ฝายและเหมืองพญาคำ
พญาคำ เป็นผู้หนึ่งที่ทำงานในคุ้มหลวงเชียงใหม่ ในสมัยพระเจ้าอินทวิชัยนนท์ พหลภัคคีเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ และเป็นพระบิดาของพระราชาชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ ๕ องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประชาชนโดยทั่วไปเรียกว่า ร.๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๐ ในสมัยนั้นมีการแต่งตั้งยศ ให้แก่ผู้ที่มีความดีความชอบ ในการทำงานช่วยประเทศชาติบ้านเมือง อาทิเช่น ยศ หมื่น ขุน ท้าว พญา เป็นต้น แล้วแต่ความดี ความชอบ พญาคำ ก็เป็นอีกท่านหนึ่ง ที่ทำงานด้วยความเสียสละ ซื่อสัตย์ จริงจัง มานะอดทน ในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยตลอด จึงมีความดี ความชอบ ได้รับการแต่งตั้งยศ จากพระอินทวิชัยยานนท์พหลภักดี เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นพญาคำ เวลาต่อมาองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๕) ได้จัดการปกครองแบบเดิม ให้เป็นการปกครองแบบจตุสดมภ์ คือแบบ เวียง วัง คลัง นา ให้เป็นสัดส่วนในการปฏิบัติ ดังนั้น พระเจ้า อินทวิชัยยานนท์พหลภักดี จึงได้จัดกรมทั้งสี่ขึ้น มีกรมเวียง กรมวัง กรมคลัง และกรมนา เมื่อจัดตั้งเสร็จแล้ว จึงแต่งตั้งให้พญาคำท่านหนึ่งเป็นกรมนา มีหน้าที่จัดให้ราษฎรเบิกนา ทำเหมืองและฝาย เพื่อนำน้ำไปทำนา ทำสวน เท่าที่ทราบในอำเภอสารภี ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรมนา มีหมื่นกอบการ ประชาชอบ (พ่อหมื่นรินทร์) บ้านสันป่าสัก หมู่ ๒ ตำบลหนองแฝก ท้าวด้วง (ไม่ทราบนามสกุล) บ้านหนองแฝก หมู่ ๕ ตำบลหนองแฝก และพ่อเจ้าหลวง ธรรมปัญญา บ้านกู่แดง ตำบลหนองแฝก หมู่ ๗ ต่อมาพญาคำได้นำราษฎร ขุดลำเหมืองตั้งแต่ตำบลชมพู ขึ้นมาถึงตำบลไชยสถาน ตำบลหนองผึ้งฟากตะวันออกขึ้นไปผ่านตำบลหนองหอย ผ่านหน้าที่ทำการไฟฟ้าภูมิภาคบ้านเด่น ฟากตะวันออกถนนเชียงใหม่ลำพูนแล้วก็จัดสร้างฝายกั้นน้ำแม่ปิงตรงท่าศาลา เพื่อนนำน้ำไปใช้ทำนา ทำสวน ในตำบลหนองผึ้งฟากตะวันออกตลอดไปจนถึงตำบลไชยสถาน ตำบลป่าบงบางส่วน และตำบลชำภู ไปจนสุดเขต ส่วนตำบลหนองผึ้งด้านล่าง ตำบลยางเนิ้ง ตำบลหนองแฝกฟากตะวันออก ตำบลสารภี ไปบรรจบกับน้ำล้องสามปันทางตะวันออกของบ้านสันป่าเดื่อ ตำบลหนองแฝก พญาคำ จึงมอบให้หมื่นกอบการประชาเชื่อ (พ่อหมื่นรินทร์) นำราษฎรไปขุดลำเหมืองแยกจากที่พญาคำขุดที่ตำบลหนองผึ้งผ่านตำบลยางเนิ้ง หนองแฝก สารภี ดังนั้นจึงเรียกฝายที่ท่าศาลาว่า ฝายพญาคำ (บางคนยังเรียกฝายท่าศาลาตามท่าน้ำเดิม)
