หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ย้ำรอยอดีตคลองบางหลวง ๒
บทความโดย วราห์ โรจนวิภาต
เรียบเรียงเมื่อ 27 เม.ย. 2559, 09:27 น.
เข้าชมแล้ว 23094 ครั้ง


ภาพ : สุดารา สุจฉายา และธีรนันท์ ช่วงพิชิต

 

แผนที่คลองบางหลวง

คลองบางหลวงฝั่งขวา

           

เนื่องจากเรื่องที่เขียนเป็นการย้ำรอยเรื่อง เด็กคลองบางหลวง และได้เล่าถึงฝั่งซ้ายไปเมื่อตอนที่แล้ว จึงขอย้อนเล่าเรื่องคลองบางหลวงทางฝั่งขวาบ้าง โดยเริ่มต้นจากเชิงสะพานเนาวจำเนียร ซึ่งเดิมเป็นที่ว่างไม่มีอะไร ปัจจุบันเป็นสถานีย่อยการไฟฟ้านครหลวง เลยจุดนี้ไปเป็นบ้าน ขุนภารกิจวิจารณ์ (ติ่ง นวะมะรัตน์) ชาวบ้านเรียกว่า ขุนติ่ง  บ้านขุนติ่งไม่ได้อยู่ริมคลองทีเดียว  ต่อจากบ้านขุนติ่งเป็นบ้าน หลวงสถลมารคคำณวน (แผ้ว โกมลโชติ) บ้านหลังนี้อยู่ริมคลองบางหลวงก็จริง แต่ในอดีตมีโรงต่อเรือบังอยู่  ต่อมาเมื่อโรงต่อเรือเลิกกิจการไปแล้ว จึงพอมองเห็นบ้านหลวงสถลมารคคำณวน บ้านหลังนี้ทายาทยังคงรักษาไว้ได้ แต่ไม่มีคนอยู่ 

       

(ภาพซ้าย) บ้านหลวงสถลมารคคำณวน ปัจจุบันปิดตาย เพราะทางเข้าบ้านเป็นเพียงตรอกเล็ก ๆ รถไม่สามารถเข้าถึง (ภาพขวา) หลวงสถลมารคคำณวน (แผ้ว โกมลโชติ)

 

ถัดจากบ้านหลวงสถลฯ มีโรงต่อเรือสลับบ้านเรือนประชาชนหลายหลัง จนถึงบ้าน นายจิตร-นางเอิบ ทังสุบุตร มีเรือนไทยหลังหนึ่งอยู่ริมน้ำ และมีบ้านปลูกซ้อนเรือนไทยเข้าไปทางด้านหลัง  นายจิตร-นางเอิบ ทังสุบุตร เป็นคหบดีคนหนึ่งในย่านคลองบางหลวง เป็นเจ้าของกิจการโรงเรียนอำนวยศิลป์ ปากคลองตลาด โรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี ย่านท่าดินแดง  อุตสาหกรรมในครัวเรือนคือทำหวานเย็น มีลักษณะเหมือนไอศกรีมแท่งนั่นเอง ใช้น้ำหวานสีต่าง ๆ ผสมน้ำตามสัดส่วน เอาใส่ถาดทำน้ำแข็งจนแข็งตัว แล้วเอาออกใส่กระติกน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้คนรับไปขาย บ้านนายจิตรจึงมีตู้เย็นขนาดใหญ่หลายตู้  ภายหลังนายจิตรได้ไปซื้อที่ดินปลูกบ้านหลังใหม่ริมถนนอิสรรภาพ บ้านหลังเก่าให้ญาติดูแลและทำเป็นห้องแบ่งเช่า ส่วนเรือนไทยริมน้ำถูกเพลิงไหม้หมดทั้งหลัง  เมื่อเร็ว นี้ได้ผ่านไปที่บ้านเก่า พบว่ามีคนมาเซ้งสิทธิ์และรื้อกลุ่มบ้านหลังเก่าออกหมดแล้ว  ที่ดินริมคลองบางหลวงตั้งแต่เชิงสะพานเนาวจำเนียรจนถึงวัดประดิษฐารามส่วนใหญ่เป็นที่ราชพัสดุ ที่เอกชนมีเฉพาะที่วังเจ้าตุ้มแห่งเดียว  โรงเรียนอำนวยศิลป์ที่ปากคลองตลาด ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ถนนศรีอยุธยา ส่วนโรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรีได้เลิกกิจการไป และเมื่อนายจิตรได้ย้ายบ้านมาอยู่ที่ใหม่ริมถนนอิสรภาพย่านสะพานเจริญพาศน์แล้ว กิจการทำหวานเย็นออกขายก็ล้มเลิกไปด้วย

