หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
มัสยิด หลวงโกชา อิศหาก และตระกูลสมันตรัฐ ในท่ามกลางย่านการค้าท่านํ้าราชวงศ์
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 25 เม.ย. 2560, 13:03 น.
เข้าชมแล้ว 10760 ครั้ง

คุณชัยรัฐ  สมันตรัฐ หลานของหลวงโกชา  อิศหาก

 

ผมชื่อชัยรัฐ สมันตรัฐ ตอนนี้อายุ ๗๕ ปี เกิดที่จังหวัดสตูล แต่มาเติบโตอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมเป็นรุ่นหลานของหลวงโกชา อิศหาก ชื่อเดิม “เกิด บิลอับดุลลาห์” ท่านเป็นปู่ผม ผมเป็นหลานคนสุดท้อง แล้ว หลวงโกชา อิศหาก ท่านเป็นชาวไทรบุรี ซึ่งเดิมก็เป็นของเมืองไทย ต่อมาก็ไปรวมกับสหพันธรัฐมาเลเซีย และอพยพมาอยู่กรุงเทพฯ ใน ปลายรัชกาลที่ ๑

 

เท่าที่รู้ท่านล่องเรือมาจากไทรบุรีแล้วก็มาพำนักอยู่ที่ธนบุรีแถบคลองบางกอกใหญ่ใกล้กับมัสยิดต้นสน จากนั้นจึงย้ายมาอยู่แถบ บางลำพูล่างซึ่งคือบริเวณซอยเจริญนคร ๒๑ ในทุกวันนี้ครอบครัวผมเป็นครอบครัวใหญ่ปลูกบ้านอยู่รวมๆ กันพื้นที่ราว ๑๖ ไร่

 

หลวงโกชาอิศหาก (เกิด  บิลอับดุลลาห์)

 

ท่านรับราชการในสังกัดของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์หรือ รัชกาลที่ ๓ในเวลาต่อมา ตำแหน่งนายเรือเรียกว่า “นาโกดา” คนทั่วไปจึงเรียกท่านว่า นาโกด อาลี ในตำแหน่งล่ามสังกัด กรมท่าขวา รับราชการจนได้บรรดาศักดิ์เป็นคุณหลวงและยังทำหน้าที่ติดต่อกับชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวมลายูที่นำเครื่องราชบรรณาการต้นไม้เงินต้นไม้ทองมาทูลเกล้าฯ ถวายกษัตริย์สยามจึงคุ้นเคยต่อเจ้าประเทศราชเป็นอย่างดี

 

ต่อมาได้สร้างมัสยิดที่แถบถนนราชวงศ์สาเหตุที่มาสร้างสุเหร่าที่แถบ ท่าน้ำราชวงศ์ในใจกลางย่านคนจีนทั้ง ๔ ด้าน เข้าใจว่ามีพ่อค้าชาว มุสลิมมาทำการค้า มาจอดเรือที่ท่าน้ำราชวงศ์จนถึงบางรัก และขอให้หลวงโกชาฯ ช่วยหาสถานที่เพื่อทำการละหมาด ท่านจึงจัดหาซื้อที่แปลงหนึ่งเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ใกล้กับท่าเรือ ราชวงศ์และยังไม่มีการตัดถนนทรงวาด แต่แรกสร้างเป็นเรือนไม้พออาศัยได้ละหมาดเท่านั้น จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงสร้างอาคารเป็นตึกแบบยุโรป โดยเรี่ยไรเงินจากลูกหลานและมาช่วยกันสร้างด้วย พอสร้างมัสยิดที่เป็นตึกเสร็จจึงมีการตัดถนนทรงวาดและหลวงโกชา อิศหาก ได้ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐

 

มัสยิดหลวงโกชาอิศหาก

 

หลวงโกชาท่านไม่เกี่ยวข้องกับเมืองสตูล ผู้ที่เกี่ยวกับเมืองสตูลคือลูกของท่าน “พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บิลอับดุลลาห์) ไปรับราชการทางใต้หลายที่ เท่าที่รู้คือ เคยเป็นนายอำเภอเบตง จังหวัดยะลา แล้วก็มาได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่จังหวัดสตูล ตอนนั้นในช่วงรัชกาลที่ ๖ แล้ว

 

หลวงโกชา อิศหาก ท่านมีภรรยา ๖ คน เป็นคนอิสลาม เป็นคนจีนก็มี มีลูก ๑๖ คน พระยาสมันตรัฐฯ เป็นลูกคนที่ ๘ คุณแม่ท่านเป็นคนเชื้อสายจีน พระยาสมันตรัฐบุรินทร์เป็นคุณพ่อ มีเจ้าเมืองไทรบุรีมาหาคุณปู่ แล้วขอคุณพ่อไปเป็นลูก ตอนนั้นคุณพ่ออายุ ๑๒ปี ได้เรียนภาษาที่นั่นแล้วก็ได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียม ประเพณีการปกครองแบบมลายู พ่อผมเคยเรียนระดับชั้นประถมที่โรงเรียนวัดเศวตฉัตรเพราะอยู่ใกล้บ้านแล้วจึงไปอยู่มาเลเซียก็เรียน จนสูงสุด จบมหาวิทยาลัยเรียนด้านปกครอง แล้วกลับมารับราชการ อยู่กระทรวงมหาดไทยมาตลอด จนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมาเป็น สส. คนแรกของจังหวัดสตูล ต่อมาในตระกูลผม พี่ชายก็เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ชื่อ เจิม ศักดิ์ สมันตรัฐ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ ตอนนั้นลุกเป็นไฟ ท่านอายุ ๕๓ ปีเท่านั้น เสียชีวิตเพราะหัวใจวายที่ชุมพร

