ที่สุสานเป็นประจำ เพราะเมื่อไหร่ที่ไม่มีการพูนดิน ไม่มีการดูแล ไม่มีญาติมาไหว้ เขาจะยกหลุมนั้นให้ผู้อื่น ด้วยถือว่าญาติตัดแล้ว เพราะฉะนั้นใครที่ผูกพันจะต้องหมั่นไปดูแลหลุมฝังอยู่เสมอ เพื่อให้ไม่ดูรกร้าง
![]() |
![]() |
3. สิ่งของกระดาษในพิธีกงเต๊กเพื่อเผาอุทิศให้ผู้ตาย (ภาพจากhttp://www.phuketvegetarian.com/borad/data/1432-1.html )
4. พิธีล้างป่าช้า จัดเป็นงานบุญใหญ่ที่นิยมทำกันในปัจจุบัน จากภาพเป็นงานล้างป่าช้าที่สุสานเม่งเต็งซัวจึง (สุสานสว่างประทีปฯ) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ ๑๘ มี.ค. ๒๕๕๕ ( ภาพจาก http://sattahippost.com/?p=2035 )
อีกประเด็นที่อยู่คู่กับความคิดเรื่องการเกิดการตายอยู่เสมอคือเรื่องบาปบุญคุณโทษ ในทัศนะของคนจีนต่างจากความคิดของพุทธเถรวาทที่ว่า เมื่อเราทำความดี บุญกุศลจะส่งเราไปสู่สุขคติภูมิที่สูงมีสันติสุข หากทำบาปผลกรรมก็จะส่งให้ตกไปยังทุกขภูมิ แต่สำหรับชาวจีนแล้วเห็นว่า เรื่องการทำดีชั่วมีพยานรู้เห็น พยานที่ว่านี้คือ ท้องฟ้า(天(tiān))บาปบุญคุณโทษจึงตามมาในลักษณะของลิขิตฟ้า ชาวจีนจึงมีธรรมเนียมไหว้ฟ้าในหลากหลายโอกาส ทั้งวัดจีนและศาลเจ้าล้วนมีลานไหว้ฟ้า ท้องฟ้าจึงเป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนกราบไหว้มากที่สุด
ความเชื่อเรื่องนิพพานในพุทธเถรวาท เป็นอีกเรื่องที่ชาวจีนไม่ค่อยให้ความสำคัญ จากความเชื่อในพุทธมหายาน นิกายสุขาวดี เชื่อว่าหากเราสวดอามิตาพุทธ ถือเป็นการกำหนดจิตเพื่อให้ไปเกิดในแดนสุขาวดีของพระอมิตาภพุทธเจ้า ส่วนพระสงฆ์จีนก็จะตั้งปณิธานไว้ว่าจะถือศีลโพธิสัตว์ที่มีเพียง 58 ข้อ ประกอบกับการบำเพ็ญโพธิสัตว์บารมี ๑๐ ประการ เพียงเพื่อจะได้บรรลุเป็นพระโพธิสัตว์ ที่ดวงจิตยังอยู่ ไม่ได้ไปนิพพาน เช่นเดียวกับลัทธิมณีหรือมาณีกี (Manichaeism) ที่เข้ามาในช่วงยุคสุยถัง เชื่อว่าหลังตายไปแล้วดวงจิตที่ทำดีจะได้ไปสู่แดน นวเกษม
ประเพณีจีนที่เกี่ยวกับผีอีกประการหนึ่งที่คนไทยรู้จักกันดีคือ วันสารทจีน ที่ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๗ ของจีน เชื่อกันว่าเป็นเดือนเจ็ดเป็นเดือนแห่งการไหว้ผี โปรยทานให้เปรต ในความเป็นจริงแล้วพิธีโปรยทานให้เปรตไม่จำเป็นต้องทำเฉพาะในเดือน ๗ เท่านั้น จะทำเมื่อใดก็ได้ ส่วนการบำเพ็ญกุศลในวันเพ็ญ เดือน ๗ ของคนจีนนั้น มีที่มาจากการบำเพ็ญกุศลในวันออกพรรษาของพระมหายาน ซึ่งมีความแจ้งในพระพุทธวจนะ อุลลัมพนสูตรว่า เมื่อพระโมคคัลลานะบำเพ็ญเป็นพระอรหันต์แล้ว ครั้งหนึ่งท่านกำหนดจิตไปพบกับพระมารดาที่รับทุกข์อยู่ในนรกภูมิ แม้ท่านจะแผ่กุศลเป็นทิพยอาหาร พระมารดาก็มิได้รับ จึงกลับมาทูลถามพระพุทธองค์ ซึ่งพระองค์ตรัสว่า เนื่องจากลำพังบารมีของพระโมคคัลลานะยังไม่มากพอที่จะช่วยมารดา ต้องอาศัยบุญบารมีในวันออกพรรษาที่พระภิกษุจำพรรษา บำเพ็ญเพียรมาตลอดช่วง ๓ เดือน จึงจะได้อานิสงค์พอที่จะช่วยให้มารดาหลุดพ้นจากนรกภูมิดังนั้น การทำบุญในช่วงวันออกพรรษาจึงเป็นบุญใหญ่ วันเพ็ญเดือน ๗ มิใช่การฉลองสารทฤดู หรือวันเซ่นไหว้ผีเปรต หากแต่เป็นการบำเพ็ญกุศลตามคัมภีร์ดังกล่าว
นอกจากนี้ยังได้มีการกล่าวถึงพิธีกงเต๊กว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อปลอบขวัญลูกหลาน ให้ตัดความห่วงหาอาวรณ์ต่อผู้ตาย เพราะว่าดวงวิญญาณของผู้ตายจะข้ามไปสู่อีกภพหนึ่ง ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว ดังนั้น การทำพิธีกงเต๊กจึงทำกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเกิดความเข้าใจผิด ผู้ที่มีกำลังทรัพย์มากกลับจัดพิธีหลายๆ ครั้ง ซึ่งถือว่าผิดจากธรรมเนียมเดิม
จากการเสวนาในครั้งนี้ เห็นได้ว่ารูปแบบความเชื่อและประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับความตายนั้น มีการเปลี่ยนแปลงและคลี่คลายอยู่เสมอๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติ จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในหมู่ลูกหลานชาวจีน เพื่อเข้าใจถึงที่มาและคติคำสอนที่แฝงเร้นอยู่ในพิธีกรรมต่างๆ ที่บรรพบุรุษต้องการสื่อสารมายังคนรุ่นปัจจุบัน