หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สโมสรพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น นิราศ ลำนำเขายี่สาร : จุฑารัตน์ เหลืองสง่างาม
บทความโดย จุฑารัตน์ เหลืองสง่างาม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ส.ค. 2542, 11:35 น.
เข้าชมแล้ว 4387 ครั้ง

สโมสรพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 
นิราศ ลำนำเขายี่สาร : จุฑารัตน์ เหลืองสง่างาม

 

 

เป็นชื่อที่ใช้ในการเดินทางสู่บ้านเขายี่สาร อ. อัมพวา จ. สมุทรสงคราม ที่จัดโดย เครือซีเมนต์ ในโครงการ " ไทยรักษ์ไทย เพิ่มมุมมองใหม่...ให้สังคม " เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๒ นับว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เป็นการพักผ่อนได้สาระ โดยมีบรรดานักวิชาการ นักคิด นักเขียน สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมเดินทางไปด้วย

 

การเดินทางไปบ้านเขายี่สารในปัจจุบันนี้มีเส้นทางคมนาคมทางบกที่แสนสะดวกสบายและรวดเร็ว แต่สุนทรีย์รสที่ได้จากการเดินทางคงจะสู่การคมนาคมที่ลัดเลาะตามลำน้ำไปชมบ้านเรือนสองฝั่งคลองเหมือนเช่นในอดีตไม่ได้ การไปยี่สารในคราวนี้ทางเครือซีเมนต์ไทยจึงได้จัดให้ผู้ร่วมเดินทางออกจากกรุงเทพฯทางบก แล้วมาลงเรือที่ศาลาท่าน้ำวัดเพชรสมุทรฯ หรือวัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อล่องสู่ยี่สาร โดยมีวงดนตรีไทยบรรเลงขับกล่อมให้ฟังบนเรือตลอดระยะทาง

 

ตลอดเส้นทางในการนั่งเรือยนต์จากวัดบ้านแหลมออกสู่ปากอ่าวแล้วตัดเข้าคลองขุดยี่สารนี้จะต้องแล่นตามเขตร่องน้ำที่มีการปักเสาไว้ให้เป็นจุดสังเกต หากเรือแล่นหลุดจากแนวร่องน้ำแล้วละก็ อาจเกยตื้นเอาได้ง่ายๆ เรือได้แล่นผ่านสถานที่ต่างๆ ที่กล่าวถึงไว้ใน นิราศเมืองเพชร ของสุนทรภู่ เมื่อครั้งที่สุนทรภู่เดินทางผ่านยี่สารเพื่อที่จะไปเพชรบุรี นอกจากนี้ นิราศยี่สารของ ก.ศ.ร.กุหลาบ ก็ได้บรรยายให้เห็นสภาพป่าชายเลน และการทำประมงในท้องถิ่นนี้ไว้ด้วยเช่นกัน

 

เมื่อเรือแล่นสู่คลองขุดยี่สารทำให้นึกถึงเรื่องเล่ากันต่อๆ มาว่า แรกเริ่มเมื่อครั้งที่มีการขุดคลองยี่สารนั้นได้ใช้ควายลงไปย่ำเพื่อให้เป็นคลอง และในระยะแรกก็ไม่ได้กว้างขวางอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน แต่คงเป็นเพราะกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งในเวลาต่อมาอยู่เรื่อยๆ เลยทำให้คลองขุดยี่สารกว้างขึ้นจนทุกวันนี้บรรดาเสาไฟฟ้าทั้งหลายที่เคยปักอยู่ริมตลิ่งมาแต่เดิมกลับอยู่ห่างจากฝั่งหลายวา ดูคล้ายกับว่า เสาไฟฟ้าในถิ่นนี้เขาตั้งใจปักไว้ในคลอง

 

