หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สนามไชย-ทุ่งพระเมรุ-ท้องสนามหลวง
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 5 ม.ค. 2561, 15:09 น.
เข้าชมแล้ว 18112 ครั้ง

แผนที่เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ ก่อนที่จะมีการขยายสนามหลวงเข้าไปในพ้นที่ของพระบวรมหาราชวังหรือวังหน้า

ส่วนพื้นที่ท้องสนามไชยถูกปรับเล็กลง เนื่องจากการสร้างสวนสราญรมย์และอาคารยุทธนาธิการซึ่งต่อมาคือกระทรวงกลาโหม

 

การใช้พื้นที่โล่งว่างเพื่อประกอบกิจกรรมสาธารณะของชุมชนเป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปนับเนื่องเรื่อยมาตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงเมืองและนครรัฐ การใช้พื้นที่สนามเพื่อประกอบพิธีกรรมของเมืองในรัฐโบราณโดยเฉพาะในดินแดนประเทศไทยนั้นเห็นชัดเจนในสมัยอยุธยา ที่รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรเมืองพระนครอย่างมากต่อบ้านเมืองในดินแดนประเทศไทย โดยเฉพาะกับรัฐละโว้ที่สืบต่อมาเป็นอาณาจักรพระนครศรีอยุธยา โดยรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ เจ้าสามพระยาเสด็จยกกองทัพไปตีกัมพูชาและยึด เมืองพระนครหรือกรุงศรียโสธรปุระจนบ้านเมืองทางฝั่งกัมพูชาต้องย้ายนครหลวงไปยังที่อื่นและปล่อยเมืองพระนครทิ้งร้างไว้

 

หลักฐานจากเมืองพระนครที่น่าจะเป็นตัวอย่างได้ชัดเจน ๒ ประการ คือ หลักฐานทางโบราณสถานวัตถุ และจดหมายเหตุของทูต จีนที่ชื่อว่าโจวต้ากวาน ซึ่งกลางเมืองยโสธรปุระหรือนครธมพบซากพระราชวังขนาดใหญ่ที่สร้างด้วยหินและเครื่องไม้ ตรงหน้าพระราชวังมีพระที่นั่งสำหรับกษัตริย์เสด็จออกเป็นประธานงานพระราชพิธีสนามตรงลานที่ปัจจุบันเรียกว่า “ลานช้างเผือก” พื้นที่ตรงนี้คือ “สนามไชย”

 

ในขณะที่บันทึกของโจวต้ากวานในจดหมายเหตุเมื่อเข้ามาเป็นทูตที่เมืองพระนครเมื่อตอนต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ นั้น ได้เล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขมรโบราณ บรรยายถึงพระราชพิธีสนามของราชสำนักรวมถึงประเพณีราษฎร์บางอย่างด้วย

 

ฐานปีกด้านขวาที่แกะสลักช้างของพลับพลาฐานจตุรมุข เมืองพระนครหลวง กัมพูชา

 

บ้านเมืองในสยามประเทศในสมัยลพบุรีคือตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ลงมานั้น ประกอบด้วยแคว้นใหญ่ๆ ๒ กลุ่ม คือ “กลุ่มละโว้” ที่มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรขอมเมืองพระนครเป็นพิเศษกับ “กลุ่มสยาม” ที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มชุมชนที่รับอิทธิพลจากขอมเมืองพระนครแต่อยู่ห่างเมืองพระนคร

 

ทางละโว้มีการนับถือพุทธศาสนามหายาน เถรวาท และฮินดูผสมปนเปกัน อีกทั้งมีความสัมพันธ์กับราชสำนักเมืองพระนครได้รับ ประเพณีและความคิดในเรื่องการเป็นเทวราชของกษัตริย์มากกว่าทางกลุ่มสยาม ในขณะที่ทางกลุ่มสยามกษัตริย์และผู้คนส่วนใหญ่เป็นการผสมผสานของคนหลายเผ่าพันธุ์ที่เคลื่อนย้ายมาจากที่ต่างๆ โดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศจีนและพวกมอญในเขตพม่า เป็นแว่นแคว้นที่นับถือพุทธศาสนาเถรวาทสืบต่อมาจากรัฐทวารวดี และให้ความสำคัญกับกษัตริย์ในระบบสมมติราช เมื่อกรุงศรีอยุธยาสืบต่อในฐานะรัฐศูนย์กลางในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราชวงศ์สุพรรณภูมิมีอำนาจเหนือกลุ่มราชวงศ์อู่ทองตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนครินทราธิราชเป็นต้นมา

 