![]() |
![]() |
| ฝายพญาคำ | ศาลฝายพญาคำ |
ส่วนลำเหมืองที่พญาคำเป็นผู้ขุดก็ดี หรือลำเหมืองที่หมื่นกอบประชาเชื่อนำราษฎรขุดก็ดีก็ยังมีชื่อว่าเหมืองพญาคำ ทั้งสองลำเหมือง มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ส่วนลำเหมืองล้อมสามปันที่น้ำจากลำเหมืองพญาคำฟากตะวันตก อำเภอสารภีไหลไปบรรจบนั้น นำราษฎรขุดโดยพ่อท้าวด้วง และพ่อเจ้าหลวงธรรมปัญญา ซึ่งท่านทั่งสองทำงานเป็นกรมนา เช่นเดียวกัน เริ่มขุดตั้งแต่สุดเขตตำบลท่าวังตาล สุดเขตบ้านบวกครกใต้ ลงมาใต้สุดเขตตำบลหนองแฝกใต้บ้านสันป่าเดื่อ ตำบลหนองแฝก เป็นระยะ ๓,๐๐๐ วา ประมาณ ๖ กิโลเมตร จึงมีชื่อเรียกมาถึงทุกวันนี้ว่า ล้องสามปัน ท่านผู้อ่านที่เคารพ หากท่านเดินทางในถนนเชียงใหม่ลำพูน ตรงสี่แยกไฟแดงอำเภอสารภี ท่านจะเห็นสะพาน สะพานนี้คือ สะพานข้ามลำเหมืองพญาคำ ที่หมื่นกอบการประชาเชื่อ ขุดแยกมาจากเหมืองพญาคำที่เป็นเหมืองใหญ่ แต่ถ้าหากท่านเดินทางเข้าเชียงใหม่ ตรงเหนือที่ทำการไฟฟ้าบ้านเด่น ท่านจะข้ามอีกสะพานหนึ่ง นี่คือ สะพานข้ามเหมืองพญาคำสายใหญ่ที่รับน้ำจากฝายพญาคำผ่านมา ข้าพเจ้าเขียนเรื่องฝายและเหมืองพญาคำนี้ โดยได้รับข้อมูลจากของจริงที่มีอยู่ และรวบรวมจากผู้อาวุโสหลายท่านและหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับท่านบ้างพอสมควร
เหมืองฝายในล้านนา
อาณาเขตของเหมืองฝายท่าศาลา หรือฝายพญาคำ มีพื้นที่รับน้ำ ๓๒,๐๐๐ กว่าไร่ มีเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอสารภี อำเภอเมืองลำพูน ที่รับน้ำจากฝายพญาคำ ภูมิประเทศทั่วไปเป็นพื้นที่ราบ การเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว อาศัยสองฝั่งลำเหมืองพญาคำเป็นที่ทำกิน ซึ่งในหน้าแล้งน้ำในลำเหมืองพญาคำจะลดระดับลงต่ำ พญาคำจึงหาวิธีแก้ไข โดยกั้นแม่น้ำปิงให้น้ำปิงมีระดับสูงขึ้นเอ่อ เข้าสู่ลำเหมืองที่กั้นแม่น้ำดังกล่าว เรียกว่าฝายเขื่อน เมื่อน้ำไหลเข้าลำเหมืองแล้วต้องกั้นน้ำเข้าสู่พื้นที่ไร่นาของราษฎร เมื่อน้ำแยกจากลำเหมืองใหญ่เข้าสู่ลำเหมืองเล็ก จะมีแตเพื่อแบ่งน้ำเข้าสู่ไร่นาช่วงต้นแตกั้นลำน้ำล้นแบ่งน้ำเข้านาของแต่ละเจ้าของนา จะมีทางระบายน้ำไปสู่แปลงต่อไป โดยทำช่วงที่ทำแตไว้ระบายน้ำนี้เรียกว่า ต๊างนา ส่วนการปิดเปิดน้ำที่จะไปไหลเข้าสู่พื้นที่นาเต็มทุกแปลงแล้ว ก็จะกักไว้ประมาณ ๕ วัน เพื่อให้น้ำทยอยเลี้ยงพืชผล หลังจากนั้นแล้วก็จะปล่อยน้ำลงในลำเหมืองเรียกว่า การลดน้ำออกจากไร่นา
