หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สนทนาเรื่องศาสนาพราหมณ์ที่โบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า กับพราหมณ์ตรัณ บุรณศิริ
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
เรียบเรียงเมื่อ 26 ก.ย. 2560, 11:15 น.
เข้าชมแล้ว 3071 ครั้ง

 

ศาลพระพรหมภายในเทวสถานโบสถ์พราหมณ์

 

เทวสถานหรือโบสถ์พราหมณ์พระนครรวมทั้งเสาชิงช้า สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๗ หลังจากการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ หรือ กรุงเทพฯ ได้ ๒ ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาล ที่ ๑ ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญสำหรับพระนคร สังเกตได้ว่าพื้นในโบสถ์พราหมณ์แห่งนี้จะต่ำกว่าพื้นถนน เพราะพื้นของตึกทั้งหมดสร้างขึ้นด้วยท่อนซุงขัด ไม่มีการตอก เสาเข็มลงไป ฉะนั้นจึงไม่สามารถดีดพื้นขึ้นมา

 

หากเข้าไปอ่านในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน จะเห็นว่าโบสถ์พราหมณ์มีบทบาทในการประกอบพิธีกรรมทั้งสิบสองเดือน หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองมาจึงได้ลดบทบาทลงเหลือเพียงพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย เชิญพระอิศวรและพระนารายณ์มาสู่โลกมนุษย์ทำในช่วงพิธีปีใหม่ของพราหมณ์มีการทำพิธีโล้ชิงช้า ซึ่งปีนี้จะตรงกับวันที่ ๒๖ ธันวาคม นี้

 

ศาสนาพราหมณ์ที่แผ่อิทธิพลในไทย เริ่มต้นเมื่อ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปี ก่อนพุทธกาลเรียกว่า “สนาตนธรรม” คือ ธรรมอันเป็นนิตย์ไม่สิ้นสุดทำอยู่ตลอดเวลานั่นคือชื่อที่ใช้เริ่มแรก หลังจากนั้นมาประมาณ ๒,๐๐๐ ปี ได้เปลี่ยนเป็น “ไวทิกธรรม” คือ ธรรมที่นับถือพระเวทเป็นใหญ่ หลังจากนั้นอีก ๑,๐๐๐ กว่าปี เปลี่ยนมาเป็น “พราหมณธรรม” คือ ธรรมที่มีพราหมณ์เป็นผู้เผยแผ่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานิกายต่างๆ ก็ได้เกิดขึ้นมากมายเพราะในอินเดียนั้นมีพราหมณ์เป็นใหญ่ จึงนำเอาความเชื่อของตนเองออกมาเผยแผ่สร้างเป็นนิกายแบบต่างๆ ทำให้พราหมณ์ยุคโบราณรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ผิดแบบแผนจารีตและธรรมะของพราหมณ์นั่นคือพระเวททั้งสี่เล่ม ได้แก่ ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และอาถรรพเวท

 

จากนั้นพราหมณ์รู้สึกว่ามีนิกายต่างๆ มาก จึงมีการขยายออกมาทางอินเดียใต้ล่องเรือออกมาทางชวา มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมไปถึงอาณาจักรจามในเวียดนามแผ่อิทธิพลเข้ามาในขอบเขตเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เป็นเอกเทศนั่นคือ “อาณาจักรศรีวิชัย” เมื่อเผยแผ่ศาสนาเข้ามายังภูมิภาคต่างๆ แล้วเกิดการรวมวัฒนธรรมระหว่างพราหมณ์เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น จึงเกิดความเชื่อต่างๆ ขึ้นมา เช่น ศาลพระภูมิ ที่ไม่ใช่วัฒนธรรมพราหมณ์หรือพุทธเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรวมกันทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เกิดเป็นสิ่งเฉพาะ ผ่านผู้ที่มีความรู้ความสามารถอยู่แล้วนำมาผนวกเข้ากับความรู้ท้องถิ่น พราหมณ์จึงมีบทบาทตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

 

