หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“บางยี่ขัน” ถิ่นวังเจ้าลาว โรงสุรา และโรงปูน
บทความโดย วริณาฐ พิทักษ์วงศ์วาน
เรียบเรียงเมื่อ 12 ก.ค. 2557, 09:05 น.
เข้าชมแล้ว 36975 ครั้ง


บรรยากาศโรงงานสุราบางยี่ขันก่อนมีการตัดสะพานพระราม ๘

 

 “บางยี่ขัน” เป็นย่านเก่าแห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรี ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมทางน้ำ มีลำคลองบางยี่ขันเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางจาก คลองผักหนาม และอยู่ในจุดที่เป็นชุมชนใหญ่คือช่วงที่ตัดกับคลองบางบำหรุ ทั้งยังมีเส้นทางคลองเล็กๆ ลัดเลาะไปตามเรือกสวนต่างๆ

 

บางยี่ขันอยู่ไม่ไกลกับที่ตั้งของด่านขนอนบางกอก ซึ่งมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ความเก่าแก่ของชุมชนในย่านนี้สัมพันธ์กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่ เช่น วัดบางยี่ขัน วัดพระยาศิริไอยสวรรค์ ที่มีประวัติว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางและสมัยอยุธยาตอนปลายตามลำดับ

 

นอกจากนี้ยังมีวัดสวนสวรรค์ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนามโบสถ์ร้าง ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อดำพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของอุโบสถเช่นนี้พบตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ลงมา

 

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง

           

ข้อมูลเกี่ยวกับบางยี่ขันปรากฏใน นิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่ ที่แต่งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทองที่กรุงเก่า  นิราศดังกล่าวบอกเล่าถึงสถานที่ ชื่อบ้านฐานถิ่นที่ตนเองเดินทางผ่าน ไล่เรียงมาตั้งแต่พระบรมมหาราชวังเรื่อยมา

                                   

“ถึงอารามนามวัดประโคนปัก

เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน
ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน

มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา”

           

เป็นความตอนหนึ่งที่สามารถให้ภาพบริบทของพื้นที่บางยี่ขัน ที่อยู่ถัดจากวัดประโคนปักหรือวัดดุสิดาราม จากนั้นบทกลอนวรรคต่อมาได้ฉายภาพบริเวณนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า

 

“ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง

มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา

ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย”

 

          

 แสดงว่าในย่านนี้มีโรงสุราตั้งอยู่ซึ่งอาจจะสืบเนื่องจนถึงโรงงานสุราบางยี่ขันในยุคหลังๆ  โรงสุราแห่งนี้อาจมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ และที่ตั้งอยู่สืบมาอย่างถาวรในย่านบางยี่ขันนั้นอาจเป็นไปได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นนิวาสสถานเดิมของพระยาราชมนตรีบริรักษ์ (ภู่) ต้นสกุลภมรมนตรี ขุนนางผู้ได้กำกับดูแลอากรเตาสุราสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงได้ตั้งเตากลั่นสุราขึ้นใกล้กับบ้าน เพื่อความสะดวกในการควบคุมดูแล 

 

กำแพงที่ถูกสันนิษฐานว่าเป็นกำแพงของวังบางยี่ขัน

 

           

การตั้งโรงงานสุราในพื้นที่ ทำให้กลุ่มแรงงานชาวจีนเข้ามาเป็นคนงานในโรงงานต้มกลั่นสุรา และมาตั้งถิ่นฐานในย่านบางยี่ขันมากขึ้นซึ่งนอกจากจะเข้ามาทำงานในโรงสุราแล้ว บางส่วนได้ยึดอาชีพค้าขายพายเรือไปตามลำคลอง เปิดโรงฝิ่นบริเวณริมแม่น้ำให้บริการคนในย่านบางยี่ขัน โดยเฉพาะกลุ่มกุลีในโรงงานสุราซึ่งคนกลุ่มนี้มีหัวหน้าควบคุมและขึ้นอยู่กับการบังคับบัญชาของนายอากรต่อมาเมื่อรัฐบาลยกเลิกการผูกขาดการต้มกลั่นและจำหน่ายสุรา มอบการควบคุมดูแลให้กับกรมสรรพสามิตในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ชาวจีนที่เคยทำงานในโรงงานสุราเดิมก็เปลี่ยนไปสังกัดอยู่กับกรมสรรพสามิต ก่อนจะโอนโรงงานสุราให้ไปขึ้นตรงกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมในปี พ.ศ. ๒๔๘๕และในช่วงหลังปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นมา ได้เปิดให้บริษัทสุรามหาราษฎรเข้ามารับช่วงสัมปทานโรงงานสุราบางยี่ขัน และดำเนินกิจการจนกระทั่งโรงงานแห่งนี้ปิดตัวลงในปี พ.ศ. ๒๕๓๘

