ตะบูน ไม้ชายเลน
เมื่อมีกิจสัญจรไปยังบริเวณป่าชายเลนตามวาระโอกาสต่างๆ ข้าพเจ้าสะดุดตากับไม้ยืนต้นขนาดกลางชนิดหนึ่ง มีเรือนยอดสูงเป็นพุ่ม ผลกลมขนาดลูกส้มโอ ขึ้นปะปนอยู่กับต้นโกงกาง แสม ลำพู ลำแพนฯลฯ สอบถามจากผู้รู้จึงได้ความว่า ต้นไม้ชนิดนี้คือ "ต้นตะบูน" หรือบ้างก็เรียกกันว่า "กระบูน"
ตะบูน เป็นไม้ต้นขนาดกลางในวงศ์ Meliaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Xylocarpus obovatus ผลตะบูนเมื่อดิบสีเขียว ครั้นพอแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดง ภายในประกอบด้วยเมล็ดแข็งสีน้ำตาลรวมเข้าเป็นพูๆ ยามแก่จัดเปลือกจะค่อยๆอ้าออกแล้วก็ร่วงลงสู่พื้นดินและชายคลอง พบมุมเหมาะเมื่อใดเมล็ดจะงอกรากเจริญเติบโตต่อไป


สีสันรูปทรงของผลตะบูนดูน่ากิน แต่...ใครจะกินได้เล่าเพราะเมล็ดนั้นแข็งเหลือกำลัง ประกอบกับเปลือกมีสารแทนนินซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด (กล้ากินปากพังไม่รู้ด้วย) นอกเสียจากว่าจะใช้กิ่งก้านของมันตัดให้ได้ความยาวประมาณศอกแล้วผ่าสี่ไปทำฟืน หรือนำเปลือกของมันมาย้อมแห อวน เพื่อเพิ่มความเหนียวและไม่อมน้ำแก่เส้นใย ตลอดจนนำเปลือกไปย้อมเสื้อผ้า เมื่อย้อมออกมาแล้วจะได้สีน้ำตาลอมแดงติดทนดีมาก
ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นเป็นประโยชน์ในอดีตของตะบูน เพราะปัจจุบันไม่ค่อยมีใครสนใจใยดีตะบูนอีกแล้ว เพราะถ้าจะใช้เป็นเชื้อเพลิงก็มีถ่านไม้โกงกางซึ่งมีคุณภาพดีกว่ามาก ครั้นจะนำมาใช้ย้อมแห อวน เสื้อผ้าในสมัยนี้ ก็คงคิดกันว่าจะยุ่งยากและใช้เวลานานกระมัง
อย่างไรก็ตามประโยชน์ของตะบูนซึ่งไม่อาจมองข้าม คือ เป็นพันธุ์ไม้ร่วมของระบบนิเวศในเขตป่าชายเลนซึ่งมีทั้งต้นแสม โกงกาง ลำพู และพันธุ์ไม้อื่นๆ เพราะความสำคัญของป่าชายเลนก็คือ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำให้แข็งแรงก่อนที่จะว่ายออกสู่ทะเล ตลอดจนเป็นที่พักอาศัยของสัตว์บกสัตว์น้ำนานาชนิด
พูดถึงตะบูนชวนให้นึกถึงบ้านบางตะบูน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี สันนิษฐานว่าคงเป็นบริเวณซึ่งมีต้นตะบูนขึ้นอยู่หนาแน่น จนกลายเป็นที่มาของชื่อ "บางตะบูน"
สรรพสิ่งในธรรมชาติล้วนมีคุณค่าอยู่ในตัวมันเอง หากเราค้นพบและเข้าใจคุณค่า เราก็จะไม่ทำลาย การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมก็คงจะไม่มีคำว่า "ปัญหา" เข้ามาแทรกกลาง
(บันทึกจากท้องถิ่น จดหมายข่าว ฉ.14-กันยายน ถึง ตุลาคม 2541)