กิจกรรมเสวนาครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในปี ๒๕๕๖ เป็นการพูดคุยในหัวข้อ “ยุวมัคคุเทศก์บนสำนึกรักแผ่นดินเกิด” มีอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ มานำเสนอเรื่องราวและแง่คิดเกี่ยวกับการปลูกฝังสำนึกรักษ์ท้องถิ่น โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ ในสังคมเป็นลำดับแรก

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เปิดประเด็นว่าเรื่อง “ยุวมัคคุเทศก์” นั้น เป็นแนวคิดใหม่ อันเป็นผลจากมูลนิธิฯ ได้ลงไปกระตุ้นท้องถิ่นด้วยการสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งมูลนิธิฯ ตระหนักว่าพิพิธภัณฑ์ที่เกิดขึ้นมานี้ หาใช่พิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวไกลตัวเหมือนพิพิธภัณฑ์ของรัฐ แต่เป็นสถานที่บอกเล่าเรื่องราวที่มีอยู่อย่างหลากหลายของชุมชนและท้องถิ่น เพื่อเป็นคลังความรู้ให้เกิดการศึกษาเรื่องราวของตัวเอง อันจะนำไปสู่สำนึกรักบ้านเกิด
การที่มูลนิธิฯ เข้าไปกระตุ้นให้ “คนใน” เกิดสำนึกท้องถิ่น เป็นเพราะในรอบ ๕๐ ปีที่ผ่านมาภายใต้การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้ท้องถิ่นถูกทำลายมาโดยตลอด อาจารย์ศรีศักรได้สรุปถึงมิติทางสังคมของประเทศไทยว่า มีภูมิอยู่ ๓ ภูมิด้วยกัน คือ ๑) มาตุภูมิ ซึงได้แก่แผ่นดินเกิด ที่หมายถึงบ้านและเมือง คนเกิดที่ไหนก็มีสำนึกในแผ่นดินเกิดตรงนั้น ๒) ชาติภูมิ หรือ ชา-ติ ที่หมายถึงประเทศชาติ ตัวเราเกิดบนผืนแผ่นดินประเทศไทย ความหมายโดยรวมก็คือ พื้นแผ่นดินที่ตัวเกิด และสุดท้าย ๓) โลกภูมิ หรือโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไกลตัวออกไป
ทุกวันนี้การศึกษาของบ้านเราตั้งแต่เกิดมีกระทรวงศึกษาธิการขึ้นมา มุ่งเน้นไปที่การศึกษานอกตัวเอง มีผลให้เด็กไม่เข้าใจในเรื่องราวของ “มาตุภูมิ” ส่วน “ชาติภูมิ” ก็แต่เน้นที่ตัวเมืองหลวง เป็นสำคัญ จึงทำให้ไม่รู้จักเรื่องราวของบ้านหรือท้องถิ่นตัวเองเลย กลับรับรู้ในเรื่องราวที่อยู่เหนือขึ้นไปกว่านั้น คือรู้จัก “โลกภูมิ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ห่างตัวออกไป จึงกล่าวได้ว่าราวครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาระบบการศึกษาที่ห่างตัว ทำให้คนไทยไม่รู้จักตัวเอง และที่รุนแรงไปกว่านั้นคือ เมื่อเด็กเกิดมา ครอบครัว ได้แตกสลาย ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่แบบบ้านจัดสรร ที่ดูเหมือนว่าไม่ได้อยู่รวมกันเป็นครอบครัวและชุมชน ปัจจุบันเราจึงเห็นว่า แม้แต่กรุงเทพมหานครก็แทบไม่มีชุมชนเหลืออยู่เลย มีแต่ “ชุมชน” ในลักษณะเขตทางการปกครอง แหล่งรวมผู้คนร้อยพ่อพันแม่ ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า สิ่งเหล่านี้นับเป็นปัญหา ของประเทศไทย และนับเป็นลักษณะของประเทศด้อยพัฒนาก็ว่าได้
