หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"พระนคร ๑๐๑" ครั้งที่ ๕ "พระนครยุคสมัยใหม่ย่านถนนการค้าบำรุงเมือง-เฟื่องนคร"
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์, สุรชาญ อุ่มลำยอง
เรียบเรียงเมื่อ 28 ก.ย. 2560, 16:19 น.
เข้าชมแล้ว 51 ครั้ง

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับย่านเก่าของกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง จนถึงครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๕ โดยรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากคนในพื้นที่และผู้สนใจทั่วไปครั้งละประมาณ ๕๐ ท่าน ใช้เวลาระหว่างวันเสาร์-อาทิตย์ ๒วัน โดยในวันแรกเป็นการนำเสนอข้อมูลพื้นฐานในเรื่องประวัติศาสตร์ ภูมิวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์สังคมในย่านเก่าของกรุงเทพมหานคร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นเมืองประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ในมิติของอดีต ความสืบเนื่องและความเปลี่ยนแปลงตลอดจนปัญหาและสภาพการณ์ในปัจจุบันที่เมืองประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ กำลังเผชิญอยู่

เส้นทางพระนครชวนชม ครั้งที่ ๕

 

กิจกรรมที่จัดครั้งแรกเป็นการลงพื้นที่เดินตรอกเพื่อศึกษาสภาพสังคมวัฒนธรรมของผู้คนในย่านบางลำพู วัดสามพระยา บ้านพานและบ้านบาตร “ชุมชนเก่าย่านวังหน้าย่านการค้าสำคัญของพระนคร บ้านดนตรีและย่านหัตถกรรม”, ครั้งที่ ๒เรื่อง “การขยายตัวของพระนครและย่านการค้า (นางเลิ้ง)” , ครั้งที่ ๓ เรื่อง “ความสำคัญของป้อมค่ายคูประตูเมือง และชุมชนชานพระนครจากป้อมมหากาฬ ประตูผี ถึงชุมชนชาวตรอกศิลป์ ตรอกตึกดิน ตรอกบวรรังษี และมัสยิดบ้านตึกดิน”, ครั้งที่ ๔ เรื่อง “สองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ย่านถนนกรุงเกษม ถนนลูกหลวงถึงสี่แยกมหานาค” และครั้งที่ ๕ นี้คือ “พระนครยุคสมัยใหม่ย่านถนนการค้าบำรุงเมือง-เฟื่องนคร”

 

บรรยากาศการบรรยายในภาคทฤษฎี "พระนคร ๑๐๑" ครั้งที่ ๕

ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (หอศิลป์เจ้าฟ้า)

 

ในวันเสาร์ที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๐ เริ่มต้นกิจกรรม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า เป็นการบรรยายโดยมีคุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ นักวิชาการมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นวิทยากร

 

จากการศึกษาโดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่าประวัติศาสตร์ สังคมของคนกรุงเทพฯ คืออะไร ? กรุงเทพฯ มีประวัติศาสตร์สังคมอย่างแท้จริงหรือไม่ ? เพราะแท้จริงแล้วย่านต่างๆ ในกรุงเทพฯ นั้น ล้วนแล้วแต่มีประวัติศาสตร์สังคม มีเรื่องราวที่น่าสนใจของผู้คน มี ประวัติศาสตร์การบอกเล่า การอพยพโยกย้าย การตั้งถิ่น ที่ทำให้เกิดสังคมแบบ “พหุลักษณ์” หรือความหลากหลายทางวิถีชีวิต ชาติพันธุ์ ศาสนา ประเพณีและวัฒนธรรมอย่างที่เราเห็นกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน เพราะการสร้างบ้านเมืองนั้นหาใช่เพียงชนชั้นปกครองเท่านั้นที่มีบทบาท ทว่ายังมีผู้คนหลากหลายหน้าที่ หลากหลายอาชีพปะปนอยู่ด้วยกัน จึงเกิดเป็นสังคมโดยมีศาสนสถานเป็นศูนย์กลางของชุมชน มีพื้นที่สาธารณะให้ผู้คนได้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น แม่นำลำคลอง ตลาด ฯลฯ เกิดเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นบนความหลากหลายที่ว่ามานี้ หลายท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงใช้ชื่อกิจกรรมว่า “พระนคร ๑๐๑” ความหมายของรหัส ๑๐๑ นั้น หมายถึงรหัสวิชาเบื้องต้นหรือการทำความเข้าใจพื้นฐาน เช่น รหัสวิชา เรียนในระดับอุดมศึกษาที่มักใช้เลขรหัส ๑๐๑ ดังนั้น “พระนคร ๑๐๑” คือการทำความเข้าใจเรื่องราวพื้นฐานของย่านต่างๆ ความเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาของพื้นที่เมืองเก่ากรุงเทพฯ ในฐานะเมืองประวัติศาสตร์ที่อาจจะไม่มีการเรียนการสอนหรือการทำความเข้าใจที่มาที่ไปและการเปลี่ยนแปลงอันเป็นเรื่องราวที่ควรรู้เป็นอันดับแรก และเป็นข้อมูลพื้นฐานเสียก่อนที่จะไปสนใจแต่เฉพาะเรื่องสถาปัตยกรรมต่างๆ ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยเฉพาะทางดังที่ นิยมกันในปัจจุบันนี้

