หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สนทนาทัศนะนอกรีต : ผีกับพุทธ ศาสนาของคนไทย
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 19 พ.ค. 2559, 10:10 น.
เข้าชมแล้ว 7762 ครั้ง

สนทนาทัศนะนอกรีต

เรื่อง ผีกับพุทธ ศาสนาของคนไทย


 เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๐ ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า (ถอดเทป)

 

 

สุดารา สุจฉายา

สวัสดีค่ะ คงถึงเวลาที่เราจะเริ่มการสนทนา ตอนแรกรู้สึกว่าวันนี้ทำไมบางตาเหลือเกินในช่วงแรก พอหกโมงเย็นเห็นคนเข้ามามากก็เริ่มใจชื้นขึ้น เพราะนึกว่าผลกระทบจากข่าวลือจะทำให้เราไม่ได้จัดงานเสียแล้ว แต่ดิฉันเชื่อว่าทุกคนที่มาวันนี้ไม่สนใจเรื่องข่าวลือ เพราะว่าเราคงสนใจเรื่องของการสนทนาที่มีเนื้อหาสาระมากกว่า

 

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ครั้งนี้เรากลับมาสนทนาอีกครั้ง หลังจากที่ได้หยุดหายไปนาน ครั้งนี้เรามาพูดคุยกันใน เรื่อง ผีกับพุทธ ศาสนาของคนไทย ซึ่งหลายท่านคิดว่าคงเป็นประเด็นร้อนๆ สำหรับสังคมไทยในขณะนี้ เพราะว่าเรื่องที่กำลังโด่งดังเรื่องจตุคามรามเทพกำลังเป็นข่าวอยู่ทุกวัน

 

สำหรับเรา เราคงไม่พูดถึงจตุคาม แต่ว่าเราจะพูดถึงศาสนาของคนไทยว่าเป็นอย่างไร และสำหรับเรื่องวันนี้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ทำกันมานานสำหรับมูลนิธิฯ เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมกับชาวบ้านที่ด่านซ้าย จังหวัดเลย และได้ทำงานวิจัยเรื่องนี้ขึ้นมา

 

ซึ่งผลงานต่างๆ ของมูลนิธิฯ ที่ทำงานวิจัยกับชุมชน ทำงานวิจัยกับชาวบ้าน วันนี้เราได้นำสิ่งที่เราทำการวิจัยร่วมกับชุมชนนี้มาตีพิมพ์เพื่อนำเสนอให้กับผู้ที่สนใจ แต่เนื่องจากว่ามูลนิธิฯ เอง เป็นมูลนิธิฯ ซึ่งเราก็ไม่ค่อยมีทุนมากนัก เราก็ค่อยๆ ทำหนังสือเหล่านี้ออกมา และหนังสือที่ทำนี้มีจำนวนไม่มาก เพราะว่าเราทำเป็นแบบหนังสือทำมือโดยไม่ได้เข้าโรงพิมพ์ เพราะฉะนั้นจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่เราก็อยากจะเผยแพร่ให้กับผู้ที่สนใจ ให้เป็นความรู้ที่กว้างขวางทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้สนใจสนับสนุน ตรงนี้ก็จะเป็นเงินทุนสำหรับให้พวกเราได้ผลิตงานเหล่านี้ออกมา

 

สำหรับวันนี้ท่านเข้ามาก็จะเห็นแล้วว่าเรามีทั้งหนังสือและมีทั้ง ซีดีที่เป็น E-book ซึ่งตอนนี้เราทำออกมา ๓ เล่มด้วยกัน เรื่อง ผีกับพุทธ ศาสนาและความเชื่อในสังคมด่านซ้าย ดุลยภาพทางจิตวิญญาณของชาวบ้านในลุ่มน้ำหมัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่วันนี้เราจะมาพูดกัน เล่มที่ ๒ ก็คือ เราคือปอเนาะ ซึ่งเป็นผลงานที่เราไปทำงานวิจัยที่ภาคใต้ และอีกเล่มหนึ่งคือ เสียงสะท้อนจากหมู่บ้านประมงอ่าวปัตตานี เป็นงานวิจัยที่ไปทำในช่วงเวลาที่กำลังมีปัญหาต่างๆ มากมายในภาคใต้ สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านคิดอย่างไร อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรง หนังสือเหล่านี้วันนี้เราลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และมีซีดีที่สามารถจะซื้อได้ โดยเฉพาะทั้ง ๓ เล่มที่ทำเป็นซีดีแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่อง ผีตาโขน เป็นการ์ตูนสำหรับให้เด็กๆ ได้อ่าน สำหรับหนังสือผีตาโขนนั้น ทางชาวบ้านที่ด่านซ้ายที่ทำงานวิจัยกำลังตีพิมพ์อยู่ หลังจากนั้นก็คงจะวางแผงขาย หากท่านสนใจก็มาสั่งซื้อที่มูลนิธิฯ ได้ในโอกาสต่อไป

 

คิดว่าคงถึงเวลาสำหรับการพูดคุยเรื่อง ผีกับพุทธ ศาสนาของคนไทย วันนี้คิดว่าไม่แนะนำแล้ววิทยากรเพราะว่าทุกคนรู้จักดี คือ อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม และคุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ซึ่งร่วมในงานวิจัยครั้งนี้ด้วย เชิญค่ะ

 

 

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ขอแนะนำตัวท่านผู้ดำเนินรายการเมื่อกี้คือ คุณ สุดารา สุจฉายา เป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เหมือนกัน

 

และขอสวัสดีท่านผู้กล้าหาญที่มาฟังพวกเราพูดกันในวันนี้ แม้ว่าวันนี้จะมีข่าวลือกันมากมายว่าให้รีบกลับบ้าน บางแห่งราชการกลับกันตั้งแต่เที่ยง แต่ทุกท่านก็กลายเป็นผู้กล้าหาญมาฟังพวกเราพูด ที่จริงวันนี้ได้เห็นหน้าหลายท่าน ก็มีความรู้สึกว่ามีลูกค้าหน้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมากับการพูดสนทนาของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ อยากเรียนเชิญท่านผู้มีเกียรติ์ที่สนใจได้ร่วมพูดคุยกับเราในครั้งต่อๆ ไปด้วย เพราะจะมีรายการเกิดขึ้นมาอีก ซึ่งจะแจ้งให้ทราบตอนท้ายรายการโดยคุณสุดารา

 

วันนี้ได้รับเกียรติ์อย่างยิ่งจากท่านอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งเป็นขาประจำของพวกเราทุกครั้งที่มาพูดกันที่จริงแล้วอาจารย์ อายุ ๖๙ แล้วในปีนี้ แต่อาจารย์ยังมีพลังและมีแรงเยอะมาก เมื่ออาทิตย์ที่แล้วยังปีนภูเขากันอยู่ ไปดูรอยพระบาทกัน ซึ่งจะนำเอามาให้ท่านได้ดูด้วยในภาพวันนี้

 

อีกอย่างหนึ่งที่วันนี้เรามาพูดก็เป็นการเปิดตัวสิ่งที่เป็นกิจกรรมของมูลนิธิฯ ที่เกิดขึ้นจากครั้งก่อนๆ จากที่พวกเราทำงานท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดพิพิธภัณฑ์ ท้องถิ่น ซึ่งเป็น Scale ใหญ่ มาก ใช้เงินเยอะและต้องมีความร่วมมือสูงจากชาวบ้าน เราปรับรูปแบบการทำงานมาเป็นเรื่องของการไปชักชวนชาวบ้านให้ทำงานวิจัยด้วยตัวเอง โดยพวกเราเป็นพี่เลี้ยง และมีท่านอาจารย์ศรีศักรเป็นหัวหน้าโครงการ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจารย์จะพูดถึงรายละเอียดต่อไปว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และเป็นโอกาสที่หาได้ยากที่รัฐจะสนับสนุนการทำงานของชาวบ้านโดยการเอาเงินมาให้ชาวบ้านทำงาน

 

อีกอย่างหนึ่งก็คือ งานเหล่านี้ไม่มีใครสนใจตีพิมพ์ เพราะว่าเป็นงานวิจัยในระดับชาวบ้าน ไม่ใช่นักวิชาการที่สามารถขายชื่อและขายหนังสือได้ และการตีพิมพ์งานอย่างนี้ซึ่งทางมานุษยวิทยาเรียก งาน Monograph อย่างนี้ โอกาสน้อยมากที่จะสามารถเผยแพร่ได้ พวกเราก็เลยรับภาระตรงนี้ โดยการผลิตหนังสือสักเล่มหรือสองสามเล่มขึ้นมาทำ เป็นการลดต้นทุนตัวเอง โดยการพิมพ์ไปขายไป

 

 

ที่จริงโครงการนี้ เป็นงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยทำ พวกเราทำเมื่อปี ๔๗,๔๘ ชื่อโครงการอบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและชาติพันธุ์ เราทดลองทำงานกันใน ๖ พื้นที่ทั่วประเทศ มี ๒ พื้นที่ที่เรานำมาเสนอก่อน คือ ที่อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ที่พอเริ่มทำครึ่งโครงการก็เกิดเหตุปล้นปืนพอดี เราก็เลยทำงานต่อเนื่องเรื่อยมาในเขตของปัตตานีทั้งสามจังหวัดภาคใต้ และปีนี้ก็ยังทำกันอยู่

 

อันที่สองก็คือเราขึ้นไปทางภาคเหนือ เราทำที่ด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อันนี้เป็นผลงานที่ท่านเห็นอยู่

 

พื้นที่ที่สามคือ พื้นที่ในเขตจังหวัดเชียงราย ทำที่แม่น้ำโขง อำเภอเชียงของและเวียงแก่น ทำเรื่องทรัพยากร เรื่องของประวัติศาสตร์สังคม และประวัติศาสตร์โบราณคดีในเขตนั้น

 

แห่งที่สี่ คือ ลุ่มน้ำลาวในจังหวัดเชียงราย ทำที่เวียงป่าเป้าและเขตอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ส่วนพื้นที่ต่อมาก็ที่อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

 

อีกสามชุดนี้เราจะค่อยๆ ทยอยทำออกมา ถ้าเราสามารถมีแรงทำได้ และคิดว่าจะทำ เพราะว่าการทำงานพวกนี้ต้องใช้พลังงานพวกเราเยอะเหมือนกัน ทุกคนที่อยู่ข้างหลังที่เป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ก็ลงมือทดลองทำกันหมด จึงอยากให้ทุกท่านทดลองอ่านดู

 

งานเป็นงานชาวบ้านแท้ๆ เพียงแต่ว่ามีคนที่เป็นบรรณาธิการ เป็นคนข้างนอกก็คือพวกเรา ที่จริงโครงการนี้เป็นอะไรที่ต้องจดจำไว้เพราะว่าหัวหน้าโครงการคืออาจารย์ศรีศักร และที่ปรึกษาเป็นนักมานุษยวิทยารุ่นคลาสสิกทั้งหมดเลยมี ดร. สุเทพ สุนทรเภสัช ท่านที่สองคืออาจารย์ ดร. ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ และรองศาสตราจารย์ปราณี วงศ์เทศ เป็นที่ปรึกษาทั้งสามท่าน ขอให้ทดลองอ่านดูว่ามีความแตกต่างจากงานวิจัยอื่นๆ อย่างไร

 

แต่ว่าวันนี้ที่จะเอามาพูดก็คือเรื่อง ผีกับพุทธ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมไทยในตอนนี้ควรจะเอามานั่งคิด

 

ในเดือนนี้ด้วยพื้นที่ของเราคือที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย จะมีเทศกาลที่ ททท. เขาเคยใช้คำว่า เทศกาลผีตาโขน แต่ที่จริงแล้วมันคือประเพณีบุญหลวงของชาวด่านซ้ายเขา และอยากจะให้เห็นว่าที่อำเภอด่านซ้ายจังหวัดเลย มันมีลักษณะของความเชื่อและศาสนาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ซึ่งวันนี้อาจารย์ ศรีศักร จะอธิบายให้ฟัง และเชิญทุกท่านร่วมถกเถียงหรือร่วมแสดงความคิดเห็นกันด้วย เพราะว่าใกล้ๆ เราก็มีวัดศรัทธาวนารามอยู่ใกล้ๆ เราด้วย เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยในตอนนี้ แม้ว่ากระแสของจตุคามรามเทพ ซึ่งอาจารย์ศรีศักร พูดหลายเวทีมากในตอนนี้ วันนี้ก็คงจะมาพูดซ้ำอีกว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย

 

มันเชื่อมโยงไปทุกส่วน ไม่ว่าในเรื่องของสังคม เรื่องของการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ และระบบความเชื่อ นี่ก็เป็นสิ่งที่ในวันนี้เราจะพูดกัน เชิญอาจารย์พูดเลยว่าสังคมไทยในตอนนี้มันกำลังมองเรื่องของความเชื่อที่บางคนก็บอกว่าเกิดกระแสอะไรขึ้นถึงได้มีความเชื่อที่งมงาย แต่บางท่านก็บอกว่าภาพเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากความเคลื่อนไหวทางสังคม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมต่างๆ

 

กรณีของอำเภอด่านซ้ายที่จังหวัดเลยนั้นจะมาเป็นตัวอย่างของการทำความเข้าใจเรื่องระบบความเชื่อและศาสนาพุทธในประเทศไทยได้อย่างไร เรียนเชิญอาจารย์

 

 

อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม

สวัสดีครับท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมคิดว่าหัวข้อที่พูดวันนี้ เรามาทำความเข้าใจในปรากฏการณ์ทางสังคมในขณะนี้ เห็นไหมครับ ขณะนี้มันมีการเคลื่อนไหวมากในเรื่องความเชื่อ อย่างเช่น จตุคามรามเทพ เป็นต้น

 

แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เราต้องสร้างความเข้าใจ คิดว่าในช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี๔๐ มาถึงปี ๕๐ สังคมไทยอยู่ในภาวะที่เกิดความไม่มั่นคงขึ้นหลายๆ อย่าง ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจเริ่มก่อน เริ่มตั้งแต่ฟองสบู่แตก ล่มจมไปตามๆ กัน มาตอนหลังความไม่มั่นคงทางสังคม การเมือง และในที่สุดทางวัฒนธรรม ศีลธรรม เพราะอะไร เพราะมันเกิดความเดือดร้อนขึ้นมาก ความยุ่งเหยิงทางการเมืองรวมทั้งภัยทางธรรมชาติด้วย แล้วสิ่งที่คนไม่ค่อยมองเห็นคือ ปรากฏการณ์ความวิบัติทางศีลธรรมและจริยธรรม เห็นไหม เด็กวัยรุ่นไม่เป็นแบบเดิม มั่วเซ็กส์ติดเอดส์ พังหมดเลย นี่คือสิ่งที่มันไม่เกิดความมั่นคงขึ้น

 

ความไม่มั่นคงทุกอย่างมันนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางจิตใจของมนุษย์ ทีนี้เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์เกิดความไม่มั่นคงต้องหาที่ยึด ทีนี้ความเป็นมนุษย์ถ้าเกิดความไม่มั่นคงขึ้นเมื่อไหร่ สิ่งที่เขายึดได้คือความเชื่อ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงเกิดเดือดร้อนขึ้นตรงนี้ ก็หันไปหาความเชื่อ ทีนี้ความเชื่อนี้มันมีสองชนิดด้วยกัน มีศาสนาและไสยศาสตร์ เวลาคนหันไปหาความเชื่อขณะนี้ ในสังคมไทยถ้ามามองแล้ว ความเชื่อนั้นอิงไปทางไสยศาสตร์มากกว่าเป็นศาสนา เพราะฉะนั้นผมต้องอธิบายว่าศาสนาและไสยศาสตร์มันต่างกันอย่างไร

 

ทั้งศาสนาและไสยศาสตร์เป็นความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติเหมือนกัน และศาสนาหมายถึงความเชื่อที่คนสยบต่ออำนาจที่เหนือธรรมชาติ เมื่อสยบต่ออำนาจเหนือธรรมชาติก็ยอมอยู่ในกติกา พูดง่ายๆ ว่าอยู่ในจารีตประเพณี ระเบียบ และศีลธรรม อันนี้ความหมายทางศาสนาอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นศาสนานั้นมีความหมายหนึ่ง ตอบสนองความทุกข์ทางจิตใจของคน เวลาเรามีเรื่องทุกข์ร้อนเราก็วิ่งไปหาศาสนา นั้นคือความหมายตามที่ศาสนาสอน

 