 

“สมันตรัฐ” เป็นนามสกุลพระราชทาน ซึ่งคุณพ่อแต่ก่อนใช้นามสกุล “บิลอับดุลลาห์” คุณพ่อผม คือ พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บิลอับดุลลาห์) เมื่อ รัชกาลที่ ๖ เปลี่ยนให้มาเป็น นามสกุลไทย จึงเป็นสมันตรัฐ  ท่านเป็นผู้ว่าที่สตูลอยู่จนปลดเกษียณ แล้วไปปลูกบ้านอยู่สตูลเลย ผมเกิดสตูล เรียนโรงเรียนเทศบาลที่สตูล ก่อนที่พ่อจะส่งมาเรียนกรุงเทพฯ ตอนอายุ ๑๒ปี แล้วเรียนโรงเรียน อำนวยศิลป์ ไปต่อโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายแล้วทำงานเลย ผมทำงานรัฐวิสาหกิจ พอปลดเกษียณแล้วผมก็มาดูแลสุเหร่า ผมพอพูดภาษาทางมลายูได้แต่ไม่เก่ง

 

คุณพ่อมาสร้างบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯ ในที่ดินของคุณปู่ คือที่ซอยเจริญนคร ๒๑ ลูกหลาน ๑๖ คนของหลวงโกชาฯ อยู่ด้วยกันทั้งหมด ในซอยเจริญนคร ๒๑ แต่มีเครือญาติที่สตูลเยอะ คุณพ่อเอาพี่ ๆ น้อง ๆ ของท่านไปอยู่สตูล ไปรับราชการ ทำงานอื่นๆ อีกหลายคน

 

พี่ชายผมชื่อ เสรี สมันตรัฐ เคยดูแลสุเหร่า และก็ตกทอดกันมา มีการทำบุญตามประเพณี ทุกวันศุกร์ก็มาละหมาดเหมือนทั่วๆ ไป เพียงแต่เราดูแลเป็นกรรมการใช้ลูกหลานหมด ไม่มีคนนอกมาเป็นกรรมการ การบำรุงดูแลรักษามีหลายครั้งแล้ว เรามีผลประโยชน์เราก็มีตึกแถวที่อยู่หน้าสุเหร่า ๑๑ ห้อง เดือนหนึ่งค่าเช่าห้อง ๑๒,๐๐๐ บาท มี ๑๑ ห้องก็แสนกว่าบาท ได้มาบริหารสุเหร่า ไม่ต้องไปเรี่ยไรคนอื่น เรามีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ กุโบร์ไม่ใช่ของตระกูลอย่างเดียว เพราะว่าถึงเราจะเป็นของส่วนตัวอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าตามหลักตามกฎแล้วห้ามไม่ได้ ถ้าคนที่เขามาขอ เขาไม่มีที่ฝังศพ เราก็อนุญาต กุโบร์เนื้อที่ราว ๑ ไร่ ตอนนี้ถมมา ๒ ครั้งแล้ว

 

พื้นที่บริเวณกุโบร์  เนื้อที่ราว ๑ ไร่ ถมมา ๒ ครั้งแล้ว

 

แต่ก่อนคงเป็นสวน ที่รู้ว่าเป็นสวนเพราะยังคงมีสภาพท้องร่องสวนอยู่บ้าง พื้นที่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสวนมาก่อนทั้งนั้น เราเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาศึกษาหรือดูมัสยิดได้ด้วย ผู้ที่เข้ามาที่มัสยิดนี้ก็จะเป็นญาติพี่น้องของเราและมีพวกพ่อค้าแถวใกล้ๆ สุเหร่าบ้าง มาเข้าสุเหร่าวันศุกร์และวันทำบุญต่างๆ บางคนพ่อแม่เขาเสียก็มาฝังที่นี่ รอบๆ มัสยิดไม่มีชุมชนของอิสลาม เป็นร้านค้าของคนจีนทั้งนั้น และมีพ่อค้าที่เป็นชาวอินเดียมีร้านมีเพชรมีพลอยเยาวราชที่ค้าขายจิวเวลรี่ เพชรพลอยจะใช้สถานที่ตรงนี้เป็นที่ละหมาด ๕ เวลา คนมุสลิมนานาชาติที่มาซื้อของในสำเพ็งพาหุรัดใช้ที่นี่เป็นที่ละหมาด คนอินเดียใช้ที่นี่เป็นร้อยปีแล้ว

 

มัสยิดหลวงโกชา อิศหาก แม้จะถือว่าเป็นสถานที่ส่วนตัว แต่ก็เปิดให้คนที่นี่ฝั่งนี้ที่เป็นพ่อค้าอิสลาม ใครก็ได้ทุกสาย เขาสืบตกทอด กันมาตั้งแต่สมัยปู่ พ่อแม่เขาฝังที่นี่

 

ส่วนผมและครอบครัวอยู่เจริญนครซอย ๒๑ ทางฝั่งธนฯ เป็นบ้าน แต่เรามาสร้างมัสยิดที่นี่ สมัยก่อนมาเรือ ขึ้นท่าน้ำราชวงศ์ ทุกวันนี้ก็ขับรถกันมาไม่ได้เดือดร้อนอะไร.

 

คนย่านเก่า : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๓ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๖๐)

 

อัพเดทล่าสุด 11 ก.ค. 2560, 13:03 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.