 

พระนครชวนชม

วันอาทิตย์ที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๐ กับกิจกรรม “พระนคร ชวนชม” ภายใต้ “พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๕ พระนครยุคสมัยใหม่ ย่านถนนการค้าบำรุงเมือง–เฟื่องนคร หลังจากที่วันแรกของกิจกรรมเป็นการบรรยายภาคทฤษฎี ทำความเข้าใจพื้นฐานของเรื่องราวประวัติศาสตร์ สังคมของเมืองกรุงเทพฯ แล้วจากนั้นจึงมีกิจกรรมลงพื้นที่สังเกตการณ์ร่วมพูดคุยกับผู้คนในพื้นที่ เพื่อให้เข้าใจเข้าถึงความเป็นชุมชนมากยิ่งขึ้น

 

ช่วงแรกเป็นการอธิบายเรื่องราวของพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯผ่านแผนที่ ณ บริเวณลานหน้าวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร โดยมีคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เป็นวิทยากรบรรยาย และมีวิทยากรท้องถิ่นบรรยายบรรยากาศและความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่บริเวณชุมชนหลังโบสถ์พราหมณ์โดย คุณสุมาลี พฤกษาขจี กรรมการชุมชนหลังโบสถ์พราหมณ์ แนะนำพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจ ความเปลี่ยนแปลงของชุมชนและบริเวณโดยรอบที่เป็นพื้นที่ย่านการค้าเศรษฐกิจที่คึกคักมาตั้งแต่อดีต

 

บรรยากาศการเดินศึกษาพื้นที่บริเวณชุมชนหลังโบสถ์พราหมณ์

 

หลังจากที่ออกจากวัดสุทัศน์ฯ ข้ามฝั่งมายังโบสถ์พราหมณ์ พูดคุยและรับความรู้จากท่านพราหมณ์ประจำโบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า อย่างละเอียดกับพราหมณ์ตรัณ บุรณศิริ ก่อนจะเดินเข้าชมชุมชนหลังโบสถ์พราหมณ์ ระหว่างทางเข้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ร่วมกิจกรรมในฐานะคนในพื้นที่คุณนพพร ภาสะพงศ์ ทายาทร้านใบชาอ๋องอิวกี่ ที่นำเข้าใบชาจีนเก่าแก่แห่งสี่กั๊กเสาชิงช้า ก่อนจะรับประทาน “ข้าวเสีย โป” อาหารกลางวันในตรอกช่างทอง

 

ร้านยาหมอหวาน

 