อันที่สอง ศาสนาทำให้มนุษย์อยู่เป็นกลุ่มเหล่า มีกำลังใจที่จะอยู่เป็นกลุ่ม เป็นการตอบสนองธรรมชาติของมนุษย์ในฐานะเป็นสัตว์สังคม แต่ว่าความเชื่ออันนี้มันไม่มีอยู่ในตัว มันมีความเชื่ออีกชนิดหนึ่ง เป็นความเชื่อที่ว่าจะใช้อำนาจเหนือธรรมชาติให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง ในเชิงเป็นเทคโนโลยี ตัวศาสนานี้คือตัวองค์ความรู้ทั้งหมด แต่จะทำอย่างไรให้บรรลุในแง่ตอบสนองความต้องการได้ ก็หันมาใช้ไสยศาสตร์

 

ไสยศาสตร์เหมือนกับเทคโนโลยี ทีนี้เมื่อไสยศาสตร์มันเกิดเป็นดาบสองคมขึ้นมา คือ ถ้าใช้ผิดก็อันตรายอย่างที่เราใช้เทคโนโลยี ถ้าใช้ผิด บ้านเมืองพัง ใช่ไหมครับ คือไม่ใช่เทคโนโลยีที่เหมาะสม แล้วไสยศาสตร์ก็เหมือนกันถ้าไม่ใช้ในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ก็เกิดภาวะที่เดือดร้อนขึ้น แล้วจากไสยศาสตร์ที่เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีมันมีทั้งไสยขาวและไสยดำ

 

ถ้าไสยขาวคือทำไปในทางที่ดี อย่างเช่นเรื่องของพิธีทางพราหมณ์ อย่างทำอะไรเพื่อความเป็นสวัสดิ์มงคล ที่เรานำพราหมณ์มาใช้ เป็นพิธีที่เป็นไสยขาวมาก

 

แต่ถ้าเป็นไสยดำ เสน่ห์ยาแฝด คุณไสยแช่งด่าเขาอย่างนี้ นี่เป็นไสยศาสตร์ หรือว่าต้องการรวยทั้งๆ ที่ตัวไม่มีศีลธรรม ไปเอาอำนาจเหนือธรรมชาติมาใช้ หาเครื่องรางของขลังต่างๆ เหล่านี้มา ทำให้ร่ำรวยขึ้นมา อันนี้เป็นไสยศาสตร์

 

ไสยศาสตร์เป็นเรื่องปัจเจก ตอบสนองความต้องการของคนที่เป็นปัจเจก แต่ถ้าศาสนาไม่ใช่ ศาสนาเป็นสิ่งที่คนสยบ แต่ว่าไสยศาสตร์เป็นสิ่งที่คนเอาไปใช้

 

เพราะฉะนั้นเวลาเรามองปรากฏการณ์ทางสังคม เมื่อคนหันกลับไปหาความเชื่อ ต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นศาสนาหรือไสยศาสตร์ ขณะนี้ในความคิดของผม ผมคิดว่าศาสนามันมีน้อยเหลือเกิน เพราะว่าคนหันไปเล่นไสยศาสตร์กันมาก อย่างจตุคามรามเทพเห็นชัด ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพนั้น เมื่อแรกสร้างเทพองค์นี้ขึ้นมา เพื่อให้เป็นที่พึ่งทางจิตใจ ให้เกิดความมั่นคงในชีวิต แต่เมื่อทำมากๆ ขึ้น มันเพี้ยนไปทางไสยศาสตร์ รวยตะบันเลย

 

ผมเคยพูดว่ามีกูแล้วมึงไม่จน อันนี้เป็นไสยศาสตร์ ถ้ามีกูแล้วมึงไม่โกงนี่เป็นศาสนา อันนี้คือสิ่งที่เราเห็น ฉะนั้นเวลาเรามองความเชื่อมันก็เป็นอย่างนี้ มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้กับความเชื่อ แล้วความเชื่อเป็นสิ่งที่สมมุติทั้งนั้น แต่มนุษย์เชื่อว่าเป็นจริง แล้วมนุษย์เป็นสัตว์ประหลาดมาก เพราะในชีวิตของมนุษย์พึ่งตัวเองไม่ได้ แม้กระทั่งชีวิตประจำวัน ต้องพึ่งคนอื่น ต้องอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนใช่ไหม กับครอบครัว เรื่อยมา ชุมชน ญาติพี่น้อง เป็นบ้านเมืองเป็นประเทศไปเลย

 

อีกอันหนึ่งมนุษย์มีจิตใจอ่อนไหวมาก ในเรื่องจิตใจสำคัญมาก ถ้ามนุษย์มีปัญหาเรื่องจิตใจต้องหันไปหาความเชื่อ เพราะว่ามันอธิบายไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ จึงทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ความเชื่อในสังคมไทยขณะนี้มันสะท้อนให้เห็น เนื่องจากความไม่มั่นคงในจิตใจและความเป็นมนุษย์ จึงเกิดการเคลื่อนไหวตรงนี้ขึ้นมาในระบบความเชื่อ แล้วระบบความเชื่อแบบนี้เมื่อไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นอย่างทางตะวันตก เขาเชื่อน้อยกว่าเรา แล้วมาคุยว่าเป็นประเทศที่ก้าวหน้าทางวัตถุ ประชาธิปไตยจ๋า มีตึกรามบ้านช่องใหญ่ๆ แต่คุณหนีไม่พ้นระบบความเชื่อหรอก นี่คืออัตลักษณ์ของคนไทย ไม่เชื่อดูตามอาคารใหญ่ๆ ศาลเทพศาลผีเต็มเลย อย่างโรงแรมใหญ่ๆ เอาระดับสูงเอาศาลพระพรหม ที่ตรงปิ่นเกล้าฯ มีเทพชั้นสูง ศาลพระศิวะ ทุกวันนี้ไม่มี ในสังคมเมืองตามบ้านเรือนมีแต่ศาลพระภูมิเท่านั้น เดี๋ยวนี้มีทั้งศาลพระพรหมมากมาย นี่คือลักษณะของสังคมไทย

 

ท่ามกลางความเจริญทางวัตถุแบบตะวันตก แต่คุณก็ยังมีสิ่งที่เป็นดั้งเดิมอยู่คือความเชื่อ แล้วนับวันมันจะเพิ่มพูนขึ้นมา แล้วสิ่งที่ท่านเห็นในเมืองนี้มีผีมากกว่าในชนบทอีก ซึ่งประเดี๋ยวผมจะพูดถึงเรื่องด่านซ้าย

 

ในชนบทท่านจะเห็นว่าในหมู่บ้านนี้มีผีอยู่สามระดับด้วยกัน ผีที่เป็นหลักคือผีเรือน ในเรือนจะต้องมีผีดูแล เพราะฉะนั้นหนุ่มๆ ต่างถิ่น พอเข้าไปบ้านเขา เขาตีหัวเอานะ ถ้าหากว่าเข้าไปอย่างผลีผลาม คือ ผิดผี อย่างพวกโซ่งนี่ เข้าไปไม่ได้ เขาต้องอนุญาตผีเรือนก่อน นั่นเป็นระดับผีเรือน แต่ผีเรือนนี้จะไม่ปรากฏรูปร่าง เขาจะอยู่ที่เสาบ้างอะไรบ้าง มันเป็นสัญลักษณ์มากกว่า

 

ถัดจากผีเรือนก็คือ ผีบ้าน ผีบ้านคือผีชุมชน อย่างทางภาคอีสานเห็นไหมมีผีปู่ตา นี่เป็นผีชุมชน ชุมชนหมู่บ้าน ถ้าเป็นชุมชนเมืองก็มีผีเมือง ผีเมืองคือมเหศักดิ์หลักเมือง เป็นผีประจำเมืองเลย แล้วเขาเชื่อว่าผีประจำเมืองคือ วิญญาณเจ้านายสูงศักดิ์ที่สิ้นชีวิตไปแล้ว แต่ผีบ้านคือวิญญาณของปู่ย่าตายาย แต่ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใคร เพราะฉะนั้นระดับผีบ้านคือปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษที่ไม่ปรากฏตัว แต่ว่าถ้าหากว่าเป็นผีเมืองคือผีเจ้านาย ทางภาคเหนือมีผีเจ้านายเห็นไหม ลาวมีผีมเหศักดิ์ มเหศักดิ์หลักเมือง จะมีศาลตรงนั้น นี่คือสังคมในชนบทที่มีอยู่

 

เพราะฉะนั้นเรื่องความเชื่อเรื่องผีนี่ชัดเจน แต่ว่าในชนบทนั้นไม่ได้มีผีอย่างเดียว จะเห็นว่าตามวัด ชุมชนที่สำคัญที่สุด ความเป็นชุมชนจะรวมศูนย์อยู่ที่วัด ชื่อวัดกับบ้านนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นในความเชื่อของคนในชนบทนั้น มีผีและมีพุทธด้วย

 

แต่พุทธเหมือนร่มเงาใหญ่ ผีอยู่ภายใต้พุทธ แล้วในแผนการพัฒนาบ้านเมืองมาแต่เดิมถ้ามองในชนบท ผีค่อยๆ มาเป็นสาวกของพุทธมาก่อน วัดบางแห่งมีเสื้อวัด เพราะฉะนั้นผีกับพุทธจึงอยู่ด้วยกัน และเป็นลักษณะที่เรียกว่าศาสนา เพราะคนสยบต่อสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ แล้วอยู่ในกติกา เพราะฉะนั้นเวลานี้ในชนบท ผีคือผู้ที่รักษาทรัพยากร การใช้น้ำ การใช้ป่า พื้นที่สาธารณะ คุณก็ไปไหว้กราบผี ถ้าคุณ ประพฤติผิด ผีลงโทษ พังหมดเลย

 

เพราะฉะนั้นชนบทมีพลัง และทำให้สังคมไทยจรรโลงอยู่ได้ ผีคือสิ่งที่จรรโลงความมั่นคงของคนในโลกนี้ เจ็บไข้ได้ป่วยกลุ่มเด็ก หาผี นักศึกษาผู้รู้ ผู้รู้ก็ใช้ไสยศาสตร์บางอย่าง เอามาใช้เพื่อให้เกิดสัมฤทธิ์ผลขึ้นมา แล้วผีช่วยในการสำหรับโลกนี้ บรรเทาความเดือดร้อน โดยเฉพาะการจัดทรัพยากรธรรมชาติ อย่างป่าบางป่าที่เราดัดจริตเรียก ป่าชุมชน เราดัดจริตนะ ที่จริงป่าเหล่านั้นเป็นป่าสาธารณะ มันมีชื่อ มันไม่ใช่ป่าชุมชน อย่างป่านางรำอะไรพวกนี้ อย่างเขตแถวๆ อุทัยธานี คำว่านางรำมันเป็นชื่อ มีตำนาน แล้วมีผีดูแล เพราะฉะนั้นถ้าใครเข้าไปในป่า ไปทำลาย ไปใช้ทรัพยากรเกินตัว ผีลงโทษ เพราะผิดกติกา ผิดขึด ผิดขะลำก็มีปัญหาขึ้นมา เพราะฉะนั้นทำให้เกิดการควบคุมทรัพยากร ผีควบคุมและคอยดูแล

 

สังคมในชนบทแต่เดิมอยู่ด้วยแบบเศรษฐกิจพอเพียง เอื้ออาทรแบบที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพูด ถ้าใครไปใช้มากผีลงโทษ มันอยู่ด้วยกติกา เพราะฉะนั้นในชนบทผีเป็นพื้นฐาน แต่ไม่ปฏิเสธพุทธ ผีเป็นสาวกของพุทธ

 

ในสังคมภาคกลาง เมื่อคนลาวเข้ามาอยู่ในภาคกลางมีตัวเปลี่ยนพฤติกรรม เอาผีมาเหมือนกัน แต่เวลาเซ่นผีบ้าน ผีปู่ตา เขาจะไม่ฆ่าไก่หรือหมูพวกนั้นเซ่น เขาจะทำบุญในวัด แล้วก็กรวดน้ำไปให้ผีปู่ตาหมดเลย ผีปู่ตาก็อยู่ในวัด แล้วอันนี้ทำให้วัดเป็นศูนย์กลางของความเชื่อทั้งผีและพุทธ แต่ผีอยู่ภายใต้พุทธศาสนา ผีเป็นผู้พิทักษ์พุทธศาสนาด้วย

 

เพราะฉะนั้นการนับถือศาสนาของคนไทยในชนบทเป็นอย่างนี้มาตลอด เชื่อหรือไม่เชื่อท่านไปดู พระสงฆ์องค์เจ้าก็รู้ว่าวาระไหนที่ใช้ผี วาระไหนที่จะอธิบายเรื่องพุทธ สังคมไทยในชนบทเป็นสังคมที่มีดุลยภาพ มีดุลยภาพเพราะอะไร พอคุณต้องการพึ่งความเดือดร้อนทางโลก โลกนี้นะคุณก็ไปหาผี ถ้าหากว่าจะพึ่งโลกหน้า ผีเอาไม่อยู่ พุทธดีกว่า เพราะฉะนั้นสังคมไทยถึงได้มีโรคเส้นประสาท เพราะเครียด

 

สังคมชนบทสมัยก่อนนี้ไม่เครียด ผมเข้าไปอยู่ในสังคมชนบทตั้งแต่หนุ่มๆ ผมไม่เครียดเลยสนุกสนาน แล้วคนในชนบทมันทำบุญ ทำบุญเพื่อเอาบุญนี้ไปใส่ธนาคารโลกหน้า คือเก็บไว้ แต่พออิทธิพลฝรั่งมาสมัยจอมพลสฤษดิ์ ฉิบหายหมดเลย ธนาคารขึ้นมาแทนหมดเลย มันลงทุนเฉพาะโลกนี้ แล้วไม่ใช่ผีด้วย มันลงทุนอะไรก็ไม่รู้ นี่คือปัญหาที่เปลี่ยนไป

 

แต่ปัจจุบันนี้สังคมชนบทกำลังถูกรุกรานโดยวัตถุธรรมสมัยใหม่ ผีเกลื่อนเต็มแต่ไม่เท่าในเมือง ในเมืองนี้ผีมากเหลือเกิน กรุงเทพฯ นี่มาก เพราะอะไรทราบไหม เพราะความไม่มั่นคงในจิตใจเกิดขึ้น แล้วความที่ไม่มั่นคงในจิตใจของคน เกิดจากพวกที่ต้องการเงิน โดยเฉพาะคนชั้นกลางที่เป็นนายทุน เพราะการลงทุนในทางธุรกิจมันต้องเสี่ยง ความเสี่ยงมันทำให้กลัว มันคุมไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องหาทางเอาความเชื่อไปช่วย แต่ความเชื่อที่ได้มานั้นเป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ทั้งสิ้น หาเครื่องรางของขลัง สะเดาะเคราะห์ต่างๆ เหล่านี้ แล้วแถมยังประจบสอพลอ ติดสินบนผีอีก ไปบนบานศาลกล่าว แล้วแก้บนบางทีผีก็ไม่เล่นด้วย นักการเมืองหลายคน ไปสบถสาบานฉิบหายไปหลายคน คือพระก็ไม่เล่นด้วย ผีบางตัวก็ไม่เล่นด้วย

 

ด้วยเหตุนี้เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อท่านสร้างกรุงเทพมหานคร ท่านไม่ได้สร้างให้คนอยู่ ท่านสร้างให้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้อง พระแก้วมรกต วัดพระแก้วมรกต ปราสาทพระเทพบิดร ตั้งหลายอย่างอยู่ในพระราชวัง ถามว่ามีพุทธหรือ มีทั้งผีและพุทธอยู่ด้วยกัน ให้พิทักษ์รักษา เมื่อมีเรื่องราวก็ทำพิธี ความไม่มั่นคงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ เกิดอหิวาตกโรคระบาด ต้องสวดภาณยักษ์ ต้องทำพิธี คนเริ่มหมดหวัง ไม่รู้จะคุมโรคห่านี่ได้อย่างไร หันมาทำบุญดีกว่า เขาบอกว่าหลังจากนั้นไม่นานอหิวาตกโรคหายเลย อันนี้เราอย่าไปหาเรื่องทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของการฟื้นทางด้านขวัญและจิตใจ เขาก็ทำอย่างนี้ทั้งนั้น แล้วเมื่อเร็วๆ นี้โหยหาดวงเมือง เดี๋ยวจะคุยอีกทีหนึ่งว่าโหยหาทำไม เหมือนกับว่าดวงมันไม่ดี ถ้าเข้าใจสิ่งที่รัชกาลที่ ๑ ท่านทำ คุณจะเข้าใจว่าดวงเมืองคืออะไร แต่ทีนี้ดวงเมืองเฉพาะนักการเมืองบางคน คือความฉิบหายของตัวเองจะบอกว่าเป็นดวงเมืองเสีย ที่จริงไม่ใช่

