พลังจัดการความรู้ “ชุมชนรักษ์แม่ลาว”
ความหลากหลายทางชีวภาพประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมีคนหลากหลายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยจนเกิดเป็นชุมชนทำให้เกิดการปรับตัวในท้องถิ่นและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก เคยกล่าวไว้ว่า “ประเทศเราจะอยู่รอดนั้นอย่าไปมองที่สังคมอุตสาหกรรม เราต้องมองสังคมที่เป็นเนื้อแท้ของประเทศไทย ที่อยู่ในเขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก และคนที่อยู่เขามีภูมิปัญญาในการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพออกมา เพื่อดำรงชีวิตอยู่รอด ถ้าเราเข้าใจความหมายนี้แล้ว เราจะแก้ปัญหาของประเทศได้ ”

เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ที่ผ่านมา นักวิจัยท้องถิ่นออกมาเปิดเผยข้อมูลเรื่อง ชุมชนกับการจัดการความรู้ กรณีแม่สรวย-เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาอันเกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างนายทุนกับชาวบ้าน โดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม หัวหน้าโครงการวิจัยการศึกษาประวัติศาสตร์

อาจารย์ศรีศักรให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องชาติพันธุ์ไว้ว่า การพัฒนาประเทศใน ๔๐ ปีที่ผ่านมา เป็นการมองข้างนอกไปข้างในโดยไม่มีความเข้าใจว่าวงจรชีวิต ความร้อนหนาวเย็นของคนในชุมชนเป็นอย่างไร ตรงนี้คือการพัฒนาที่ผิด โชคดี ๒ ปีที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ยอมให้คนในชุมชนมีการทำวิจัย รายการนี้ถือเป็นการวิจัยศึกษาเรื่องการพัฒนาการความเป็นไปของท้องถิ่น สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สภาพแวดล้อมด้วยคนท้องถิ่น สิ่งที่เป็น Out Come คือได้ข้อเท็จจริงว่ามีชาติพันธุ์อะไรอยู่ในท้องถิ่น เขาอยู่กันอย่างไร ปรับตัวอย่างไร ได้เห็นนิเวศทางวัฒนธรรมของคนท้องถิ่น รวมถึงภูมิปัญญาของคนท้องถิ่นที่จัดการตัวเองมาเป็นร้อยๆปี แต่ตอนนี้ได้ทำให้ชุมชนรู้ว่า มีอีกระบบนิเวศหนึ่งที่เข้ามาคือ นิเวศทางการเมือง เดิมความรู้ของคนในท้องถิ่นไม่ได้ใช้เพื่อการเผชิญหน้ากับรัฐหรือนิเวศทางการเมือง แต่รัฐไทยเป็นรัฐที่มองจากข้างบนลงข้างล่างโดยศูนย์กลางตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการช่วยเหลือกันขึ้นอย่างในโครงการวิจัยของ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ที่ช่วยเรื่องผลงานวิจัยที่ชาวบ้านรู้เรื่องราวของตัวเองว่า จะใช้ในการจัดการดำรงชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นอย่างไร
ฉะนั้นในเรื่องของระบบนิเวศทางวัฒนธรรม จะใช้ลุ่มน้ำแม่ลาวตอนบนเป็นตัวหลักในการพูดถึงระบบนิเวศ

พระอธิการบรรพต คมภีโร เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาส เล่าถึงความเป็นมาที่น่าสนใจจากการศึกษาประวัติศาสตร์-โบราณคดีของพื้นที่ ได้ความว่า ในแอ่งลุ่มน้ำลาวตอนบนมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่โบราณกาล มีหลักฐานคือ การสำรวจพบเครื่องมือหินขัดและเครื่องใช้ต่างๆ โดยจะแบ่งเป็น ๓ ยุค คือ
๑.ยุคทองของล้านนา ในอำเภอแม่สรวย-เวียงป่าเป้า เดิมเป็นเส้นทางโบราณการค้าขายติดต่อและเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ ตั้งแต่สมัยพ่อขุนมังรายมหาราช เข้าไปตีเมืองศรีหริภุญชัยในที่ลุ่มของเวียงป่าเป้ามีการประดิษฐ์เครื่องถ้วยเวียงกาหลงและเครื่องแช่สัก จะเห็นได้ว่าแอ่งกะทะลุ่มน้ำลาวตอนบนมีโบราณคดีไม่ต่ำกว่า ๑๐ แห่ง มีวัดร้างในรัศมี ๑๐ ตร.กิโลเมตร ถึง ๕๐ กว่าแห่ง
๒.ยุคฟื้นฟู พ.ศ. ๒๓๒๕ มีการสร้างวิหารพระเจ้าตนหลวงกับสร้างเมืองหนองขวาง พร้อมกับเหตุการณ์ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ เหตุการณ์โดยรวมในยุคนี้จะเป็นการสร้างบ้านแปงเมืองต่างๆ มีฝรั่งเข้ามาเดินทางสำรวจทำแผนที่ แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ อ.แม่สรวย-เวียงป่าเป้า เป็นเส้นทางที่คนค้าขายโดยเฉพาะพ่อค้าคาราวานและนักสำรวจเดินทางผ่านตลอด
๓.ยุคการเปลี่ยนแปลง หลังจากที่มีเจ้าเมืองปกครอง พ.ศ. ๒๔๔๖ เกิดกบฏเงี้ยวขึ้นที่เชียงราย ทางบ้านเมืองจึงเปลี่ยนการปกครองแบบเมืองมาเป็นมณฑลเทศาภิบาล ให้ตั้งเป็นอำเภอเวียงป่าเป้า-แม่สรวย เมื่อก่อนจะขึ้นกับ จ.เชียงใหม่ ตอนนี้ย้ายและเขียนแผนที่ใหม่ให้ขึ้นกับ จ.เชียงราย ในยุคนี้ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ เช่น รัชกาลที่ ๖ ได้เดินทางเสด็จล้านนาผ่านพื้นที่ทั้ง ๒ อำเภอ และเกิดเหตุการณ์สงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. ๒๔๘๐ จากจุดนี้เป็นต้นไปเริ่มมีกลุ่มนายทุนต่างๆเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ มีการทำเหมืองแร่ที่เปรียบเสมือน “ฆ่าช้างเอางา”

