หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
พิธีสุหนัตของบรรดาลูกหลานแขกมอญ ทุ่งครุ
บทความโดย สุดารา สุจฉายา
เรียบเรียงเมื่อ 26 พ.ค. 2559, 10:33 น.
เข้าชมแล้ว 4183 ครั้ง

ในบรรดากลุ่มชนมุสลิมในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล ชาวมลายูมุสลิมจัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่มากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่น ด้วยเข้ามาตั้งถิ่นฐานหลายครั้งหลายช่วงเวลา ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ ได้ส่งกองทัพไปตีหัวเมืองปัตตานีอยู่เนืองๆ ชาวมลายูที่เข้ามาส่วนใหญ่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่รอบนอกพระนคร ทั้งปทุมธานี นนทบุรี พระโขนง มีนบุรี หนองจอก ปากลัด ไปจนถึงนครนายก ฉะเชิงเทรา ฯลฯ 

 

ตามประวัติกล่าวว่ามุสลิมปากลัดที่นครเขื่อนขันธ์ (พระประแดง สมุทรปราการ) ได้มาตั้งถิ่นฐานแต่ต้นรัตนโกสินทร์ โดยอาจมีชาวมุสลิมดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้ว และต่อมามีชาวมลายูมุสลิมจากแหล่งอื่นทยอยมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนร่วมด้วย จนเป็นชุมชนใหญ่ที่อยู่ร่วมกับกลุ่มชนชาวมอญ ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้มาตั้งบ้านแปงเมืองแต่ครั้งสร้างนครเขื่อนขันธ์ นานวันเข้าเกิดการผสมผสานถ่ายเททางวัฒนธรรมระหว่างกัน เมื่อชาวมุสลิมปากลัดขยายตัวออกมาทำนาทำสวนในเขตทุ่งครุ จนที่สุดก็กระจายตัวมาตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร จึงทำให้มุสลิมในเขตทุ่งครุส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติกับทางปากลัด และยังสืบวัฒนธรรม ประเพณี การละเล่นต่างๆ จากปากลัดมายังพื้นที่ทำกินแหล่งใหม่ด้วย

 

 

เด็กผู้เข้าสุหนัตจะได้รับการแต่งตัวราวกับเจ้าชายน้อยๆ

พร้อมเหน็บกริชของบรรพบุรุษ และแต่งหน้าเป็นดอกดวงอย่างสวยงาม

 

สำหรับเด็กชายชาวมุสลิมต้องผ่านการเข้าสุหนัต หรือที่คนมลายูเรียก มาโซะยาวี อันเป็นการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศออกโดยหมอผู้กระทำพิธี ซึ่งเป็นมุสลิมที่มีความรู้ความชำนาญในการขลิบ อาจไม่ใช่แพทย์โดยตรง แต่มีวิชาความรู้ด้านนี้และมักตกทอดต่อกันในสายตระกูล  การเข้าสุหนัตไม่ได้กำหนดเรื่องอายุ แต่มักนิยมทำในวัยเด็กช่วงระหว่าง ๔-๑๐ ปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อสุขอนามัยส่วนตัว และรวมถึงสุขอนามัยในการดำเนินชีวิตภายภาคหน้า และเป็นการป้องกันการเกิดโรคจากการมีเพศสัมพันธ์

 

หลังช่วงการถือศีลอดผ่านไปไม่นาน ที่กลุ่มบ้านหนึ่งริมคลองทางควาย ไม่ไกลจากสุเหร่าอาจารย์เซ็งหรือมัสยิดอัลอิสติกอมะห์ ในค่ำคืนวันศุกร์ (หมายถึงคืนวันพฤหัสบดี โดยการกำหนดปฏิทินทางจันทรคติของมุสลิมที่ถือเป็นการเข้าสู่วันศุกร์แล้ว) ที่ชาวมุสลิมถือว่าเป็นวันมงคลในรอบสัปดาห์ ภายในบ้านแน่นไปด้วยผู้คนที่มาช่วยกันตระเตรียมอาหารที่จะใช้เลี้ยงบรรดาแขกเหรื่อซึ่งจะมาร่วมยินดีกับบรรดาเด็กๆ ที่กำลังจะเข้าสู่พิธีสุหนัต เพื่อแสดงถึงความเป็นมุสลิมโดยสมบูรณ์ 

 