ภายในบ้านหลวงสถลมารค ลวดลายฉลุไม้ใต้เพดานส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพดี

 

ต่อจากบ้านนายจิตร ทังสุบุตร มีโรงต่อเรืออีก ๒-๓ โรง จนถึงหมู่บ้านขุนนางที่ขุนวิจิตรมาตรากล่าวถึง แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นของใครบ้าง ขุนนางกลุ่มนี้คือ บ้านขุนพินิต บ้าน ขุนวิธูร(สกุล อชานนท์) บ้าน ขุนรุดรณไกร (แฮนด์ อัตตะนันท์) หลวงวิมลประชาภัย (จำรัส วิภาตะกลัศ) ปลูกรวมกันเป็นหมู่ใหญ่ มีทางเดินถึงกันทุกบ้าน

 

ติดกับบ้านขุนนางกลุ่มนี้ เป็นวัง พระองค์เจ้าสนิทพงศ์พัฒนเดช พระนามเดิม คือ หม่อมเจ้าตุ้ม สนิทวงศ์ อยู่ตรงข้ามบ้านพระยาสวัสดิ์วรวิถี (ม.ร.ว. สายหยุด สนิทวงศ์) วังนี้มีเนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่เศษ มีท่าน้ำคอนกรีต ลงเขื่อนคอนกรีตชนิดสอดแผง ๓ ด้าน ล้อมรั้วสังกะสีทั้งหมด เฉพาะด้านหลังติดซอยวัดประดิษฐาราม ใช้สังกะสีแผ่นใหญ่ ๒ แผ่นต่อเลยทีเดียว  ตำหนักเป็นเรือนปั้นหยาชั้นเดียวใต้ถุนสูง ๒ หลังหันหน้าชนกัน มีนอกชานแล่นกลาง ภายหลังเจ้าของได้ทำหลังคาคลุมนอกชานไว้ทั้งหมด  ทางขึ้นตำหนักอยู่ด้านข้าง ขึ้นบันไดแล้วมีนอกชานแล่นถึงกัน ตลอดนอกชานด้านซ้ายมือมีเรือนไทยฝาเป็นไม้ไผ่ขัดและมุงหลังคาจาก ใช้เป็นเรือนครัว  ตำหนักในวังเจ้าตุ้มถ้าจะเปรียบเทียบกับบ้านพระยาสวัสดิ์วรวิถีในราชสกุลเดียวกันที่อยู่ตรงข้าม แตกต่างกันอย่างมาก  บ้านพระยาสวัสดิ์ฯ หรูหราสวยงามกว่าตำหนักในวังเจ้าตุ้มเป็นไหน ๆ หม่อมของเจ้าตุ้มชื่อ หม่อมเล็ก เป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี (คนไทยเชื้อสายลาว) มีบริวารที่เป็นข้าเก่าอยู่ ๓ คน ชื่อ นายยิ้ม ภรรยาชื่อ เพียร มีหลานสาวคนหนึ่งชื่อ พเยาว์ ปลูกเรือนอยู่ริมวังข้างบ้านกลุ่มขุนนางที่เล่าไว้  เมื่อเจ้าตุ้มยังดำรงพระชนม์อยู่ ท่านทำป้ายขนาดใหญ่แขวนไว้ที่ข้างฝาตำหนักด้วยข้อความว่า “ห้ามรบกวนเรื่องเงิน”  เมื่อท่านสิ้นชีพตักษัยแล้ว นายยิ้มได้เอาป้ายดังกล่าวมาแขวนไว้ที่เรือนของตน  นอกจากนี้หม่อมเจ้าตุ้มยังรับสั่งไว้กับหม่อมเล็กว่า หากท่านสิ้นชีพตักษัยแล้ว ไม่ให้เผาศพท่าน แต่ให้นำไปฝั่งไว้ที่วัดดอน ยานนาวา ศพของท่านจึงถูกฝังไว้ที่วัดดอน น่าจะถูกล้างป่าช้าไปนานแล้ว ท่านมีเชษฐาอยู่องค์หนึ่ง ชื่อ หม่อมเจ้าพร้อม สนิทวงศ์

 