 

           

หลังจากโรงงานปิดตัวลง คนงานในโรงงานบางส่วนได้ลาออกจากงาน แต่ยังคงปักหลักปักฐานประกอบอาชีพค้าขายอยู่ในย่านบางยี่ขัน บางส่วนได้ย้ายไปทำงาน ณ โรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดปทุมธานี  ส่งผลให้ท่าเรือหน้าโรงงานที่เคยคลาคล่ำไปด้วยคนงานซึ่งข้ามฝั่งไปย่านบางลำพูต้องปิดตัวลง อาคารโรงสุรา รวมทั้งอาคารอำนวยการถูกปล่อยทิ้งร้าง และบางอาคารถูกรื้อเพื่อเป็นที่ตั้งของคอสะพานพระราม ๘ ปัจจุบันพื้นที่และอาคารของโรงสุราเดิมได้เปลี่ยนบทบาทเป็นสถานที่ทำการของสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.ะ มูลนิธิชัยพัฒนา) สถาบันอาหารและสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา

 

สืบประวัติซากกำแพง

          

 ถัดไปทางทิศเหนือของโรงสุราบางยี่ขัน คือพื้นที่ใต้สะพานพระราม ๘ ในปัจจุบัน ยังมีซากกำแพงเก่าทอดตัวยาวตามแนวตะวันออก-ตะวันตกขนานไปกับชุมชนบ้านปูน ปัจจุบันซากกำแพงดังกล่าวขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากร สันนิษฐานว่าซากกำแพงดังกล่าวคือ วังของเจ้าอนุวงศ์ หนึ่งในสามของเชื้อพระวงศ์เวียงจันทน์อันได้แก่ เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ และเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งถูกนำตัวเข้ามาเมื่อครั้งกองทัพกรุงธนบุรีตีนครเวียงจันทน์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๒ แล้วโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินและวังให้เป็นที่ประทับ ณ บางยี่ขัน

 

วังเจ้าเวียงจันทน์มีรูปร่างลักษณะทางสถาปัตยกรรมเช่นไรสร้างขึ้นในสมัยใด ใครเป็นผู้สร้าง ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดมีเพียงถ้อยความจาก นิราศวังบางยี่ขัน ซึ่งแต่งโดยคุณพุ่ม กวีหญิงผู้ได้รับสมญานามว่า “บุษบาท่าเรือจ้าง” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๒ (สมัยรัชกาลที่ ๕) เมื่อครั้งตามเสด็จพระองค์หญิงนารีรัตนา(พระธิดาในเจ้าจอมมารดาดวงคำ เจ้าจอมในรัชกาลที่ ๔ ผู้มีศักดิ์เป็นพระนัดดาของเจ้าอนุวงศ์) และเจ้าจอมประทุม ไปเยี่ยมอาการป่วยเจ้าจันทรเทพสุริยวงศ์ เจ้าเมืองมุกดาหาร บิดาของเจ้าจอมประทุม ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของเจ้าจอมมารดาดวงคำ แม้ในใจความจาก นิราศวังบางยี่ขัน จะฉายภาพความทรุดโทรมของ

 

วัดสวนสวรรค์ที่กลายเป็นวัดร้าง มีบ้านเรือนล้อมโดยรอบ
(ภาพ : http://www.sujitwongthes.com)


