หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
หมอชิต หมอมี หมอเหล็ง
บทความโดย สุดารา สุจฉายา
เรียบเรียงเมื่อ 8 มิ.ย. 2559, 15:24 น.
เข้าชมแล้ว 18577 ครั้ง

จ่าหัวด้วยคำว่า หมอ อย่างนี้ บางคนอาจถึงบางอ้อว่าใครเป็นใคร แต่มีไม่น้อยที่ไม่รู้จักว่าเกี่ยวพันกับกรุงเทพฯ อย่างไร หมอคนแรกชื่ออาจคุ้นหู เพราะหากจะเดินทางไปภาคเหนือ ภาคอีสาน ต้องขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่งหมอชิต ซึ่งย้ายมาจากสถานีขนส่งหมอชิตเดิมที่บริเวณสวนจตุจักร หรือได้ยินใคร ๆ เรียกสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ ว่า วิกหมอชิต ส่วนอีกสองหมอนั้น คนวัยเลย ๔๕ อาจรู้จัก โดยเฉพาะหมอคนหลังดังเอามากเมื่อคุณชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะบ้านของท่านนายกตั้งอยู่ในซอยหมอเหล็ง ขณะที่ หมอมี คนแถบเยาวราชจะรู้จักดี เพราะตรงจุดตัด ถ. เจริญกรุง ถ. พระราม ๔ ถ. ทรงสวัสดิ์ และ ถ. มิตรพันธ์ ที่เป็นรอยต่อของเขตป้อมปราบฯ กับเขตสัมสัมพันธวงศ์ มีแยกใหญ่ที่ชาวบ้านมักเรียกว่า สามแยก (ปัจจุบันเห็นจะเป็น ห้าแยก เสียแล้ว) หรือ แยกหมอมี นั่นเอง

 

แน่นอนว่า ชื่อบ้านนามเมืองเหล่านี้ล้วนมีที่มา ซึ่งส่วนใหญ่บรรดาคุณหมอเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน อันเป็นช่วงเวลาที่ชนชั้นกลางหันมาประกอบอาชีพอิสระ ไม่จำเป็นเข้าสู่ระบบราชการอีกต่อไป จึงเกิดห้างร้านต่างๆ ขึ้นมาก โดยเฉพาะห้างขายยาสมุนไพรยี่ห้อต่างๆ ครั้งนี้จึงรวบรวมเรื่องราวของสามหมอมาเล่าเพื่อให้เห็นวิถีของคนกรุงเทพฯ เมื่อวันวาน ต่อเชื่อมถึงกรุงเทพฯ ณ วันนี้...

 

หมอชิต นภาศัพท์

 

โฆษณายานัตถุ์หมอชิต

เมื่อร้านย้ายมาอยู่ปากคลองตลาดแล้ว

ปฏิทินโฆษณายานัตถุ์หมอชิต ปี ๒๔๙๙ 

ใครเห็นรูปชายหัวล้านในภาพ มักคิดว่าคือรูปหมอชิต

ปฏิทินปี ๒๕๐๒ ของบริษัทยานัตถุ์หมอชิต จำกัด

 

หมอชิต ผู้ให้กำเนิด “ยานัตถุ์หมอชิต”

หมอชิต หรือนายชิต นามสกุล นภาศัพท์ เป็นคนบางพระ จังหวัดชลบุรี นอกจากจะเป็นเจ้าของพื้นที่ซึ่งเป็นสถานีขนส่งหมอชิต ที่เดิมเคยเป็นตลาดนัดที่ชาวสวนเอาผลไม้ต่างๆ มาขาย จนเรียกกันว่า ตลาดนัดหมอชิตแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับซอยนภาศัพท์ บนถนนสุขุมวิท หอพักนภาศัพท์ ที่สร้างให้เป็นหอพักของนิสิตจุฬา และหาดวอนนภา ที่ชลบุรี อันมีที่มาจากชื่อภรรยาของท่าน คือ นางวอน นภาศัพท์ (นามสกุลเดิม เนติโพธิ์)

           