พิธีสุหนัตหนนี้เจ้าของบ้านบอกว่าจัดขึ้นตามแบบดั้งเดิมของมุสลิมมลายูปากลัดและทุ่งครุ ที่จะมีการตั้งน้ำดุอาอฺ ทำซะละมะตี และขึ้นเบญจา รวมทั้งมีการเล่นกระบี่กระบอง อันเป็นสัประยุทธ์ศิลป์ของชาวปากลัด-ทุ่งครุ ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คณะในปัจจุบัน แม้ว่าการปฏิบัติดังกล่าว มุสลิมบางกลุ่มบางคณะอาจเห็นว่าไม่ใช่วิถีทางของมุสลิม แต่บรรดาผู้จัดงานเห็นว่าเป็นจารีตที่มิได้ขัดต่อหลักการของศาสนา แต่เป็นรากเหง้าทางสังคมของมุสลิมมลายูที่ปฏิบัติกันมานาน และวิถีการปฏิบัติเช่นนี้ยังช่วยให้เกิดความสามัคคี รวมทั้งเกิดสำนึกในอัตลักษณ์ของความเป็นมลายูมุสลิมอีกด้วย 

 

 

เด็กๆ ได้รับการเอาใจให้กินไก่ย่างคนละตัว ข้าวเหนียวสามสีคนละถาด แต่ก่อนกินก็ต้องสวดขอพรเสียก่อน 

การกินครั้งนี้ในระยะหลังมีการนำไปสัมพันธ์กับการทำนายอุปนิสัยใจคอของเด็กว่าเป็นอย่างไร

 

การประกอบพิธีจะมีการเชิญผู้มีความรู้ทางศาสนามาเป็นอิหม่ามผู้ทำพิธี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่การตั้งน้ำดุอาอฺ คือ การนำน้ำที่จะใช้ชำระล้างร่างกายของบรรดาเด็กๆ ที่จะเข้าพิธี โดยสวดขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าให้เป็นสิริมงคล มีการนำกริชประจำตระกูลของเด็กแต่ละคน รวมถึงข้าวตอก แป้ง น้ำ ข้าวสาร หมากพลู ใส่ถาด มาร่วมทำพิธีด้วย เช่นเดียวกับเด็กๆ ก็จะต้องจัดเตรียมถาดใส่ผ้าขาว หมากพลู บุหรี่ ด้ายดิบ ผลมะกรูด และเงินจำนวนหนึ่งมาให้อิหม่ามเพื่อประกอบพิธี 

 

เมื่อเสร็จการทำน้ำดุอาอฺสำหรับเด็กแต่ละคนที่จะเข้าสุหนัตแล้ว น้ำนั้นจะถูกนำไปอาบให้แก่เด็กๆ ตั้งแต่ตอนเช้า เพื่อจะได้เกิดความเป็นสิริมงคล หลังจากนั้นผู้เป็นอิหม่ามจะนำข้าวสารที่ผ่านพิธีไปซัดรอบ บ้านที่จะใช้เป็นที่ทำพิธี เรียกว่า การทำซะละหว่า (หมายถึง การกล่าวสรรเสริญท่านศาสดาในศาสนา) โดยการทำเพื่อซะละมะตี (ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า) อันมีที่มาจากคำอาหรับว่า ซะละมัต ที่แปลว่า ความสันติ  การทำเช่นนี้ก็เพื่อขจัดสิ่งอัปมงคลและสร้างขวัญกำลังใจ และป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่เด็กๆ ด้วย ในอดีตการทำสุหนัตมิได้มียาหรือเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยเช่นปัจจุบัน ความเสี่ยงในการกระทำจึงมีอยู่ไม่น้อย

 

คืนวันเสาร์ก่อนจะสู่เช้าของวันทำสุหนัต จะมีบรรดาญาติพี่น้องและแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีและอวยพรแก่เด็กๆ โดยเฉพาะค่ำคืนนี้จะมีการฉลองให้เด็กที่จะเข้าสุหนัต โดยครั้งนี้มีเด็กที่จะทำสุหนัตเพียง ๔ คน ทั้งหมดจะแต่งตัวตามแบบวัฒนธรรมมลายู พร้อมเหน็บกริชราวกับเจ้าชายองค์น้อยๆ เพื่อแห่แหนรอบๆ บ้านก่อนขึ้นเบญจาชมการแสดงกระบี่กระบอง เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานและเพลิดเพลิน ไม่วิตกกังกลกับการเข้าสุหนัตในวันรุ่งขึ้น