เมื่อมาถึงวัดปากอ่าว อ.บางตะบูน จ.เพชรบุรี เรือได้เข้าเทียบฝั่งให้แวะขึ้นไปชมอาคารขนมปังขิง ๒ ชั้น ในบริเวณวัด ซึ่งอดีตอาคารหลังนี้เคยใช้เป็นโรงเรียน แม้ปัจจุบันอาคารหลังนี้ยังมีสภาพดีอยู่ แต่ได้ถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่การใช้งานเป็นที่ทำการของ อบต.บางตะบูนไปเสียแล้ว นอกจากนี้ชาวคณะยังได้เห็นโบสถ์ไม้ที่ทางวัดปากอ่าวได้บูรณะไว้เป็นอย่างดี ก่อนกลับลงเรือเพื่อมุ่งหน้าสู่ยี่สารอีกครั้ง สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนว่าได้แล่นเข้าสู่เขตบางตะบูนแล้วอย่างหนึ่งก็คือ บ้านเรือนที่อยู่ริมสองฝั่งคลองจะนิยมการทาสีบ้านด้วยสีสันที่สดใสแต่ไม่ฉูดฉาด

 

เมื่อมาถึงบ้านยี่สาร รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ได้นำชมนิทรรศการกึ่งถาวรของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านเขายี่สารที่จัดแสดงอยู่ใต้อาคารศาลาการเปรียญเพื่อให้เห็นถึงภาพรวมของยี่สารทั้งในด้านสภาพแวดล้อม วิถีการดำรงชีวิต และศิลปกรรมต่างๆ ที่อยู่บนวัด ก่อนที่จะรับประทานอาหารเที่ยงกันบนหอฉันซึ่งเป็นศาลาโถงตั้งอยู่ด้านหน้าวิหาร ด้วยอาหารพื้นบ้าน เช่น แกงส้มใบชะคราม ใบชะครามจิ้มน้ำพริก ( ใบชะครามนี้เป็นวัชพืชที่ขึ้นในเขตน้ำกร่อย) หอยแมลงภู่หลน และตามด้วยของหวานอย่างขนมจาก ขนมสำปันนี

 

ช่วงบ่าย อ.สิริอาภา รัชตะหิรัญ ได้พาเดินชมหมู่บ้าน มีอาคารบ้านเรือที่เป็นทรงไทยให้เห็นอยู่พอสมควร ได้ดูโรงเผาถ่านไม้โกงกางและฟังการอธิบายถึงกรรมวิธีต่างๆ จากชาวบ้านที่ประกอบอาชีพนี้กันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษเป็นเวลากว่า ๖๐ ปี ที่เล่าถึงการปลูกไม้ทดแทนทันทีหลังจากตัดไม้ไปเผาถ่าน ทั้งนี้เนื่องจากไม้โกงกางที่โตเต็มที่พร้อมที่จะตัดมาเผาถ่านได้นั้นจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๒ ปี หากไม่รีบปลูกทดแทนก็จะไม่ทันรอบของการหมุนเวียน

 

 

และแห่งสุดท้ายที่ผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ได้ไปชมคือหลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่ได้พบหลักฐานจำพวกเศษภาชนะดินเผาเป็นจำนวนมากที่น่าสนใจคือ เศษภาชนะดินเผาลายเจ้าจำปี จากแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน จ. สุพรรณบุรี ซึ่งกำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ ตรงกับช่วงเวลาการเกิดขึ้นของกรุงศรีอยุธยา มีลวดลายตรงกับที่ปรากฏบน โพล่ ซึ่งเป็นตุ่มบรรจุน้ำขนาดใหญ่ที่ทางพิพิธภัณฑ์ได้รับบริจาคมาจากชาวบ้านยี่สารในสภาพที่สมบูรณ์ ทั้งนี้น่าจะเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าพื้นที่แห่งนี้มีการอยู่อาศัยสืบเนื่องมาช้านาน ( ปัจจุบันเศษภาชนะดินเผาที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีเหล่านี้ได้นำมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านเขายี่สาร)

 

