โครงการบูรณะหอพระไตรปิฏกวัดศรีสุทธาวาส อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

สืบเนื่องจาก วัดศรีสุทธาวาส มีโครงการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโดยความริเริ่มขององค์กรสงฆ์และคณะศรัทธามาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๐ และจากสำนึกร่วมของความเป็นชุมชนนี้เองที่เป็นสิ่งผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของตนขึ้น
วัดศรีสุทธาวาสเป็นหนึ่งในจำนวนหลายวัดของชุมชนเวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ บนถนนสายดอยสะเก็ด - เชียงราย ในที่ราบลุ่มแม่ลาว อันเป็นที่ราบลุ่มยาวรี มีลำแม่ลาวไหลผ่าน อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเชียงใหม่ เหมาะแก่การอยู่อาศัยและเพาะปลูก ทั้งยังเป็นจุดเชื่อมในการเดินทางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังที่พบจากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ เมื่อมีการเดินทางผ่านเชียงรายไปสู่เชียงใหม่หรือเชียงใหม่ไปเชียงราย หรือเดินทางไปเมืองพร้าว เมืองฝาง อีกทั้งสามารถข้ามช่องเขาเข้าไปสู่เมืองพะเยาได้อีกด้วย แม้กระทั่งนักเดินทางฝรั่งในยุคแรกๆ ยังบันทึกถึงการเดินทางที่ใช้เส้นทางดังกล่าว จนกระทั่งวันนี้ถนนสายต่างๆ ก็ยังใช้รอยทางเดิม
ความสำคัญน่าจะอยู่ที่ " เวียงป่าเป้า " เนื่องจากในบริเวณนี้มีร่องรอยของการอยู่อาศัยอย่างหนาแน่น นับเป็นครั้งแรกที่เราสำรวจพบว่า ในปริมณฑลของเวียงป่าเป้าในราว ๑๐ ตารางกิโลเมตร มีวัดร้างกระจัดกระจายอยู่มากกว่า ๕๐ แห่ง และชุมนุมกันอยู่ทั้งบนดอยและที่ราบเฉพาะรอบๆ เวียงป่าเป้า ไม่ใช่เวียงกาหลงที่อยู่ห่างไปกว่า ๑๐ กิโลเมตร

“เวียงป่าเป้า" เป็นชื่อเวียงที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๓๐ หลังจากเจ้าอินทวิชยานนท์ มอบให้ พญาไชยวงศ์คุมราษฎรชาวเชียงใหม่ขึ้นมาหักร้างถางพงพื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่มีชื่อรู้จักกันว่า "เฟือยไฮ" ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านอยู่ทางทิศใต้ของเวียงป่าเป้าปัจจุบันราว ๔ กิโลเมตร แต่ที่นั่นมักเกิดน้ำท่วมยามหน้าน้ำเสมอไม่เหมาะที่จะสร้างเมืองอยู่อย่างถาวร จึงย้ายเมืองมาทางทิศเหนือที่ป่าเป้า บริเวณนี้เป็นพื้นที่ซึ่งมีไม้เปล้าอยู่มาก
ใน พ.ศ. ๒๔๔๐ พญาเทพณรงค์ขึ้นปกครองแทน ได้สร้างกำแพงเมืองเปลี่ยนจากเมืองป่าเป้าเป็นเวียงป่าเป้า ตามลักษณะของเวียงที่มีกำแพงเมืองล้อมรอบ
ข้อมูลดังกล่าวได้มาจากตำนานเวียงป่าเป้า ซึ่งยังมีการคัดลอกตกทอดมาถึงลูกหลานในปัจจุบัน นับเป็นเอกสารท้องถิ่นที่มีค่าอย่างยิ่ง
แม้ในตำนานจะไม่ได้กล่าวว่า ทำการขุดคูน้ำและก่อกำแพงอิฐขึ้นจากซากฐานเดิมหรือไม่ แต่เห็นได้ชัดว่ามีการสร้างเวียงใหม่ลงในพื้นที่เวียงเก่าอย่างแน่นอน เพราะพบหลักฐานซากอาคารศาสนสถานหลายแห่งภายในเวียงและบริเวณรอบๆ เช่นบริเวณวัดศรีสุทธาวาส และยังพบแผ่นศิลาจารึก ลงศักราชตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๑๑ จนถึง ๒๐๔๕ อีกหลายหลัก
การเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดศรีสุทธาวาสไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เท่านั้น เพราะครอบคลุมวัดทั้งหมดและพื้นที่โดยรอบที่มีป่าไม้ด้วย เพราะภายในวัดเองมีโบราณสถานที่มีคุณค่าทางศิลปกรรม

ร่องรอยของพระอุโบสถเก่าที่ยังแลเห็นแนวฐานและกำแพงอยู่ แสดงให้เห็นว่าวัดศรีสุทธาวาสเดิมมีมาก่อนวัดในปัจจุบัน ได้มีการรื้อโบสถ์เก่าและสร้างโบสถ์ใหม่ขึ้นมาแทน และโบสถ์เก่านั้นน่าจะมีอายุหลายร้อยปี นับเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าชุมชนในบริเวณเวียงป่าเป้านี้อยู่สืบเนื่องมาหลายสมัย
สิ่งที่สองคือ ฐานชุกชีของพระประธานภายในโบสถ์ มีภาพปูนปั้นเรื่องพุทธประวัติและชาดกทศชาติปิดทองประดับ เป็นฝีมือช่างพม่าที่หาดูได้ยาก อีกทั้งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างพระอุโบสถครั้งหลังนี้ ผู้สร้างผู้บริจาคที่เป็นบรรพบุรุษของชาวบ้านในเขตเวียงป่าเป้าปัจจุบันนั้นนิยมศิลปะพม่า และความนิยมในเรื่องก็เข้ากันได้ดีกับรูปแบบพระสถูปเจดีย์ที่เป็นแบบพม่า
สิ่งที่สามที่จะต้องมีการอนุรักษ์ก็คือ หอไตร ซึ่งเป็นของหาดูได้ยากในท้องถิ่นนี้ นับเป็นโบราณสถานที่สำคัญที่สุดในการดึงดูดความสนใจของผู้ที่มาเที่ยวมาชม เพราะแม้กระทั่งทุกวันนี้ใคร ๆ รู้จักวัดศรีสุทธาวาส ก็เนื่องมาจากการมีหอไตรหลังนี้นั้นเอง
สิ่งที่สี่คือ โบสถ์ ตรงหลังวัดนอกเขตพุทธาวาสมีอาคารหลังหนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่ได้รับอิทธิพลพม่าในด้านการประดับด้วยรูปสัตย์และรูปคน ชาวบ้านยังอนุรักษ์ไว้ และเป็นของที่หาดูได้จากในปัจจุบัน
ทั้งสี่อย่างนี้ได้ผสมผสานกันเป็นรูปแบบที่ไม่เหมือนวัดใดในท้องถิ่นนี้ และทำให้วัดศรีสุทธาวาสกลายเป็นวัดที่น่าจะมาเยี่ยมชมเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่กล่าวได้ว่าวัดอื่นๆ ทั้งใกล้และไกลไม่มี หรือมีแต่ก็ถูกทำลายจนหมดไปแล้ว นั่นก็คือการมีพื้นที่ป่าไม้ที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่แวดล้อมในพื้นที่ ๔๓ ไร่ ทั้งพระเจ้าอาวาส และศรัทธาวัดอาวุโสต่างป้องกันการตัดไม้และการรุกล้ำที่ของวัดเป็นอย่างดี แม้แต่การก่อสร้างในวัดก็ต้องผ่านการยินยอมด้วยกันหลายๆ ฝ่าย ป่ารอบวัดที่แม้ว่าจะมีถนนจากถนนใหญ่ตัดผ่าป่าเลียบกำแพงวัดไปก็ตาม แต่ก็หาได้ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์ไม้ และความงามธรรมชาติให้หมดไปได้
ทุกอย่างนี้เป็นสิ่งที่จะทำให้การอนุรักษ์วัดนี้เป็นต้นแบบของวัดแบบประเพณีโบราณในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และโดยสรุปทั้งวัดและสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าไม้ใหญ่นี้ก็คือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในอีกลักษณะหนึ่งนั้นเอง และความโดดเด่นเป็นพิเศษของวัดนี้ก็คือ สามารถอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทั้งธรรมชาติและศิลปกรรมได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศทีเดียว
