บูรณะหอไตรวัดศรีสุทธาวาส จากศรัทธาสู่สามัคคี

หอไตรวัดศรีสุทธาวาสก่อนที่จะมีการรื้อบูรณะ
มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ มีความสัมพันธ์กับวัดศรีสุทธาวาสมายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เมื่อมูลนิธิฯ ริเริ่มการให้ความรู้ในการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นทั่วประเทศ วัดศรีสุทธาวาสและชุมชนในเวียงป่าเป้าเป็นพื้นที่ศึกษาทดลองและปฏิบัติงานชุดแรกๆ ในการทำโครงการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นก่อนจะมีการแพร่หลายของแนวคิดและแนวทางกระจัดกระจายกลายเป็นโครงการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของชุมชนหลายแห่งทั่วประเทศ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าไปช่วยรวบรวมทะเบียนวัตถุและแนะนำการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและทำงานวิจัย โดยให้ชาวบ้านและพระอธิการบรรพต คัมภีโร เป็นผู้ร่วมศึกษาวิจัย จนได้ข้อมูลสำคัญและเป็นพื้นฐานในการทำงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นมาจนปัจจุบัน
เรื่องราวความเป็นมาทั้งประวัติศาสตร์โบราณคดีและประวัติศาสตร์สังคมของเมืองเวียงป่าเป้าและวัดศรีสุทธาวาส มูลนิธิฯ รายงานเผยแพร่ทางจดหมายข่าวฯ เป็นระยะๆ ตลอดเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ทุกๆ ท่านสามารถหาอ่านได้ในฉบับเก่าๆ หรือสะดวกที่สุดในเว็บเพจของมูลนิธิฯ ที่รวบรวมจดหมายข่าวทุกฉบับไว้ด้วยกัน
พื้นที่ของวัดศรีสุทธาวาสทั้งหมด คือ ป่ากลางเมือง ศาสนสถานทุกประเภทในวัด คือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่งดงามเหมาะเจาะและลงตัว วัดศรีสุทธาวาสมีอาคารสำคัญที่สวยงามและบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์สังคมในราวกว่าร้อยปีที่ผ่านมา คือ หอพระไตรปิฎก หรือ หอธรรม อายุเกือบๆ ร้อยปี ความเก่าแก่และทรุดโทรมเป็นเหตุผลเบื้องต้นที่คณะสงฆ์และศรัทธาวัดต้องการบูรณะซ่อมแซมตามจารีตประเพณีเดิมที่ผ่านมา
หอไตรวัดศรีสุทธาวาสสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ สมัยครูบาสมภามิตร ก่อสร้างโดยช่างชาวพม่า ชื่อ พ่อสล่าหนานเขียว มาจากลำพูน ลักษณะของหอไตร เป็นอาคาร ๒ ชั้น กว้าง ๖ เมตร ยาว ๘ เมตร และสูง ๕.๕ เมตร หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา (ดินขอ) เสาด้านในเป็นไม้ประดู่แล้วก่ออิฐถือปูนหุ้มด้านนอก
หอไตรหลังดังกล่าวมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก เสี่ยงต่อการล้มพังทุกขณะ โดยเฉพาะช่วงปีหลังๆ ที่ฝนฟ้าปรวนแปรทั้งพายุฤดูร้อนและพายุลูกเห็บ ทำอันตรายจนแทบจะล้มพังทั้งหลัง ชาวบ้านและวัดศรีสุทธาวาสร่วมกันจัดงานทำบุญทอดจุลกฐินสามัคคีถวายผ้าทันใจ ในวันที่ ๖-๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ บูรณปฏิสังขรณ์หอพระไตรปิฎก กองทุนดังกล่าวสามารถรวบรวมทุนทรัพย์เบื้องต้นได้พอสมควร

งานจุลกฐินกิจกรรมหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงศรัทธาและสามัคคีของชาวบ้าน
ซึ่งพลังศรัทธาและความสามัคคีของพระและชาวบ้านเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการบูรณะหอไตรในที่สุด
งานจุลกฐินมีแม่อุ๊ยเกือบ ๒๐๐ คนจะมาช่วย " อีดฝ้าย" ส่วนวัยรุ่นคนหนุ่มสาวจะช่วยในการทอผ้า ซึ่งจะต้องใช้กี่หลายตัว ต้องช่วยกันหลายคนและอาศัยพลังร่วมใจทำให้เสร็จ “ ภายในวันเดียว ” ระหว่างที่คนหนุ่มคนสาวกำลังทอผ้ากันอยู่ แม่อุ๊ยจะมาร่วมกันเป็นกำลังใจร้องเพลง “ สุมมาครัวตาน ” ซึ่งมีเนื้อหาระลึกถึงการทำบุญในครั้งนั้น พร้อมทั้งอยู่เป็นเพื่อนตลอดคืนจนกว่าผ้าจะทอและตัดเย็บเสร็จ ถึงรุ่งเช้า จึงนำผ้ามาย้อม ตากและรีดให้เรียบร้อย ก่อนนำขึ้นขบวนองค์กฐินถวายพระ งานจุลกฐินในครั้งนั้นก็สำเร็จไปได้ดัวยความศรัทธาและสามัคคีของชาวบ้านเป็นหลัก
เมื่องานจุลกฐินผ่านพ้นไป ในปีเดียวกันทางวัดที่ประกอบด้วยคณะสงฆ์ คณะกรรมการวัด และศรัทธาวัด จึงดำเนินเรื่องขออนุญาตบูรณะหอไตรวัดศรีสุทธาวาสจากกรมศิลปากร เนื่องจากวัดได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากทางกรมศิลปากร ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อจะทำการสิ่งใดจำเป็นต้องขออนุญาตจากทางกรมฯ ก่อน โดยมีมูลนิธิฯ เป็นผู้ประสานงาน และมีอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นประธานที่ปรึกษา ทางคณาจารย์จากสาขาวิชาอนุรักษ์และฟื้นฟูสถาปัตยกรรมและชุมชน คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต มาเป็นที่ปรึกษาอีกหลายท่าน

การประชุมร่วมกันของพระ คณะกรรมการวัด ศรัทธาวัด อาจารย์จากมหาวิทยาลัยรังสิต
เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์
การเสนอโครงการการบูรณะหอไตรดังกล่าว ทางวัดไม่ได้ขอเงินงบประมาณจากทางกรมศิลปากร แต่รวบรวมจากเงินจุลกฐินและกำลังศรัทธาของชาวบ้าน แต่จะขอจัดการเรื่องการบูรณะด้วยตนเอง โดยจะใช้สล่าหรือช่างท้องถิ่น เป็นกำลังสำคัญในการบูรณะ โดยมีที่ปรึกษาพร้อมสรรพพร้อมแบบบูรณะจากผู้ชำนาญการ แต่เมื่อทางวัดยื่นหนังสือให้กับทางกรมฯ ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๗ ทั้งพระ ศรัทธาวัด ชาวบ้านและสล่า ต่างรอคอยหนังสือตอบรับและติดตามสอบถามอยู่เสมอ แต่ก็ใช้เวลาล่วงเลยยาวนานกว่าเรื่องจะผ่านจากสำนักโบราณคดีที่เชียงใหม่ไปถึงคณะกรรมการที่กรุงเทพฯ ต้องใช้เวลาดำเนินการถึงหนึ่งปี เรื่องการขออนุญาตติดค้างอยู่ที่กรมอีกราวหนึ่งถึงสองปี เมื่อทวงถามถึงที่สุด การขอดำเนินการบูรณะโดยชาวบ้านจึงผ่านเรื่องมาให้ และชาวบ้านต้องไปทวงถามถึงสำนักงานศิลปากรที่เชียงใหม่อีกครั้งกว่าจะเริ่มลงมือดำเนินการบูรณะได้ ในขณะเดียวกัน สภาพชำรุดทรุดโทรมที่เกิดขึ้นในปีนี้ทำให้รู้สึกได้ว่า หากไม่ดำเนินการใดๆ เราจะสูญเสียหอไตรสำคัญของท้องถิ่นไปในปีนี้แน่นอน