เกือบสองพันปีพราหมณ์ได้แผ่อิทธิพลเข้ามาเรื่อยๆ ทางเหนือได้เข้ามาผ่านทางจีน ทางภาคกลางเข้ามาทางทวาย ทางด่านเจดีย์สามองค์ และเมื่อประมาณช่วงทศวรรษที่ ๒๕๑๐ได้มีการจัดตั้งศาสนิกสัมพันธ์เนื่องจากทางรัฐมีการหวาดระแวงของภัยคอมมิวนิสต์ กรมการศาสนาจึงจัดตั้งศาสนาในประเทศเกิดขึ้น มีพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู

 

พราหมณ์ตรัณ  บุรณศิริ

 

เรื่องราวต่างๆ ของศาสนาพราหมณ์ในสังคมไทยที่คนส่วน ใหญ่ยังไม่ทราบ พระครูพราหมณ์ตรัณ บุรณศิริ เล่าว่า

“ในสมัยอยุธยาหลังจากที่ราชวงศ์คองบองของพม่าเข้ามาตีอยุธยา พระเจ้ามังระได้นำศิลปะวิทยาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนาฏศิลป์หรือแม้แต่ความรู้ต่างๆ เพราะต้นตระกูลคองบองเป็นพรานป่าต่างกับพระเจ้าอโนรธาเมงสอ ในอาณาจักรพุกามที่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากมอญมามาก ในสุวรรณภูมิถือว่าชนชาติมอญคือชนชาติที่ฉลาดรองลงมาคืออาณาจักรหงสาวดีซึ่งพระเจ้าบุเรงนองเป็นกษัตริย์ที่ได้ร่ำเรียนตำราพิชัยสงคราม ทำสงครามชนะก็เก็บไว้เป็นเมืองขึ้นไม่ทำลาย วิชาต่างๆ รวมถึงพราหมณ์ก็นำกลับไปด้วยกลายเป็นนักรบบ้าง สมัยที่พระเจ้าตากไปอยู่ที่นครศรีธรรมราชเห็นชุมชนพราหมณ์และเห็นว่าพราหมณ์ที่อยุธยาหายไปหมดแล้ว จึงนำกลุ่มพราหมณ์เหล่านี้กลับมาสร้างเมืองใหม่ด้วย การเป็นพราหมณ์นั้นต้องมีการสืบเชื้อสายกันมาทางสายเลือดองค์ความรู้ต่างๆ จะถูกถ่ายทอดกันภายในตระกูล”

 

ความเชื่อของการเคารพเทวรูป

ศาสนาพราหมณ์คือศาสนาแห่งปรัชญา การเรียนรู้เรื่องราวจากเทวรูปต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นปรัชญา เช่น เทวรูปองค์ที่อยู่ในโบสถ์พราหมณ์แห่งนี้ เป็นศิลปะแบบสุโขทัยซึ่งในสมัยนั้นเทวสถานหรือโบสถ์พราหมณ์ต่างๆ เหล่านี้จะอยู่ในวังหรือติดกับวัง เพื่อประกอบพิธีกรรมต่างๆ ให้กับพระมหากษัตริย์ เช่นนั้นเองบุคคลธรรมดาทั่วไปจึงไม่ค่อยได้เข้ามากราบไหว้ ทั้งพระพิฆเนศและพระนารายณ์ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปะแบบไทยแท้ๆ ที่ไม่มีเขมรมาปะปน โบสถ์พราหมณ์แห่งนี้คือ “ไศวนิกาย” สืบมาจากอินเดียตอนใต้นับถือพระศิวะเป็นใหญ่ ทางตอนเหนือจะนับถือไวษณพนิกายซึ่งนับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นเทพเจ้าองค์สูงสุด ตัวอย่างโบสถ์พระแม่อุมาคือ ศักตินิกาย ซึ่งหมายถึงการนับถือพระแม่เป็นใหญ่และตันตระนิกาย ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่ที่อินเดียแต่ไม่มีในไทย

 

เทวรูปต่างๆ ในโบสถ์พราหมณ์นำมาจากสุโขทัยครั้งชะลอ พระศรีศากยมุนี พระประธานวัดสุทัศน์ฯ มาจากวัดมหาธาตุ สุโขทัย คราวเดียวกัน

 

ปัจจุบันพราหมณ์หลวงมีอยู่แค่ ๑๕-๑๖ท่าน และพราหมณ์ไทยจะบวชได้คือที่นี่ที่เดียวซึ่งบวชได้เพียงปีละครั้งคือช่วงพิธีตรียัมพวาย