ความชัดเจนที่มีการปรับพื้นที่รอบพระบรมมหาราชวังในกรุงศรีอยุธยาเห็นได้ชัดเจนในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ราชสำนักได้นำแนวความคิดในเรื่องการสร้างปราสาทราชวังตามลัทธิเทวราชาที่อยู่ในศาสนาฮินดูแบบขอมเข้ามาผสมผสานกับความเป็นพระมหากษัตริย์ในพุทธเถรวาทในกรุงศรีอยุธยา นำเอาแนวคิด รูปแบบ และแผนผังมาจากพระราชวังหลวงเมืองพระนคร เช่น การสร้าง วัดพระศรีสรรเพชญ์ติดกับพระราชวังหลวง ซึ่งพระราชวังขอมนั้นติดกับปราสาทบาปวน

 

และการสร้างปราสาทตรีมุขที่อยู่บนกำแพงพระราชวังคือ “พระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์” เป็นพระที่นั่งโถงที่ประทับของพระมหา กษัตริย์ในพระราชพิธีสนามตามฤดูกาลต่างๆ ซึ่งในงานถวายพระเพลิง จะเสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์เป็นประธานให้ริ้วขบวนพระบรมศพเคลื่อนผ่านสู่พื้นที่ “ท้องสนามไชย” ซึ่งกำหนดให้เป็น “ทุ่งพระเมรุ” เป็นพื้นที่ถวายพระเพลิง ซึ่งรับมาจากรูปแบบพระราชวัง เมืองพระนคร

 

ลานท้องสนามไชยหน้าพลับพลาฐานจตุรมุขกลางเมืองพระนครหลวง กัมพูชา

 

งานพระราชพิธีสนามทั้งในเขมรโบราณและสืบเนื่องมาจนถึง สมัยกรุงศรีอยุธยา หลายพระราชพิธีเป็นเรื่องแสดงความมั่นคงของ พระมหากษัตริย์และราชอาณาจักร บางพระราชพิธีเป็นงานสวนสนาม ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพสลักบนผนังของปราสาทนครวัดในรัชกาลของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ และภาพสลักบนผนัง ปราสาทบายนในรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘

 

ซึ่งบ้านเมืองในยุคเดียวกันที่มีการสร้างเมืองในผังรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบเมืองพระนคร คือ เมืองสุโขทัยและเมืองเชียงใหม่ กรณีของเมืองสุโขทัยไม่พบซากพระราชวังที่สร้างด้วยวัตถุคงทนถาวร แบบพระราชวังขอมเมืองพระนคร หากคงเป็นพระราชวังขนาดเล็กที่ สร้างด้วยเครื่องไม้ ซึ่งสันนิษฐานว่าอยู่บริเวณที่เรียกว่า “เนินปราสาท” ตรงข้ามกับวัดมหาธาตุทางทิศตะวันออก และยังไม่มีร่องรอยของลาน ประกอบพระราชพิธีสนามที่เรียกว่า “สนามไชย” สันนิษฐานว่าการ ประกอบพระราชพิธีตามประเพณีที่สำคัญน่าจะไปอยู่ที่วัดสำคัญๆ มากกว่า

 

ส่วนเมืองเชียงใหม่พบร่องรอยที่เรียกว่า “ข่วงหลวง” ใกล้ กับหอคำ“คุ้มหลวงเวียงแก้ว” ที่ถูกปรับเป็นพื้นที่สร้างเป็นเรือนจำกลางเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๕ และมีวัดหัวข่วงอยู่ใกล้เคียง ซึ่งยังยืนยัน แน่ชัดเด็ดขาดไม่ได้ว่าจะสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยสร้างเมืองเชียงใหม่ใน ยุคแรกๆ หรือไม่แต่ก็เห็นว่ามีรูปแบบเช่นเดียวกันในการจัดพื้นที่สนาม ให้ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจ โดยยังมีร่องรอยของคณะผู้บริหาร ราชการงานเมืองร่วมกันเรียกว่า “เค้าสนามหลวง” ซึ่งอาจจะได้รับ ชื่อ “สนามหลวง” จากกรุงเทพฯ ในราวช่วงรัชกาลที่ ๔-๕ จากชื่อ นั้นก็มีความหมายไปในทางให้เห็นความใกล้ชิดของการใช้พื้นที่ทั้ง สองเช่นเดียวกัน และแม้หัวเมืองในล้านนาหลายแห่งจะไม่มีรูปแบบ ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมแบบสมมาตรดังเช่นเมืองเชียงใหม่ แต่ก็มักจะ มี “สนาม” หรือ “ข่วงหลวง” อยู่ใกล้กับหอคำซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจ ของเมืองและเป็นทั้งบ้านพักอาศัยและว่าราชการเมืองพร้อมกัน

 