การสร้างฝายผะหญาปัญญาอันชาญฉลาดของเจ้าพญาคำ คนที่ใช้ความสังเกตระดับน้ำตามฤดูการต่างๆ เช่น ฤดูฝน น้ำหลากมีระดับน้ำสูงท่วมตลิ่งฝังแม่น้ำปิง เมื่อหน้าฝนเจ้าพญาคำจึงมาดู เมื่อหน้าแล้งระดับน้ำลดลงจากฝั่งแม่น้ำปิง เจ้าพญาคำจึงหาวิธีกั้นน้ำในแม่น้ำปิงไว้ใช้ในหน้าแล้ง โดยให้ชาวนามาช่วยกันกั้นแม่น้ำ จึงได้แก้ไขปัญหาโดยใช้ไม้ไผ่จำนวนมากนับหมื่นเล่มตอกเรียงกันเป็นตับซ้อนเหลื่อมขวางลำน้ำปิงไว้ให้น้ำไหลเข้าสู่ลำเหมืองที่ขุดไว้แล้ว ไม้ที่ใช้ตอกนี้เรียกว่า ไม้ไผ่ที่ทำเป็นหลักฝาย ส่วนประกอบมีฝ่างทรายทำเป็นจะเข้นำไปมัดติดกับหลัก พื้นใต้น้ำทำเป็นชั้นๆ ขึ้นมาจนถึงบนน้ำหลักฝาย มีความยาวประมาณ ๓ เมตร เลี้ยมโคนให้แหลมเพื่อสะดวกในการตอก
อุปกรณ์การตอกฝายจะใช้ค้อนไม้ขนาดใหญ่ และหนัก มีด้ามยาวคล้ายขวาน เรียกว่า ค้อนหน้าแหว้น ทีทำให้ตีหัวหลักได้แม่นยำกระแทกหลักฝายตอกลงพื้นดินใต้น้ำได้ง่าย และลงลึก ทำให้มั่นคงแข็งแรง หลังจากนั้น เจ้าพญาคำก็ให้เจ้าหน้อยหมก เจ้าหน้อยโม๊ เจ้าข้อมือเหล็ก ช่วยกันทำประตูปิดเปิด เพื่อไม่ให้น้ำท่วมไร่นาของราษฎร ถึงเวลาหน้าฝนน้ำจะมาก เจ้าพญาคำสั่งให้ปิดประตูน้ำไว้ไม่ให้น้ำไหลเข้ามาท่วมไร่นา เมื่อสร้างฝายเสร็จในแต่ละปี ผู้ที่ใช้น้ำจากฝายนี้ต้องมาร่วมกันรักษาบำรุงฝายจนเกิดเป็นประเพณีเลี้ยงผีฝาย เพื่อให้เห็นความสำคัญของฝาย
ฝายประวัติศาสตร์สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ถึง ๑๘๓๙ สมัยพ่อขุนเม็งราย เจ้าพญาคำได้สร้างหอผีฝายขึ้นริมน้ำปิง เป็นอุบายที่แยบยลของเจ้าพญาคำ ที่จะให้ชาวบ้านมาร่วมกันรักษาฝาย เพราะคำว่าผีในที่นี้ คือ คุณงามความดีของคนที่ช่วยกันสร้างฝายนี้ให้แล้วเสร็จ ผู้คนที่ตายจากการมาร่วมสร้างฝายถือว่าเป็นคนดี เจ้าพญาคำจึงให้ราษฎรมาร่วมกันรำลึกถึงคนที่ตายจากการทำฝาย ถึงเวลาการเลี้ยงผี เจ้าพญาคำกล่าวเชิญฝีฝายที่รักษาฝายมารับเครื่องเซ่นสังเวย และจุดธูปเทียน หลังจากนั้นจะรอจนธูปเทียนดับ ถือว่าผีฝายกิน เสร็จแล้วผู้คนก็จะนำห่อข้าวมาร่วมกันกิน ในขณะที่อยู่ร่วมกันนั้น จะมีการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ ร่วมกันคิดซ่อมแซมเหมืองฝายให้คงสภาพที่ใช้งานได้ดีตลอดไป