 

การเข้าสุหนัตในอดีตจะทำกันตามบ้านเมื่อมีเด็กถึงวัยอันควรกระทำ และทุกงานฉลองก็จะมีการเล่นกระบี่กระบองเสมอๆ ซึ่งวันหนึ่งๆ คณะกระบี่กระบองอาจต้องรับหลายงาน แต่มาปัจจุบันมักรวมเด็กๆ มาประกอบพิธีร่วมกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยทางมัสยิดหรือหน่วยงานราชการในพื้นที่มักรับเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ ซึ่งจะมีเด็กๆ เข้าร่วมจำนวนมาก และนิยมจัดในช่วงปิดภาคการศึกษา เพื่อเด็กจะได้มีเวลาพักรักษาตัวโดยมิต้องขาดเรียน

 

พ่อแม่ของเด็กที่เข้าพิธีจะเลือกเสื้อผ้า เครื่องประดับ มาแต่งตัวให้ลูกๆ ของตนอย่างเต็มที่ แม้ผ้าไหมจะถือเป็นข้อห้ามสำหรับสวมใส่ของผู้ชายมุสลิม แต่กับเด็กๆ ในพิธีนี้ดูจะไม่เคร่งครัดมากนัก ผ้าโสร่งจึงเป็นไหมสีสดโดดเด่น แถมยังสะพายแล่งผ้าไหมสีเดียวกันที่บ่าทั้งสองข้างทับเสื้ออีกด้วย ส่วนศีรษะโพกผ้าสะระบั่นแบบแขก แถมสวมสร้อยปะวะหล่ำ กำไลทองอย่างงดงาม ยิ่งกว่านั้นหน้าตาของเด็กน้อยทุกคนจะได้รับการแต่งเติมสีสันและแต้มด้วยแป้งกระแจะเป็นดอกดวง ดูคล้ายกับบวชลูกแก้วของชาวไทใหญ่หรือไม่ก็พ่อนาคของชนชาวมอญ

 

ซึ่งการแต่งแต้มเช่นนี้ในหมู่มุสลิมมลายูทางใต้ไม่มีให้เห็น หรือแม้แต่กลุ่มมุสลิมมลายูในกรุงเทพฯ ก็มิได้ทำเช่นกัน เว้นแต่กลุ่มปากลัดหรือบางบัวทองที่มีชุมชนอยู่เคียงใกล้บ้านมอญ อาจเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมบางอย่างเข้าด้วยกันก็เป็นได้

 

เมื่อแต่งตัวเสร็จ เด็กๆ จะมารับการเจิมขวัญจากอิหม่ามผู้ทำพิธี แล้วจึงถูกแห่แหนไปรอบๆ ลานแสดงกระบี่กระบอง โดยมีการขึ้นเบญจาเพื่อใช้ทำพิธีซะละมัตก่อนจะสัประยุทธ์กัน  จากนั้นจึงนำเด็กทั้งสี่เข้านั่งรอบเบญจาเพื่อชมการเล่นกระบี่กระบอง ที่เต็มไปด้วยลีลาการปะทะแลกเปลี่ยนเชิงยุทธ์อย่างดุดัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย  ค่ำคืนนี้เป็นช่วงเวลาอันสนุกสนานที่เด็กทั้งสี่จะปรากฏรอยยิ้มอันเบิกบานบนใบหน้า ผิดกับในสายวันถัดมาที่เด็กบางคนเริ่มมีสีหน้ากังวล เมื่อถูกเรียกให้ไปอาบน้ำแต่งตัว โดยเปลี่ยนเป็นผ้าโสร่ง เพื่อเตรียมรอหมอที่จะมาทำสุหนัต

 

ในอดีตการทำสุหนัตจะทำโดยหมอชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมาเป็นสายตระกูล เพราะนอกจากจะต้องมีเทคนิค ความชำนาญในการทำแล้ว ยังต้องปฏิบัติให้ถูกหลักการในศาสนาอีกด้วย ปัจจุบันมีมุสลิมส่วนใหญ่ที่ไปคลอดตามโรงพยาบาลแล้วมักขอให้คุณหมอทำการขลิบทารกแต่แรกเกิดเพื่อความสะดวก แต่มาระยะหลังมีปัญหาด้วยหมออาจทำไม่ถูกวิธีครบถ้วนตามหลักศาสนา มุสลิมบางส่วนจึงหันกลับมาทำพิธีตอนเด็กโตขึ้นแล้ว และนิยมให้หมอที่เป็นมุสลิมเป็นผู้ทำมากกว่า

