อยากให้วันเสาร์อาทิตย์เป็นวันของเด็ก ………ของพิพิธภัณฑ์

จันเสนเป็นอำเภอเล็กๆ ในตำบลตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ที่นั่นมีวัดจันเสนและพิพิธภัณฑ์จันเสนที่ก่อตั้งโดยดำริของหลวงพ่อโอด (พระครูนิสัยจริยคุณ) และเปิดให้เข้าชมนานถึง ๗ ปีแล้ว
ในความหมายของคนทั่วไป พิพิธภัณฑ์อาจเป็นแค่ห้องที่เต็มไปด้วยของเก่าคร่ำครึ ข้าวของถูกเรียงรายไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่ดูเงียบเหงา เหมือนทุกอย่างในห้องหยุดนิ่ง จะมีก็เพียงแค่เสียงก้าวเท้าของเราเท่านั้น แต่นั่น ขอบอกได้เลยว่าไม่ใช่ภาพของพิพิธภัณฑ์จันเสนอย่างแน่นอน เพราะการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์จันเสน นอกจากจะดูง่ายและสะอาดตาแล้ว บรรยากาศยังครึกครื้นไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของบรรดา " ยุวมัคคุเทศก์ " หรือเด็กๆ ที่อาสาเข้ามาอธิบายเกี่ยวกับช้าวของในพิพิธภัณฑ์ให้เราฟังอย่างน่าเอ็นดู
ครูรุจิรา เชาว์ธรรม หนึ่งในคณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ฝ่ายภัณฑารักษ์ ผู้ซึ่งเป็นกำลงสำคัญในการอบรมยุวมัคคุเทศก์ เล่าว่ากิจกรรมนี้เกิดขึ้นเพราะเมื่อหลายปีก่อนครูมีโจทย์อยู่ในใจข้อหนึ่ง เป็นความต้องการที่จะหากิจกรรมอะไรสักอย่างที่น่าสนใจให้เด็กนักเรียนทำร่วมกัน จนเมื่อมีโอกาสได้ไปร่วมงานสัมมนาที่จัดโดยมูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ ได้รับฟังเรื่องราวทางสังคม วัฒนธรรม และโบราณคดีจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้เริ่มมองเห็นคำตอบว่า เราควรจะเดินหน้าไปที่การเรียนรู้ " อดีต " โดเฉพาะอดีตของท้องถิ่น เพราะจันเสนเองก็มีความพร้อม คือมีเมืองโบราณจันเสนที่ยังมีร่องรอยและเรื่องราวเหลืออยู่อีกมาก และที่สำคัญคือมีพิพิธภัณฑ์จันเสน ยิ่งถ้าพิพิธภัณฑ์เปิดแล้วก็จำเป็นต้องมีผู้นำชม การนำเด็กๆ มาอบรมเป็นมัคคุเทศก์ จึงเป็นการส่งเสริมให้เด็กๆ มีโอกาสเรียนรู้และเผยแพร่เรื่องราวในชุมชนได้ในเวลาเดียวกันอย่างลงตัวที่สุด
ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะกรรมการหมู่บ้านและเจ้าอาวาสวัดจันเสนจึงตกลงให้ฝ่ายภัณฑารักษ์ดูแลโครงการดังกล่าว โดยทางวัดให้ความช่วยเหลือเรื่องอาหาร ส่วนงานวิชาการครูอาจารย์ก็สละเวลา นัดวันที่ว่างตรงกันมาช่วยกันทำงาน
หลังจากที่เด็ก ๆ ผ่านการอบรมแล้วในวันเสาร์ – อาทิตย์ ก็จะเริ่มปฏิบัติงานกันตั้งแต่ ๙ โมงเช้า จนถึง ๔ โมงเย็น นอกจากจะช่วยกันนำชมในพิพิธภัณฑ์ ก็ยังต้องช่วยกันเปิด – ปิดประตูหน้าต่าง เช็ดกระจก ถูพื้นและดูแลภายในพิพิธภัณฑ์อีกด้วย
แต่ภาพความร่วมแรงร่วมใจกันอย่างดีเกินคาด ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา ครูรุจิราเล่าวาในตอนแรก ผู้ปกครอง ชาวบ้าน หรือแม้แต่คนที่มาเที่ยวบางคนก็แปลกใจกับกิจกรรมนี้ และสงสัยว่าทำไปเพื่ออะไร เอาเงินมาจากไหน แต่ละคนได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทน
คำถามเหล่านี้ แม้ทางคณะกรรมการฯ จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความเสียสละได้ในเวลาต่อมา แต่สำหรับเด็กๆ แล้ว ครูรุจิราสงสัยเหลือเกินว่า คนที่มาเที่ยวหลายๆ คนทำไมไม่สนใจเรื่องราวที่เด็กพยายามเล่าให้ฟัง แต่กลับสงสัยและถามเด็กๆ ว่า " ได้ค่าจ้างเท่าไหร่ "จากการทำหน้าที่นี้ เด็กตอบไม่ถูกจริงๆ เพราะไม่เคยคิดว่าจะต้องได้อะไรจากการเสียสละ แต่ถึงอย่างไร การอบรมยุวมัคคุเทศก์ก็ประสบผลสำเร็จ และยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปีนี้ก็เป็นรุ่นที่ ๖ แล้ว อาสาสมัครที่จบและเติบโตไปแต่ละรุ่น นอกจากจะเป็นผู้เสียสละทำงานเพื่อชุมชนแล้ว จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พวกเขายังได้กลายเป็นแบบอย่างให้เด็กรุ่นหลังๆ ด้วย
ครูรุจิราเล่าว่า บางปีช่วงปิดเทอมก็มีเด็กประถมมาที่บ้าน มาบอกว่าเขาอยากเป็นยุวมัคคุเทศก์บ้าง " ก็ให้เขาไปเลือกเองว่าอยากบรรยายตู้ไหน อ่านทำความเข้าใจแล้วมาเล่าให้ครูฟัง เราก็คอยเสริมเติมให้เต็ม พยายามให้เด็กท่องจำมาจากรุ่นพี่ ถ้าเด็กคนไหนรู้เรื่องราวในพื้นที่ใกล้บ้าน มีอะไรที่คุณปู่ ย่า ตา ยาย เคยเล่าให้ฟัง หรือเคยเห็นอะไรในบ้านที่เป็นของเก่า ก็เล่าได้เลย เล่าทุกเรื่องที่เป็นความจริง และมีอยู่.. " นี่คือสิ่งที่ครูทำ
ท้ายสุดนี้ ครูรุจิรา ยืนยันว่า ครูยังมีแรงทำงานนี้ก็เพราะเป็นงานที่ทำด้วยใจ ทุกวันนี้ หากมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการนำชม ก็จะมีการพูดคุยกับเด็กๆ ตลอด คำถามไหนที่เด็กตอบไม่ได้ในวันนี้ก็จะช่วยกันค้นคว้า ให้ได้คำตอบในที่สุด และครูยังจะดูแลบรรดายุวมัคคุเทศก์ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาช่วยกันสร้างสีสันให้กับพิพิธภัณฑ์จันเสนต่อไป ด้วยจิตสำนึกที่เปี่ยมไปด้วยความหวังว่า "..อยากให้วันเสาร์อาทิตย์ เป็นวันของเด็ก … ของพิพิธภัณฑ์เท่านั้น.. "