หมอชิตโด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วไป (ต้องคนรุ่น ๕๐ ขึ้นไป) ในฐานะเป็นผู้ผลิตยานัตถุ์หมอชิต อันทำให้ได้นามนำหน้าว่า หมอ แต่นั้นมา ก่อนที่จะผลิตยานัตถุ์ได้เคยทำงานเป็นเสมียนที่ห้างเต็กเฮงหยู ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ห้างเพ็ญภาค เมื่อแต่งงานมีบุตรธิดาแล้วก็คิดขยับขยายหาความก้าวหน้ามาเปิดร้านขายยาของตัวเอง โดยเริ่มที่หน้าวัดมหรรณพาราม ใช้เครื่องหมายการค้าตรามังกร ต่อมาย้ายไปอยู่ที่เสาชิงช้า ก่อนจะมาเปิดร้านที่ปากคลองตลาด เป็นที่รู้จักของชาวบ้านในนาม ร้านขายยาตรามังกร ช่วงนี้เองที่ได้คิดปรุงยานัตถุ์เป็นผลสำเร็จ โดยอาศัยตำราโบราณของบรรพบุรุษ จนเป็นที่นิยมไปทั่ว ได้เปิดเอเยนต์ในต่างจังหวัดขึ้นหลายแห่ง จากร้านขายยาก็กลายเป็นห้างขายยาตรามังกร กิจการก้าวหน้าจนขยายมาตั้งโรงงานปรุงยาขึ้นที่บ้านถนนเพชรบุรี และปัจจุบันได้เปลี่ยนมาดำเนินในรูปบริษัทยานัตถุ์หมอชิตแทน

           

สำหรับยานัตถุ์คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก แต่คนสมัยก่อนหากเห็นท่อเหล็กรูปตัวยู ที่คนสูงอายุสอดเข้าไปในรูจมูกด้านหนึ่ง ส่วนปลายท่ออีกด้านใช้ปากเป่า เป็นอันรู้ว่าท่านกำลังนัตถุ์ยา เพราะตัวยานั้นเป็นผงที่มีส่วนผสมหลายอย่าง เช่น ยาสูบ อบเชย เมนทอล สเปียร์มินต์ ฯลฯ การเป่าทำให้ตัวยาที่บรรจุลงในท่อเหล็กฟุ้งกระจายเข้าไปในโพรงจมูก ส่งผลให้ผู้สูบรู้สึกปลอดโปร่ง เคลิบเคลิ้มเหมือนได้สูบบุหรี่

           

หมอชิตเป็นผู้ขยันขันแข็ง มีความคิดทางการตลาดก้าวหน้า จากเสมียนก็กลายเป็นนายห้างจนเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวย ทำสาธารณประโยชน์ให้กับที่ต่าง ๆ ไว้มาก ทั้งเป็นกรรมการสมาคมพ่อค้าไทย และเมื่อทางราชการพระราชทานตั้งยศพ่อค้าไทย หมอชิตได้รับแต่งตั้งเป็นชั้นเอกทางพานิชกรรม  ท่านถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ เมื่อมีอายุได้ ๕๘ ปี

 

หมอมีและภรรยาคู่ชีวิต ผู้เป็นเจ้าของยานัตถุ์หมอมี

โฆษณายานัตถุ์หมอมี

โฆษณายานัตถุ์หมอมี

ลงโฆษณาห้างขายยาหมอมีในหนังสือ

ห้างหมอมีที่สามแยก

 

หมอมี ผู้ปรุงน้ำสมุนไพร

ที่กลายเป็นเครื่องสำอางของสาวๆ ยุคปัจจุบัน 

นอกจากยานัตถุ์หมอชิตที่เป็นที่รู้จักกันในท้องตลาดเมื่อ ๘๐ กว่าปีก่อน ยังมียานัตถุ์อีกยี่ห้อที่โด่งดังไม่แพ้กันและเป็นที่นิยมกันมาก่อน ก็คือ ยานัตถุ์หมอมี ที่ผลิตออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๑  หมอมีท่านนี้ มีนามเต็มว่า นายบุญมี เกษมสุวรรณ เคยรับราชการเป็นเภสัชกรในกองโอสถศาลาสมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านได้เรียนรู้เรื่องเวชภัณฑ์ยาต่างประเทศจาก นพ. โธมัส เฮย์วาร์ด เฮส์ ผู้เป็นอาจารย์วิชาแพทย์แผนใหม่คนแรกของโรงเรียนแพทยาลัยศิริราชพยาบาล  เมื่อลาออกจากกองโอสถศาลา ได้มาดำเนินกิจการค้าขายยาของตนเองในนาม “ห้างขายยาบุญมีดิสเปนซารี”ที่ถนนกรุงเกษม ตรงข้ามสถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งเป็นย่านการค้าใหญ่แห่งหนึ่งในสมัยนั้น ก่อนจะย้ายไปตั้งที่สามแยกต้นประดู่ ซึ่งทำให้ต่อมาคนจึงเรียกสามแยกต้นประดู่อีกชื่อหนึ่งว่า สามแยกหมอมี ปัจจุบันตึกที่เคยเช่าทำห้างขายยายังคงอยู่ แต่บริษัท หมอมี มิได้เช่าแล้ว

