หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“บางลำพูในความทรงจำ” จากย่านตลาดเก่าสู่สวรรค์ราคาถูกของนักท่องเที่ยว
บทความโดย ปิลันธน์ ไทยสรวง
เรียบเรียงเมื่อ 26 เม.ย. 2559, 13:08 น.
เข้าชมแล้ว 16737 ครั้ง

 วัดบวรนิเวศวิหาร ถนนสิบสามห้าง ถ่ายจากเครื่องบินเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙ (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

“บางลำพู” เป็นอีกหนึ่งย่านเก่าที่อยู่ในเขตกรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งที่โดดเด่นของบางลำพูคือเป็นแหล่งที่มีงานช่างฝีมืออันประณีตงดงามทั้งเครื่องทอง เครื่องถม และยังเป็นย่านตลาดสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ แต่วันนี้บางลำพูถูกกลบด้วยธุรกิจการท่องเที่ยวและแหล่งบันเทิงต่างๆ กลายเป็นถิ่นพำนักของชาวต่างชาติ มีที่พักราคาถูก ร้านอาหารหลายระดับหลายราคา รวมทั้งเสียงเพลงและแสงสีที่ทำให้บางลำพูมีชีวิตเคลื่อนไหวเกือบตลอดค่ำคืน

 

อะไรทำให้ย่านการค้าเก่าแก่ของคนกรุงเปลี่ยนโฉมไปได้เช่นนี้ ? 

เมื่อสืบอดีตกลับไปพบว่าย่านบางลำพูแห่งนี้เป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ริมน้ำที่มีมาก่อนสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ มีวัดเก่าแก่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ ได้แก่ วัดบางลำพูหรือวัดกลางนา หรือวัดสังเวชวิศยาราม และวัดชนะสงคราม ก่อนจะเติบโตเป็นแหล่งพำนักของบรรดาเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชบริพาร และประชาชนพลเมืองหลายหลากชาติพันธุ์ ทั้งไทย จีน มอญ มุสลิม ที่มาตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยคละเคล้ากัน จนทำให้เป็นแหล่งเกิดอาชีพที่หลากหลาย อันเนื่องจากความชำนาญ เช่น ชาวจีนนิยมทำการค้า ชาวมุสลิมมีฝีมือทำทอง ชาวลาวทำเครื่องเงินเครื่องถม เป็นต้น

 

ในช่วงของการสร้างกรุงฯ ตามแม่น้ำคูคลองในแถบบางลำพูมีการค้าทางเรือแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าเล็กๆ น้อย ๆ กระทั่งเมื่อมีการขุดคลองรอบกรุง ทำให้เกิดท่าน้ำหลายแห่งที่เป็นแหล่งขนถ่ายและแลกเปลี่ยนสินค้า พืชผักผลไม้จากย่านฝั่งธนฯ ก่อนจะพัฒนากลายเป็นตลาดบกที่สำคัญในเวลาต่อมา  โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการสร้างพระราชวังดุสิตขึ้นทางตอนเหนือของพระนคร เกิดการตัดถนนหลายสายในพื้นที่บางลำพูเพื่อรองรับเครือข่ายถนนที่ตัดเชื่อมมาจากพื้นที่สามเสน ได้แก่ ถนนจักรพงษ์ ถนนพระอาทิตย์ ถนนพระสุเมรุ ถนนข้าวสาร ถนนรามบุตรี และถนนสิบสามห้าง ส่งผลให้บางลำพูเติบโตจอแจไปด้วยผู้คน รถราง และการค้าพาณิชย์ 

 

ตลาดบางลำพูที่เคยเป็นตลาดขายผลไม้และของสดต่างๆ เพื่อสนองต่อคนในพื้นที่ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และขยายตัวมากขึ้นในปลายรัชกาลที่ ๕ แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถพัฒนาตลาดได้มากนัก อันเนื่องจากเกิดเพลิงไหม้อาคารบ้านเรือนในย่านนี้บ่อยครั้ง กระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๔๕ จึงมีการจัดตั้งตลาดขึ้นมาใหม่ พร้อม ๆ กับการเกิดแหล่งบันเทิงขึ้นในย่านนี้  ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงภาพยนตร์ อย่างโรงหนังปีนัง โรงหนังบุษยพรรณ โรงละครแม่บุนนาค และโรงลิเกคณะหอมหวล  ธุรกิจบันเทิงเหล่านี้ส่งผลให้ย่านบางลำพูได้รับความสนใจจากบรรดาพ่อค้านักลงทุนมากยิ่งขึ้น จนเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางการค้าและเป็นศูนย์รวมมหรสพแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ในระยะเวลานั้น 