เมื่อประเทศไทยก้าวเดินบนเส้นทางของโลกาภิวัตน์ กลุ่มข้ามชาติต่างๆ ได้ไหลบ่าเข้ามาจัดการ กับประเทศไทยอย่างไม่หยุดยั้ง กรณีความขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร เป็นตัวอย่างหนึ่งของ พวกข้ามชาติที่ใช้เล่ห์อุบายให้ประเทศไทยและกัมพูชาทะเลาะกัน แล้วในท้ายที่สุดทรัพยากรต่างๆ ในภูมิภาคนี้มีแต่จะถูกสูบไปยังประเทศเหล่านั้น

กรณีประชาคมอาเซียน (AEC) มีวัตถุประสงค์หลักคือการขยายขอบเขตเศรษฐกิจ การเมืองจากภายนอก เพราะมีบางประเทศภายนอกภูมิภาค คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ได้เข้ามารอรับผลประโยชน์ ตรงนี้ หากการรวมตัวของประชาคมอาเซียนเกิดขึ้นแล้ว คนในท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่จะสามารถปรับตัว เข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร เพราะถือเป็นอันตรายนำพาให้ท้องถิ่นกลายเป็นเหยื่อกระแสโลกาภิวัตน์
จากสถานการณ์ที่ดูร้อนระอุเวลานี้ ยังมีการเคลื่อนไหวจากคนในท้องถิ่นที่ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ เพราะพวกเขาเหล่านั้นถูกรังแก แม้กระทั่งพื้นที่ทางวัฒนธรรมและที่อยู่ที่อาศัยโดยผ่านรัฐเข้ามา ตัวอย่างกรณีกรุงเทพมหานครที่เป็นสังคมเมือง ประกอบด้วย “ย่าน” และ “บาง” มีรากฐานเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลำคลองมาแต่ต้น ย่านเก่าเหล่านี้ล้วนมีอัตลักษณ์ของตัวเอง โดยในยุคที่ยังไม่มีร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เกตนั้น ร้านค้าโชห่วยที่อยู่ในย่านได้สนองตอบกับความต้องการของคนท้องถิ่นที่มีอุปสงค์-อุปาทานต่างกันในแต่ละย่าน แต่แล้ววันดีคืนดี ร้านค้าจากภายนอกที่มีกำลังทุนสูงได้เข้ามาทำลายความเป็นท้องถิ่น ทำให้ร้านค้าโชห่วยที่เคยมีถูกทำลายแทบอยู่ไม่ได้
เวลานี้เมืองไทยถูกปรับเปลี่ยนจากพื้นที่วัฒนธรรมให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจการเมือง การรุกล้ำท้องถิ่นโดยกระแสโลกาภิวัตน์ดังที่กล่าวมา ล้วนมีผลให้ท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยโต้ตอบและรุกกลับโดยการยึดพื้นที่ทางวัฒนธรรมคืน ดังกรณีการสร้างเขื่อนแก่งเสื้อเต้น ที่ตำบลสะเอียบ อำเภอสองจังหวัดแพร่ ซึ่งถือเป็นความคิดริเริ่มจากคนนอกที่จะนำไปสู่การทำลายวิถีชีวิตขอคนสะเอียบ อีกทั้ง ป่าไม้สักจำนวนไม่น้อยต้องถูกน้ำท่วม สิ่งเหล่านี้นับเป็นการทำลายวิถีชีวิตผู้คนที่อยู่ในพื้นที่
การลุกขึ้นมาต่อต้านของพวกเขา เกิดขึ้นจากการรวมตัวสร้างความรู้และความเป็นปึกแผ่น ซึ่งความรู้เหล่านี้ถูกถ่ายทอดไปยังคนท้องถิ่นจนเกิดเป็นสำนึกร่วม กลายเป็นพลังร่วมต่อต้านโดยการประกาศไม่ให้ใครที่ต้องการทำร้ายพื้นที่ของเขา แม้กระทั้งส่วนราชการเข้ามายังพื้นที่นี้ โดยสิ่งเหล่านี้อาจเรียกว่า “อริยะขัดขืน” ก็คงไม่ผิด แต่เป็นสิทธิของเขาที่สามารถกระทำได้
ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีย่านและชุมชนเป็นจำนวนไม่น้อยที่ถูกรุกทำลายโดยรัฐ ด้วยการตัดถนน สร้างทางด่วน หรือสะพานเข้าไปในย่านชุมชน หรือแม้แต่การเอาพื้นที่ส่วนกลางของชุมชนไปทำอย่างอื่น กรณีชุมชนป้อมมหากาฬซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่ง เป็นตัวอย่างที่มีการต่อสู้เรียกร้องเพื่อไม่ให้มีการเอาพื้นที่ย่านชุมชนไปทำสถานที่ออกกำลังกาย การกระทำเช่นนี้เป็นการโต้ตอบภายใต้สิทธิที่รัฐธรรมนูญให้การรองรับไว้
แพร่งนราก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งชาวแพร่งฯ ทำการเคลื่อนไหวโดยเอาประวัติเรื่องราวในอดีต ของย่านมาเล่าขาน เป็นนิทรรศการและงานกิจกรรม ดึงดูดให้คนในย่านเกิดสำนึกรักถิ่นตัวเอง อีกทั้ง ยังเป็นการโปรโมทร้านอาหารและร้านค้าโชห่วยที่มีอยู่มากมาย อันเป็นเอกลักษณ์ของย่าน มาตอบโต้และประกาศความเป็นคนย่านสามแพร่งของพวกเขา
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ไปกระตุ้นให้คนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้รู้จักและยึดถือในตัวของผู้นำทางวัฒนธรรม เพราะแม่สายนับเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีกลุ่มนายทุนจากภายนอกเข้ามาลงทุนกอบโกยผลประโยชน์ คนแม่สายทำการโต้กลับโดยยกเอาพระเจ้าพรหมมหาราช วีรบุรุษในตำนาน ขึ้นเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ โดยสร้างเป็นรูปเคารพและจัดพิธีบวงสรวง แห่แหนให้คนแม่สายมีสำนึกร่วม เพื่อดึงกลับให้เกิดความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พร้อมกันนี้ยังได้ใช้พิธีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานท่องเที่ยวประจำปีแม่สาย
จากตัวอย่างที่ยกมาทั้งหมดจะเห็นว่า หลายแห่งได้ใช้ Cultural Hero ที่หมายถึงผู้นำบารมีในการใช้อำนาจ อันเป็นบารมีที่เกิดจากเมตาธรรม เช่น พระมหากษัตริย์ หรือผู้ที่ถูกยกขึ้นเป็นบุคคลศักดิสิทธิ์ ให้เกิดการหล่อหลอมของคนท้องถิ่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
นอกจากการใช้แนวทางของผู้นำทางวัฒนธรรมมาเป็นหลักยึดกับท้องถิ่นแล้ว ในหลายๆ พื้นที่ ยังได้มีการปลูกฝังให้เยาวชนในพื้นที่วัฒนธรรมได้รู้จักบ้านเกิดเมืองนอนของ ถือเป็นการฟื้นให้เกิด ความเข้าใจรากเง้าโดยใช้เยาวชนเป็นผู้สืบสาน ซึ่งวิธีการหนึ่งคือจัดให้เกิดการเรียนรู้เพื่อเป็น “ยุวมัคคุเทศก์” ตัวอย่างเช่นที่แหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน ที่นั่นครูได้เห็นคุณค่านำเหล่านักเรียนมาเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์
สิ่งที่กล่าวมานี้สามารถนำไปเชื่อมต่อกับการท่องเที่ยวแบบ Green Tourism เป็นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและให้ประโยชน์กับคนท้องถิ่น ทำให้เขาเหล่านั้นมีความภาคภูมิใจตัวเอง และมีรายได้ควบคู่ไปกับ การที่เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องราวของท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายที่สัมพันธ์กับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สำนึกท้องถิ่น และที่สำคัญคือการตอบโต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้