หลังจากที่ได้ชมนิทรรศการกึ่งถาวรในอาคารจัดแสดงและได้ไปเห็นของจริงกันแล้ว ก็ได้กลับมาเสวนากันที่หอฉันในประเด็นที่ว่าเมื่อยี่สารเป็นที่รู้จักจนได้รับความสนใจจากคนทั่วไป และทางจังหวัดเองก็อยากจะเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ควรจะมีวิธีจัดการอย่างไร เพื่อให้เกิดผลกระทบหรือการเปลี่ยนแปลงต่อหมู่บ้านให้น้อยที่สุดและไม่รุนแรง โดยมีคุณนิวัติ กองเพียรเป็นผู้ดำเนินการเสวนา ทั้งนี้มีนักวิชาการหลายท่านได้เสนอข้อคิดเห็นต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชน แต่ด้วยความจำกัดของหน้ากระดาษจึงนำเสนอได้เพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งดังนี้

 

ศ.ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง ได้ให้ความเห็นว่า แต่ละท้องถิ่นมีสิทธิ์จัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้เท่าเทียมกัน แต่ไม่มีรูปแบบที่เป็นสูตรสำเร็จสำหรับทุกท้องถิ่น เพราะแต่ละแห่งต่างก็มีสิ่งดีงามเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง และนักท่องเที่ยวที่ดีก็ควรจะรู้จักท้องถิ่นอย่างที่มันเป็นมาและเป็นไป อย่านำเอาวัฒนธรรมของตนไปเปรียบว่าดีหรือด้อยกว่า

 

 

รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ คือ การที่ท้องถิ่นรู้จักตัวเอง และคนภายนอกที่เข้ามาเที่ยวต้องรู้จักท้องถิ่น อย่ามุ่งคิดแต่เพียงว่าการจัดการท่องเที่ยวจะเป็นการเพิ่มรายได้ เพราะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เมื่อสามารถจัดการได้อย่างเข้มแข็งแล้ว จะเป็นเครื่องมือในการปลุกจิตวิญญาณของคนในท้องถิ่น ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ความมั่นคงของชุมชนและสังคมมักตรงกันข้ามกับความมั่นคงของรัฐเสมอ จึงมักจะนำมาซึ่งปัญหาอยู่เนืองๆ

 

อ. ธีรยุทธ บุญมี สะท้อนให้เห็นถึงภาพการท่องเที่ยวที่ผ่านมา ท้องถิ่นเป็นฝ่ายถูกกระทำจากการเข้ามาเที่ยวชมโดยตลอด แต่การท่องเที่ยวที่ดีนั้น ควรจะมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่าง ๒ ฝ่าย คือ ผู้ถูกชมและผู้มาชม ดังนั้นท้องถิ่นจึงมีสิทธิ์เต็มที่ในการเสนอภาพของชุมชน รวมไปถึง " การตีความในความหมายเชิงคุณค่า และการกำหนดราคาในความหมายทางเศรษฐกิจ "

 

คุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ กล่าวถึงสัจธรรมที่ว่า " เมื่อมีชื่อเสียงย่อมหลีกไม่พ้นที่จะได้รับความสนใจจากคนทั่วไป " เมื่อมีผู้อยากจะเข้ามาเที่ยว ชุมชนจึงควรจะต้องมีความเชื่อมันในการจัดการการท่องเที่ยวด้วยตนเอง ฯลฯ

 

ข้อคิดเห็นต่างๆ เหล่านี้น่าจะมีประโยชน์ต่อชุมชนอีกหลายท้องถิ่นที่จะนำไปทบทวนหรือปรับใช้ ถ้าแต่ละชุมชนสามารถจัดการการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเองโดยไม่หลงทาง ก็จะเกิดเป็นเครือข่ายเดียวกัน จะทำให้การศึกษาเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละท้องถิ่นของประเทศมีความหลากหลายอย่างมีสีสันน่าสนใจมากขึ้น และนำมาซึ่งความเข้าใจในการดำรงชีพของแต่ละชุมชนที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน

 

 

(สโมสรพิพิธภัณฑ์ จดหมายข่าว ฉ.19 – กรกฎาคม ถึง สิงหาคม 2542)

อัพเดทล่าสุด 28 ก.ค. 2559, 11:35 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.