สำหรับการใช้พื้นที่ “สนามไชย” ในสมัยอยุธยา น่าจะอยู่ บริเวณลานหน้าพระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ที่สร้างรูปแบบและระเบียบ สมมาตรในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองและน่าจะเคยมีแนวถนน ที่นำไปสู่ประตูไชยเฉกเช่นเดียวกับผังจากพระราชวังเมืองพระนคร และยังคงชื่อถนนหอรัตนไชยในปัจจุบัน มีข้อมูลกล่าวถึงพระราชพิธี สนามต่างๆ ซึ่งทำในเดือน ๕ ซึ่งเป็นเดือนขึ้นปีใหม่ที่พระมหากษัตริย์ ต้องเสด็จออกทอดพระเนตรคล้ายการตรวจกำลังพลสวนสนาม เพื่อ เป็นสิริมงคลแก่แผ่นดินและเป็นที่ครั่นคร้ามแก่บ้านเมืองอื่นๆ ที่อยู่ รายรอบ คือ “การพระราชพิทธีเผดจ์ศกลดแจตรออกสนาม” ซึ่งเป็น พระราชพิธีออกสนามใหญ่ มีกระบวนกองทัพช้าง ม้า กองกำลังทุก หน่วยทั้งหัวเมือง พลเรือน และไพร่ และรวมถึงการใช้เป็นพื้นที่สร้าง พระเมรุมาศตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองลงมา

 

ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์ให้ความสำคัญแก่พระราชพิธีสนาม เช่นกันคือ “การพระราชพิธีทอดเชือก ดามเชือก” คงเป็นพิธีสืบเนื่อง ในการบูชาครูเพื่อการหัดช้าง และ “การพระราชพิธีแห่สระสนาน ใหญ่” ซึ่งต้องใช้กำลังคนแห่เป็นขบวนใหญ่จากเช้าจนถึงบ่าย ทำกัน เพียงรัชกาลละครั้ง และไม่ได้ทำอีกหลังจากรัชกาลที่ ๓ แล้ว

 

“พระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน” เป็นพระราชพิธีที่เพิ่งเริ่ม มีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเพิ่มเอาพิธีทาง พุทธศาสนาเข้าไป ทำปีละ ๒ ครั้งเพื่อเจริญสวัสดิมงคลแก่ช้างและม้าซึ่งเป็นราชพาหนะและเป็นกำลังแผ่นดินและบำบัดเสนียดจัญไรใน ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่ในการช้างทั้งปวง มีการแห่ขบวนช้างพราหมณ์และ ราชบัณฑิตจะเป็นผู้ประพรมขบวนช้าง มีการจัดริ้วขบวนผู้คนจำนวน มากเพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่พระนครและเป็นที่เกรงขามแก่ศัตรูดังปรากฏในประกาศพระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน ตอนหนึ่งว่า

 

..ศรีสัจปานกาล สนานคเชนทรัศว์ สมพัจฉรถึงสองคาบ ทราบโบราณ สารสืบมา อยุทธยาเป็นศุขชื่น รื่นประชาชน การชุมพล พยุหะ สระสนานนรสันนิบาต ราชกะรีดุรงค์รถ บทจรพลพิไชยยุทธ อตมาณึกในมงคล ผลภูลสวัสดี แด่วาหนะ สระไข้เข็ญ เย็นไพร่ฟ้า ข้าขอบเขตร เหตุคเชนทรัศวสนาน…

ประกาศพระราชพิธีส่วน

“พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์” ที่จัดผสมผสานระหว่างศาสนา พราหมณ์และศาสนาพุทธ เพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่พระนคร พระเจ้าแผ่นดิน พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ตลอดจนราษฎรทั่วไปในตรุษเดือน ๔ มีมหรสพเอิกเกริกสมโภชบ้านเมือง เป็นการนักขัตฤกษ์ จัดตั้งขบวนเป็น ๕ หมู่ ทหารแต่งกายใส่เสื้อหมวกสีต่างๆ ถือธงฉาน ธงชาย เชิญพระพุทธปฏิมาและอาราธนาพระมหาเถรสถิตยานราชรถ ประพรมนํ้าพระพุทธมนต์และโรยทรายรอบพระราชนิเวศน์ รอบ พระนคร ตามท้องสถลมารคนั้น ๔กระบวน

 

บริเวณท้องสนามไชย ถ่ายจากหอกลอง เห็นป้อมและกำแพงพระบรมมหาราชวังทางซ้าย

ก่อนที่จะสร้างสวนและพระราชวังสราญรมย์ในครั้งรัชกาลที่ ๔

 

เมื่อถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ ให้รวม “พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ เถลิงศกสงกรานต์พระราชพิธีศรีสัจจปานกาลถือน้ำพิพัฒน์สัตยา” อันเป็นพระราชพิธี เนื่องในการสิ้นปีและขึ้นปีใหม่เข้าด้วยกัน เรียกว่า “พระราชพิธีตรุษ สงกรานต์” โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม จนถึงวันที่ ๓ เมษายน การพระราชพิธีเกี่ยวกับความเป็นสิริมงคลของแผ่นดินเกี่ยวกับการ พระราชพิธีสนามในช่วงสิ้นปีและขึ้นปีใหม่จึงหมดไป