จากสิ่งนี้เองทำให้เห็นว่า ชาวบ้านเริ่มรู้สึกว่าสิ่งของต่างๆ ในวัดเมื่อขึ้นทะเบียนกับทางกรมศิลปากรแล้วไม่ได้เป็นของพวกเขาอีกต่อไป แต่กลายเป็นของหลวง ครั้นจะทิ้งเสียให้เป็นภาระของทางวัดก็ทำไม่ได้ ความรู้สึกร่วมในการหวงแหนของส่วนรวมที่อยู่ในวัดของชาวบ้านจึงลดลง แต่กับชาวบ้านบางกลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ก็ยังมีความรู้สึกหวงแหนอยู่เช่นเดิม
ในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๐ ทางกรมศิลปากรจึงมีหนังสืออนุมัติการบูรณปฏิสังขรณ์หอไตรวัดศรีสุทธาวาส หลังจากทำเรื่องในการขอบูรณะและเงียบหายไปนานถึง ๓ ปี
พระสงฆ์และคณะศรัทธาวัด จึงได้เริ่มดำเนินการบูรณะในทันที โดยในวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๐ ได้มีการประชุมหารือร่วมกันทั้งทางพระ คณะกรรมการวัด ศรัทธาวัด ผศ. สุจิต สนั่นไหว อาจารย์จากสาขาวิชาอนุรักษ์และฟื้นฟูสถาปัตยกรรมและชุมชน คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต คุณ อิทธิ ปาธะรัตน์ นักวิชาการช่างศิลป์ จากกรมศิลปากร สำนักฯสุพรรณบุรี นักศึกษาปริญญาโทสาขาวิชาอนุรักษ์และฟื้นฟูสถาปัตยกรรมและชุมชน คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ โดยทั้งนี้ได้กำหนดว่าจะมีพิธีสวดรื้อถอน หรือ “ ตานส้ายตานแตน ” หรือ “ ทักษิณานุปทาน ” ก่อน ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นวันดีตามตำรา เพื่อบอกกล่าวแก่บรรพบุรุษที่เคยสร้างหอไตรดังกล่าว

การสวดรื้อถอนหรือ “ ตานส้ายตานแตน ” หรือ “ ทักษิณานุปทาน ”
เป็นพิธีที่ทำเพื่อบอกกล่าวแก่บรรพบุรุษที่เคยสร้างหอไตรดังกล่าวมาก่อน
ในวันที่มีการสวดรื้อถอน ศรัทธาวัดที่เข้ามาร่วมในพิธี ส่วนใหญ่จะเป็นคนเฒ่าคนแก่ พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย จะมีคนหนุ่มสาวบ้างก็เพียงเล็กน้อย เนื่องจากได้มีการบอกกล่าวในเวลาที่เร่งด่วน
ส่วนการรื้อถอนอาคารหอไตรวัดศรีสุทธาวาส เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๓-๒๙ เมษายน ๒๕๕๐ ซึ่งในระหว่างที่มีการรื้อถอนหอไตร มีชาวบ้านทั้งหญิงและชายที่ว่างเว้นจากการทำมาหากินของตนต่างมาช่วยทางวัดทำงานในสิ่งที่พวกเขาถนัด ผู้หญิงช่วยทำอาหารเลี้ยงสล่าที่ทำการรื้อถอน ผู้ชายช่วยกันหากระเบื้องดินขอในหมู่บ้านต่างๆ เพื่อนำมาเปลี่ยนกระเบื้องดินขอที่แตกและชำรุด ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ว่างก็จะมาที่วัด นั่งดูการรื้อถอนและให้ความรู้ในเรื่องส่วนประกอบของหอไตรว่าแต่ละส่วนเรียกว่าอะไร มีลักษณะอย่างไร เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

การรื้อถอนหอไตร สล่าจะรื้อกระเบื้องดินขอ ลงมาเป็นลำดับแรก จากนั้นเป็นช่อฟ้า ใบระกา หน้าบัน โครงหลังคา ประตู หน้าต่าง หำยนต์ ระเบียง ฝาผนัง และนำเอาเสาออกทั้ง ๒๐ ต้น ตามลำดับ