 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน หมอพิธีที่มาทำเป็นมุสลิมและยังเป็นผู้สืบทอดวิชาจากบิดาซึ่งเป็นหมอผู้ทำสุหนัตให้กับบรรดาลูกหลานมุสลิมกำปงต่างๆ มานับไม่ถ้วน ช่วงเวลาที่หมอตระเตรียมเครื่องมือ บรรดาพ่อแม่และเครือญาติของเด็กจะเข้ามาปลอบโยน เรียกขวัญกำลังใจของเด็กๆ บ้างก็มีการตบรางวัลเป็นธนบัตรใบเขียว ใบแดง คนแล้วคนเล่า  จากนั้นเด็กแต่ละคนจะถูกเรียกไปให้หมอพิธีตรวจดูอวัยวะว่าสามารถทำการขลิบได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ หากยังไม่พร้อมก็ต้องเลื่อนไปทำในปีถัดไป

 

 

ระหว่างรอการขลิบ ลูกมะกรูดจะถูกแจกให้เด็กไว้ดมกันเป็นลม ด้วยบางคนกลัวและเริ่มวิตกกังวล

พ่อแม่ญาติพี่น้องจึงมักเข้ามาปลอบขวัญด้วยเงินทองและสิ่งของ

 

เด็กทุกคนเมื่อผ่านตรวจสอบแล้ว หมอพิธีจะเรียกเข้าไปทีละคน ซึ่งตอนนี้เด็กน้อยต่างผลักไสให้เพื่อนนำหน้าไปก่อน และที่สุดก็มีผู้กล้าหาญ ซึ่งหมอพิธีจะเลือกเด็กที่เห็นว่ามีความเข้มแข็งอดทน เพราะหากคนแรกร้องไห้ก่อนแล้ว ก็จะทำให้รายต่อๆ ไปเสียขวัญตามไปด้วย ...ซึ่งเป็นไปตามคาด เด็กคนแรกยังไม่ทันร้องหรือรู้ตัวก็ถูกเข็มฉีดยาชาเข้าไปแล้ว เพราะหมอพิธีจะใช้วิธีการพูดคุยหลอกล่อจนเด็กเผลอไผลไปกับเรื่องที่พูดคุยเหล่านั้น เด็กแต่ละคนจะถูกฉีดยาทิ้งไว้ เพียงครู่เดียวยาเริ่มออกฤทธิ์จึงเริ่มการขลิบและเย็บจนเรียบร้อย โดยหมอพิธีจะให้กินยาแก้ปวดทันทีก่อนจะหมดฤทธิ์ยาชา เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเจ็บแผลมากนัก หลังจากนั้นเด็กที่ถูกขลิบจะต้องนอนพักรักษาตัวราวสัปดาห์ ก็จะกลับมาวิ่งเล่นได้เหมือนเดิม 

 

พิธีสุหนัตที่ทุ่งครุครั้งนี้ นอกจากจะเห็นความศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ยังเห็นอัตลักษณ์และประเพณีของชาวมลายูมุสลิมที่แสดงออกถึงตัวตนและความสามัคคี ร่วมแรงกายแรงใจมาช่วยกันลงแขกในงานบุญเฉกเช่นครั้งอดีต โดยไม่ต้องมีการว่าจ้างให้ทำงานแต่ละอย่างเหมือนที่นิยมทำกันในปัจจุบัน รวมทั้งยังเห็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างแขกกับมอญที่กลมกลืน จนยากจะแยกแยะว่าใครเป็นเจ้าของวัฒนธรรม

 

และนี่ก็คือความงดงามของสังคมพหุลักษณ์ ที่มีทั้งความแตกต่างและการผสมผสานจนก่อเกิดเป็นพลวัตทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ในสังคม  

 

 สุดารา สุจฉายา

ขอขอบคุณ: คุณศักดา บินซาเล็ม คณะสะเลมานลูกปีกกา ทุ่งครุ และบรรดาเจ้าภาพในวันงานทุกท่าน

พระนครบันทึก :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๐ (พ.ค.-มิ.ย.๒๕๕๔)

อัพเดทล่าสุด 8 มี.ค. 2561, 10:33 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.