           

สมัยตั้งห้างที่ถนนกรุงเกษม นอกจากขายยา ตำราแพทย์ และอุปกรณ์การแพทย์ประเภทต่างๆ แล้ว ยังขายเครื่องทำน้ำโซดา น้ำมะเน็ต น้ำมันหอม และสีทำน้ำหวานต่าง ๆ รวมถึงจำหน่ายหนังสือเรียนและอุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง เพราะห้างแห่งนี้ตั้งอยู่ข้างๆ กับโรงเรียนสายปัญญานั่นเอง เมื่อกิจการก้าวหน้าและการคมนาคมสะดวกขึ้น จึงย้ายห้างไปอยู่ที่สามแยกดังที่กล่าวข้างต้น และใช้ชื่อว่า ห้างขายยาบุญมี (หมอมี)  ผลิตภัณฑ์ยาที่ขึ้นชื่อของร้าน ได้แก่ ยานัตถุ์หมอมี ยาตรีนิสิงเห (ยาสำหรับสตรี) และยาอุทัยหมอมี โดยเฉพาะชนิดหลังนี้ หลายบ้านยังคงนิยมใช้อยู่ตามกรรมวิธีเดิม แต่สำหรับสาววัยใสวันนี้หันมาใช้เป็นเครื่องสำอางทาแก้มให้เกิดสีสัน จนบริษัทต้องหันมาผลิตบรรจุภัณฑ์อีกรูปแบบหนึ่งเพื่อรองรับกับวิถีสมัยใหม่เลยทีเดียว

           

ยาอุทัยนี้ก็คือ น้ำยาอุทัยสีแดงๆ ที่เหยาะลงในน้ำดื่มให้กลายเป็นสีชมพูเรื่อๆ เมื่อดื่มแล้วแก้กระหาย หอมเย็นชื่นใจ ด้วยสกัดมาจากธรรมชาติที่เป็นสมุนไพรและดอกไม้กว่า ๑๐ ชนิด เช่น กุหลาบ กระดังงา มะลิ จันทร์ชะมด จันทร์เทศ พิมเสน ฝาง คำฝอย ฯลฯ สูตรน้ำยาอุทัยนี้หมอมีเคยบอกลูกหลานว่า เป็นสูตรเก่าที่มีมานาน ดังปรากฏที่จารึกในวัดโพธิ์ ซึ่งเป็นสูตรเหมือนกับของท่าน

 

ปัจจุบันแม้การเหยาะน้ำยาอุทัยลงในน้ำดื่มจะได้รับความนิยมน้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก แต่หลังจากคนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ กลับมาให้ความสำคัญกับสมุนไพร น้ำยาอุทัยก็เป็นตัวเลือกที่ได้รับความวางใจอีกครั้ง โดยเฉพาะเกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่เด็กวัยรุ่นนิยมนำมาทาแก้มทาปากแทนบลัชออนและลิปสติก เพราะให้สีสันที่อยู่ทนและสามารถกันน้ำได้ จนทางบริษัทต้องผลิตผลิตภัณฑ์ในรูปแบบโรลออนขนาดกะทัดรัด เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของสาว ๆ ที่สามารถพกพาและใช้งานได้สะดวก

 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ยายอดนิยม ๓ อย่างของหมอมียังคงขายอยู่ แต่ที่รู้จักกันดีคงหนีไม่พ้นน้ำยาอุทัย ซึ่งสร้างชื่อให้ “หมอมี”ยังคงเป็นที่รู้จักอยู่จนถึงวันนี้    

 

ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) หัวหน้าคณะปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐

                         

  

ตำราวัฒนายุ ที่ให้ปฏิบัติตัวแบบชีวจิตในปัจจุบัน

ตำราเสนหา ผลงานของหมอเหล็ง

 

หมอเหล็ง: นายแพทย์นักปฏิวัติ

สำหรับนายแพทย์นักปฏิวัติคนสำคัญที่ใครๆ รู้จักกันดี ขนาดเป็นไอดอลของหนุ่มสาวยุคหนึ่งก็คือ เชกูวารา ซึ่งเป็นหมอที่หันมาจับปืนปฏิวัติจนปลดปล่อยคิวบาได้สำเร็จ แล้วต่อมากลายเป็นนักปฏิวัติอาชีพไปเลย ขณะที่หมอเหล็ง ชีวิตพลิกผันจากแพทย์ไปเป็นนักปฏิวัติ แต่ก่อการไม่สำเร็จจึงถูกขังคุกถึง ๑๒ ปีกว่า เมื่อออกมาจึงกลับมาเป็นหมอตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