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดศรีสุทธาวาส
ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์มีพื้นที่น้อย แต่การเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของวัดนี้เป็นเรื่องที่กินขอบเขตไปถึงบรรดาสิ่งก่อสร้างทางศิลปะสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมธรรมชาติของวัดด้วย นั้นก็คือ จะต้องมีการปรับบริเวณกลุ่มพระสถูปเจดีย์ หอไตร และพระอุโบสถให้เรียบร้อย เพื่อคนได้มาชมและศึกษาได้ พร้อมทั้งมีการขุดแต่งบริเวณโบสถ์เก่าให้แลเห็นร่องรอยของความเจริญก่อน ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งการสืบเนื่องของวัดนี้อาจมีอายุไปถึงสมัยล้านนาได้ด้วย บริเวณระเบียงคดที่ติดกับกำแพงวัดภายในที่ใช้ทำกิจกรรมในงานประเพณี ก็อาจจะแบ่งให้เป็นที่แสดงศิลปวัตถุของวัดได้อีกส่วนหนึ่งในกรณีที่อาคารพิพิธภัณฑ์รับไม่หมด ต่อจากนั้นก็จะมีการจัดภูมิทัศน์ของสภาพแวดล้อมธรรมชาติของวัด ออกเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้
๑.ลานสัมมนา คือ พื้นที่ลานกว้างและมีต้นไม้ใหญ่ ๆ ให้ร่มรวมทั้งมีหนองน้ำอยู่ภายในบริเวณ อยู่ทางด้านหน้าของวัดเป็นที่ไม่ใช่ป่า แต่เหมาะแก่การชุมนุม อาจจัดให้เป็นที่ประชุมทางวิชาการขององค์กรในท้องถิ่น หรือองค์กรอื่น ๆ ที่มีความประสงค์จะใช้สถานที่ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในราคาแพง นอกจากนี้ทางวัดขอใช้เป็นศูนย์รวมของผลิตภัณฑ์พื้นบ้านด้วย จุดเด่นของสถานที่นี้ก็คือ การชุมนุมหรือการสัมมนาจะอยู่ภายใต้บรรยากาศธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังช่วยให้เกิดความรู้สึกที่ผ่อนคลายด้วย

๒.ลานธรรม อยู่ทางขวามือของวัด หรืออีกนัยหนึ่งข้างวัดด้านทิศใต้ เป็นพื้นที่ใต้ร่มไม้ใหญ่เป็นที่วิเวก เหมาะกับกิจกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกันกับ สวนโมกข์ของพุทธทาสที่ไชยา ซึ่งนอกจากเป็นที่คนมาฟังธรรมแล้วยังเป็นที่ฝึกสมาธิ และเข้ากรรมของพระสงฆ์ได้
๓.สวนป่าและพืชสมุนไพร บริเวณป่ารอบวัดนี้มีต้นไม้ที่เป็นสมุนไพรนานาชนิด ที่ท่านเจ้าอาวาสคือ พระบรรพต คัมภิโร มีความปรารถนาจะจัดทำเป็นสวนสมุนไพรพื้นบ้าน และแหล่งพันธุ์ไม้ที่หายากของท้องถิ่น การใช้ประโยชน์ทางการศึกษาของบุคคลทั่วไป การปรับปรุงสภาพแวดล้อมธรรมชาติรอบวัดนี้นับเป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่งของวัดศรีสุทธาวาส เพราะเป็นการอนุรักษ์ในสิ่งที่แต่ก่อนวัดในดินแดนประเทศ ในส่วนใหญ่เคยมี และพื้นที่สีเขียวนี้ก็เคยเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของวัดด้วย แต่บัดนี้ทั้งพระทั้งคนในชุมชน ไม่ใคร่มีใครแลเห็นศาสนา