 

อย่างในสมัยรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ เหตุการณ์มันเกิดความวิบัติทางศีลธรรมหรือทางธรรมชาติอย่างนี้ที่ทำให้คนเดือดร้อน เขาถึงได้ทำพิธีอันนั้น เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเรื่องของผีและพุทธนั้นอยู่ด้วยกัน แต่มีกาลเทศะ

 

แต่ปัจจุบันนี้เรามีนักธุรกิจมาก บ้าเงินทองมาก แล้วลงทุน พอลงทุนก็เสี่ยง พอเสี่ยงก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องหาความเชื่อ ถ้าไม่ไปติดสินบนเทวดาหรือผี ก็เล่นไสยศาสตร์ เห็นไหมคนที่มีเงินทองที่เป็นเศรษฐีผมคิดว่า หนึ่งในสามของสมบัติเขา เอาไปจ่ายอันนี้ มันถึงเกิดหมอผีเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วนักเกจิอาจารย์มากมายเหลือเกิน แล้วพวกนี้ทำจักรวาลเพี้ยนไปหมดเลย ที่เพี้ยนเห็นไหม เอาผีเข้ามา เอาพระอินทร์ พระอิศวร พระนารายณ์เข้ามาตั้งเป็นศาลเยอะแยะเลย คนฮินดูเขาทำกันหรือเปล่า เขาไม่ทำ เวลาเขาจะบูชาพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม เขาต้องบำเพ็ญตบะ อดทน จนกระทั่งหนวดเครายาวกว่าพระเป็นเจ้าอีก แต่พวกนี้จัดคนทรงไปปั๊บเรียบร้อยเลย ห่มแดงนุ่งขาวอะไรว่ากันไป พระเป็นเจ้าก็มาปรากฏแล้ว นี่มันระบบผีโดยตรง แต่เป็นกระบวนการที่ไปติดสินบนผี แต่ถ้าเราเคารพผีเราต้องเชื่อในกติกาทางศีลธรรม ไม่ทำสิ่งที่เป็นอัปมงคล แต่เวลานี้ที่ออกมามันเป็นไสยศาสตร์เพราะว่า ผีที่เข้ามานี้มันเป็นกระแสทางไสยศาสตร์ ถ้าจนจะต้องให้รวยอยู่เรื่อย มันเป็นเรื่องทางวัตถุทั้งนั้น เพราะฉะนั้นผีสั่งเข้ามาเยอะเลย เป็นระลอกเลย

 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เมื่อเทียบกับเวียดนามที่เขาฟื้นจากความวิบัติ เขาฟื้นที่ศาสนา เวียดนามมีประเพณีสร้างตัวจริงขึ้นมา จะมีศาลของเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่เลย ทุกคนไปกราบไหว้ แต่เมื่อเขาทำการเคลื่อนไหว เขาใส่คุณธรรมในการละมนุษย์ ในการอยู่ในศีลธรรม ตรงนั้นเป็นศาสนา แต่ของเราเอาเทพเอาผีมาใช้ เป็นเรื่องติดสินบนและเรื่องไสยศาสตร์ทั้งสิ้น

 

โดยเหตุนี้ทั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านออกกฎหมายลักษณะสงฆ์ จากพระสงฆ์ที่ทำผิดๆ ทำพิธีทางไสยศาสตร์ ไปดูกฎหมายลักษณะพระสงฆ์ สึกแล้วตีด้วย แล้วก็ทำลายศาลผีนับไม่ถ้วน เพราะว่าสังคมไปติดสินบนผีมาก สมัยรัชกาลที่ ๑ โค่นศาลผีเลย คือท่านเห็นว่ามันมากเกินไป แต่ถ้ารับในแง่ที่ว่ามันมีดุลยภาพระหว่างผีกับพุทธอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เราต้องมอง มันต้องเกื้อกูลตรงนั้น ถ้าหากว่ามันไปเน้นอะไรที่ไม่มีดุลยภาพ มันจะเกิดอันตรายขึ้น

 

พระมหากษัตริย์ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง พระมหากษัตริย์ท่านเข้ามาจัดการตรงนั้น แต่ท่านสยบต่อพุทธศาสนา หลายคนมาพูดถึงในเรื่อง เราจะทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาในนิราศท่าดินแดง นั่นท่านมองเทิดทูนพระพุทธศาสนาว่าอยู่สูง กฎหมายที่จะจัดการ พระพุทธศาสนานั้นคือ Purify ตัวที่จะทำให้ศาสนาบริสุทธิ์ พระเจ้าแผ่นดินไม่ได้อยู่เหนือพระพุทธศาสนา อยู่ภายใต้พุทธศาสนา เพราะว่าท่านเป็นสมมุติราชที่เอาอำนาจมาจากพระพุทธศาสนาโดยตรง ความชอบธรรมมาจากศาสนาโดยตรง พระเจ้าแผ่นดินท่านเป็นสมมุติราช มีบารมีเหมือนพระโพธิสัตว์

 

 

ครั้นรัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นเจ้าชีวิต ท่านทำอะไรที่ไม่ค่อยเข้าท่า หลวงปู่โตเข้าไปในวัง จุดตะเกียงเข้าไปเลย บอกว่าบ้านเมืองมันมืดมาก รัชกาลที่ ๔ ยอมรับ เห็นไหม หรือว่าครั้งหนึ่งในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านคิดที่จะเอาพระพุทธรูปศรีสรรเพชญ์ที่อยุธยา ที่พม่ามันเผาจนเหลือแต่แกนแล้วมาทำใหม่ สมเด็จพระสังฆราชค้าน บอกผิดประเพณี ห้ามไปทำใหม่ พระพุทธยอดฟ้าฯ ต้องฟัง ถึงได้สร้างพระสถูปเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณครอบอยู่ที่วัดโพธิ์ แต่การที่ครอบอันนั้น เท่ากับสืบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของกรุงศรีอยุธยามาอยู่ที่วัดโพธิ์ ความสัมพันธ์ของวัดโพธิ์คือการนำเอาซากของพระศรีสรรเพชญดาญาณ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำกรุงศรีอยุธยามาไว้ที่ตรงนั้น เก็บไว้เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้พระมหานคร แต่พระองค์เองเชิญพระแก้วมรกตขึ้นมาเป็นพระพุทธรูปประจำกรุงเทพฯ แล้วจึงขนานนามกรุงเทพฯ ว่า กรุงรัตนโกสินทร์ คำว่า รัตนโกสินทร์หมายถึง รัตนะ แก้ว โกสินทร์ แก้วของพระอินทร์ พระอินทร์สีเขียว เพราะถือว่าเทพที่สูงสุดในพุทธศาสนาเถรวาทนั้น ไม่ใช่พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม แต่เป็นพระอินทร์ จึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นพระแก้วมรกตจึงถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ และของประเทศไทยด้วย

 

วัดพระแก้วนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะว่า เป็นสิ่งสำคัญของราชอาณาจักร เป็นที่มาของอำนาจในการปกครองแผ่นดิน เพราะว่าจะต้องมีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่นั่น ขุนนางข้าราชการจะรับราชการ จะต้องถือน้ำพิพัฒน์สัตยา จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และราชอาณาจักร ไม่เช่นนั้นจะถึงวิบัติไปเลย ถึงได้มีข่าวลือว่าเมื่อตอนปี ๗๕ ที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ผู้ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองถือน้ำพิพัฒน์สัตยานะครับ ฉิบหายตั้งหลายคน นี่เพราะถือน้ำสาบาน

 

ฉะนั้นมันอยู่ด้วยความเชื่อ บ้านเมืองเป็นอย่างนี้มาตลอด แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ มันไม่เหมือนแต่ก่อน เหตุที่ไม่เหมือนแต่ก่อนคือว่า เมื่อสี่สิบปีที่ผ่านมา เรารับตะวันตกเต็มที่เลย แล้วพัฒนาประเทศโดยที่ไม่เข้าใจรากเหง้าของเรา แล้วความเป็นมนุษย์ มัวแต่บ้าวัตถุ งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุขนี่นะ มันไปไม่ตลอด พอมันพังปั๊บไม่มีที่พึ่งแล้ว แล้วคุณก็ไปเชื่อความเชื่อที่ผิดๆ ขึ้นมา จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ขึ้น

 

เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ขณะนี้ผมอยากจะมองสังคมขณะนี้ มันเป็นความล้มเหลวทางสถาบันทางศาสนาโดยตรง ถึงได้เอียงกะเท่ไปถึงไสยศาสตร์ หากติกาไม่ได้ แล้วนอกจากความล้มเหลวทางสถาบันศาสนา คือสถาบันแต่งงาน การแต่งงานเป็นสถาบันที่ล้มเหลวในสังคมไทย เราจะเห็นว่าพฤติกรรมของเด็กมันกลายเป็นสมสู่สำส่อนแล้วติดโรคเอดส์ตามๆ กัน เกิดวิบัติขึ้นมา พ่อข่มขืนลูกอย่างนี้ นี่เป็นวิบัติทางศีลธรรมมากมายเหลือเกิน แต่เวลาเราจะแก้รัฐธรรมนูญเราไม่เคยคิดถึงอย่างนี้เลยว่าจะแก้ด้วยวิธีอะไร เพราะเราขาดมิติทางจิตวิญญาณ พัฒนาประเทศสี่สิบปีห้าสิบปีที่แล้วมานี้ ไม่มีมิติทางจิตวิญญาณเลย มันค้านความเป็นมนุษย์ ศาสนา จริยธรรมไม่ถูกบรรจุ ไอ้กระทรวงศึกษานี่ตัวเฮงซวยสุด รวมทั้งสภาพัฒน์ด้วย ทำอะไรมองวัตถุยันเลย เดี๋ยวนี้ทำอย่างเดียว ส่งออก ลงทุนต่างประเทศ แต่ไม่เคยคิดถึงความมั่นคงต่างๆ ในสมัยโบราณเขามองอย่างดุลยภาพ เพราะฉะนั้นในเมืองขณะนี้เต็มไปด้วยผีทั้งนั้น

 

แล้วขณะเดียวก็มีการเคลื่อนไหวที่แปลกที่ผมทำจดหมายข่าว ท่านลองเปิดจดหมายข่าวดูมีม้าลายเต็มเลย ม้าลายนับเป็นพันๆ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มีศาลของหลวงปู่จันดี หนึ่ง สอง สามอยู่ตามถนนใหญ่ๆ มีศาลของหลวงปู่ นี่หลวงปู่อาจจะเป็นพระก็ได้ แต่เป็นผี หลวงปู่จันดี คนไปไหว้ท่าน เอาม้าลายไปเซ่นเต็มเลย ดูซิ ยังกับกองทัพจิ๋นซีฮ่องเต้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น แล้วม้าลายคืออะไร ม้าลายคือสัญลักษณ์ของความปลอดภัยบนท้องถนน คุณไปข้ามถนนคุณต้องมีม้าลาย เขาให้ข้ามทางม้าลาย เพราะว่ามันตายกันนับไม่ถ้วน แล้วเวลาเกิดภัยพิบัติขึ้นมาก็ไปไหว้หลวงปู่จันดี แล้วก็ซื้อม้าลายไปแก้บน ทีนี้ตามที่ขายศาลพระภูมิมีม้าลายเต็มเลย ลองไปดู วัดบางแห่งเต็มลานวัด เขาต้องไล่ออกมา

 

แต่ที่บ้ามาก พระจตุคาม นี่ไม่ใช่ไสยศาสตร์ นี่เป็นศาสนาแล้ว เพราะมันมีความเดือดร้อนจึงทำขึ้นมา คนต้องหาที่พึ่ง แล้วเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองที่ก้าวหน้าทางวัตถุมากที่สุด ความเชื่อยังคงอยู่ ถามว่าดีหรือไม่ดี

 

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

เพราะว่าเขาตัดถนนเยอะใช่ไหมค่ะ

 

 

อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม

มันบ้าตัดถนนแล้วกติกาในการจัดการจราจรมันไม่ดี มันถึงได้ไปชนกัน แล้วคนมันตาย คนในสังคมก็หันไปหาที่พึ่งทางไสยศาสตร์แทน

 

ทีนี้ทางภาคเหนือครั้งหนึ่ง มันขายที่ดินแล้วก็เอาไปซื้อรถปิ๊คอัพ ก็เกิดรถคว่ำตายอะไรตาย เพราะฉะนั้นบริษัทขายรถก็แจกตุง ตุงคนตาย นี่เป็นไสยศาสตร์มันหนีไม่พ้นหรอก เดี๋ยวนี้ไปดูภาคเหนือซิที่ไหนมีรถชนตาย เขาจะมีตุง ตุงแดง เขาก็แก้เคล็ดโดยการพอเวลาจะซื้อรถ ก็แจกตุง นี่คือความล้มเหลวที่เกิดขึ้น

 

ถามว่าถ้ายังอยู่ในสังคมโบราณเขาจะต้องมารื้อฟื้นทางศาสนาทางศีลธรรมใช่ไหม แต่นี่ไม่ใช่ มาเป็นเครื่องรางของขลังยันเลย สมัยก่อน สมัยอยุธยานั้นพระเครื่องไม่มี ผมทำงานทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีมา ผมไม่เคยพบพระเครื่องสมัยอยุธยาเลย แต่พระที่ไปขุดตามเจดีย์นั้นเป็นพระพิมพ์ เป็นพระที่เขาทำเพื่อสืบศาสนา เขาใส่ไว้ในเจดีย์ในกรุ เขาแช่งด่าใครเอาไปไหนตกนรก พอมาถึงกรุงเทพฯ นี่มันเกิดความไม่มั่นคงขึ้นมา ก็ไปขุดพระขึ้นมาเป็นเครื่องรางของขลัง แล้วก็มีพวกหน้าม้าไปบอกว่าองค์นี้สำคัญ ขุนแผนยอดขุนพล เยอะแยะ ปลุกราคากันมาตลอดเลย เป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง เพราะอะไรทราบไหม เพราะคนโบราณเขาไม่เอาพระไปห้อยที่ตัว เขาถือว่าของศักดิ์สิทธิ์กับสาธารณ์มันต่างกัน เอาพระพุทธรูปไปห้อยที่ตัวเอง มนุษย์เป็นสาธารณ์มันเป็นอัปมงคล

 

แต่ก่อนนี้ผมเคยถามพม่าว่าห้อยพระไหม พม่ามันบอกว่าอเวจี แต่เดี๋ยวนี้พม่ามันเริ่มห้อยเครื่องรางแบบเรา เพราะเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมันเข้าไปหมดเลย เพราะฉะนั้นสมัยก่อนนี้พกเครื่องรางเหมือนกันแต่เป็นตะกรุด ผ้าปะเจียด สักยันต์อะไรพวกนี้ อย่างสักยันต์นี่เป็นตัวอย่าง แต่ทางพุทธเขาไม่ไปแตะต้องหรอกเพราะเขาถือว่าพระพุทธเจ้านี่บริสุทธิ์มาก เขาจะมีกาลเทศะ แล้วถ้าอยู่ในวัดเห็นไหม เขาจะแบ่งเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส พระบริสุทธิ์คือพระพุทธเจ้าใช่ไหมจึงแบ่งเขต พอถึงเขตที่เป็นพุทธาวาสถือว่าเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์เลย และโดยเฉพาะที่วัดมหาธาตุเจดีย์เป็นที่สำคัญมาก ผู้หญิงไม่ให้เข้า แล้วผู้หญิงก็เกิดบ้าขึ้นมา อ้างสิทธิสตรี จะเข้าไม่เข้าทั้งผู้ชายผู้หญิงจนจะตีกัน เพราะเกิดความวิบัติให้แก่สังคม

 

อันนั้นเป็นปรากฏการณ์ความเชื่อที่เราเห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ออกมาอย่างไม่มีระบบ ไม่มีกติกา ผิดเพี้ยนจักรวาลวิทยาก็คือ ไสยศาสตร์ อธิบายได้เรื่อยเลย

 

