หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ตะบูน ไม้ชายเลน
บทความโดย มุทิตา ณรงค์ชัย
เรียบเรียงเมื่อ 1 ต.ค. 2541, 11:35 น.
เข้าชมแล้ว 10471 ครั้ง

ตะบูน  ไม้ชายเลน

               

เมื่อมีกิจสัญจรไปยังบริเวณป่าชายเลนตามวาระโอกาสต่างๆ ข้าพเจ้าสะดุดตากับไม้ยืนต้นขนาดกลางชนิดหนึ่ง มีเรือนยอดสูงเป็นพุ่ม ผลกลมขนาดลูกส้มโอ ขึ้นปะปนอยู่กับต้นโกงกาง แสม ลำพู ลำแพนฯลฯ สอบถามจากผู้รู้จึงได้ความว่า ต้นไม้ชนิดนี้คือ "ต้นตะบูน" หรือบ้างก็เรียกกันว่า "กระบูน"

 

ตะบูน เป็นไม้ต้นขนาดกลางในวงศ์ Meliaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Xylocarpus obovatus ผลตะบูนเมื่อดิบสีเขียว ครั้นพอแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดง ภายในประกอบด้วยเมล็ดแข็งสีน้ำตาลรวมเข้าเป็นพูๆ ยามแก่จัดเปลือกจะค่อยๆอ้าออกแล้วก็ร่วงลงสู่พื้นดินและชายคลอง พบมุมเหมาะเมื่อใดเมล็ดจะงอกรากเจริญเติบโตต่อไป

 

 

สีสันรูปทรงของผลตะบูนดูน่ากิน แต่...ใครจะกินได้เล่าเพราะเมล็ดนั้นแข็งเหลือกำลัง ประกอบกับเปลือกมีสารแทนนินซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด (กล้ากินปากพังไม่รู้ด้วย) นอกเสียจากว่าจะใช้กิ่งก้านของมันตัดให้ได้ความยาวประมาณศอกแล้วผ่าสี่ไปทำฟืน หรือนำเปลือกของมันมาย้อมแห อวน เพื่อเพิ่มความเหนียวและไม่อมน้ำแก่เส้นใย ตลอดจนนำเปลือกไปย้อมเสื้อผ้า เมื่อย้อมออกมาแล้วจะได้สีน้ำตาลอมแดงติดทนดีมาก

 

ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นเป็นประโยชน์ในอดีตของตะบูน เพราะปัจจุบันไม่ค่อยมีใครสนใจใยดีตะบูนอีกแล้ว เพราะถ้าจะใช้เป็นเชื้อเพลิงก็มีถ่านไม้โกงกางซึ่งมีคุณภาพดีกว่ามาก ครั้นจะนำมาใช้ย้อมแห อวน เสื้อผ้าในสมัยนี้ ก็คงคิดกันว่าจะยุ่งยากและใช้เวลานานกระมัง

 

อย่างไรก็ตามประโยชน์ของตะบูนซึ่งไม่อาจมองข้าม คือ เป็นพันธุ์ไม้ร่วมของระบบนิเวศในเขตป่าชายเลนซึ่งมีทั้งต้นแสม โกงกาง ลำพู และพันธุ์ไม้อื่นๆ เพราะความสำคัญของป่าชายเลนก็คือ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำให้แข็งแรงก่อนที่จะว่ายออกสู่ทะเล ตลอดจนเป็นที่พักอาศัยของสัตว์บกสัตว์น้ำนานาชนิด

 

พูดถึงตะบูนชวนให้นึกถึงบ้านบางตะบูน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี สันนิษฐานว่าคงเป็นบริเวณซึ่งมีต้นตะบูนขึ้นอยู่หนาแน่น จนกลายเป็นที่มาของชื่อ "บางตะบูน"

 

สรรพสิ่งในธรรมชาติล้วนมีคุณค่าอยู่ในตัวมันเอง หากเราค้นพบและเข้าใจคุณค่า เราก็จะไม่ทำลาย การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมก็คงจะไม่มีคำว่า "ปัญหา" เข้ามาแทรกกลาง

 

(บันทึกจากท้องถิ่น จดหมายข่าว ฉ.14-กันยายน ถึง ตุลาคม 2541)

อัพเดทล่าสุด 28 ก.ค. 2559, 11:35 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.