อาจารย์วัจนกรณ์ วงศ์ชมภู นักวิจัยท้องถิ่น กล่าวถึงแม่น้ำลาวที่กำเนิดมาจากภูเขาผีปันน้ำ หรือชาวบ้านเรียกว่า “ดอยนางแก้ว” ลักษณะการไหลของน้ำถ้าลงทางทิศใต้เรียกว่า “แม่น้ำกวง” ทางทิศเหนือเรียกว่า “แม่น้ำลาว” ชาติพันธุ์ตามลุ่มน้ำลาวจะแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มเมืองพื้นที่ราบ กับชาวเขาที่มีอยูหลายเผ่า กลุ่มคนเมืองในพื้นราบแบ่งย่อยเป็น ๕ กลุ่มคือ
๑.คนทำนากินข้าว หมายถึงคนที่มีอันจะกิน จิตใจโอบอ้อมอารี มีป่าเป็น Super Market
๒.กลุ่มค้าขาย ได้แก่เสื้อผ้า ไปซื้อข้าวจากชาวนามาขาย มีคนจีนเข้าไปค้าขายซึ่งกันละกัน
๓.คนเข้าป่าเมี่ยงเกี๋ยงดง เป็นกลุ่มรับจ้างเก็บเมี่ยง ที่ไปหากินกับกลุ่มคนเมืองบนที่ราบสูง
๔.กลุ่มรับจ้าง ไม่มีนา ไม่ค้าขาย ไม่ไปพึ่งพาอาศัยคนเมืองบนดอย แต่รับจ้างปลูกบ้าน เกี่ยวข้าว ดายหญ้า
๕.กลุ่มคนขอทาน อาศัยกลุ่มที่ ๑ เป็นผู้โอบอ้อมอารี ไม่ชอบทำมาหากิน ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยพบเห็นตามลุ่มน้ำลาว
กลุ่มชาวเขา คือกลุ่มคนที่ทำสวนเมี่ยง อยู่กระจัดกระจายไปตามชายแดน
การแบ่งชนชั้นอย่างนี้พอมาถึงยุคปัจจุบันกลับตรงกันข้าม คือคนที่ทำมาค้าขายมีชีวิตที่ดีกว่ามีอันจะกิน แต่กลุ่มคนทำนาเมื่อก่อนมีนา มีอาหารกินอยู่สุขสบาย แต่ในปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งจากการลงไปวิจัยคนในลุ่มน้ำลาวอาศัยการทำนาใช้แรงวัวควาย มีพืชผักธัญหารตามรั้วบ้าน การทำมาหากินสามารถทำได้เป็นฤดูกาล เช่น การเก็บไข่มดส้ม(มดแดง) ไข่แมงมัน น้ำผึ้ง การหักบวกล่อปลา เป็นต้น
การจัดการเหมืองฝาย เป็นระบบการจัดการน้ำของชาวบ้าน เป็นเรื่องโบราณที่สมบูรณ์แบบที่มีการเอื้ออาทร ยุติธรรม ช่วยเหลือกัน ปัจจุบันนี้ทางรัฐสงสารชาวบ้านโดยการเข้าไปทำฝายคอนกรีตให้ อำนาจหน้าที่ของแก่ฝายจึงลดลง แล้วมือใครยาวสาวได้สาวเอา จึงเกิดการแย่งน้ำกัน จากตรงนี้ไปจะเชื่อมโยงกับชลประทานที่กำลังเข้ามาจัดการเรื่องเขื่อน ความหายนะจึงเกิดขึ้น