 

หมอเหล็งท่านนี้ คือ ร.อ. เหล็ง ศรีจันทร์ หรือขุนทวยหาญพิทักษ์ หัวหน้าคณะผู้ก่อการปฏิวัติ ร.ศ. ๑๓๐ หรือที่มักเรียก กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ เพราะปฏิวัติไม่สำเร็จ ถูกหักหลังเสียก่อน

           

หมอเหล็งเป็นคนฝั่งธนฯ เกิดที่ตำบลบ้านสมเด็จเจ้าพระยาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๕ เรียนหนังสือเบื้องต้นที่วัดประยุรวงศาวาส  เมื่ออายุได้ ๑๕ ปีเข้าเรียนวิชาแพทย์ที่โรงเรียนราชแพทยาลัยในศิริราชพยาบาล หลังจากสำเร็จวิชาแพทย์แล้วไปเป็นแพทย์ประจำโรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก่อนไปสังกัดเป็นนายแพทย์ตรีประจำโรงเรียนนายร้อยทหารบก ช่วงระหว่างนี้ได้สมัครเข้าเรียนวิชาทหาร เป็นนักเรียนสำรองนายร้อย จนสอบไล่ได้เป็นนายร้อยตรี สังกัดฝ่ายพลรบทหารราบ ทำหน้าที่แพทย์ ได้เลื่อนยศมาเป็นลำดับจน พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ร.อ. ขุนทวยหาญพิทักษ์ มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับกองพยาบาลโรงเรียนนายร้อยทหารบก ขณะเดียวกันก็ยังทำหน้าที่เป็นหมอประจำพระองค์ของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถและหม่อมคัทรีน พระชายา อีกด้วย

           

หมอเหล็งเป็นผู้ที่สนใจต่อการศึกษา ชอบอ่านหนังสือโดยเฉพาะการเมืองและความเจริญของนานาประเทศ เมื่อน้องชาย ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ และคณะ มาชักชวนให้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงลัทธิการปกครอง ท่านจึงเข้าร่วมด้วย แต่การก่อการครั้งนั้นไม่ประสบผล ถูกจับได้เสียก่อน จึงต้องราชอาญาจำคุกตลอดชีวิตและถูกถอดออกจากบรรดาศักดิ์ ต่อมาได้รับพระราชทานอภัยโทษ จึงเข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดสุทัศน์ แล้วออกมาดำเนินอาชีพเป็นแพทย์อีกครั้ง โดยตั้งห้างขายยาชื่อ “โยคีสถาน” ที่ตึกวิมานนวรัตน์ (คือ ตึกโรงหนังแคปปิตอลหรือต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น เจริญกรุงเธียเตอร์ ที่คลองถม) ก่อนจะย้ายมาเปิดที่ประตูสามยอด โดยใช้ชื่อใหม่ว่า “ห้างขายยาศรีจันทร์”

           

ช่วงเวลานี้เองหมอเหล็งได้เขียนตำราทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยขึ้นหลายเล่ม เช่น ตำราวัฒนายุ ที่แนะแนวทางการปฏิบัติให้อายุยืน ทั้งในเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพใจ ตำราสิเนหา ว่าด้วยวิทยาศาสตร์แห่งความรัก และ ตำราฝึกหัดเด็ก เป็นต้น  ส่วนที่มาของชื่อ ซอยหมอเหล็ง ก็เพราะท่านมีบ้านอยู่ในซอยดังกล่าว เข้าใจว่าจะเป็นบ้านที่มาอาศัยหลังจากออกจากคุกแล้ว เพื่อปริวิเวกหลบลี้ผู้คน ด้วยในอดีตพื้นที่ซอยดังกล่าวเป็นสวน ห่างไกลผู้คน และมีคลองยาวเชื่อมออกไปถึงคลองสามเสนได้ ก่อนที่จะขยับขยายย้ายไปสร้างบ้านหลังใหญ่ที่บางซื่อในเวลาต่อมา

           

ปัจจุบันห้างขายยาศรีจันทร์ได้ขายกิจการไปแล้ว ที่เหลืออยู่ คือ ตำรับ “ผงหอมศรีจันทร์” ซึ่งทุกวันนี้โด่งดังในรูปลักษณ์ใหม่ ภายใต้กิจการของ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ซึ่งซื้อกิจการของห้างขายยาศรีจันทร์ มาผนวกกับห้างเดิมของตน คือ ห้างขายยาสหโอสถ นั่นเอง     

 

           

                

อัพเดทล่าสุด 13 มี.ค. 2561, 15:24 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.