ทีนี้หวนมาแถมท้ายนิดหนึ่ง จตุคามรามเทพนี่เป็นตัวอย่าง จตุคามรามเทพเป็นสิ่งที่เกิดจากเจตนาที่ดี ที่จะสร้างบุคลาธิษฐานเกี่ยวกับเทพ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจขึ้นในระยะแรก โดยการกระทำของท่าน ขุนพันธรักษ์ราชเดช ต้องการตรงนั้น เพราะขุนพันธ์ท่านเปลี่ยน เรียกว่าถ้าจะทำหลักเมืองทำไมไม่ยึดทางพุทธ จึงไปสร้างหลักเมืองที่วัดมหาธาตุ เพราะหลักเมืองส่วนใหญ่เป็นเรื่องผีทั้งนั้น จากผีเจ้านายมา แล้วท่านก็ดึงเทพผู้รักษาพระบรมธาตุมาเป็นหลักเมือง นั่นเป็นเจตนารมณ์ที่ดี เพราะขุนพันธ์เป็นคนดี เป็นคนเข้าใจ แล้วท่านเป็นคนธรรมะธรรมโมท่านรู้ เพราะท่านรู้ทางไสยศาสตร์เป็นอย่างดี พอตอนหลังมันเพี้ยนไป เพราะฉะนั้นจากสิ่งที่ทำดีเพื่อความมั่นคงให้อยู่ในกติกาที่ดี กลายเป็นเรื่องไสยศาสตร์หมดเลย มันถึงได้ลุกลามใหญ่โตได้ถึงขนาดนี้ แล้วสิ่งที่น่ากลัวก็คือ วัดนี้เป็นที่แหล่งปลุกเครื่องรางของขลัง ถ้าไม่ปลุกก็ไม่รวย มันกระทบกันหมดเลย

 

เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์เหล่านี้ คือความล่มจมทางศาสนาโดยตรงเลย ถ้าเราจะแก้ด้วยวิธีไสยศาสตร์ไปไม่รอด เพราะมันไม่สามารถที่จะฟื้นศีลธรรม จริยธรรมได้

 

เมื่อกี้ผมพูดถึงอีกสถาบันหนึ่งคือการแต่งงาน การแต่งงานนี้ มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม เป็นสัตว์ประเสริฐ แต่งงานไม่ใช่การสมสู่ ต้องมีการยอมรับกันทั้งคนที่อยู่ในครอบครัว เครือญาติและชุมชน เขาต้องการให้เป็นประจักษ์พยานตรงนั้น เพราะอะไร เพราะการสืบพันธุ์ของมนุษย์ไม่ได้สืบแบบสัตว์ ถ้าหากว่าสามีตาย ลูกเต้าจะอยู่กับใคร หรือเลิกร้างทุบตีกัน เพราะฉะนั้นการแต่งงานเป็นกิจกรรมทางสังคม ต้องยอมรับ แต่หลายคนสมัยนี้ไม่มีเลย นึกชอบใจก็พากันเข้าไปอยู่ในโรงแรมแล้วจะทำอะไรก็ได้ มันถึงเกิดปัญหาว่าเด็กมีปัญหามากมาย ซึ่งสมัยก่อนนี้ไม่มี แล้วพวกนี้ถ้าเข้าถึง มันจะต้องฟรีเลิฟ แบบฝรั่งนั่น ชอบก็ตามจิตปรารถนา ของคนโบราณไม่มี เขาพบกันสองฝ่าย ถ้าเด็กชอบพอกัน ผู้ใหญ่ต้องดูแล ว่าเหมาะสมหรือไม่ เพื่อให้มีการยอมรับกันทั้งสองฝ่าย เพื่อที่จะได้อยู่กันตลอด เขามองเพื่อการสืบสายตระกูลวงศ์ แล้วทำให้คนโบราณอยู่กันมีเทือกเขาเหล่ากอ มีกลุ่ม มีเครือญาติ ปัจจุบันนี้มีไหม ไม่มี กรุงเทพฯ ไม่มีกลุ่ม เหมือนกับพวกไม่มีหัวนอนปลายตีนมันอยู่กันเป็นแถวเลย มันไม่มี ฉะนั้นมันต้องมีกลุ่มของตัวเอง แล้วกลุ่มเหล่านั้นจะดูแลความมั่นคงของชีวิต

 

ผมพูดง่ายๆ ว่าขณะนี้ สถาบันการแต่งงานซึ่งเป็นสถาบันสากลสำหรับมนุษย์ พังในสังคมไทย สถาบันทางศาสนาซึ่งมีความหมายในทางมั่นคงก็พังอีก แต่หวนกลับไปหาไสยศาสตร์ มันถึงได้เกิดวุ่นวายถึงขนาดนี้

 

ทีนี้เราหวนกลับมาพูดถึงตอนนี้ว่า ในเมืองถ้าเปรียบเทียบกับในชนบท อะไรเกิดขึ้น ชนบทยังรักษาอะไรต่างๆ นี้ไว้ได้ ที่ผมพูดนี้ผมพยายามจะศึกษาว่า ในชนบทมองให้เป็นรูปธรรมไหมว่าเขารักษาความเชื่อเดิมๆ ไว้ ทั้ง พุทธและผีที่ต่อรองกันให้ดุลยภาพโลกนี้และโลกหน้ากัน เราก็ไปทำงานวิจัยที่ด่านซ้าย ด่านซ้ายหลังจากที่ไป Survey แล้ว ประหลาด มันประหลาดว่า ผมคิดว่าพระบรมธาตุเจดีย์ศรีสองรักเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ ผมไปขยายขี้เท่อให้คนด่านซ้าย เขาก็หัวเราะ พอเขาอธิบาย ก็ เออ เราโง่นะ เพราะเราคิดว่ามีที่ไหนเจดีย์นี่ ก็ว่าตามทฤษฎีต้องมีพระบรมธาตุถึงจะเป็นเรื่องสำคัญ คนด่านซ้ายบอกว่า ไม่ใช่ พระธาตุเจดีย์ไม่ได้บรรจุพระบรมธาตุ เราก็ไปให้เขาศึกษาค้นคว้ากัน แทนที่จะเอาความคิดของผมเป็นหลักเข้าไปแล้วบอกว่าต้องเป็นอย่างนี้อย่างโน้นนะ ปรากฏว่าผิดทั้งเพเลย แล้วรู้สึกโง่ด้วย ตรงนี้ซิ ผมถึงบอกว่าการที่จะกระตุ้นให้คนท้องถิ่นทำ ว่าเขาเป็นใครนี่นะสำคัญมาก ก็ปรากฏว่าพระธาตุเจดีย์สองรักนั้นไม่ใช่เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุ เมื่อสอบสวนดูแล้วตำแหน่งที่พระธาตุเจดีย์ตั้งอยู่ ณ จุดต้นน้ำหมัน ต้นน้ำหมันเป็นสายน้ำที่จะเลี้ยงคนด่านซ้ายทั้งเมืองและชุมชนตลอดเลย แล้วตอนต้นน้ำนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

 

ประเพณีของล้านนาหรือล้านช้าง เขาถือว่าตรงต้นน้ำเป็นจุดที่สำคัญคือมีผีต้นน้ำ ใช่ไหม แล้วตรงต้นน้ำนี้มันอยู่ตรงสันปันน้ำ ถ้าคุณจะเดินผ่านสันปันน้ำจากด้านหนึ่งไปด้านหนึ่งนี่ คุณเข้าเขตใหม่แล้ว เขตนี้จึงมีการใช้จุดนี้เป็นการแบ่งเขตระหว่างศรีสัตนาคนหุตหรือล้านช้างร่มขาวกับกรุงศรีอยุธยา ใช่ไหม ข้ามต้นน้ำนั้นก็เข้ามาเขตกรุงศรีอยุธยา เพราะฉะนั้นเมื่อมีการแบ่งเขตแดนในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระไชยเชษฐาธิราชที่เป็นกษัตริย์สำคัญของลาวนั้น ได้สร้างพระเจดีย์ตรงนั้นเป็นพุทธบูชา ตรงนั้นเป็นตำแหน่งของผีต้นน้ำ เป็นการเปลี่ยนผีให้เป็นพุทธ แล้วบริเวณนั้นสัมพันธ์กับหอผีขนาดใหญ่ หอใหญ่ประจำเมืองอยู่ตรงนั้นข้างหลังพระธาตุเจดีย์ เวลาเราขึ้นให้ขึ้นไปพระธาตุเจดีย์ศรีสองรัก ขึ้นด้านหน้านะ แต่ด้านหลังนั่นคือ หอผี เป็นผีเมือง แล้วยังมีหอผีน้อยอีก ผมไม่เคยเห็นหอผีใหญ่เท่านี้เลย แล้วบริเวณนี้พระธาตุเจดีย์ศรีสองรักได้รับการดูแลของหัวหน้าจ้ำประจำเมือง เขาเรียกกันว่า พ่อกวน คือ ลาวเขาจะมีจ้ำที่จะเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมในหมู่บ้าน เป็นผู้ที่เป็นประมุขทางด้านประเพณีพีกรรมหรือคำสั่งสอน

 

แต่นี่เป็นจ้ำระดับที่เรียกว่าเจ้าพ่อกวน เป็นระบบโบราณเลย แล้วเจ้าพ่อกวนนี้มีอำนาจมากเลย ทีนี้คนที่ไปกราบไหว้พระธาตุเจดีย์ศรีสองรัก กราบไหว้ บางทีแก้บนขอความมั่นคง เซ่นด้วยหมู ควาย ซึ่งไม่ใช่วิธีทางพุทธ แล้วคนที่เป็นคนจัดการนั่น เขาไม่ให้ไปเซ่นซี้ซั้วนะ เขาผ่านโดยเจ้าพ่อกวนใช่ไหม เขามีระบบ เจ้าพ่อแสนเจ้าพ่ออะไรเป็นระบบเลย นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ แล้วคนที่มีเรื่องเดือดร้อนในเขตแวดวงนี้ ต้องไปไหว้เซ่นสรวงพระธาตุเจดีย์ศรีสองรัก

 

ทีนี้พระธาตุเจดีย์ศรีสองรักนี้ รูปแบบเป็นพุทธ คนไปกราบไหว้ทั้งนั้น สมมุติผมจะบวชผมต้องไหว้พระธาตุเจดีย์ศรีสองรัก ทั้งพุทธและผีอยู่ด้วยกัน แต่ผู้ปกครองฝ่ายผีเป็นผู้ดูแล วัดไม่ได้อยู่ที่พระธาตุเจดีย์ศรีสองรักอยู่ที่วัดโพนชัย ที่วัดโพนชัยเป็นวัดพุทธ เป็นวัดในคติของลาว ที่ว่าเป็นคติของลาวคือมีระบบนาคอยู่ หลังวัดมีรูนาค รูนาคนี่เป็นคติของลาว ลาวไปที่ไหนจะมีคติของลาว ฉะนั้นวัดที่สำคัญของลาวจะมีรูนาคทั้งสิ้น แล้ววัดนี้จะเกิดขึ้นตามรูนาค อย่างพระธาตุบางพวน พระธาตุหลายๆ แห่งนี่เกิดขึ้นจากรูนาคทั้งนั้น

 

วัดโพนชัยนี่เป็นวัดของพุทธ เป็นวัดที่ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาของเมือง ในพิธีสิบสองเดือน หนึ่งในพิธีสิบสองเดือนที่สำคัญของด่านซ้ายคือบุญพระเวส เวลาประกอบพิธีบุญพระเวส เจ้าพ่อกวนจะต้องไปอัญเชิญพระอุปคุต เป็นก้อนหินในแม่น้ำหมัน จะเห็นว่าก้อนหินในแม่น้ำหมันให้ความสำคัญแก่น้ำ เพราะน้ำเป็นที่มาของความอุดมสมบูรณ์ แต่ก้อนหินนั้นอาจจะเป็นเรื่องของผีมาก่อน แต่ปรับให้เป็นเรื่องของพระอุปคุต เจ้าพ่อกวนจะเป็นคนเชิญมา ต้องเลือกวัน เวลา ที่เหมาะสมที่เขากำหนด แล้วเขาก็แห่กันไปเชิญ ไปเชิญก็ไปเป็นขบวนแห่ไปตลอดทุกแห่งในเมืองเลย เพื่อเอาความเย็นของน้ำนั้นไปวนรอบเพื่อความเป็นสิริมงคล เห็นไหมคำว่าผีนี่อยู่ภายใต้พระอุปคุต หลังจากนั้นแล้วแห่พระอุปคุตเข้าสู่วัดโพนชัย มีพิธีกรรมที่เรียกว่าบุญพระเวส เริ่มเทศน์มหาชาติ ทีนี้ในขบวนแห่ทุกคนก็ไปร่วมหมด ในท้ายหรือหัวขบวนก็ไม่รู้ ก็มีพวกผีตาโขนอยู่ ทีนี้ผีตาโขนนี่คืออะไร ตีความกันไปต่างๆ นานาซี้ซั้ว ไอ้พวกนักวิชาการห่วยแตกข้างนอกนี่ ออกไปโน่นไปนี่ แต่คนในเขาบอกไม่ใช่

 

เขาบอกว่าผีตาโขนคือ ผีที่ตามห้วยดินดอนที่ตามเข้าเมือง บอกเป็นผีป่าผีอะไรก็ไม่รู้ แต่เมื่อเข้าไปแล้วมันก็หมดความเป็นผี ก็เป็นพุทธไป เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าไปถึงวัด เขาก็ถอดหน้ากากต่างๆเหล่านี้โยนน้ำหมันไป แล้วหน้ากากนี้ก็ทำมาจากของสกปรกทั้งนั้น ทำมาจากผ้าขี้ริ้วบ้าง ซึ่งเป็นของที่มันไม่เข้าท่า เพราะมันผีนี่ แล้วเสร็จแล้วก็โยนน้ำไป ก็สลัดสิ่งที่เป็นอัปมงคลลอยน้ำไป นั่นคือการเปลี่ยนผีให้เป็นพุทธ อยู่ในพุทธศาสนา แล้วคุณก็ฟังเทศน์ เทศน์มหาชาติมีความหมายกับคนเหล่านี้อย่างไร คือ การพัฒนาจิต คือ การให้ทาน แล้วเดี๋ยวนี้ดัดจริตเรียก จิตอาสา คือการสร้างโพธิจิตขึ้นในสังคมให้มีจิตสงสารขึ้น เป็นธรรมะที่ได้อยู่รวมกัน เป็นบารมีของพระโพธิสัตว์ เป็นบารมีของพระจักรพรรดิราช เพราะพระเวชสันดร คือ ตัวแทนของพระสมมุติราช เพราะท่านเสวยชาติเป็นชาติสุดท้าย ก็บำเพ็ญทานบารมีเป็นทานที่ยิ่งใหญ่

 

เทศน์มหาชาติ คือ การอบรมคนให้เกิดความรู้สึกที่เสียสละ ที่ให้ทานนั้น ซึ่งผิดกับสังคมซังกะบ๊วยขณะนี้เอาตะบัน เคยนะ สอนให้เอาก็เอาซะเลย มันก็เป็นปัจเจก ในสมัยโบราณเขามีกุศโลบายเยอะแยะเลย แล้วเวลาเทศน์มหาชาติเขาก็ไม่มาเทศน์เป็นแบบว่า ต้องให้ทานเป็นแบบปรัชญาหรอก เขากล่อมเกลาด้วยการแหล่ พระสงฆ์องค์เจ้าก็ร่วมเทศน์สนุกสนาน ให้ทางอ้อม แล้วคนก็เกิดสำนึกนี้ขึ้นมา คือ กล่อมจิตทางอ้อม ไม่ใช่เรียนแบบฝรั่งเลย ให้ท่องจำ สมัยโบราณกล่อมกันเป็นแบบนั้น ถ้าใครไปฟังเทศน์มหาชาติสนุกมาก พอพากย์ชูชกบอกคนนี้ถ่อยมาก มันเกิดอารมณ์ แล้วมันก็แฝงเข้าไป วิธีทดสอบแบบนั้น นี่คือพุทธศาสนาที่เปลี่ยนผีให้เป็นพุทธ

 