สุกัญญา แสงหล้า นักพัฒนาอิสระ กล่าวถึงเรื่องชลประทานว่า เขื่อนแม่สรวยถูกสร้างขึ้นเพื่อกั้นลำน้ำแม่สรวยสาขาหลักของลำน้ำลาว พื้นที่ต้นน้ำของเขื่อนแม่สรวยทั้งหมดอยู่ที่ อ.วาวี ในปี ๓๖-๓๗ มีการสำรวจและเปลี่ยนแปลงการสร้างเขื่อนใหม่ จึงเกิดนายทุนในพื้นที่และนักการเมืองระดับรัฐบาลลงไปกว้านซื้อที่ดินถึง ๘๐% ในราคา ๓-๕ พันบาท หลังจากที่มีการจ่ายค่าเวนคืนให้ชาวบ้านแล้วก็เกิดเศรษฐีใหม่ขึ้นมามากมาย ชาวอาข่า ๒ หมู่บ้านก็ถูกย้ายไปอยู่บนดอยที่สูงขึ้น ช่วงปี ๔๑-๔๓ เป็นช่วงที่ชาวนาเดือดร้อนเรื่องน้ำเป็นอย่างมาก ซึ่งเดิมไม่เคยมีปัญหาเรื่องการจัดการน้ำมาก่อน กลับถูกตราหน้าว่าใช้น้ำเปลืองและไม่มีการจัดการที่ดี
สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจได้กำหนดให้แม่สรวย-เวียงป่าเป้า ถูกจัดให้เป็นโซนเกษตรกรรมขนาดใหญ่ เช่น พริก ยาสูบ ข้าวโพด ซึ่งต้นทุนการผลิตต้องสูงขึ้นทุกปี พื้นที่ ๗๐% ถูกตัดให้เป็นเกษตรแผนใหม่อย่างน่าเป็นห่วง สวนส้มในลุ่มน้ำลาวเกิดขึ้นเพราะการขยายตัวทางการผลิต มีการใช้สารเคมีและที่ดินเปลี่ยนมือจากชาวบ้านเป็นนายทุนมากมาย กลุ่มเด็กน้อยรักษ์ปลาก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลพวงจากเรื่องเหล่านี้ เด็กๆประถม-มัธยม อายุ ๗-๑๐ ปี ที่รวมตัวกันอนุรักษ์พันธุ์ปลาในลุ่มน้ำลาว สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้และฝึกการวิเคราะห์ชุมชนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เด็กๆต้องการเห็นปลา เห็นความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำลาว พวกเขาจะกระตือรือร้นในการประสานกับชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้าน ๒ ปีที่ผ่านมาเกิดรูปธรรม คือ ปลาในแม่น้ำลาวมีมากขึ้น

คุณวีระพงษ์ กังวานนวกุล ผู้ประสานงานกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ กล่าวถึงภูมิปัญญาของผู้สูงอายุว่า เป็นการรวบรวมภูมิปัญญามาเชื่อมโยงกับการพัฒนาสังคม ของเล่นพื้นบ้านจัดเป็นภูมิปัญญาแขนงหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากเด็กๆ และขยายไปถึงกลุ่มพ่อแม่ที่ให้การสนับสนุน การใช้ของเล่นเชื่อมโยงกับการพัฒนาสังคมข้างนอกเป็นกิจกรรมที่รวมกลุ่มอาชีพ กลายเป็นศูนย์พัฒนาการศึกษาทางเลือกชุมชน ของเล่นเป็นแนวมิติทางสังคมที่สื่อไปถึงความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรมของชุมชนในอดีต โยงใยไปถึงพัฒนาการเด็ก สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา ตอนนี้ทีมนักวิจัยและชาวบ้านกำลังผลักดันให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ที่ให้เด็กเข้าใจของเล่นเรียนรู้สู่สังคมในปัจจุบัน เป็นที่น่าสังเกตว่าของเล่นเดี๋ยวนี้เน้นความรุนแรง สูตรสำเร็จ ความง่ายมากกว่าเข้าใจในเรื่องของสังคมและที่มาของๆเล่นเหล่านี้
แม้งานศึกษานี้ยังไม่จบ แต่ผลที่ได้อย่างชัดเจนคือภาพของความร่วมมือในการสร้าง และใช้ความรู้ของคนในท้องถิ่น ที่มีเป้าหมายเพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน การจัดการความรู้จึงเป็นกระบวนการสำคัญในก้าวต่อไป ที่เขาจะนำความรู้ไปใช้อย่างแท้จริง โดยมีแหล่งเรียนรู้สำคัญคือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดศรีสุทธาวาส ที่จะประกาศความเป็นตัวตนของคนลุ่มน้ำลาวได้อย่างชัดเจนที่สุด และเป็นความรู้ที่เชื่อมระหว่างอดีต-ปัจจุบัน
ข้อมูลจากเว็บไซต์ thaingo.org