สถานที่ แต่ก็เป็นข้อมูลลายลักษณ์สำคัญที่สนับสนุนว่าซากกำแพงเก่า ถาวรวัตถุสิ่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นนิวาสสถานของเจ้าเวียงจันทน์ รวมทั้งในย่านนี้ยังเคยเป็นชุมชนของชาวลาวที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอีกด้วย 

 

บ้านบางยี่ขัน : คฤหาสน์ขุนนางริมเจ้าพระยา

           

ปัจจุบันหากใครสัญจรทางน้ำช่วงท่าเรือสะพานพระปิ่นเกล้าถึงท่าเรือสะพานกรุงธน (ซังฮี้) ต้องสะดุดตากับความงามของอาคารสถาปัตยกรรมคอนกรีตสองชั้นริมน้ำเจ้าพระยาสไตล์โคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีนผสมกับตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งอยู่ถัดไปทางตอนใต้ของโรงสุราบางยี่ขัน และเป็นจุดที่สามารถแลเห็นภูมิทัศน์ป้อมพระสุเมรุของย่านบางลำพูเบื้องหน้าได้ชัดเจน 

           

อาคารดังกล่าวก็คือโรงแรม พระยา พาลาซโซ [Praya Palazzo] ในปัจจุบัน ซึ่งชื่อใหม่นี้บอกนัยให้รู้ว่า นี่คือคฤหาสถ์แห่งพระยาชลภูมิพานิช เนื่องจากเดิมอาคารหลังนี้มีนามว่า “บ้านบางยี่ขัน” เป็นบ้านของพระยาชลภูมิพานิช (ไคตั๊ค อเนกวณิช) ขุนนางเชื้อสายจีนในสมัยรัชกาลที่ ๕ และคุณหญิงส่วน ผู้เป็นภรรยาและเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

           

จนปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ทายาทได้ขายบ้านหลังนี้ให้แก่มูลนิธิมุสลิมกรุงเทพวิทยาทาน (มัสยิดปากคลองบางกอกน้อย) เพื่อใช้เป็นอาคารใหม่ของโรงเรียนราชการุญมูลนิธิ กระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๒๑โรงเรียนแห่งนี้ปิดตัวลง หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ โรงเรียนอินทรอาชีวะได้มาเช่าพื้นที่เพื่อดำเนินกิจการ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ โรงเรียนแห่งนี้ก็ปิดกิจการลงพร้อมๆ กับปล่อยบ้านหลังนี้ทิ้งร้าง ทรุดโทรม แต่ยังคงเค้าความงามหลงเหลือให้เห็น ทำให้ในเวลาต่อมา ผศ. วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ ผู้ซึ่งมองเห็นคุณค่าความงามได้มาขอเช่าและทำโครงการปรับปรุงซ่อมแซม โดยพยายามรักษาสถาปัตยกรรมดั้งเดิมให้ได้มากที่สุด จนกระทั่งแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๕๒ และเปิดให้บริการเป็นที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงสถานที่จัดเลี้ยงในโอกาสต่างๆ

 

ทำสวน ทำปูน

           

พื้นที่ฝั่งธนบุรีได้ชื่อว่าเป็นแหล่งสวนมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา บางยี่ขันจัดเป็นสวน “บางบน” ของสวนในบางกอก และมีผลไม้ขึ้นชื่อคือ เงาะ ซึ่งเป็นเงาะชั้นดีราคาแพง ด้วยเป็นเงาะเนื้อล่อน พันธุ์เหลืองใหญ่ เหลืองเล็ก และแฟบ อันเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) จึงทรงยกอากรสวนเงาะให้กับชาวบ้านบางยี่ขันทั้งหมด

           