การรื้อถอนหอไตรทำให้ได้พบของสำคัญต่างๆ คือ ในวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๐ พบเหรียญรูปีจำนวน ๒ เหรียญใน ๒ หลุมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พบเหรียญเงินหุ้มแผ่นทองไว้ด้านหน้าเป็นรูปพระนางอลิซเบธที่ ๑ ด้านหลังเขียนว่า ONE RUPEE INDIA 1862 อยู่ภายในกรอบดอกไม้ หลุมที่พบเหรียญนี้คาดว่า น่าจะเป็นหลุมคำหรือหลุมเสาเอกของหอไตร (ซึ่งทางวัดไม่รู้มาก่อนเลยว่าคือเสาต้นใด) ส่วนอีกเหรียญหนึ่งพบทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นเหรียญเงินด้านหน้าเป็นรูปพระเจ้าจอร์จ ด้านหลังเขียนว่า ONE RUPEE INDIA 1912 อยู่ภาย ในกรอบดอกไม้เช่นกัน โดยหลุมนี้น่าจะเป็นหลุมเงินหรือหลุมเสานาง ทั้งนี้เหรียญทั้ง ๒ อยู่ลึกจากปากหลุม ประมาณ ๘๐-๙๐ เซนติเมตร และในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๐ พบเหรียญรูปีอีกเช่นกัน โดยเหรียญที่พบอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นเหรียญเงิน ด้านหน้าเป็นรูปพระนาง เจ้าวิกตอเรีย ด้านหลังเขียน ONE RUPEE INDIA 1901 อยู่ภายในกรอบดอกไม้ เหตุที่มีการพบเหรียญรูปี เนื่องจากในอดีตบริเวณทางภาคเหนือมีการติดต่อค้าขายกับพม่า ซึ่งพม่าได้ใช้เงินรูปี ( เงินแถบ) ของอินเดียและอังกฤษเป็นหลัก

ลวดลาย เป็นเหรียญเงินหุ้มแผ่นทองไว้ ด้านหน้าเป็นรูปพระนางอลิซเบธที่๑ ด้านหลังเขียนปี 1862 คาดว่าเสาเอกน่าจะเป็นเสาที่อยู่ในหลุมที่พบเหรียญนี้ //กลางเป็นเหรียญเงินด้านหน้าเป็นรูปพระเจ้าจอร์จ ด้านหลังเขียนปี 1912 คาดว่าน่าจะเป็นหลุมเสานาง และขวา เป็นเหรียญเงิน ด้านหน้าเป็นรูปพระนางเจ้าวิกตอเรีย ด้านหลังเขียนปี 1901
ในตอนสายวันที่ ๑๔ พฤษภาคม มีการขยายปากหลุมทั้ง ๒๐ หลุมเพื่อจะนำหม้อดินเผาใส่เข้าไปในหลุมก่อนที่จะเทปูนทับ นาย ชาย จะแตะ ได้ขุดพบพระพุทธรูปบริเวณหลุม ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ลึกจากปากหลุมประมาณ ๑ ศอก อยู่ในลักษณะตะแคงคว่ำ โดยทางพระอธิการบรรพตกล่าวถึงพระพุทธรูปที่พบว่า ไม่ได้เกี่ยวกับการก่อสร้างหอไตรเมื่อประมาณ ๙๔ ปีก่อนเลย น่าจะเป็นพระจากแนววิหารเก่าของวัดมากกว่า ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่าเป็นพระพุทธรูปเชียงแสนยุคต้น มีลักษณะเป็นทองสัมฤทธิ์ เนื้อสนิมเขียวหยก
และช่วงบ่ายวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ได้มีการนำหม้อดินเผาลงหลุมเสาทั้ง ๒๐ หลุม ซึ่งก่อนที่จะนำหม้อดินเผาลงในหลุม มีชาวบ้านทุกเพศทุกวัย นำเอาสิ่งของที่ตนมี ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง พระพิมพ์ พระพุทธรูป เหรียญสำคัญต่างๆ ตุ้มหูทอง ฯลฯ มาใส่หม้อร่วมกับทางวัดด้วย สิ่งของที่พวกเขานำมาถือได้ว่าเป็นของมีค่าแทบทั้งสิ้น

พระพุทธรูปที่พบ เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ เนื้อสนิมเขียวหยก (เขียวมรกต) ปางสมาธิ มีอายุอยู่ในสมัยเชียงแสน ยุคต้น คาดว่าจะเป็นพระพุทธรูปจากแนววิหารเดิมของวัด