ไอ้ททท.เฮงซวยนี่มันบ้า จัดงานด่านซ้ายผีตาโขน ไฮไลท์ผีตาโขน ผี แล้วแถมยังเอาหน้ากากกลับไปอีก คนแถวนั้นบอกอัปมงคลเอาไปทำไม เพราะฉะนั้นงานวิจัยมาจากคนในมันตรงกันข้าม เขาบอกเป็นอัปมงคล แต่เดี๋ยวนี้เด็กรุ่นใหม่ๆ มันก็เอาด้วย เพราะมันได้เงิน เลยเริ่มไปรุกรานเขาแล้ว ทีนี้คนทางด่านซ้ายเริ่มถอยแล้ว คือไม่อยากจะยุ่งกับประเพณีผีตาโขน เขาไปทำอีกวัดหนึ่ง เขาหนี เขาก็มีหลายวัดที่ทำประเพณีบุญพระเวส บุญพระเวสไปทำที่อื่นแล้วทำแบบประเพณีเดิม นี่คือสิ่งที่เราเห็น แล้วตอนหลังมีการทะเลาะว่า เจ้าพ่อกวนเอาเงินทางพระธาตุเจดีย์ศรีสองรักไปใช้ ผมก็ดูว่าไอ้เงินที่ได้จากการไปไหว้ผีมันมีไม่กี่ล้านเลย แล้วท่านเอาไปซื้อรถ เกิดความขัดแย้ง ก็ว่ากัน ทีนี้ก็เห็นว่าจะไปจัดการ ฝ่ายเถระสมาคมก็จะไปยึดวัดเขา ก็บ้ากันไปใหญ่เขาก็ไม่ยอม ตรงนี้คือความไม่เข้าใจ

 

เพราะฉะนั้นผมว่า พอเราเห็นภาพของการวิจัยจากข้างในที่ชาวบ้านเขาบอก มันน่าสนุก เขาเข้าได้ทั้งผีและพุทธใช่ไหม อยู่ภายใต้อันเดียวกัน ไม่ได้ขัดแย้งกันเลย เป็นสิ่งที่เกื้อกูลกัน แล้วนี่คือเนื้อแท้ของพุทธศาสนาของคนไทย แทบทุกแห่งท่านไปดูซิ

 

เชียงใหม่ในเรื่องของดวงเมือง ดวงเมืองประกอบด้วยอะไร ความเป็นเชียงใหม่ประกอบด้วยชัยภูมิใช่ไหม ชัยภูมิเชียงใหม่นั้นประกอบด้วย

 

หนึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลำน้ำปิงผ่าน มีเขาดอยสุเทพ เป็น Background แล้ว พื้นที่ราบลุ่มนั้นมันมีพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นชัยภูมิเพราะว่ามีกวางมันหลบเข้าไป เป็นกวางเผือกหลบเข้าไป นายพรานทำอะไรไม่ได้ เป็นชัยภูมิที่ดี จึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา แต่ท่านเห็นไหม เชียงใหม่มันมีชัยภูมิที่มีผีซ้อนอยู่ ถ้าอ่านในตำนานหริภุญชัย ความสำคัญอยู่ที่ดอยสุเทพ

 

ที่ดอยสุเทพลำน้ำทุกสาย ที่อ่างแก้วลงมาเข้าไปเลี้ยงตัวเชียงใหม่ ตรงนี้เป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เข้าไป จึงเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ นั่นเป็นมาตั้งแต่สมัยลำพูน แต่ถ้ามาถึงรุ่นพญามังราย เอาเรื่องของต้นน้ำปิงมาผนวก เพราะถือว่าต้นน้ำปิงมาจากภูเขาเชียงดาว มีหนองน้ำใหญ่คล้ายแก้มลิง เพราะลำน้ำหลายสายที่ต้นน้ำปิงตกมาจากเขาเชียงดาว เขาเชียงดาวเป็นเขาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่สถิตของพ่อหลวงคำแดง นี่เป็นผีนะ เป็นผีที่ยิ่งใหญ่กว่ามังรายอีก เจ้าพ่อคำแดงเป็นกษัตริย์มาจากพะเยา เข้ามาถึงตรงนี้เพราะตามกวางเข้ามา แล้วท่านอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นดอยหลวงเชียงดาวเป็นภูศักดิ์สิทธิ์สำหรับเชียงใหม่ ผีโดยตรงเลย แล้วน้ำจากภูศักดิ์สิทธิ์ คือ ที่เป็นต้นน้ำปิงผ่านเมืองเชียงใหม่เข้ามา จึงมองเชียงใหม่เป็นเมืองพิง ระมิงต่างๆ เหล่านี้ นี่คือการมองภาพนี้ จะเห็นว่าภาพของผีมีความสำคัญมาก แล้วโดยเฉพาะคนนอกไม่ค่อยรู้ ไม่รู้ความสัมพันธ์ของพ่อหลวงคำแดง แต่ไปให้ความสำคัญกับพญามังราย พ่อหลวงคำแดงเป็นผีใหญ่ประจำภูมิภาค หลายแห่งเวลาจะทำศาลจะต้องมีศาลของพ่อหลวงคำแดง ทั้งไทยลื้อ ไทยญวนนี่หมดเลย แล้วซ้อนกันอยู่ แล้วเขามีประเพณีเกี่ยวข้องกันอยู่ ผมไปสำรวจภาคเหนือจะพบแหล่งที่เป็นสายของพ่อหลวงคำแดงเยอะ ไอ้สิ่งเหล่านี้เราไม่รู้ ต้องคนในเขาถึงจะรู้ แล้วสิ่งเหล่านี้ที่สิ่งที่คุมจริยธรรม ศีลธรรมของเขา เพราะฉะนั้นเวลามองภาพนี้จะเห็นว่าเวลาเขาทำสิ่งเหล่านี้ เขาอยู่ด้วยกัน เขาก็มีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับพุทธและผี

 

ทีนี้ความเชื่อของคนเหล่านี้ไม่ได้เชื่อแต่เพียงเอาคำสอนไปท่อง แต่เขาเชื่อในความมีพิธีกรรม การไปไหว้พ่อหลวงคำแดงหรือปฏิบัติตาม มันไม่ใช่พิธีกรรมปัจเจก มันเป็นหมู่ ต้องไปพบปะกัน มันก็เกิดความสัมพันธ์ทางสังคม เกิดสำนึกร่วมถือเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ฉะนั้นพิธีกรรมทางศาสนา หนึ่งตอบสนองความมั่นคงทางจิตใจ ทำแล้วจิตใจสบาย แต่ถ้าไม่เชื่อก็มีความหมายที่รองลงมา คือให้ความสัมพันธ์แก่สังคม มาพบปะพูดคุยกัน อยู่ร่วมกัน ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ แต่ถ้าเป็นปัจเจกเป็นไสยศาสตร์ มันไม่เป็นหรอก ทำเฉพาะตัว แล้วทำประโยชน์เฉพาะตัว แต่ไม่มองการอยู่รวมกัน แล้วสังคมไทยกำลังเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ ขณะนี้ผมว่าท่านเห็น

 

ผมว่าเวลานี้ถ้าเราจะแก้ไขบ้านเมือง เราต้องแก้ด้วยวิธีอะไร ผมว่าตรงนี้ที่ไม่มีใครนึก สถาบันศาสนาต้องกลับมา ไม่ใช่เน้นไสยศาสตร์จนเกินไป แล้วสถาบันที่จะกลับมานั้น วัดเป็นสถาบันในรูปธรรม จะต้องมีการจัดการตรงนั้น แต่ไม่ใช่ปลุกเครื่องรางของขลังไปทั่วราชอาณาจักร มันไปเน้นเรื่องของไสยศาสตร์ ต้องกลับมา

 

แต่ทีนี้ทำอย่างไรได้ให้สถาบันทางศาสนากลับมา แล้วการกลับมาของสถาบันทางศาสนานั้นคงไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องไปใส่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของคนในภาคสังคมทั้งนั้นจะต้องดูแลกันเอง พระสงฆ์จะต้องเป็นตัวนำ พระสงฆ์ต้องนำแบบหลวงปู่โตอย่างนี้ที่ว่าพอทางรัฐทำไม่ดีซัดเลย พระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้กติกาอันนี้ เพราะศาสนาเป็นเรื่องที่อยู่เหนือโลก อย่าเอามาแตะต้องจากอำนาจสาธารณ์แบบกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะอะไรทราบไหม เพราะต้องมาจ้างทนายความว่าความหลีกเลี่ยงกันได้ แต่ว่าศาสนาขึ้นอยู่กับมโนธรรมควบคุมตรงนั้น เราขาดอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ถ้าอ้างอำนาจทางกฎหมายเมื่อใด บ้านเมืองฉิบหายวายป่วงหมด แต่ถ้าอำนาจศักดิ์สิทธิ์คุมทั้งจิตใจคุณ คุณต้องยอมรับสิ่งเหล่านี้ ผมอยากเห็นสิ่งเหล่านั้น แต่สิ่งที่ปรากฏขณะนี้มันไม่ใช่ มันน่ากลัวมาก

 

หวนไปดูท่านพุทธทาส พระพุทธทาสคือ ตัวอย่างของพระอริยสงฆ์ในปัจจุบัน ท่านสร้างวัดสวนโมกข์ขึ้นมา ท่านไม่ต้องการเป็นวัดแบบคฤหาสน์ที่อยู่กัน หรือใหญ่โต ท่านหันกลับไปหาธรรมชาติ ท่านพุทธทาสท่านบอก ถ้าเห็นธรรมะต้องเห็นธรรมชาติ เห็นพระพุทธเจ้าต้องเห็นธรรมะ ไม่ใช่เห็นแต่พระพุทธรูป เพราะถือว่าพระพุทธรูปนั้นพญามารก็แปลงได้ จักรพรรดิราชก็เป็นได้ แต่ว่าพระพุทธเจ้านั้นต้องเห็นจากธรรมะ เพราะฉะนั้นต้องหันไปหามิติทางจิตวิญญาณ นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่พุทธทาสสอน มันให้ได้เฉพาะคนที่เป็นปัญญาชน คนที่เป็นปัญญาชนจะรับเข้าใจ เข้าใจพุทธศาสนาในเชิงปรัชญา แต่ท่านพุทธทาสไม่สามารถไปตอบสนองคนทั่วไปได้ เพราะคนทั่วไปต้องใช้กุศโลบาย มีทั้งไสยศาสตร์ มีทั้งประเพณีพิธีกรรม หลายๆ อย่างมาผสมกัน โดยเหตุนี้การอ้างอำนาจเหนือธรรมชาติ ผีจึงเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ต้องมีระบบให้ชัดเจน

 

ฉะนั้นเมืองไทยถ้าไม่แก้ตรงนี้แล้วพัง แล้วอีกสถาบันหนึ่งคือสถาบันการแต่งงาน ซึ่งยังไม่เคยดูแลตรงนี้เลย แล้วถามว่าสมัยก่อนนี้ เราพังเพราะอะไร การศึกษาที่แย่ การศึกษาสามัญออกจากการอบรมทางสังคม วัดแต่ก่อนนี้เคยเป็นศูนย์กลางการอบรมทางสังคม มันหมดไป เด็กเดี๋ยวนี้ไปวัดที่ไหน ไม่ไปหรอก สมัยก่อนนี้เขาต้องให้มีกิจกรรมตรงนี้ สมัยก่อนนี้เขาอบรมเด็ก อบรมศาสนาทั้งผีและพุทธผ่านประเพณี ประเพณีที่สำคัญมีสองอย่างด้วยกัน

 

อย่างแรกคือ ประเพณีที่เกี่ยวกับชีวิต เห็นไหมสังคมไทยเป็นสังคมที่อบอุ่นมาก เมื่อเด็กเกิดมาโกนผมไฟ ถามว่าโกนผมไฟเป็นผีหรือพุทธ เป็นผี ปู่ ย่า ตา ยาย มาให้ศีลให้พร ถึงมีให้ความมั่นคงต่อพ่อแม่ เป็นการยอมรับเด็กว่าเขาเข้ามาเป็นสมาชิกของครอบครัวและชุมชน พอเด็กเริ่มโตก็ไว้จุก พอเข้าวัยรุ่นโกนจุก พอโกนจุกเป็นประเพณีเปลี่ยนผ่าน เพราะเด็กจะต้องเปลี่ยนความคิดต่างๆ เจริญวัยเข้าสู่อีกชุดหนึ่ง แล้วความคิดเด็กรุ่นวัยทีนอายุสิบเจ็ดอันตรายมาก เพราะอะไร เพราะเด็กยังคิดไม่เป็น ถ้าใครจะจัดการบ้านเมืองไม่ดีใช้เด็กพวกนี้ คอมมิวนิสต์ใช้เด็กของจีน พอลพตใช้เด็ก ปักษ์ใต้ใช้เด็ก เพราะเด็กมันคิดไม่เป็นมันฆ่าได้เลย ถ้าไม่อบรมให้ดีจะเกิดขึ้นอย่างนี้ แล้วจุดอ่อนพวกผู้ก่อความไม่สงบคือจับเอาเด็กเข้าพิธีซูเป๊าะ ให้สาบาน กินน้ำสาบานแฝงไปด้วยยาเสพติด แล้วก็สอนให้บางสิ่งบางอย่างไม่ต้องคำนึงถึงความเป็นมนุษยธรรม ฆ่าลูกเดียว แล้วเด็กเหล่านี้มันมีปฏิบัติการแบบอิสระของมัน เพราะมันตัวตนมันสูง มันคิดอะไรไม่เป็นหรอก มันอยากจะเก่งเท่านั้นเอง แล้วฆ่าเลย ฉะนั้นตรงนี้เราคุมไม่ได้ แล้วที่คุมไม่ได้ขณะนี้เห็นไหม มันมีเรื่องเมื่อเร็วๆ นี้ ที่วิจัยผ่านมา บอกว่ามีครอบครัวหนึ่งที่เป็นคนมุสลิม อยู่ในระดับชนชั้นล่างซึ่งยากจน สามีภรรยาออกไปกรีดยาง ผัวก็เอาปืนคอยดูแลเมีย ขณะที่เมียกรีดยางนั้น ก็มีผู้ก่อความไม่สงบเข้ามา คลุมหน้าเข้ามา สามีเอาปืนยิงคนนั้นตาย เปิดหน้าขึ้นมาเป็นหลานชายตัวเอง

 

ท่านไม่ต้องพูดถึงเลย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เข้าไปฆ่าครูถึงในห้อง มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันแหลกหมดเลย ผมไม่ว่ามุสลิม ผมว่าสังคมนั้นมันแหลกลาญ น่าสงสารมาก นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมุสลิม แล้วเราจะไปแก้อะไร นี่คือปัญหา เพราะไม่เข้าใจเรื่องการเติบโตของเด็ก

 

เพราะเด็กต้องการการอบรมที่ดี เด็กในวัยสิบเอ็ดถึงสิบแปด คิดอะไรไม่เป็นหรอก ในช่วงวัยทีน เขาจะมีการทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้มีสำนึกเป็นกลุ่ม ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ทำในสิ่งที่มีศีลธรรม อันนี้อยู่ในกระบวนการอบรมในสังคมของท้องถิ่นมาตลอด

 

จากโกนจุกแล้วเด็กเข้าสู่วัยเจริญ ครอบครัวเขาคอยดูแล แต่เขาหนุนให้มันทำกิจกรรมที่มันเป็นกลุ่มก้อน รับผิดชอบต่างๆ เหล่านี้ แต่เราไม่มี แล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ได้อบรมที่โรงเรียน อบรมจากพิธีกรรมต่างๆ ที่วัด ตามผู้หลักผู้ใหญ่ไปทำบุญ ทำทานต่างๆ เหล่านี้ นี่คือสิ่งที่ได้มา

 

พอเข้ามาถึงรุ่นบวชทันทีเลย เปลี่ยน เด็กต้องเปลี่ยนเข้าสู่วัยเป็นผู้ใหญ่ต้องบวช บวชนาคมีความหมายสำหรับประเพณีนี้มาก เพราะเป็นการที่อธิบายถึงความทุกข์ยากของพ่อแม่ที่ทำให้ลูกเกิดมา แล้วคนไปฟังบวชนาคสมัยก่อนนี้ร้องไห้ ถึงกับร้องไห้เลย ถามเลยเดี๋ยวนี้ไปมองบวชนาคแบบเต้นแบบคอนเสิร์ต มันไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเด็กสมัยก่อนนี้เขาต้องไปฟังตรงนั้น นี่คือขบวนการอบรม แต่ที่ผมพูดไม่ได้หมายความว่าจะต้องหวนกลับไปแบบเดิม เพราะว่าโลกมันเปลี่ยน แต่เราต้องรู้ว่าสิ่งที่เคยมีมาในอดีตนั้นมีความหมายอย่างไร เราต้องปรุงแต่งใหม่ พัฒนาใหม่ให้เหมาะสม คิดหาวิธีการที่จะสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา ไม่ต้องทำอะไรถอยหลังเข้าคลอง

 