 

เมื่อเข้าไปเทวสถานแห่งใดก็ตามสิ่งแรกที่ควรกระทำคือ การเคารพพระพิฆเนศก่อนเพราะเชื่อว่าพระพิฆเนศคือสัญลักษณ์ ของการกำจัดอุปสรรคและการกำจัดอุปสรรคนั้นต้องเริ่มจากปัญญา สัญลักษณ์ของเศียรรูปช้างนั่นคือสิ่งสูงสุด

“หากสังเกตเห็นว่าเวลาเข้าไปกราบไหว้เทวรูปต่างๆ จะเห็นว่าท่านกำลังมองเรา นั่นคือสิ่งที่โบราณสร้างไว้ เพราะปัญหานั่นคือตัว เรา และไม่ว่าจะแก้ปัญหาโดยวิธีการใดก็ตาม แต่สุดท้ายก็ใช้ปัญญาในการแก้เพื่อให้หลุดพ้น”

 

“งา” พระพิฆเนศมีปัญญามากมายแต่งาพระพิฆเนศที่หัก นั้นเหตุใดจึงไม่ต่อให้ดีอย่างเดิม?  คำตอบคือ “การไม่ยึดติด” นี่คือ ปรัชญาของการใช้ชีวิตเพื่อหลุดพ้นจากคำสอนต่างๆ ที่แฝงอยู่ในรูปเคารพ

 

“หนู” พาหนะของพระพิฆเนศ หนูกับช้างซึ่งไม่ถูกกันโดยธรรมชาติ แต่คำสอนจากรูปเคารพของพระพิฆเนศสอนว่าไม่ว่าอย่างไรคนเราไม่สามารถหนีจากปัญหาหรือสิ่งที่ตนไม่ชอบได้ ฉะนั้นแล้วต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน

 

บรรยากาศของกิจกรรมพระนคร ๑๐๑ ครั้งที่ ๕

 

แก่นแท้ของพราหมณ์

การกำหนดวรรณะตามคติของพราหมณ์ถือเป็นสิ่งที่ไม่ผิด พราหมณ์ต้องอยู่กับพราหมณ์ เพราะพราหมณ์มีหน้าที่ต้องสอนสั่งและเผยแพร่ความรู้ แต่พราหมณ์ที่ขึ้นมาเป็นวรรณะกษัตริย์ก็มี คือ โกณธัญญะ [Kaundinya] เป็นผู้สร้างอาณาจักรฟูนันที่มีความเจริญ เป็นอาณาจักรแห่งแรกในสุวรรณภูมิ

 

ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าความหลุดพ้นคือ “ปรมาตมัน” คล้ายกับการนิพพานแต่ต่างกันตรงที่ปรมาตมันคือการกลับไปหาองค์พรหม หมายถึงจักรวาลผู้ให้กำเนิดองค์พรหมนั้นคู่กับพระแม่สรัสวดี ซึ่งเป็นพระแม่แห่งศาสตร์และความรู้ทั้งปวงโดยใช้ “ยชุรเวท” [Yachuraveda] หมายถึงการร่ายมนต์หรือการสั่งสอน การคู่กันของพระพรหมและพระแม่สรัสวดีในที่นี้หมายถึงการสร้างสมดุลเพื่อให้เกิด “ปรมาตมัน” คือการกลับไปสู่จักรวาลหรือการกลับคืนสู่ความว่างเปล่า

 

ศาสนาพุทธจะมีการนั่งนับลูกประคำส่วนของพราหมณ์จะนั่งนับเมล็ดรุทรักษะคือผลไม้  หากเปรียบกับชีวิตของมนุษย์เราคือ ย่อมมีการดับสูญและเน่าเปื่อยกลับไปสู่ธาตุทั้งห้า เมล็ดรุทรักษะคือ จิตวิญญาณในการหลุดพ้น

 

ขอบคุณ : พราหมณ์ตรัณ บุรณศิริ จากกิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๕

 

พระนครบันทึก : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๕ (ก.ค.-ก.ย.๒๕๖๐)

อัพเดทล่าสุด 26 ก.ย. 2560, 11:15 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.