หม่อมเล็กไม่มีรายได้อะไรเป็นกอบเป็นกำ นอกจากนาน ๆ ก็ขึ้นไปจังหวัดอุบลฯ นำผ้าไหมมาขายเป็นครั้งคราว  สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ หม่อมหารายได้ด้วยการทำขนมขาย เป็นพวกขนมหวานประเภทขนมถาด เช่น สาคู-ถั่วดำ ขนมบัวลอย ขนมต้มแดงต้มขาว สังขยา ข้าวเหนียวตัด อ้อยควั่น และอื่น ๆ โดยให้คนนำลงเรือไปขายในเวลากลางคืน ข้าวของเครื่องใช้เป็นของดี ๆ ทั้งนั้น ถาดขนมแทนที่จะเป็นถาดสังกะสีอย่างที่ใช้กัน ใช้ถาดอัลปาก้าอย่างดีแทน  เครื่องอัลปาก้ามีราคาแพง เจ้านายขุนนางและพวกผู้ดีใช้ของพวกนี้เพราะเหมือนเงิน คนขายพวกนั้นเบียดบังเอาไปขายบ้างทำหายบ้าง สุดท้ายของฉิบหายทั้งหมด

 

หม่อมเจ้าตุ้มมีพ่อค้าคนหนึ่งอาชีพเป็นผู้รับเหมาอยู่แถวสี่พระยา เรียกกันว่านายห้าง ติดสอยห้อยตามด้วยความจงรักภักดี เจ้าตุ้มโปรดปรานมากถึงกับออกโอษฐ์กับหม่อมเล็กว่า หากท่านสิ้นไปแล้วและหม่อมประสงค์จะสมรสใหม่ ก็ทรงอนุญาตให้รับนายห้างคนนี้เป็นสามีได้  เมื่อหม่อมเจ้าตุ้มสิ้นชีพตักษัยแล้ว นายห้างยังคงแวะเยี่ยมเยียนหม่อมเล็กอย่างสม่ำเสมอ สุดท้ายหม่อมเล็กกับนายห้างก็ลงเอยกันด้วยดี แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เพราะนายห้างมีบุตรภรรยาอยู่ก่อนแล้ว นายห้างได้สร้างตึกใหญ่กลางวัง เป็นการสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อมีวัสดุก่อสร้างเหลือจากการรับเหมาก็นำเอามาสร้างเป็นคราว ๆ ไป  การก่อสร้างก้าวหน้าไปถึงขั้นมุงหลังคาเรียบร้อย ผนังฉาบปูนเป็นบางแห่ง จากนั้นได้รื้อตำหนักเดิมลงทั้งหมด ให้หม่อมขึ้นไปอยู่บนตึกใหญ่เฉพาะส่วนที่พอจะอยู่ได้เท่านั้น นอกนั้นทิ้งค้างไว้ทั้งหมด  หม่อมเล็กกับนายห้างมีบุตร ๒ คน หญิง ๑ ชาย ๑  บุตรหญิงคนโตเกิดในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ หม่อมทำตะปิ้งทองคำให้ลูกสาวคาด ได้ความว่าเอาขันทองมรดกเจ้าตุ้มไปยุบทำใหม่ ตัวหม่อมเองก็ใส่สร้อยคอสร้อยข้อมือเส้นใหญ่  ต่อมานายห้างเสียชีวิต หม่อมต้องอยู่อย่างลำบาก ต้องแบ่งที่ข้างวังทั้งสองด้านให้เจ๊กเช่าทำโรงต่อเรือ ได้ค่าเช่ามาจุนเจือครอบครัวระดับหนึ่ง  เมื่อพอมีรายได้ชาวบ้านบางคนก็เข้าไปชักชวนท่านเล่นไพ่ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือไปหลอกเอาเงินท่าน หม่อมไม่ได้เป็นนักเลงการพนันมาก่อน ท่านเล่นเพราะท่านเหงานั่นเอง สุดท้ายเงินที่มีอยู่ก็ร่อยหรอไป ต้องตัดที่วังสองข้างให้เจ้าของกิจการโรงต่อเรือไป คงเหลือที่ตรงกลางพร้อมตึกที่สร้างค้างไว้  ในที่สุดก็ต้องขาย เจ้าของใหม่ได้บูรณะตึกที่สร้างค้างไว้นั้นจนเรียบร้อยสมบูรณ์ มอบให้ภรรยาคนหนึ่งและบุตรที่เกิดด้วยกันอาศัยอยู่ ส่วนหม่อมย้ายไปเช่าบ้านอยู่แถวสามแยกท่าพระและไปถึงแก่กรรมที่นั่น คงจบตำนานวังเจ้าตุ้มเพียงเท่านี้