เพราะฉะนั้นพอพูดถึงสังคมไทย ให้ความสำคัญกับผู้ชาย คือต้องบวชเรียน ถ้าไม่บวชเรียนคุณไม่เป็นผู้ใหญ่ คุณเป็นคนดิบ คุณเป็นคนสุกไม่ได้ เมื่อคุณเป็นคนดิบ คุณจะรับผิดชอบครอบครัวไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลังจากบวชแล้วจึงเบียดได้ ถึงจะแต่งงานได้

 

แต่งงานนี่สำคัญ ประเพณีแต่งงาน คือเอาผู้หญิงผู้ชายมาอยู่ด้วยกัน แต่ต้องเป็นการยอมรับของทั้งสองฝ่าย ผมมีตัวอย่างการวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ มีหมู่บ้านกู่กาสิงห์ ว่างๆ จะเอามาให้เสนองานวิจัย ว่าคนกู่กาสิงห์ทำอย่างไรอยู่ในทุ่งกุลา ทุ่งกุลาร้องไห้ที่มีข้าวหอมมะลิมากมาย ครั้งหนึ่งมันเป็นทุ่งว่าง เป็นพื้นที่สาธารณะ แต่ต่อมามันมีข้าวหอมมะลิเข้าไป พวกชาวบ้านเริ่มมีรถไถ บุกพื้นที่เขาหมด คนทางบ้านกู่กาสิงห์มีโอกาสมากกว่าคนอื่น เพราะฐานะดี มันบุกกันคนละสี่ร้อยสามร้อยไร่ ทีนี้รัฐบาลออกกฎหมาย สปก. ใช่ไหม มีไม่เกินห้าสิบหกสิบไร่ จะทำอะไร ปรากฏเขาแก้อย่างไรทราบไหม ไม่ขืนรัฐบาล ไปแต่งงานกันเอง ให้พี่น้องมาแต่งงานกันเอง เพื่อรักษาสมบัติอันนี้ เขาใช้การแต่งงานรักษาสมบัติไว้ แล้วคนทุ่งกุลามันยากจนทั้งนั้นเลย มันเอาเขยเข้าบ้าน เวลาแต่งงาน สังคมไทยเอาเขยเข้าบ้าน ผู้หญิงใหญ่มาก แม่ยายพ่อตาใหญ่มากเลย แล้วหนึ่งในเขยเข้าบ้านของพวกลาวคือ ฝรั่ง ฝรั่งมันเข้ามาเป็นเขยทุ่งกุลาเยอะเลย ผมไปทุ่งกุลา บ้านมันยังกับวัง เยอะเลย แล้วออกลูกออกหลาน ฝรั่งมันแก่พอตายสมบัติก็ตกแกลูกหลาน แล้วผลสุดท้ายมันรวย

 

ถามว่าแล้วทำไมทุ่งกุลามันทำอย่างนั้นได้ เหตุที่เกิดทุ่งกุลาเกิดขึ้นแบบนี้ เพราะความล้มเหลวในเรื่องของสังคมตะวันตก สังคมที่เป็นยุโรป พวกนี้คนแก่มีสวัสดิการรับเลี้ยง แต่เลี้ยงอย่างไร มันแก่แล้วอยู่อย่างโดดเดี่ยว มันขาดความเป็นมนุษย์ ฉะนั้นมามีเมียสาวแถวนี้ดีกว่า มันดูแลนำความเป็นมนุษย์กลับขึ้นมา นั่นคือวัฒนธรรมไทยที่มีสังคมผู้หญิงเป็นใหญ่ แล้วเขาก็มาช่วยเหลือชุมชนที่ดี นี่คือสิ่งที่การแต่งงานมันต้องมีความหมาย

 

การแต่งงานที่พังที่ขานรับทุนนิยม คือ การแต่งงานเขยจีนที่แถวเชียงแสนเชียงราย จีนวางแผนเลยใช้วิธีแบบนี้ กูเป็นเขยเข้าบ้านแต่กูมาฮุบหมดเลย จีนฮั่นนี่ ตอนนี้เชียงรายพัง แต่ทุ่งกุลากำลังเติบโต แล้วมาดูแลกัน

 

แล้วแถมทุ่งกุลาน่าประหลาดมาก ผีเป็นใหญ่ ผีเป็นใหญ่ภายใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนา ในเขตวัดที่หมู่บ้านเมืองเตา เมืองเตา เมืองเตามีผีประจำทุ่งที่ใหญ่ ผีทุ่งกุลามีระดับชั้นเลย ผีใหญ่ผีน้อยลงมา โดยเฉพาะที่เขตทุ่งกุลามีผีใหญ่ที่มีชื่อท้าวศรีนครเตา ท้าวศรีนครเตาเป็นฮีโร่พอๆ กับย่าโม แต่เราไปเน้นที่ย่าโมมากไปหน่อย ที่จริงแล้วคือคนส่วยที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในอีสาน ผ่านเมืองเตาตัดข้ามทุ่งกุลาไปรัตนบุรีแล้วไปตายที่บ้าน ไพศาล แถวนี้ เป็นผีใหญ่ประจำทุ่งทุกคนต้องเคารพ คนในทุ่งกุลาถือว่าในการทำการเพาะปลูกนั้นต้องเคารพพ่อใหญ่ศรีนครเตา เขาบอกว่าเวลากินข้าว หนึ่งในสามคำต้องอุทิศให้กับพ่อใหญ่ศรีนครเตา แล้วเขามีกติกาที่ทำบุญถวาย ตอนที่ผมไปฟัง เขาบอกว่า ถ้าคนไหนทำผิดไม่ดี เจ้าพ่อเอาไปเลี้ยงช้าง เพราะว่าท้าวศรีนครเตา คือ พวกส่วยที่มีประวัติด้วยการส่วยเลี้ยงช้าง ทีนี้คำว่าเลี้ยงช้างนี่ ตายแน่ ฉะนั้นคนกลัว

 

แล้วผีสร้างความกลัวให้คนอยู่ในกติกา แล้วสิ่งเหล่านี้มันกระทบไปถึงการจัดการทรัพยากรที่จะอยู่ร่วมกัน ฉะนั้นใครจะเอาเปรียบไม่ได้ นี่คือเรื่องผีที่มันอยู่ แต่ถามว่าผีรวยเป็นไหม ไม่เป็น ผีในเมืองขณะนี้มันแย่งกันแหลกเลย สภาพของผีในเมืองมันไม่ใช่ศาสนา มันเป็นผีที่ติดสินบน กระเดียดไปทางไสยศาสตร์หมด ทำแต่รูปแบบ แต่ไม่มีสิ่งที่เป็นคุณธรรมเป็นหลักธรรมอยู่ข้างหลัง อันนี้เป็นเรื่องของผีที่เกิดขึ้นในเมือง

 

เพราะฉะนั้นเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นว่า ขณะนี้ในสังคมไทยเฉพาะในเมืองโดยเฉพาะชนชั้นกลาง นี่คือความล้มเหลว เป็นความล้มเหลวทางศาสนาโดยตรง แต่ก็มีการเคลื่อนไหวทางศาสนาใหม่เกิดขึ้น ในทางพุทธศาสนาเหมือนกัน ไม่ว่าสันติอโศกหรือธรรมกาย เดี๋ยวก็ทะเลาะกันว่าใครจะถูกกว่ากัน ผมว่าใครจะถูกก็ถูกเถอะ ถ้ากลุ่มไหนเขาชอบก็ให้เขานับถือไป ถ้าเขาไม่ไปทำอะไรผิดศีลธรรม เพราะว่าการเคลื่อนไหวทางศาสนานั้นมีตลอด

 

อย่างการเคลื่อนไหวทางศาสนาที่แทรกเข้าไปในปักษ์ใต้ ไปฆ่าคนนี่มันไม่ถูก อย่างการเคลื่อนไหวทางศาสนาบางพวก เพื่อความสุขทางจิตใจเขา การเคลื่อนไหวอย่างพวกฮิปปี้เหมือนกันมัน ก็เป็นการเคลื่อนไหวทางศาสนาเหมือนกัน แต่มันกระเดียดไปทางที่ต่ำเพราะมันหนีตัวเอง เป็นพวก หนี โลกปัจจุบันนี้ ไปสร้างโลกใหม่ด้วยการสูบกัญชา แล้วสร้างกติกาใหม่ มันไปมั่วกันเอง แต่มันไม่ทำร้ายใคร แต่ว่ามีการเคลื่อนไหวทางศาสนาอื่น อย่างเช่นในญี่ปุ่นมีพวกโอมชินริวเกียว ไอ้นี่อบรมเด็กรุ่นหนุ่มรุ่นสาวที่มีหัวความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ใช้วิธีเข้าทางจิต เป็นการเคลื่อนไหว แล้วอบรมให้คนเหล่านี้ฆ่าคน มันถึงได้เกิดการทำลายโลก พวกนี้ถือว่าทำลายของที่มีอยู่แล้วสร้างใหม่ แต่พวกฮิปปี้ไม่ใช่ หนีเลย

 

ฉะนั้นในเมืองไทยอย่างพวกสันติอโศกเป็นพวกหนี ไม่ยุ่งกับปัจจุบัน ธรรมกายก็เหมือนกัน ครั้งหนึ่งเขาหนีไปกลุ่มของเขา อย่าไปทะเลาะกันเลยไม่ได้ประโยชน์ แต่ธรรมกายต้องระวัง ธรรมกายเป็นองค์กรขนาดใหญ่ แล้วทีนี้ธรรมกายถ้าขยายมากอันตราย เพราะอะไรทราบไหม เพราะว่าคนที่อยู่ในกลุ่มของธรรมกายเป็นพวกที่มีกติกาทั้งนั้น เพราะเขามีระเบียบวิธีในการอบรมดีมากเลย ถ้าเขามีความคิดแบบโอมชินริวเกียวจะเป็นอันตรายต่อบ้านเมือง แต่เดี๋ยวนี้เขาก็ว่าของเขาไป แต่ต้องระวังนะธรรมกายนี่ เพราะว่าวิธีการของธรรมกาย คือ การสะกดจิต อันนี้ผมต้องหวนกลับมาพระคุณเจ้าอาจจะเข้าใจดี เพราะวิธีการของธรรมกายคือการทำสมาธิใช่ไหม แต่เพ่งให้เห็นนิมิตขึ้นมาคือลูกแก้ว พวกนี้เป็นวิธีที่ในทางพุทธศาสนาสายหนึ่งที่ว่าเป็นเดียรฉานวิทยา เพราะถือว่าทำให้เห็นนิมิตขึ้นมา เป็นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ เหล่านี้ แต่ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติ เป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งสายหนึ่งของพระพุทธศาสนาไม่เอา ถือว่าเป็นการสร้างปาฏิหาริย์ จึงหันไปมองในทางวิปัสสนา ให้มองตามอาการขึ้นมาเพื่อให้เข้าใจ ก็สุขอีกแบบหนึ่ง นั่นเป็นทางแยก

 

ฉะนั้นขณะนี้พุทธศาสนาในสังคมไทย ธรรมกายกำลังเป็นองค์กรสงฆ์ขนาดใหญ่เลย ไปดูสถานที่ซิใหญ่โตมากเลย นี่ต้องระวัง เพราะว่าถ้าข้ามกลุ่มไปแล้วอาจจะปะทะกันมากมายเหลือเกิน ผมคิดว่าอาจจะเป็นส่วนน้อยขึ้นในสังคมไทย เวลาเราเข้าใจต้องเข้าใจอย่างนี้ แต่วิธีที่ธรรมกายทำไม่ได้สอนพุทธศาสนาแบบปรัชญา เราเน้นพระพุทธศาสนาแบบปรัชญานี่สอนไม่ขึ้นหรอก เขาใช้วิธีที่สะกดจิตแบบนี้ แล้วใช้วิธีแบบศิลปิน มีการแต่งหน้าแต่งตาทำเสียงเวลาสวดมนต์นะคลื่นมหาศาล ไอ้พวกคนชั้นกลางโง่ๆ นั้นถูกหลอกหมด แล้วก็เอาเงินไปทุ่ม เพราะฉะนั้นที่ธรรมกายซื้อบุญ ไม่ใช่ไปทำบุญ แต่ก็ว่าไม่ได้ ใครลองไปว่าซิ คือในสังคมเราต้องยึดถือในแง่ของสังคมประชาธิปไตย เขานับถืออะไรก็เป็นอิสระของเขา อย่าไปทะเลาะกัน ถ้าเราตามทัน ทางใครทางมัน

 

ที่พูดอย่างนี้เพื่อให้เข้าใจว่ามันมีการฟื้นศาสนาขึ้นมาใหม่ด้วยกัน มันไม่เหมือนเดิม แต่มันมาอีกรูปหนึ่ง สันติอโศกก็เป็นอีกรูปหนึ่ง ท่านพุทธทาสก็อีกรูปหนึ่ง แล้วศาสนาที่กำลังฟื้นขณะนี้ที่ไปด้วยดีคือ การอบรมทางวิปัสสนา เราเห็นไหมเกิดสำนักวิปัสสนาหลายแห่งขึ้นมา แล้วคนก็หาทางไปสงบด้วยวิปัสสนา มันก็เป็นทางที่ดี ที่เป็นพฤติกรรมทางพุทธศาสนาเถรวาทที่ชัดเจน โดยเฉพาะวิปัสสนา แล้วผมเคยไปร่วมไปสังเกตอยู่ วิธีการอย่างกลุ่มคุณแม่สิรินี่คือตัวอย่าง เป็นการอบรมทางด้านเทคนิคให้รู้ว่าวิธีจงกลม คือจงกลมต้องเดินจงกลมก็เกิดสติ แต่สติเท่านั้น ปัญญายังไม่แน่ใจ ต้องไปฟังสำนักอื่นถึงจะเกิดปัญญา ถ้าเอาคุณแม่สิริไปอยู่ที่สำนักพุทธทาสก็อาจจะได้ทั้งสติและปัญญา แต่ถ้าสติอย่างเดียวไม่รู้เรื่องหรอก

 

อันนี้เป็นเรื่องที่เป็นการเคลื่อนไหว มันมีในสังคมไทยอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า จะสิ้นหวังในเรื่องพุทธศาสนาก็ไม่เชิง มันมีการเคลื่อนไหวอยู่ข้างล่าง แล้วในการเคลื่อนไหวเหล่านี้ที่น่าสนใจคือ เขาอบรมเด็กให้นั่งวิปัสสนา แล้วเขาสั่งสอนเรื่องความกตัญญูกตเวทีที่เด็กมันร้องไห้เลย เด็กที่อยู่ในวัยสิบกว่าขวบนี่นะควรได้รับสิ่งเหล่านี้ เราอบรมในสิ่งที่จิตที่สงสารขึ้นทำให้จิตเกิดขึ้น แล้วนี่เป็นที่มาของจิตอาสา

 

ผมคิดว่าถ้าเราสำรวจพวกนี้แล้วเราจะเห็นว่าวิธีที่จะแก้ความล่มจมของศาสนา มันต้องมีอยู่ แต่หลายๆ ฝ่ายต้องมานั่งทบทวน ต้องมานั่งคิดกัน แต่สิ่งสำคัญก็คือว่าเราไม่รังเกียจจตุคามรามเทพในแง่ที่เป็นศาสนา แต่เรากลัวในเรื่องเป็นไสยศาสตร์ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้อะไรดี มันทำให้มนุษย์อยากจะเอาอยากจะได้ อยากจะรวยเท่านั้นเอง แต่ไม่คิดอยากจะช่วยคนอื่น ผมไม่เคยเห็นการปลุกจตุคามรามเทพในเรื่องเมตตา กรุณาเลย ไม่มีเลย เอาตะบันเลย ใช่ไหม รวยลูกเดียว ทำไมไม่เพื่อมนุษย์ร่วมกันอย่างสันติสุข ถ้าอย่างนี้ผมไม่ว่า แล้วเราก็ห้อยไปซิรูปแบบอะไรก็ห้อย ที่จริงก็ต่างกัน แต่ถ้ารวยแล้วไม่ไหวเลย

 

เพราะฉะนั้นที่พูดมานี้เพื่อที่จะสรุปให้เห็นว่า ความเป็นศาสนาในสังคมไทย ไม่ใช่พุทธบริสุทธิ์ มีทั้งพุทธและผีรวมกันอยู่ แล้วทำเป็นศาสนานี้หมายถึงว่าเป็นที่พึ่งได้ทางจิตใจ แล้วไปในทางที่ดีรักษาศีลธรรมและจริยธรรม แต่ถ้าเราเน้นไสยศาสตร์จนเกินไป อันตราย เป็นที่มาของความโลภและความอยากได้ เป็นเหยื่อของทุนนิยม