หรือถ้าจะมีความเห็นในเรื่องนี้แล้ว ก็มักจะเป็นการเลือกวัดสวนหย่อม หรือ พื้นที่สวน ต้นไม้ที่มีผู้มาออกแบบให้และคิดราคา ค่าแบบกันสูง ๆ ทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องของการสร้างสภาพแวดล้อมแบบเทียมมากกว่า สิ่งที่เป็นธรรมชาติ สำหรับที่วัดศรีสุทธาวาสนี้ถ้าหากจะมีการมาท่องเที่ยวเกิดขึ้น ผู้ที่มาเที่ยวอาจได้เห็นทั้งสิ่งที่เป็นศิลปวัฒนธรรม และสิ่งที่เป็นการอนุรักษ์และเรียนรู้ธรรมชาติ ( Ecotourism)ได้ในเวลาเดียวกัน

หอไตรวัดศรีสุทธาวาส
หอไตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ หรือเมื่อราว ๙๐ ปีมาแล้ว โดยช่างพื้นบ้าน และนับจนบัดนี้ยังไม่เคยได้รับการบูรณะแต่อย่างใด นับเป็นครั้งแรกที่หลายๆ ฝ่าย ดำริให้มีโครงการซ่อมแซมขึ้นเพราะสภาพปัจจุบันค่อนข้างชำรุดทรุดโทรม อันเนื่องจากความชื้น เช่น ปูนฉาบเปื่อยกะเทาะ , เสาไม้ผุ , การเสื่อมสภาพของวัสดุ เช่น พื้นไม้แตกหัก , กระเบื้องหลังคาดินเผาหลุดร่อนเมื่อรวมกับเหตุการณ์พายุฤดูร้อนที่ทำให้เกิดลูกเห็บตกหนักเมื่อราวต้นฤดูฝนที่ผ่านมา ทำให้หลังคาเกิดการชำรุดเสียหายหนักขึ้นไปอีก
ทางวัดศรีสุทธาวาส มีความประสงค์จะทำการบูรณะหอพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นอาคารเก่า ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา ปัจจุบันไม่ได้ใช้งาน เพื่อให้สามารถใช้อาคารได้ดีดังเดิม
ปัจจุบันอาคารหอไตรดังกล่าว ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๔ การดำเนินการซ่อมแซมและอนุรักษ์อาคารจึงต้องได้รับความเห็นชอบการออกแบบบูรณะจากกรมศิลปากรเสียก่อน และการดำเนินการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโบราณแห่งนี้จำเป็นต้องระดมงบประมาณจากทั้งภายนอกและภายในท้องถิ่นเอง โดยจะเน้นการสืบทอดงานช่างแบบโบราณจากสล่าภายในท้องถิ่นสามารถทำได้ด้วยตนเอง และส่งทอดงานช่างเหล่านี้ให้กับเยาวชนรุ่นต่อไป สำหรับงบประมาณในการดำเนินงานครั้งนี้ประมาณ ๘๔๐ ,๐๐๐ บาท
ผู้รับผิดชอบโครงการ
พระอธิการบรรพต คัมภีโร เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาส
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ นักวิชาการมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
ที่ปรึกษาโครงการ
รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิ เล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว สาขาวิชาอนุรักษ์และฟื้นฟูสถาปัตยกรรมและ ชุมชน มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ. ปาริสุทธิ์ เลิศคชาธาร สาขาวิชาอนุรักษ์และฟื้นฟูสถาปัตยกรรมและ ชุมชน มหาวิทยาลัยรังสิต
ผศ. สุชาติ เลิศคชาธาร นักวิชาการอิสระ
สถาปนิก/สำรวจ/เขียนแบบ/คุมงาน
อลงกรณ์ กาญจนคูหะ สาขาวิชาอนุรักษ์และฟื้นฟูสถาปัตยกรรมและ ชุมชน มหาวิทยาลัยรังสิต
จาก จดหมายข่าว ฉ.45 พศจิกายน - ธันวาคม 2546
จดหมายข่าว ฉ.45 พฤศจิกายน - ธันวาคม 2546