ส่วนลำเหมืองที่พญาคำเป็นผู้ขุดก็ดี หรือลำเหมืองที่หมื่นกอบประชาเชื่อนำราษฎรขุดก็ดีก็ยังมีชื่อว่าเหมืองพญาคำ ทั้งสองลำเหมือง มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ส่วนลำเหมืองล้อมสามปันที่น้ำจากลำเหมืองพญาคำฟากตะวันตก อำเภอสารภีไหลไปบรรจบนั้น นำราษฎรขุดโดยพ่อท้าวด้วง และพ่อเจ้าหลวงธรรมปัญญา ซึ่งท่านทั่งสองทำงานเป็นกรมนา เช่นเดียวกัน เริ่มขุดตั้งแต่สุดเขตตำบลท่าวังตาล สุดเขตบ้านบวกครกใต้ ลงมาใต้สุดเขตตำบลหนองแฝกใต้บ้านสันป่าเดื่อ ตำบลหนองแฝก เป็นระยะ ๓,๐๐๐ วา ประมาณ ๖ กิโลเมตร จึงมีชื่อเรียกมาถึงทุกวันนี้ว่า ล้องสามปัน ท่านผู้อ่านที่เคารพ หากท่านเดินทางในถนนเชียงใหม่ลำพูน ตรงสี่แยกไฟแดงอำเภอสารภี ท่านจะเห็นสะพาน สะพานนี้คือ สะพานข้ามลำเหมืองพญาคำ ที่หมื่นกอบการประชาเชื่อ ขุดแยกมาจากเหมืองพญาคำที่เป็นเหมืองใหญ่ แต่ถ้าหากท่านเดินทางเข้าเชียงใหม่ ตรงเหนือที่ทำการไฟฟ้าบ้านเด่น ท่านจะข้ามอีกสะพานหนึ่ง นี่คือ สะพานข้ามเหมืองพญาคำสายใหญ่ที่รับน้ำจากฝายพญาคำผ่านมา ข้าพเจ้าเขียนเรื่องฝายและเหมืองพญาคำนี้ โดยได้รับข้อมูลจากของจริงที่มีอยู่ และรวบรวมจากผู้อาวุโสหลายท่านและหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับท่านบ้างพอสมควร
เหมืองฝายในล้านนา
อาณาเขตของเหมืองฝายท่าศาลา หรือฝายพญาคำ มีพื้นที่รับน้ำ ๓๒,๐๐๐ กว่าไร่ มีเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอสารภี อำเภอเมืองลำพูน ที่รับน้ำจากฝายพญาคำ ภูมิประเทศทั่วไปเป็นพื้นที่ราบ การเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว อาศัยสองฝั่งลำเหมืองพญาคำเป็นที่ทำกิน ซึ่งในหน้าแล้งน้ำในลำเหมืองพญาคำจะลดระดับลงต่ำ พญาคำจึงหาวิธีแก้ไข โดยกั้นแม่น้ำปิงให้น้ำปิงมีระดับสูงขึ้นเอ่อ เข้าสู่ลำเหมืองที่กั้นแม่น้ำดังกล่าว เรียกว่าฝายเขื่อน เมื่อน้ำไหลเข้าลำเหมืองแล้วต้องกั้นน้ำเข้าสู่พื้นที่ไร่นาของราษฎร เมื่อน้ำแยกจากลำเหมืองใหญ่เข้าสู่ลำเหมืองเล็ก จะมีแตเพื่อแบ่งน้ำเข้าสู่ไร่นาช่วงต้นแตกั้นลำน้ำล้นแบ่งน้ำเข้านาของแต่ละเจ้าของนา จะมีทางระบายน้ำไปสู่แปลงต่อไป โดยทำช่วงที่ทำแตไว้ระบายน้ำนี้เรียกว่า ต๊างนา ส่วนการปิดเปิดน้ำที่จะไปไหลเข้าสู่พื้นที่นาเต็มทุกแปลงแล้ว ก็จะกักไว้ประมาณ ๕ วัน เพื่อให้น้ำทยอยเลี้ยงพืชผล หลังจากนั้นแล้วก็จะปล่อยน้ำลงในลำเหมืองเรียกว่า การลดน้ำออกจากไร่นา