 

อย่าลืมพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดมนั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาครั้งนี้เพื่อตัดปัญหาเรื่องโลกจากปัญหาใช่ไหม พระสมณโคดมเป็นภาคมนุษย์พุทธเจ้าของพระพุทธเจ้าอมิตาภะในคติมหายาน เป็นภาคการเป็นมนุษย์ พระพุทธเจ้าอมิตาภะเป็นเทพพุทธเจ้าทางด้านสวรรค์ตะวันตกที่แดนสุขาวดี เพราะฉะนั้นในกระแสของมหายานกับพุทธนั้นจะรวมกัน พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรก็เป็นเทพผู้รักษาศาสนาของพระสมณโคดมพุทธเจ้า และเป็นส่วนหนึ่งของพระอมิตาพุทธพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ภาคหนึ่งคือนางปรัชญาปรมิตา แล้วภาคหนึ่งของนางปรัชญาปรมิตาก็คือพระกวนอิม ที่ในสังคมจีนสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างสำนึกในเรื่องความเมตตาธรรม ในพระโพธิสัตว์นี้คือผู้ที่ให้ความเมตตา สังคมไทยขณะนี้ไม่มีความเมตตา เวียดนามหันกลับไปหาพระแม่มารี พระกวนอิม ก็มองความเมตตา แต่เรามองเพื่อรวยอย่างเดียว มันต่างกัน ความเป็นมนุษย์มันจะไม่กลับมา

 

เพราะฉะนั้นการสร้างเทพใหม่จำเป็น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อตอนสร้างรักชาติไทย ท่านสร้างพระสยามเทวาธิราชขึ้นมา ถามว่าขณะนี้พระสยามเทวาธิราชมีไหม ไม่มี ท่านสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเทพผู้ปกป้องสยามประเทศโดยตรง เป็นบุคลาธิษฐาน ถ้าเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว นั่นคือการนำมาสู่ความร่มเย็น เพราะการสร้างบุคลาธิษฐาน เป็นวิสัยของคนในสังคมตะวันออก ทางอเมริกาหรือทางตะวันตก ผมเคยเห็นว่า เขามีความคิดว่าเราต้องการความเป็นศีลธรรมที่เป็นสากล ผมบอกว่าทำได้อย่างไร ที่ผมไปที่เมืองนอกที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเขามีอนุสาวรีย์ เขาบอก We wish gone universal morality ผมบอก เอ๊ มันบ้าหรือใครจะไปรู้ว่า Morality คืออะไร แต่ถ้าหากว่าเป็นตะวันออกทำเป็นเทพไปเลย กราบไหว้มีศรัทธาและทำพิธีร่วมกัน

 

แต่คนจีนนั้นสร้างกวนอูซึ่งเป็นเทพแห่งความซื่อสัตย์มา กวนอิมคือเทพแห่งเมตตาธรรม แต่ไม่มีใครสร้างเทพแห่งความยุติธรรม น่าประหลาด ยุติธรรมนี่ขั้นสุดท้าย เทพที่เกี่ยวกับความยุติธรรมนั้นคือพระยม คือขอให้อย่าถึงพระยมเลย เพราะในกระแสแห่งยุติธรรมมายากจะหาความเกษมเปรมใจ เพราะฉะนั้นไปดูปราสาทชาวเขมร ปราสาทนครวัด ที่เป็นใหญ่ในนรกนั่น ถือกระบองขี่ควายนั่นแหละพระยม เขาเรียกพระธรรมราชา นั่นคือธรรมราชาตัวจริง หมายถึงว่าขั้นสุดท้ายนั้นเอาตายเลย อย่าให้ถึงขั้นนั้นเลย เอาแต่เมตตาธรรมไปก่อน

 

ฉะนั้นสังคมไทยหันไปมองอย่างนี้ มีบุคลาธิษฐานเกี่ยวกับเทพที่ให้ความร่มเย็น ให้ความร่มรื่นทางจิตใจ แต่เราซัดไปเรื่องมั่งคั่งเลย มั่งคั่งมี สมัยก่อนไม่มี คนจีนนี่นับถือ สร้างพระสังกัจจายน์นี่อ้วนพุงพลุ้ยเลย พระสังกัจจายน์นี่บางอันก็บอกเป็นพระศรีอริยเมตตรัย พระศรีอริยเมตตรัยเป็นลักษณะของคนจีน ไปดูซิที่เวียดนามมีองค์ใหญ่เลย ก็สร้างเทพอันนี้

 

ส่วนเทพพระพิฆเนศเป็นเทพพวกศิลปะก็สร้างกันขึ้นมา เพราะอย่างนี้ที่เรากราบไหว้มากๆ นี่เพราะท่านเป็นเทพเจ้าแห่งการขจัดอุปสรรค ให้ยึดถือเป็นที่พึ่งทางจิตใจ

 

ฉะนั้นเรื่องเทพเป็นเรื่องสำคัญ แล้วเทพก็เป็นฟอร์มหนึ่งของผี คือมองในทางศาสนา คือ เชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติแบบล้วนๆ นี่มาเป็นอำนาจที่เป็นบุคลาธิษฐานเป็นผีมีตัวตนขึ้นมา นี่เป็นเทพ แล้วมาถึงอย่างพุทธศาสนาของเรานี้เป็นระดับสูงที่เน้นปรัชญา คือ ศาสนาใหญ่ๆ จะเน้นปรัชญา อย่างหลักที่เป็นปรัชญาอย่างอริยสัจสี่ พูดให้คนเข้าใจไม่ได้ ต้องคนที่มีสติปัญญาถึงจะเข้าใจได้ ต้องมองผ่านทางอื่นๆ อันนี้หมายความว่าต้องเข้าใจตรงนี้ แต่ของเราที่พลาดการสอนพุทธศาสนาในเมืองไทย เพราะเราบ้าปรัชญามากไปหน่อย สอนเด็กไม่รู้เรื่อง ท่านไปดูวิธีการของชนบทผ่านตำนานผ่านชาดก ผ่านเทพ มันเข้าไปถึง แล้วก็มาดูว่าเราจะสอนศาสนาให้กับคนกลุ่มไหน แต่รวมกลุ่มคนที่มีปัญญาก็ว่าไปปรัชญาได้ เพราะปรัชญาไม่มีความเป็นนิพพาน ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก เป็นเรื่องของความว่างเปล่า แต่ถ้าหากว่าคนทั่วไปก็ต้องมีเทพ มีสวรรค์ มีนรกต่างๆ เพื่อที่จะอบรมให้คนเป็นคนดี เพราะฉะนั้นมันหลีกเลี่ยงไม่พ้น

 

วันนี้ที่ผมพูดมานี้เพื่อที่จะเสนอว่าในศาสนาของคนไทยมันไม่ได้ ความเป็นพุทธ ความเป็นพระสงฆ์เกินไป เป็นศาสนาเหมือนกัน แต่สิ่งที่เราอันตรายอย่างนี้ เราไม่สร้างดุลยภาพระหว่างศาสนากับไสยศาสตร์ ปล่อยให้ไสยศาสตร์มาครอบงำมาก จึงเกิดอันตราย มันเสียศีลธรรม เสียอะไรทั้งหมดเลย ขอบคุณครับ

 

 

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ขอบคุณอาจารย์ศรีศักรมาก ก็คงไม่ถามต่อและไม่สรุปอะไรเพราะว่าเหลือเวลาอีกห้านาที อาจารย์พูดยาวเลย และที่จริงแล้วถ้าท่านในที่นี้อยากจะคุยกับอาจารย์สักห้านาทีก็ยังพอมีเวลา เพราะว่าสิ่งที่อยากจะถามอาจารย์ อาจารย์ก็พูดออกมาหมดแล้ว แต่มีผู้ใดไหมที่อยากจะคุยกับอาจารย์สักนิดหนึ่งเรียนเชิญ


ผู้เข้าร่วมรับฟังการอภิปราย

 

 

ผมอยากจะถามอาจารย์สองข้อ ข้อแรกผมได้เห็นท่านอาจารย์พูดถึงพระธาตุศรีสองรัก คือผีกับพระ และก็มีส่วนหนึ่งเป็นผี ส่วนหนึ่งเป็นพุทธ คือ พระ ทีนี้ผมอยากจะทราบว่าเรื่องผีเรื่องสัญลักษณ์ของผีว่า อะไรคือสัญลักษณ์ของผี ผมเห็นว่ามีเหมือนท่อนไม้อยู่ท่อนหนึ่ง ข้อที่สอง พระกับเทพ จริงๆ แล้วพระย่อมยิ่งใหญ่กว่าเทพ เอาอย่างไรกัน พระนี่ไปเป็นเครื่องมือของเทพหรืออย่างไร

 

อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม

อันที่สอง ท่านกำลังบอกว่าพระเป็นหมอผีใช่ไหม มันก็ต้องสงสัยแล้วบทบาทพระ จะเป็นหมอผีปลุกทางด้านไสยศาสตร์หรือเปล่า คือพระนี่บริสุทธิ์ ฉะนั้นเวลาเราสวดมนต์ สุปัตติปันโน ใช่ไหม พระสงฆ์ที่สืบสานพระพุทธศาสนานั้นอยู่ในบทสวดมนต์ตรงนั้น แต่สิ่งที่มีอยู่นั้นสงสัย ด้วยความเคารพพระคุณเจ้า ทั้งมวลทั้งหมดคือสิ่งเหล่านี้

 

เพราะพระเขามีลำดับของจักรวาล ผี ปีศาจ มาร มนุษย์ เทพ อะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นลำดับไปเลย เขาบอกเป็นพวกไหน เพราะฉะนั้นในสังคมพุทธศาสนาไปดูซิ เขาจัดลำดับประเภทของพวกนี้นะว่าจะอยู่อย่างไหน อย่างมาร อย่างเทพ แต่มนุษย์เป็นกึ่งๆ มันจะเอียงไปเทพก็ได้ เป็นมารก็ได้ เป็นปีศาจก็ได้ มันก็อยู่ที่การขัดเกลาตรงนี้

 

ทีนี้เรื่องของผี ไม่เห็น ไม่มีตัวตน แล้วแต่บางทีเขาก็สร้าง บางทีเขาก็ไม่สร้าง อย่างเช่นผีเรือนมันไม่มี เช่นมามองที่เสาตรงนี้ อย่างเช่นวัฒนธรรมของพวกไทยดำ ไทยดำเขาถือว่าในเรือนมีเสาใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นเสาของผีดั้งตกมัน ผีดั้งคือผีดั้งเดิม เป็นผีหลักเลย เห็นแต่เสา แล้วเสากับผีดั้งมันจะเชื่อมขึ้นไปบนสวรรค์ ไปสัมพันธ์กับผีแถน การขึ้นไปมีสายแลน มันอยู่ด้วยกัน คือสมัยโบราณ สมัยของพวกไทยดำ ของคนไทยนี่นะ เป็นศาสนาที่เป็นไม่ใช่มาจากธรรมชาติ มีผีที่มีตัวตนอยู่แล้ว แล้วมีผีฟ้า และผีดิน ผีฟ้าและผีดินนี้เป็นเรื่องศาสนาคนไทยคนหนึ่งที่มาตลอดเลย แล้วเมื่อเรารับพุทธศาสนานี่นะ เราเปลี่ยนผีเหล่านี้เป็นเทพ อย่างแถน มีแถนจริงใช่ไหมเอาเทพพุทธศาสนามาใช้ หลายอันเป็นแบบนี้ พม่าก็เหมือนกัน มีนัดสามสิบหกองค์ นัดเหล่านั้นทำพุทธศาสนาทั้งนั้น นัดใหญ่เป็นพระอินทร์ แล้วผีใหญ่ของเขานั้นคือ มหาเทวีนัด แล้วผีเหล่านี้มิติหนึ่งเป็นสาวกของพระพุทธศาสนา อีกมิติหนึ่งมีอำนาจ อย่างเช่นเมืองพะโคหงสาวดีนี่ มีนัดประจำเมืองพะโคเป็นผู้หญิง แล้วมีหัวเป็นควาย มีเขาควายอยู่ด้วย เขาเรียกพระโคนัด แล้วผีอันนี้สำคัญมาก คนในท้องถิ่นนั้นเวลาทำงานแก้บนจะต้องเซ่นพระโคนัด ก็เข้าทรงแบบนี้

 

ฉะนั้นพุทธศาสนาในพม่านี้มีความเชื่อเรื่องผีอยู่แล้ว แต่เขามีหลักที่มากเลย พม่าต่างกับเราตรงที่ผู้นำของเขา เขายังยึดมั่นในพุทธศาสนา ไปดูรัฐบาลของเขา เขาชอบสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ให้ใหญ่กว่าเก่า เข้าถึงยะไข่ มอญเต็มเลย แล้วพวกนี้เวลาเข้าวัดเขาถอดรองเท้า พม่าที่เราคิดว่าเป็นพวกชั่วร้ายนี่ ที่จริงไม่มี เขานับถือพุทธศาสนาได้ดี วัดของพม่านำเอาความมั่งคั่งของคนไปอยู่ตรงนั้น ก็ปรับให้คนเท่ากันหมด ฉะนั้นท่านไปดูชเวดากองซิยิ่งใหญ่จะตายไป แต่เรานี่ใหญ่แต่ตัวนะ นครปฐมนี่ แล้วแถมจะทำให้ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ แต่เราใหญ่แบบกลวงๆ แต่มหาธาตุเจดีย์ชเวดากองสำคัญ คนเอาทรัพย์สมบัติไป พระมหากษัตริย์ก็ยังต้องไปให้ แล้วเข้าวัดต้องเดินเท้าเปล่า

 

คนสำคัญของคนไทยสมัยก่อนนี้ ที่เป็นขุนนาง ต่างชาตินี้เมื่อเข้ามาเป็นคนไทยแล้วจะต้องทำการบำรุงพุทธศาสนาแบบเดียวกับพระมหากษัตริย์ ดูตระกูลบุนนาคเป็นตัวอย่าง ตระกูลบุนนาคเป็นตระกูลขุนนางที่ร่ำรวยมาก มีอำนาจยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน แต่ต้องสร้างวัด วัดที่สำคัญทางฝั่งธนคือวัดพิชัยญาติกับวัดประยูรวงศ์ แล้วทางวัดประยูรวงศ์เป็นวัดที่มีสำนักสงฆ์ มีพวกพระอาจารย์ใหญ่ๆ เขาสร้างมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นคนโบราณที่แม้ว่าเป็นคนต่างชาติแล้วเป็นคนไทยมีความมั่งคั่งแล้วต้องเสียสละอันนี้เพื่อการสร้างวัด เพื่อเป็นส่วนรวม แล้ววัดไทยในอดีต มันยิ่งใหญ่ไม่แพ้พม่าหรอก แต่พอมาตอนหลังมันเพี้ยนไปหมด ที่มันใหญ่โตและมั่งคั่งเป็นเรื่องทุนนิยมโดยตรง เป็นเรื่องการเมืองไม่ได้ออกมาทางจิตใจที่ดี เพราะฉะนั้นศิลปะจะบอกเลยว่า มันสั่วหรือไม่สั่ว มันใหญ่แต่รูปแต่มันไม่ได้เรื่อง บางอันนี่สร้างค้ำจักรวาลขึ้นไป มันเละเทะหมดเลย มันไม่เหมือนสมัยก่อนนี้ที่มันมีความงาม แล้วแต่ละอันเขามีสัญลักษณ์ ศิลปะต่างๆ นี้ มีสัญลักษณ์ มีความหมายทั้งสิ้น แต่นี่มันเป็นศิลปะประดับเลอะเทอะตุ้งแช่ นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นเรื่องผี บางทีก็ทำ บางทีก็ไม่ทำ

 