 

ตลาดสำคัญของย่านบางลำพูซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในอดีต ได้แก่ ตลาดยอด ตลาดนานา ตลาดทุเรียน และสิบสามห้าง

 

“ตลาดยอด” มีคำคล้องจองเมื่อกล่าวถึงคือ “บางลำพูประตูขาดตลาดยอด” ตั้งอยู่เชิงสะพานนรรัตน์ฝั่งทิศใต้ เป็นตลาดใหญ่และมีความสำคัญของชุมชนบางลำพูในฐานะตลาดประจำชุมชนในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  ก่อนจะถูกปรับปรุงในช่วงรัชกาลที่ ๕ และรุ่งเรืองในช่วงรัชกาลที่ ๗ สินค้าที่นำมาจำหน่าย ได้แก่ ดอกไม้ ธูปเทียน มาลัย แป้ง กระแจะ น้ำอบไทย เครื่องหอม ขนมไทยต่างๆ และบุหรี่ไทยประเภทยาใบบัว ยาใบตองอ่อน เป็นต้น (พิเชษฐ์ สายพันธ์ :๒๕๔๒) นอกจากนี้ตลาดยอดยังเป็นแหล่งเครื่องหนัง เสื้อผ้า ร้านอาหารมุสลิม ร้านเครื่องถ้วยชาม และห้างขายทองรูปพรรณต่างๆ ความรุ่งเรืองของตลาดยอดสะดุดลงจากเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลังจากไฟไหม้ในครั้งนั้นได้มีการสร้างตลาดใหม่ขึ้น แต่เนื่องจากแผงเช่ามีราคาสูงขึ้น ทำให้พ่อค้าแม่ค้าสู้ราคาไม่ไหว จึงแยกย้ายกันไป เจ้าของจึงรื้อตลาดแล้วสร้างเป็นห้างสรรพสินค้านิวเวิร์ด ตลาดสดจึงหายไป ชาวบ้านย่านนี้ได้หันไปจับจ่ายซื้ออาหารยังตลาดเช้าบริเวณถนนไกรสีห์ (ข้างนิวเวิร์ด) กับตลาดนรรัตน์ (เชิงสะพานนรรัตน์ด้านทิศใต้) แทน บริเวณตลาดยอดต้องเปลี่ยนโฉมกลายเป็นอาคารจอดรถและห้างสรรพสินค้านิวเวิร์ดที่กำลังถูกรื้อทิ้ง

 

“ตลาดนานา” ตั้งอยู่ฝั่งเหนือของคลองรอบกรุง ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของวังริมคลองบางลำพู ชื่อของตลาดนานาเป็นชื่อที่ตั้งตามชื่อเจ้าของตลาด คือ คุณเล็ก นานา ชาวมุสลิมย่านคลองสาน ตลาดแห่งนี้ขายอาหารการกินและพืชผลทางการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ และของสดเป็นส่วนมาก ก่อนจะซบเซาลงในราว พ.ศ. ๒๕๒๙ และหายไปในที่สุด ในระยะหลังเจ้าของตลาดได้เปลี่ยนพื้นที่ตลาดให้เป็นโรงแรม เกสท์เฮ้าส์ ตามกระแสนิยม ตลาดนานาจึงเป็นเพียงความทรงจำของคนยุคปู่ย่าที่ปัจจุบันเหลือเพียงแต่ชื่อและป้ายตลาดเท่านั้น

 

“ตลาดทุเรียน” ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามคลองรอบกรุง ด้านทิศใต้ของสะพานนรรัตน์ เป็นแหล่งชุมนุมทุเรียนที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฤดูกาลทุเรียนออกเป็นที่มาของชื่อตลาด  นอกจากขายทุเรียนแล้ว พ่อค้าแม่ขายยังนำพืชพันธุ์การเกษตรมาขายเช่นเดียวกับตลาดนานา เช่น ผักผลไม้นานาชนิดที่ชาวสวนบรรทุกเรือมาจอดขาย แต่ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเป็นตลาดขายเสื้อผ้า มุ้ง และของใช้ราคาถูก ก่อนจะกลายเป็นตลาดสดในปัจจุบัน เรียกกันว่า “ตลาดนรรัตน์”

 