การสร้างฝายผะหญาปัญญาอันชาญฉลาดของเจ้าพญาคำ คนที่ใช้ความสังเกตระดับน้ำตามฤดูการต่างๆ เช่น ฤดูฝน น้ำหลากมีระดับน้ำสูงท่วมตลิ่งฝังแม่น้ำปิง เมื่อหน้าฝนเจ้าพญาคำจึงมาดู เมื่อหน้าแล้งระดับน้ำลดลงจากฝั่งแม่น้ำปิง เจ้าพญาคำจึงหาวิธีกั้นน้ำในแม่น้ำปิงไว้ใช้ในหน้าแล้ง โดยให้ชาวนามาช่วยกันกั้นแม่น้ำ จึงได้แก้ไขปัญหาโดยใช้ไม้ไผ่จำนวนมากนับหมื่นเล่มตอกเรียงกันเป็นตับซ้อนเหลื่อมขวางลำน้ำปิงไว้ให้น้ำไหลเข้าสู่ลำเหมืองที่ขุดไว้แล้ว ไม้ที่ใช้ตอกนี้เรียกว่า ไม้ไผ่ที่ทำเป็นหลักฝาย ส่วนประกอบมีฝ่างทรายทำเป็นจะเข้นำไปมัดติดกับหลัก พื้นใต้น้ำทำเป็นชั้นๆ ขึ้นมาจนถึงบนน้ำหลักฝาย มีความยาวประมาณ ๓ เมตร เลี้ยมโคนให้แหลมเพื่อสะดวกในการตอก
อุปกรณ์การตอกฝายจะใช้ค้อนไม้ขนาดใหญ่ และหนัก มีด้ามยาวคล้ายขวาน เรียกว่า ค้อนหน้าแหว้น ทีทำให้ตีหัวหลักได้แม่นยำกระแทกหลักฝายตอกลงพื้นดินใต้น้ำได้ง่าย และลงลึก ทำให้มั่นคงแข็งแรง หลังจากนั้น เจ้าพญาคำก็ให้เจ้าหน้อยหมก เจ้าหน้อยโม๊ เจ้าข้อมือเหล็ก ช่วยกันทำประตูปิดเปิด เพื่อไม่ให้น้ำท่วมไร่นาของราษฎร ถึงเวลาหน้าฝนน้ำจะมาก เจ้าพญาคำสั่งให้ปิดประตูน้ำไว้ไม่ให้น้ำไหลเข้ามาท่วมไร่นา เมื่อสร้างฝายเสร็จในแต่ละปี ผู้ที่ใช้น้ำจากฝายนี้ต้องมาร่วมกันรักษาบำรุงฝายจนเกิดเป็นประเพณีเลี้ยงผีฝาย เพื่อให้เห็นความสำคัญของฝาย
ฝายประวัติศาสตร์สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ถึง ๑๘๓๙ สมัยพ่อขุนเม็งราย เจ้าพญาคำได้สร้างหอผีฝายขึ้นริมน้ำปิง เป็นอุบายที่แยบยลของเจ้าพญาคำ ที่จะให้ชาวบ้านมาร่วมกันรักษาฝาย เพราะคำว่าผีในที่นี้ คือ คุณงามความดีของคนที่ช่วยกันสร้างฝายนี้ให้แล้วเสร็จ ผู้คนที่ตายจากการมาร่วมสร้างฝายถือว่าเป็นคนดี เจ้าพญาคำจึงให้ราษฎรมาร่วมกันรำลึกถึงคนที่ตายจากการทำฝาย ถึงเวลาการเลี้ยงผี เจ้าพญาคำกล่าวเชิญฝีฝายที่รักษาฝายมารับเครื่องเซ่นสังเวย และจุดธูปเทียน หลังจากนั้นจะรอจนธูปเทียนดับ ถือว่าผีฝายกิน เสร็จแล้วผู้คนก็จะนำห่อข้าวมาร่วมกันกิน ในขณะที่อยู่ร่วมกันนั้น จะมีการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ ร่วมกันคิดซ่อมแซมเหมืองฝายให้คงสภาพที่ใช้งานได้ดีตลอดไป