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

อาจารย์ช่วยตอบคำถามข้อแรกว่า ระบบสัญลักษณ์ที่ด่านซ้ายที่ใช้หอผีเป็นระบบสัญลักษณ์อันนี้ก็คือหอผีของบ้านที่บ้านเจ้าพ่อกวน เขาจะแบ่งกันเป็นผีใหญ่อยู่ที่บ้านเจ้าพ่อกวน เจ้าแม่นางเทียนก็มีหอผีของท่านอีกหลังหนึ่ง ในหอผีก็จะมีสัญลักษณ์ของวิญญาณหรือผีประมาณ หกเจ็ดตนที่เป็นผีใหญ่ๆ ของเมืองด่านซ้าย แต่ว่าพื้นที่ที่เป็นหอผีใหญ่อีกประมาณสามที่ ที่เราเรียกว่าหอน้อยเป็นป่าครึ้มที่อยู่ตรงเลยโรงพยาบาลไปหน่อยหนึ่ง นอกเมืองด่านซ้าย ถ้าจะคิดว่าป่าครึ้มอย่างไร ก็คือว่าต้นไม้ใหญ่มาก แล้วถ้ามองจากภาพถ่ายทางอากาศลงมาก็จะเห็นว่า เป็นพื้นที่ที่ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นรกครึ้ม และมีอีกที่หนึ่งที่เป็นหอใหญ่ก็คืออยู่ข้างๆ วัดพระธาตุศรีสองรัก ที่ตัวพระธาตุเลยตรงเชิงเขา ก็จะเป็นระบบสัญลักษณ์ของเขา คือว่าหอผีแต่ละอัน ก็จะเป็นดวงวิญญาณหรือผีแต่ละตนที่อยู่ประจำเมืองด่านซ้าย นี่ก็เป็นรูปแบบเฉพาะพื้นที่ที่ด่านซ้าย

 

อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม

แต่คนนอกเข้าไม่ได้นะ ต้องขออนุญาต ถ้าเข้าไปเพ่นพ่าน เจ็บป่วยเรื่อยมา แย่เลย ต้องไปขออนุญาตเขา เขาเฉพาะคนข้างในโดยตรง เพราะฉะนั้นความเชื่ออันนี้ยังเข้มแข็งอยู่

 

ผู้เข้าร่วมฟังการอภิปราย

 

 

เรื่องผีนี้ตามศักดิ์มันก็คือบ้าน ไม่ใช่มีอิทธิพลอะไร คุณย่าผมนี่ ผมแต่เล็กผมกลัวผี ท่านบอกผมว่า นะโมพุทธายะ ท่านบอกเกิดมาไม่เคยเห็นผีตายมาหลอกผีเป็น เพราะฉะนั้นคำว่าผีกับพุทธ เวลานี้เรากำลังผิดกันไปหลายข้อแล้ว เป็นต้นว่า มีการเข้าไปในวัดมีการเสี่ยงเซียมซี มีการสะเดาะเคราะห์ และบางแห่งมีขายพาสปอร์ตไปสวรรค์ด้วย แล้วพาสปอร์ตยังเป็นพาสปอร์ตธรรมดา พอคนตายแล้วเขาเผาพาสปอร์ตให้ไป เขาก็เชื่อว่าวิญญาณนี้จะไปรออยู่หน้าประตู เพื่อจะมีคนมาตรวจสอบเพื่อจะเอาเข้าเมือง เพราะฉะนั้นเขายังขายเสื้ออีก คือเสื้อสีขาว ถ้าใส่ตายแล้วเผาพาสปอร์ตไปแล้ว เผาเสื้อนี้ไปด้วย ผ่านขึ้นไปเลยเป็นพาสปอร์ตการทูต

 

อันนี้เศรษฐกิจของเรานี้ไปเสียท่า ซื้อพาสปอร์ตอันนี้ไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้นมีใครไหมที่เคยค้านว่า วิธีการอันนี้ทำอย่างไร องค์การศาสนาก็ไม่เหลียวแล ศิลปากรก็ไม่เหลียวแล สำนักสงฆ์ก็ไม่เหลียวแล ปล่อยให้ขายพาสปอร์ตกันไปสวรรค์ได้

 

อันนี้ผมว่ามันเป็นปาราชิก อุตริมนุษยธรรมแล้ว แต่ว่าเขาก็ยอมรับกัน เพราะฉะนั้นคำว่าศาลแล้วทำไมถึงติดสินบน มีผู้พิพากษาคนหนึ่งบอกผมก่อนว่า ศาลนี่เขาเขียนศาลสถิตยุติธรรม เพราะฉะนั้นศาลจะเป็นที่ตั้งของความยุติธรรม แต่ศาลที่เขียนลอลิงสะกดนี่เป็นศาลที่มีคล้ายๆ ที่มีเทพเจ้าหรืออะไรที่เขาเชื่อ โจทย์ก็ไปบอกว่าขอให้ชนะจะให้หัวหมู จำเลยก็บอกว่าถ้าชนะจะให้ไข่ร้อยใบแถมหัวหมูด้วย ตกลงไม่ว่าจะใครแพ้ใครชนะ ศาลได้ทั้งนั้น

 

เพราะฉะนั้นศาลที่เราจะให้สถิตยุติธรรมนั้น ศาลตัวนี้ต้องสะกดด้วยนอหนูตอเต่าสระอิ เป็นศานติ ถ้าเขียนว่าศานติสถิตยุติธรรม เราก็อาจจะได้ความยุติธรรมจากการที่ฟังทั้งสองฝ่ายแล้ว ฟังได้ว่าเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แต่เวลานี้กฎหมายขึ้นมาแล้ว จะได้เห็นเลยศาลรัฐธรรมนูญเวลานี้กำลังจะถูกฟ้องร้องกันเพราะว่าเป็นมนุษย์ก็มีความโลภ มีความอยากจะได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าศาล นะ ของคู่คดี เพราะฉะนั้นที่ผมฟังมาตลอดเวลา คือผมไม่มีชื่อของใครต่อใครขึ้นมาอธิบาย แต่ผมอยากจะบอกว่าการที่มีการเชื่อถืออะไรกัน ต้องเป็นแต่เพียงสิ่งที่เหมือนกับจตุคามรามรามเทพ จตุคามรามเทพชุดสุดท้ายที่กำลังสร้างขึ้นในเวลานี้ มีใบสั่งจอง ๓๐๐๐๐ วัด และแต่ละวัดต้องจอง ๑๐๐๐ องค์ แต่ละวัดจะขายในราคา ๑๙๙ บาท ในเมื่อต้นทุนเพียง ๓๖ บาทเท่านั้น หมายความว่าถ้าเราเอา ๒๐๐ โดยประมาณคูณ ๓๐ ล้านนั้น จะเป็น ๖๐๐๐ ล้านบาทครับ ทำให้เรามองดูว่าประเพณีต่างๆ ที่ท่านอาจารย์กรุณาเล่าให้ฟังส่วนมากจะไปทางพวกอีสาน เพราะว่าทางพวกอีสานเขามีความเชื่อแปลกอยู่อย่างหนึ่ง เขาเชื่อว่ามนุษย์จะเกิดด้วยผู้หญิงผู้ชายสมสู่กัน ฉะนั้นในพิธีการแห่ในงานต่างๆ เขาจะมีรูปผู้หญิงผู้ชายสมสู่กัน เขาบอกว่ามันเรื่องธรรมดา ทำไมเราถึงคิดว่าเป็นเรื่องหยาบคาย ผมขอทิ้งไว้แค่นี้ก่อนว่าศานนี้ครับ ถ้า สะกดด้วยนอหนูตอเต่าสระอิ จะได้รับความเป็นธรรม แต่ถ้าศาลชนิดที่มีลอลิงแล้ว ไม่ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะศาลเอาไปกินหมด

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ตรงคำว่าศาลนี้เป็นคำกลาง มาจากคำว่าศาลา แต่ศาลสถิตยุติธรรม เป็นศาลาที่ให้ความยุติธรรม แต่ถ้าเสริมคำว่า ศานติ มันก็เป็นอีกส่วนหนึ่งคือความยุติธรรม ศาลที่ให้สันติยุติธรรมก็ไปด้วยกันได้

 

และอีกอย่างหนึ่งที่ท่านพูดถึงเรื่องวิญญาณเรื่องผี ในพุทธศาสนาคงไม่ได้มองแบบนั้น เพราะว่าเมื่อเราตายแล้ว ขันธ์ห้าทั้งห้านั้นดับหมดใช่ไหม ฉะนั้นเรื่องวิญญาณมันต้องดับ ตรงนี้ที่เป็นพุทธศาสนา ฉะนั้นจะไม่มองผีแบบที่ที่ลัทธิผีเขาถืออยู่ เพียงแต่ว่าการดับหมดในเรื่องวิญญาณนี่มันไม่ดับสนิท มันมีวิญญาณธาตุอยู่ ที่ทำให้ไปเกิดเป็นระบบสังสารวัฏขึ้นมา แต่ว่าถ้าเป็นผีแล้วเดี๋ยววิญญาณมีความรู้สึกมีความทรงจำได้เหมือนกับที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่อยู่อีกภพหนึ่งเท่านั้นเอง

 

เพราะฉะนั้นระหว่างพุทธกับผี มันจะต้องทำความเข้าใจตรงนี้ ทีนี้ที่ผมพูดหมายความว่า ในการนับถือพระพุทธศาสนาของคนไทย เพราะว่าศาสนามีทั้งพุทธและผีรวมกันอยู่ อย่างที่พูดถึงเรื่องความสมสู่เป็นระบบความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ ที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว เพราะคนในสมัยโบราณต้องการความอุดมสมบูรณ์ เขาคุมความอุดมสมบูรณ์ไม่ได้ เขาถึงทำลูก การสมสู่กัน

 

อย่างบั้งไฟคือตัวอย่าง จะเห็นบั้งไฟที่ทำรูปอวัยวะเพศ แล้วยิงบั้งไฟขึ้นไปเตือนแถนให้ฝนตกลงมา บางทีขอฝน ผมเคยไปดูทางเขตโพธิ์หักนี่เอาปลักขิกแทงขึ้นไปข้างบน ตำลงข้างล่าง เอาฟ้ากับดินมาผสมกัน สมสู่กันจึงเกิดความสมบูรณ์ นี่คือความเชื่อของคนสมัยโบราณ แล้วมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แล้วเรื่องนี้สนุก ถ้าจะมาดูกัน ที่มาคุยกันขณะนี้ แต่มันก็มีกติกาเหมือนกัน เขาทำตามฤดูกาล เขามีกติกา มีกฎเกณฑ์ครับ

 

ผู้เข้าร่วมฟังการอภิปราย

 

 


ผมขอเรียนถามอาจารย์ครับว่า ผมได้ยินได้ฟังมาตลอดครับว่า ท่านเขียนหนังสืออะไรมาเยอะแยะเลยครับ ทำไมท่านไม่เขียนบทความลงในหนังสือของการท่องเที่ยวครับ เพราะท่านเขียนลงในหนังสือของเมืองโบราณ เจ้าหน้าที่คงไมได้อ่าน และเกี่ยวกับเรื่องที่กิจของสงฆ์ที่ไปทำปลุกเสกจตุคามรามเทพ ส่วนใหญ่พระเหล่านั้นจะมีสมณศักดิ์ค่อนข้างสูง มียศสูง เราสงสารท่านเถอะ พระเหล่านี้เราทรงสงสารท่านเถอะ ที่ท่านมาปลุกเสกจตุคามรามเทพ ขอบคุณครับ

 

 

อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม

เรื่องพระที่มีสมณศักดิ์ที่มาอยู่ในระบบราชการเดิมเรียกขุนนางพระ สังคมในสมัยนี้มันเต็มไปด้วยยศพระ ขุนนาง พ่อค้า ถึงได้พัง สมัยก่อนยศพระหรือขุนนางพระนี่ คือระบบศักดินามันมีบทบาทมากในการที่จะบูรณาการ แต่เวลานี้มันผิดยุคสมัย มันถึงได้เกิดปัญหาขึ้นมา แล้วเดี๋ยวนี้พระสงฆ์ที่ดีๆ เดี๋ยวนี้มากที่ชาวบ้านเขาเรียกพระครูบา คนในสมัยก่อนนี้ ถ้าคุณบวชในวงไหน คุณมีแวดวงมีเพื่อนแล้ว เพื่อนร่วมรุ่นนะ แล้วเคยฟังไหม ธรณีนี่นี้เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์หนึ่งบ้าง คำว่าศิษย์อาจารย์นั้นไม่ใช่ครูที่สอนในโรงเรียน คือเป็นศิษย์ของพระครูบาองค์ไหน ถ้าคุณทำไม่ดีคุณเสีย ฉะนั้นสังคมในตะวันออกทางภาคเหนือเขาจะมีพระครูบา อย่างพระครูบาศรีวิชัย นั่นเป็นผู้นำทางศาสนาที่สำคัญ แต่ปัจจุบันนี้เป็นตามยศถาบรรดาศักดิ์ พัดยศนี่คือตัวอย่าง เรียกว่ากุศโลบายที่ทางวัดนี้เอาสงฆ์เข้ามาอยู่ในอำนาจ อันนี้ก็ไม่ค่อยดี

 

เรื่อง ททท. คือ ผมพูดมากเลย ทั้งออกวิทยุ ทั้งด่าเป็นประจำก็มี ทั้งกรมศิลฯ ทั้ง ททท.ผมอัดเอา แต่ต้องเข้าใจว่าที่ทำอะไรไม่ได้ คนที่อยู่ใน ททท.เอง กรมศิลฯ เอง เป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจตั้งเยอะตั้งแยะ ผมสัมผัสกับ ททท.มากเลย เขารู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร แต่นโยบายของ ททท. มันไม่เตือน เพราะมันมีนโยบายเศรษฐกิจ แบบ Mass tourism เอารายได้ ตะบัน แต่ไม่ใช่ Tourism แบบให้การเรียนรู้ เป็นนโยบายของรัฐบาล

 

อย่างกรมศิลฯ ก็เหมือนกัน พวกลูกศิษย์ลูกหานั่งกันอยู่ตรงนั้นก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ระดับคนเป็นอธิบดี รองอธิบดีนั่นห่วยแตกทั้งนั้น มันอยู่ตรงนั้น ใช่ไหม ผม เองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร บางทีพูดกันในระดับรัฐมนตรี ผมออกทีวี.เลย ผมอัดเอาทุกที คือ มากแต่มันไม่ทัน คือ Concept ของการท่องเที่ยวผิดมาตลอด เพราะเอาเงินอย่างเดียว แล้วไปทำลายเขาหมดเลย ทำลายสภาพแวดล้อม ทำลายอะไรต่างๆ เหล่านี้ แล้วทำลายท้องถิ่นด้วย เพราะไม่สามารถจะกระจายรายได้ไปให้คนท้องถิ่น ที่จริงการท่องเที่ยวถ้าทำให้ดีแล้ว เป็นการอบรมคนให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้สบาย ครับ ขอบคุณครับ

 

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ก็คงต้องยุติเพียงแค่นี้ เพราะว่าเกินเวลามามากแล้ว ต้องขอขอบคุณทุกท่านมากที่มาร่วมมือร่วมใจกันฟังในวันนี้ และขอให้ทุกท่านเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

 

สุดารา สุจฉายา

สำหรับเรื่องของผีกับพุทธ วันนี้ก็คงจะได้สาระมากมาย สำหรับเดือนหน้าเรายังคงมีการพูดคุยเพื่อที่จะเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของชุมชน เกี่ยวกับเรื่องของประวัติศาสตร์สังคม ในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๕๐ เราจะสนทนากันในเรื่องของเรื่องเล่าจากโคตรวงศ์ แขก มอญ จีน เพราว่าตระกูลแต่ละตระกูลนั้น แม้นว่าจะเป็นเรื่องราวของครอบครัว แต่ว่าครอบครัวเหล่านั้นจะเป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของสังคมไทย และคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมีตระกูลวงศ์ แล้วทำไมตระกูลวงศ์เหล่านี้จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยได้อย่างไร

 

เพราะฉะนั้นถ้าใครสนใจเดือนกรกฎาคม วันที่ ๒๐ วิทยากรคือคุณ พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร คุณ วราห์ โรจนวิภาต และคุณ รัฐฎา บุนนาค

 

เดือนสิงหาคมจะมีการสนทนาในวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๕๐ จะสนทนาเรื่อง ความทรงจำที่บางลำพู ก็คงเป็นคนในชุมชนบางลำพูมาพูดคุยให้เราฟัง เรื่องราวในความทรงจำของเขาว่าเป็นอย่างไร ทำไมท้องถิ่นของเขาในอดีตนั้นเป็นอย่างไร ปัจจุบันนี้ท้องถิ่นที่เขาอยู่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร วิทยากรคือ ม.ล. ประพิม อิศรเสนา เชื้อสายบ้านพระอาทิตย์ ท่านที่สอง รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นเด็กตรอกบวรรังษี และนอกจากนั้นยังมีลูกหลานช่างทองตรอกสุเหร่าจะมาเล่าให้ฟังว่าเขาอยู่ตรงนี้เขาเป็นช่างทอง ทำอะไรอย่างไรให้กับสังคมไทย ขอบคุณค่ะสำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

อัพเดทล่าสุด 19 พ.ค. 2559, 10:10 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.