“สิบสามห้าง” ปัจจุบันเป็นชื่อถนนเส้นสั้น ๆ ที่ตั้งขนานกับถนนบวรนิเวศ ชื่อถนนสิบสามห้างนี้มาจากเรือนแถวไม้สองชั้นจำนวน ๑๓ ห้อง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับห้างร้านของชาวจีนในกวางตุ้ง ต่อมาเรือนแถวดังกล่าวถูกรื้อเพื่อสร้างเป็นตึก จึงเหลือไว้เพียงชื่อถนน สินค้าที่ขายในสิบสามห้าง ได้แก่ อาหารจำพวกข้าวแกง อุปกรณ์เย็บเสื้อผ้า ด้าย กระดุม เป็นต้น ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๐ สิบสามห้างเป็นที่ชุมนุมของวัยรุ่น เพราะมีร้านอาหารเปิดขายจนดึกถึงสามสี่ทุ่ม มีร้านขายไอศกรีมซึ่งเป็นของหากินยากในยุคนั้น อีกทั้งทางร้านยังบริการเปิดโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อบันเทิงที่เพิ่งเข้ามาในเมืองไทยให้ประชาชนดู จึงกลายเป็นแหล่งชุมนุมของวัยรุ่นยุคนั้น และถือกันว่าบางลำพูสมัยนั้นเป็นย่านที่ทันสมัยแห่งหนึ่ง

 

ตลาดเช้าเต็มไปด้วยของสดนานาชนิดจนสายตลาดจึงวาย หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นตลาดขายผ้า ขายเสื้อและรองเท้า เครื่องหนังต่าง ๆ เมื่อตลาดแบบเก่าและร้านค้ารุ่นแรกๆ เริ่มซบเซาลง กิจการการค้ารูปแบบใหม่ได้เข้ามาแทนที่และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางกิจการมีฐานเติบโตมาจากกิจการเดิม เช่น ห้างแก้วฟ้า ที่เติบโตจากร้านขายเครื่องหนังซึ่งค้าขายในยุคแรก ๆ

 

ส่วนตลาดขายเสื้อผ้าเริ่มมีประมาณ ๒๐ ปีก่อน โดยพ่อค้าแม่ค้านิยมเอาสินค้ามาลดราคาหน้าร้านหรือเลหลังขาย โดยจับจองพื้นที่ริมถนนเปิดเป็นแผงลอยจำนวนมาก การค้าเสื้อผ้าที่ขึ้นชื่อในย่านบางลำพูแต่ก่อน คือ เสื้อผ้าชุดนักเรียนที่บรรดาผู้ปกครองต้องพากันมาซื้อหาเมื่อถึงฤดูกาลเปิดเรียน ร้านค้าเสื้อนักเรียนเปิดมากแถบถนนไกรสีห์และถนนตานี 

 

ปัจจุบันแม้บางลำพูมิได้โด่งดังเรื่องการค้าชุดนักเรียนเหมือนดังแต่ก่อน ทว่าก็ยังเป็นแหล่งขายเสื้อนักเรียนและเครื่องแบบนิสิตนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัย รวมทั้งยังเป็นแหล่งจับจ่ายซื้อของ ทั้งอาหารการกิน สินค้าอุปโภคบริโภค  อุปกรณ์เย็บปักถักร้อย และย่านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปแหล่งสำคัญแหล่งหนึ่งของกรุงเทพฯ 

 

ขณะเดียวกันย่านบางลำพูก็มิได้หยุดอยู่เพียงเป็นย่านการค้าเท่านั้น แต่ยังขยายเติบใหญ่เป็นศูนย์รวมของธุรกิจการท่องเที่ยวที่คึกคักและมีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะบนถนนข้าวสารที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวแบบแบกเป้ที่ตอบสนองนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกซึ่งต้องการที่พักอาศัยในราคาย่อมเยาว์ 

 

 

ย่านถนนข้าวสาร ความรุ่งเรืองที่มาแทนที่ตลาดเก่าบางลำพู

 

ถนนข้าวสารถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนบางลำพู จากผลการศึกษาของนักวิจัยหลายท่านระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนข้าวสารเกิดขึ้นเมื่อราว ๔๐ ปีก่อน หลังจากเกิดบริษัททัวร์ในชุมชน เป็นที่มาของสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทั้งในด้านที่พักและอาหารการกิน ที่เบียดเสียดแน่นขนัดในย่านบางลำพูในขณะนี้ 

 

แต่ถนนข้าวสารเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดและไร้ทิศทาง จากชุมชนที่เคยอยู่อย่างสงบ มีวิถีชีวิตในการพึ่งพาอาศัยระหว่างกัน  มีการพบปะแลกเปลี่ยนในรูปแบบสภากาแฟตามร้านค้าสองข้างทางก็แปรเปลี่ยนเป็นห้างร้านแออัดยัดเยียดแทบทุกตารางนิ้ว ปัจจุบันเกสท์เฮาส์ บาร์ ไนท์คลับ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ถนนข้าวสาร แต่ได้ขยายออกรอบด้าน เห็นได้จากถนนรามบุตรีตลอดทั้งสาย ข้ามฝั่งมาด้านข้างวัดชนะสงคราม ซึ่งมีสถานบันเทิงต่างๆ  รายรอบวัด ไล่ลามไปถึงถนนพระอาทิตย์และถนนพระสุเมรุ 