ดังเห็นร่องรอยจากคำบอกเล่าของคุณสังวาลย์ สุนทรักษ์  ที่ว่า“ตอนที่มาอยู่ยังมีสภาพเป็นสวน หลังโรงเรียนเป็นสวนชมพู่ ตอนนั้นย่านนี้เป็นสวนทั้งหมด สะพานพระปิ่นเกล้ายังไม่มี เขาเรียกว่า ‘สวนบางยี่ขัน’ เพราะนี่เป็นตำบลบางยี่ขัน...เงาะบางยี่ขันที่บ้านก็ปลูก มีขนสีแดง มี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเป็นสีอ่อนๆ ลูกกลมๆ แต่ถ้าลูกแบนก็ขนแดง มีเป็นพวงเลย มีชื่อทั้งสองอย่าง แต่ทีหลังหมดพันธุ์ เดี๋ยวนี้ไม่มี  ในช่วงนั้นทางจันทบุรีเขายังไม่ขึ้นชื่อเรื่องผลไม้...เคยทานเงาะบางยี่ขัน ขึ้นต้นเก็บเลย เลือกเก็บแต่ลูกแดงๆ ต้องเป็นกะเทย กะเทยคือไม่มีเมล็ด  เนื้อจะคล้ายๆ เงาะสีชมพู  เงาะที่มาจากปีนังขนมันคล้ำ แต่ว่าของบางยี่ขันขนสีแดงสวย เป็นชนิดลูกกลม เป็นพวงเหมือนกัน”  

 


จิตรกรรมในอุโบสถวัดบางยี่ขัน ภาพสะท้อนท้องถิ่น เห็นต้นมะพร้าวและเงาะบางยี่ขัน
(ภาพ : สุดารา  สุจฉายา)
 

          

 นอกจากขึ้นชื่อเรื่องผลไม้แล้ว ย่านบางยี่ขันยังเป็นที่ตั้งของชุมชนทำปูน จนกลายเป็นที่มาของชื่อบ้านสืบมาจนถึงทุกวันนี้  จุดเริ่มต้นของการทำปูนนั้นมีอยู่หลายสำนวน บ้างก็ว่าเริ่มทำในช่วงราวสมัยรัชกาลที่ ๔ บ้างบอกว่ากลุ่มคนที่อพยพมาอยู่บ้านปูนนั้น มีอาชีพทำปูนมาก่อนที่จะอพยพลงมาหลังกรุงศรีอยุธยากำลังจะแตก หลังจากที่ย้ายมาตั้งรกรากที่นี่จึงได้ยึดอาชีพทำปูนสืบต่อมา

           

การทำปูนนั้นต้องใช้เวลาเผาหินเป็นเวลากว่า ๕ วัน ๕ คืน หินที่นำมาเผาเป็นหินปูนจากจังหวัดราชบุรี ปูนที่ได้นอกจากจะใส่ปี๊บขนลงเรือไปขายตามที่ต่างๆ แล้ว ยังเป็นหนึ่งในเครื่องบริโภคที่ส่งเข้าไปในรั้วในวังอีกด้วย  นอกจากนี้ในอดีตย่านบางยี่ขันยังมีสวนหมากปลูกแซมไปกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ทั้งยังมีสวนพลูอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก สวนพลูเก่านี้อยู่ในพื้นที่บริเวณซอยอรุณอัมรินทร์ ๓๔และเป็นที่แน่นอนว่าสมัยก่อนหากใครจะเดินทางขึ้นเหนือหรือล่องใต้ไปตามลำน้ำเจ้าพระยา เมื่อมองเห็นเตาเผาหินทำปูนเรียงรายอยู่ตามลำน้ำ เป็นที่ทราบกันดีว่าที่นี่คือบ้านปูน

           

ปัจจุบันสวนผลไม้และเตาเผาปูนไม่หลงเหลือให้คนรุ่นหลังได้เห็นอีกต่อไปแล้ว แม้แต่คำคล้องจองที่ว่า “สวนในบางกอก สวนนอกบางช้าง” ยังคงเหลือเพียงแต่สวนนอกในย่านตำบลอัมพวา บางคณฑี บางนกแขวก และดำเนินสะดวกเป็นบางแห่ง พอให้คนรุ่นหลังได้เห็นวิถีชีวิตของชาวสวนตามลุ่มน้ำที่ยังสืบทอดภูมิปัญญาในการหาเลี้ยงชีพจากรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกันวัฒนธรรมกินหมากกินพลูก็ค่อยๆเลือนหายไปจากสังคมไทย คงเหลือเพียงความทรงจำของคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนให้เล่าขาน ซึ่งนับวันจะเหลือน้อยเต็มที

           

ความเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงกว่า ๖๐ ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของเมืองจากฝั่งพระนครมาสู่ฝั่งธนบุรี เห็นได้จากการเปิดใช้สะพานกรุงธนในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และต่อมาคือ สะพานพระปิ่นเกล้าในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของผู้คนสองฟากฝั่ง หลังจากนั้นราวปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ห้างสรรพสินค้าพาต้าได้เข้ามาเปิดให้บริการในย่านนี้ กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานพระราม ๘ ขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรบนถนนบรมราชชนนี และการสัญจรข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจากฝั่งธนบุรีไปยังฝั่งพระนคร ระหว่างการก่อสร้างสะพานครั้งนั้นแม้มีเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชนในปัญหาการเวนคืนที่ดิน  แต่ด้วยการประสานประโยชน์เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างภาคส่วนต่างๆ ก็ทำให้สะพานแห่งนี้สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๔๓  เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

           

อย่างไรก็ดี วันนี้ภาพจำของคนในบ้านบางยี่ขันกำลังพร่ามัวลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากคนดั้งเดิมในพื้นที่โยกย้ายถิ่น ปล่อยที่ดินให้เช่าหรือไม่ก็ขายเปลี่ยนมือ คนจากต่างถิ่นทยอยเข้ามาจับจองอยู่อาศัย เกิดคอนโดมิเนียม อะพาร์ตเมนต์ บ้านเช่า อาคารพาณิชย์ ห้างสรรพสินค้า ผุดขึ้นมากมาย และบางส่วนเปลี่ยนสภาพกลายเป็นชุมชนแออัด ผู้อาศัยอยู่ในย่านเวลานี้น้อยคนที่จะทราบว่าย่านเก่าแก่แห่งนี้เคยเป็นโรงเหล้า  วังเจ้าลาว คฤหาสถ์ขุนนาง สวนเงาะมีชื่อ และแหล่งทำปูนกินหมากมรดกที่เป็นรากฐานของย่าน

           

ในขณะที่พลวัตของเมืองกำลังแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจะมีหนทางใดที่จะเชื่อมร้อยส่งต่อเรื่องราวและมรดกอันมีชีวิตชีวาของย่านให้กับคนรุ่นหลัง ทั้งที่ยังคงอยู่สืบต่อจากบรรพบุรุษและคนใหม่ที่เข้ามาลงรากสร้างถิ่นฐานใหม่ ได้รับรู้และสามารถนำมรดกวัฒนธรรมเก่าแก่ของย่านตน เป็นแกนในการพัฒนาเปลี่ยนแปลงพื้นที่อย่างเท่าทันและยั่งยืน ไม่ว่าในอนาคตพลวัตของเมืองจะนำพาชุมชนเก่าริมน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ไปในทิศทางใด

พระนครบันทึก : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ. ๑๐๒ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๔๗)
ขอบคุณข้อมูลสัมภาษณ์  สังวาลย์ สุนทรักษ์, ชาญ คงเมือง,
รำพรรณ กัลยาณสุตร,  ลำไย แก้วภูผา,  วลี ชมพืช, สุรัตน์ฤาษีประสิทธิ์,  อุทิศ อุดมทรัพย์,  อานันท์ นาคคง และพิสุทธิลักษณ์ บุญโต
อ้างอิง
กรุงเทพมหานคร. สะพานพระราม ๘ : โครงการแก้ไขปัญหาจราจรตามแนวพระราชดำริ. ๒๕๔๓.
ประภัสสร์ ชูวิเชียร. วัดสวนสวรรค์ บางยี่ขัน สวนสวรรค์ที่ถูกลืม.
ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๘, มิถุนายน ๒๕๕๕. (หน้า ๓๖-๔๑)
สุจิตต์ วงษ์เทศ, บรรณาธิการ. ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมจากวรรณคดีกวีสยามนำเที่ยวกรุงเทพฯ.  กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๕.
สุดารา  สุจฉายา, บรรณาธิการ. ธนบุรี. กรุงเทพฯ : สารคดี, ๒๕๔๒.

อัพเดทล่าสุด 13 พ.ย. 2559, 09:05 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.