 

ต่อมาวันขึ้นปีใหม่เปลี่ยนเป็นวันที่ ๑ มกราคมเพื่อตรงกับสากลในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีการเสด็จบำเพ็ญพระราชกุศลโดยจัดเป็นการส่วนพระองค์ การพระราชพิธี สนามและการสวดมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดิน พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และราษฎรในคราวตรุษสิ้นปีก็ไม่มีการปฏิบัติสืบต่อไป

 

พระราชพิธีสนามในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นจึงเป็นพระราชพิธีสำคัญที่รวมเอาความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดินหลายๆ ประการเข้าด้วยกัน พื้นที่ในการพระราชพิธีสนามในกรุงเทพฯ ก็คือ “สนามไชย” ซึ่งเป็นลานกว้างติดกับตึกดินคือบริเวณที่เป็น สวนสราญรมย์และพระราชวังสราญรมย์ที่เริ่มสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔และพื้นที่ด้านหน้ากระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน ถัดจาก “สนามไชย” จึงเป็นบริเวณ “ทุ่งพระเมรุ” ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องจากใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ซึ่งแต่เดิมนั้นมีขนาดเพียงครึ่งเดียวจากด้านวังหลวงมาสิ้นสุดตรงกึ่งกลางสนามเท่านั้น ส่วนนอกจากนั้นเป็นเขตของวังหน้า ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นต้นมา ได้ใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ เช่น เป็นที่ตั้งพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่างๆ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ทำพระราชพิธีทำนาที่สนามหลวงในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคล พิธีพิรุณศาสตร์เช่นกัน และโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อ เรียกจาก “ทุ่งพระเมรุ” เป็น “ท้องสนามหลวง” ดังปรากฏในประกาศ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ ว่า

 

“ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนานๆ มีครั้งหนึ่ง แลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า “ทุ่งพระเมรุ” นั้นหาชอบ ไม่ ตั้งแต่นี้สืบไปที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น ให้เรียกว่า “ท้องสนามหลวง”

 

แผนที่เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔-๒๔๗๕ แสดงพื้นที่สนามหลวงที่ถูกปรับแล้วในสมัยรัชกาลที่ ๕

และมีขอบเขตขยายกว้างขวางเช่นในปัจจุบัน

 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ขยายสนามหลวงจากเดิมไปยังพื้นที่วังหน้าจนมีขนาดเท่าที่เห็นในปัจจุบันรื้อพลับพลาต่างๆ ปลูกต้นไม้รอบสนามหลวงที่ได้แบบอย่างมาจากสนามที่เรียกว่า “Alun Alun” เหนือ-ใต้พระราชวังหรือ Kraton ของสุลต่านเมืองย็อกยาการ์ตาและเมืองโซโล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกปรับปรุงให้สวยงามในช่วงเวลายุคอาณานิคม และในสมัยโบราณใช้สำหรับสุลต่านออกพระราชพิธีสนามเช่นเดียวกัน จึงนำแบบอย่างมาปรับปรุงทุ่งพระเมรุในพระนครและได้ใช้สนามหลวงเป็นที่ประกอบพิธีหลวงมาโดยตลอด

 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ประกอบพระราชพิธีต่างๆ รวมทั้งใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ เช่น เป็น สนามแข่งม้า สนามกอล์ฟ

 

ลานสนามไชย หน้ากระทรวงกลาโหม ภาพราว พ.ศ.๒๔๗๕

 

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ การพระราชพิธีต่างๆ เกี่ยวกับการศาสนาตกไปเป็นภารกิจของรัฐบาล ซึ่งได้กระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงธรรมการเป็นฝ่ายจัดการ ส่วนการพระราชพิธีประจำเดือนซึ่งเคยถือปฏิบัติสืบต่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่น พระราชพิธีสนามต่างๆ พระราชพิธีตรียัมพวาย พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก็ถึงกับหยุดชะงักลงบางพระราชพิธีสูญสิ้น ไปไม่นำมาปฏิบัติต่อไปอีก และบางพระราชพิธีได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ใช้ท้องสนามหลวงเป็นพื้นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญๆ

 

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้มีการใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงในการก่อสร้างพระเมรุ กลางเมืองมาแล้ว ๗ ครั้ง รวมทั้งพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชครั้งที่เพิ่งผ่านมานี้ด้วย

 

ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๖ (ต.ค.-ธ.ค.๒๕๖๐)

 

 

อัพเดทล่าสุด 5 ม.ค. 2561, 15:09 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.