 

การขยายของแหล่งบันเทิง ห้างร้านต่างๆ นั้นมีผลมาจากการไหลบ่าของชาวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถนนข้าวสารปัจจุบันกลายเป็นชุมชนที่มีผู้คนไปมาขวักไขว่เกือบตลอดทั้งวัน เต็มไปด้วยชนต่างชาติต่างภาษา อาคารบ้านเรือนถูกปรับให้เป็นที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านหนังสือเช่า ร้านขายของที่ระลึกและสถานเริงรมย์

 

 

แม้กระทั่งซอยรามบุตรีบริเวณข้างวัดชนะสงคราม ศาสนสถานแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่อาจสะท้อนถึงวิถีที่เปลี่ยนไปของคนข้าวสารได้อย่างดี ด้วยบรรยากาศยามค่ำคืนของถนนรามบุตรี-ถนนข้างวัดชนะสงครามเวลานี้ เต็มไปด้วยสถานบันเทิงเริงรมย์ เสียงเซ็งแซ่ของผู้คนที่มาเที่ยวคละเคล้าไปกับเสียงเพลงที่บรรเลงเสียงดังตลอดถนนได้โอบล้อมวัดที่เปรียบเสมือนที่พักทางใจของพุทธศาสนิกซึ่งต้องการความสุขสงบ รวมถึงเป็นสถานที่ขัดเกลาคนในชุมชนให้ออกห่างจากอบายมุขทั้งปวง แต่บัดนี้ได้กลายเป็นสิ่งใกล้ชิดเพียงกำแพงกั้นถนนข้าวสารจากชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับวัดได้กลายเป็นชุมชนที่อยู่คู่ขนานกับสิ่งเย้ายวนทางโลกไปเสียแล้ว

 

กล่าวได้ว่าบางลำพู ย่านการค้าสำคัญของคนไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อันเนื่องจากบริบทแต่ละช่วงเวลา จากชุมชนที่มีเอกลักษณ์และความงดงามทั้งทางด้านสังคมวัฒนธรรมของชุมชน ได้มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ย่านบางลำพูกลายเป็นแหล่งศูนย์รวมของนานาชาติ สิ่งอำนวยความสะดวกและสถานบันเทิง

 

ดูเหมือนว่าถนนข้าวสารจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างชื่อให้กับชาวบางลำพู ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสบรรยากาศ แทนที่จะเป็นย่านค้าขายที่มีกลิ่นอายของชุมชนในอดีต 

 

อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ชาวบางลำพูบางส่วนตระหนักถึงรากเหง้าและความเป็นตัวตนที่เหลือเพียงเลือนรางในพื้นที่ให้พื้นกลับมาอีกครั้ง จึงมีการรวมตัวกันภายใต้แนวคิด “ประชาคม”ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๑ เป็นต้นมา เพื่ออนุรักษ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เคยมีชีวิตและลมหายใจให้คงอยู่ ตลอดจนพยายามมีส่วนในการกำหนดทิศทางของมาตุภูมิ ถิ่นกำเนิดของตนอีกด้วย

 

พระนครบันทึก :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๘๙ (มี.ค.-เม.ย.๒๕๕๔)

 

เอกสารอ้างอิง

จักรสิน น้อยไร่ภูมิ. การศึกษาเพื่อหาแนวทางการอนุรักษ์ชุมชนเมืองบางลำพู เขตพระนคร. ภาควิชาการออกแบบและวางผังชุมชนเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๘.

ปรารถนา รัตนะสิทธิ์. “การเปลี่ยนแปลงของถนนข้าวสารในชั่วชีวิต. ” สารนิพนธ์ปริญญาบัณฑิต ภาคมานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๗.

                               .ย่ำตรอก ซอกซอย บนถนนข้าวสาร. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๕๐.

พิเชฐ สายพันธ์. รายงานโครงการวิจัยชุมชนศึกษา เรื่องจินตภาพบางลำพู. สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๒.

วิมลสิริ เหมทานนท์. ”การมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยว :ศึกษากรณีชุมชนย่านบางลำพู.”วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะสังคมวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๖.

อัพเดทล่าสุด 7 มี.ค. 2561, 13:08 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.