ทั้งนี้จากการรื้อถอน ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดทำทะเบียนวัตถุทั้งที่ได้รื้อถอนลงมา และวัตถุที่พบจากชั้นดิน มีทั้งสิ้น ๙๗ รายการ ประกอบไปด้วย ช่อฟ้า ใบระกา(ป้านลม) หางหงส์(หัวป้านลม) หน้าบัน(หน้าแหนบ) หน้าบันลอย(แหนบลอย) หำยนต์ หลักหางเข้ กระดิ่ง(เดง) เชิงชาย(แป้นน้ำย้อย) ระเบียง(เพไร) ซี่ระเบียง(ซี่เพไร) ประตู หน้าต่าง ซุ้มขอบประตู เหรียญ พระพิมพ์และพระพุทธรูป ซึ่งลวดลายของสิ่งต่างๆ ที่รื้อถอนลงมานั้น ทางสล่าจะได้ทำขึ้นมาใหม่ให้มีลวดลายเหมือนเดิม เนื่องจากลวดลายของเก่าไม้ผุและกระจกจืนหลุดหายไปหมดแล้ว
ในปัจจุบันทางวัดศรีสุทธาวาสเริ่มทำการสร้างและบูรณะอาคารหอไตรฯ เลียนแบบของเดิม และหวังว่าจะเป็นสถานที่สืบทอดพระศาสนาและเป็นตัวอย่างของการทำงานอนุรักษ์โดยชาวบ้าน ที่มีขั้นตอนการบันทึกทางวิชาการและยังคงการมีส่วนร่วมของศรัทธาชาวบ้านไว้เช่นเดิมดังที่เคยเป็นสืบต่อไป

ศาลาอเนกประสงค์ บริเวณกลางวัด คือ สถานที่ใช้โชว์วัตถุที่รื้อลงมาเป็นการชั่วคราว
หากทำการสร้างหอไตรเสร็จคงจะนำสิ่งของเหล่านี้ไปจัดแสดงใต้ถุนหอไตรเป็นการถาวรแทน
การที่จะได้บูรณะหอไตรฯ วัดศรีสุทธาวาส หลังดังกล่าวนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความอดทนอดกลั้นต่อระบบราชการ ความรู้สึกต่อต้านที่เกิดขึ้น ว่าสิ่งของส่วนรวมกลายเป็นของหลวงที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่ ความสามัคคีของทั้งพระ ศรัทธาวัด และชาวบ้านที่ต้องรอคอยการอนุมัติจากทางกรมศิลปากรนานถึง ๓ ปี ก่อนที่จะได้บูรณะหอไตร และกระบวนขั้นตอนและวิธีการในการบูรณะหอไตรฯ วัดศรีสุทธาวาส อาจเป็นตัวอย่างสุดท้ายที่จะได้เห็นถึงการทำงานด้วยศรัทธาของชาวบ้านแบบโบราณที่สามารถอนุรักษ์ศาสนสถานโบราณของตนเองได้ โดยไม่ต้องเข้าระบบรับเหมาร่วมกับกรมศิลปากร โดยใช้ช่างรับเหมาจากที่อื่นที่รับจ้างทำงานแต่เพียงอย่างเดียวโดยขาดศรัทธา และชาวบ้านมีหน้าที่เพียงนั่งดูเฉยๆ กับความรู้ของช่างชาวบ้านที่ต้องเก็บใส่ลิ้นชักและพึ่งแต่เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรแต่เพียงอย่างเดียว
มูลนิธิฯ ไม่ทราบว่าเกิดเหตุใดขึ้นกับกระบวนการทำงานดังกล่าว จะมีความล่าช้าถึงขั้นนี้ ด้วยสาเหตุใดก็ยังนึกไม่ออก หากเป็นท้องถิ่นอื่นๆ ที่ไม่มีนักวิชาการเข้าไปร่วมทำงานเช่นนี้ การบูรณะคงไม่ต่างจากที่เคยพบเห็นกัน และหอไตรหรือศาสนสถานเหล่านั้นก็จะกลายเป็นของหลวงไม่ใช่ของชาวบ้านที่ต้องทะนุบำรุงอีกต่อไป
การออกกฎให้มีการทำงานเพื่อออกแบบบูรณะเป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยให้ความมั่นใจได้ว่า การก่อสร้างใหม่ๆ จะไม่ทำลายศิลปกรรมของดั้งเดิม แต่ก็มีช่องว่างมากมายที่จะบิดพลิ้วหากผู้ปฏิบัติงานไม่เข้าใจ ไม่ใส่ใจหรือมีเงื่อนงำซ่อนเร้นอยู่ในใจ
หากสนใจดูรายละเอียดการรื้อถอนหอไตรวัดศรีสุทธาวาส เชิญเข้าไปที่ www.thai-heritage-building.com >> นานาทรรศนะ >> สัพเพเหระ >> การบูรณะหอไตรปิฎก วัดศรีสุทธาวาส อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย
| จดหมายข่าว ฉ.66 พฤษภาคม - มิถุนายน 2550 |