ช่วงบ่ายเป็นการเยี่ยมชมร้านยาหมอหวาน เป็นตึกสวยออกแบบตามสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก น่าจะโดยนายช่างฝรั่งในยุครัชกาลที่ ๖ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗ มีอักษรเขียนว่า “บำรุงชาติ สาสนายาไทย” พบกับคุณภาสินี ญาโณทัย ผู้สืบทอดร้านยาหมอหวาน ในปัจจุบันคุณภาสินี ญาโณทัย และคณะ ศึกษาและค้นคว้าหลักฐานจากสมบัติตกทอดสืบกันมาภายในบ้าน พบว่ามีฉลากยาเก่าเขียนว่า “ร้านขายยาไทยตราชะเหลว” ของหมอหวานตั้งอยู่มุมถนนอุณากรรณ แสดงให้เห็นว่าหมอหวานน่าจะมีกิจการปรุงยามาตั้งแต่ก่อนสร้างบ้านหมอหวานหลังนี้ แรกเริ่มหมอหวานตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณแยกถนนอุณากรรณ ต่อมาจึงย้ายมาอยู่ถนนตีทองที่อยู่ทิศตะวันตกใกล้กับถนนบำรุงเมือง ซึ่งเป็นสามแพร่งเหมาะตามหลักฮวงจุ้ยเหมาะกับการประกอบอาชีพที่ใช้ของมีคม การทำยาแผนโบราณจำเป็นต้องใช้ของมีคมดังกล่าวนั้นจึงสร้างบริเวณด้านหน้าให้เป็นร้านขายยาและด้านในเป็นที่อยู่อาศัย

 

บรรยากาศการเดินศึกษาพื้นที่บริเวณชุมชนหลังโบสถ์พราหมณ์

 

เดินทางต่อไปยังชุมชนสามแพร่ง เข้าชมโรงเรียนตะละภัฏศึกษาซึ่งกล่าวกันว่าเดิมเคยเป็นโรงละครปรีดาลัย ตั้งอยู่ในบริเวณวังเก่าของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ แหล่งกำเนิดของละครร้องก่อนจะมีการเวนคืนเพื่อสร้างถนนตัดผ่าน จากนั้นเดินทางต่อไปยังบริเวณแพร่งภูธร พบกับประธานชุมชนคุณอภิชาญ วัลลา บอกเล่าเรื่องราวทั้งในอดีตและในปัจจุบันของพื้นที่

 

โรงเรียนตะละภัฎศึกษา ที่ชุมชนสามแพร่งซึ่งเดิมเคยเป็นโรงละครปรีดาลัย

 

ช่วงสุดท้ายเป็นการสรุปปิดกิจกรรมโดยการตั้งวงเสวนาในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เมืองเก่า การปรับตัวของผู้อยู่อาศัยและพื้นที่ทำมาหากิน นอกจากนั้นยังมีการแลกเปลี่ยนทัศนคติมุมมองในการใช้สอยพื้นที่ย่านเมืองเก่าระหว่างผู้ร่วมกิจกรรมและ วิทยากร ณ แพร่งภูธร

 

 

ในวงเสวนาที่มีผู้คนหลากหลายอาชีพมาร่วมแลกเปลี่ยนได้ข้อสรุปว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่ที่เข้ามาเที่ยวในเมืองไทยนั้นต้องการที่จะพบและสัมผัสกับวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นจริงๆ มากกว่าการท่องเที่ยวที่ฉาบฉวยหรือการอำนวยความสะดวกที่เกิน ความจำเป็น และเริ่มกลายเป็นปัญหาของการจัดการท่องเที่ยวในเมืองเก่าที่เริ่มมีความต้องการท่องเที่ยวในพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ และได้สัมผัสชีวิตผู้คนในย่านเมืองจริงๆ แต่ปัจจุบันไม่สามารถหาพื้นที่รองรับหรือตอบสนองความต้องการนี้ได้อย่างชัดเจนและเต็มที่จนเป็นปัญหาใหญ่ของมัคคุเทศก์ทีเดียว นอกจากนี้สำหรับในมุมมองของคนในพื้นที่ก็ต้องการที่จะรักษาธรรมชาติของสังคมไว้ด้วยเช่นเดียวกัน การจัดการเมืองสมัยใหม่ควรที่จะควบคุมดูแลรักษาความสะอาดและความปลอดภัยมากกว่าจะหาสิ่งที่เกินความต้องการ ซึ่งถือว่าเป็นผลกระทบจากการจัดการเมืองเพื่อการท่องเที่ยวโดยรัฐต่อความมั่นคงของความเป็นชุมชนในย่านเมืองเก่าที่กำลังถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยิ่ง

 

กิจกรรมพระนคร ๑๐๑ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑๕ (ก.ค.-ก.ย.๒๕๖๐)

 

อัพเดทล่าสุด 28 ก.ย. 2560, 16:19 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.