 

วังเจ้าตุ้มอยู่ปากคลองบางไส้ไก่ เป็นคลองแยกจากคลองบางหลวง เลยเข้าไปในคลองราว ๒๐๐ เมตร เป็นบ้าน พ.อ. พระยาประสงค์สรรพการ(ยวง เอกะนาค) เป็นบ้านสมัยใหม่ทรงยุโรป ตกแต่งด้วยลายลูกไม้ฉลุอย่างที่เรียกว่า ขนมปังขิง  บ้านนี้ยังมีความสมบูรณ์ เพราะได้รับการบูรณะจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และเป็นสมบัติของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีลักษณะคล้าย ๆ กับบ้านวิเศษนิยม  ใครที่เคยเห็นบ้านพระยาประสงค์ฯ ลองจินตนาการเอาบ้านหลังนี้ไปแทนที่บ้านวิเศษนิยมที่รื้อไปแล้ว จะได้ภาพที่เคยเล่าไว้ว่าสวยที่สุดในคลองบางหลวง ตรงข้ามบ้านพระยาประสงค์ฯ เป็นบ้าน หลวงอนุสิษฐ์ภูมิเทศ (เนียม เทวคุปต์) ได้เปลี่ยนเจ้าของไปหลายสิบปีแล้ว และได้ถูกรื้อลงสร้างหอพักนักศึกษาแทน

บ้านขุนสง่าบุรี (สง่า โรจนวิภาต) ซึ่งเคยเป็นที่ว่าการอำเภอบางกอกใหญ่

 

ปากคลองบางไส้ไก่อีกฝั่งหนึ่งเป็น ที่ว่าการอำเภอบางกอกใหญ่ ที่ขุนวิจิตรมาตรากล่าวถึง สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗  นายอำเภอคนแรกของอำเภอนี้คือ ขุนยี่สารเสนี  เมื่อทางการได้แบ่งเขตการปกครองใหม่โดยใช้คลองบางหลวงเป็นแนวแบ่งเขต และได้ย้ายอำเภอบางกอกใหญ่ไปอยู่ข้างวัดหงส์รัตนาราม สถานที่เดิมเปลี่ยนเป็นกิ่งอำเภอบุปผาราม  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทางการเงินของประเทศ จำต้องยุบหน่วยราชการบางแห่งลง อำเภอนี้จึงถูกยุบไปรวมกับอำเภอบางยี่เรือ  ขณะนั้นที่ว่าการอำเภอบางยี่เรืออยู่ในบริเวณวัดราชคฤห์ ปัจจุบันทางการได้ย้ายอำเภอมาอยู่ในบริเวณวัดเวฬุราชิน ริมถนนเทอดไท และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสำนักงานเขตธนบุรี นายอำเภอคนสุดท้ายของกิ่งอำเภอบุปผารามคือ ขุนสง่าบุรี (สง่า โรจนวิภาต)  เมื่อยุบกิ่งอำเภอไปแล้วและหมดความจำเป็นจะต้องใช้สถานที่ ทางการได้บอกขายเอกชน โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อผู้ซื้อซื้อได้แล้วให้รื้ออกไป บิดาผู้เขียนเป็นนายอำเภอแห่งนี้ ได้เข้าไปขอร้องกับเจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์) ว่าตัวท่านไม่มีบ้านอยู่ หากซื้อแล้วขอไม่รื้อ เจ้าพระยามุขมนตรียอมตามที่ขอ และซื้อขายกันในราคา ๑๖๐ บาท ได้อาศัยอยู่ต่อมาจนทุกวันนี้  ส่วนที่ดินได้ขอเช่าจากกรมรักษาที่หลวง ปัจจุบันเรียกกรมธนารักษ์  อาณาบริเวณของอำเภอแห่งนี้ราวครึ่งหนึ่งของวังเจ้าตุ้ม นอกจากตัวอำเภอแล้วไม่มีสิ่งก่อสร้างใด ๆ อีก  เมื่อโรงเรียนบ้านสมเด็จฯ ได้ขยายพื้นที่ทำโรงเรียน มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนหลายราย บิดาผู้เขียนเลยแบ่งปันที่ว่างโดยรอบอำเภอทั้งด้านหน้าด้านหลังให้ คนเหล่านั้นได้อยู่อาศัยแบ่งให้เป็นสิทธิ์ขาด และทุกบ้านต้องเดินบนทางรอบ ๆ ตัวอำเภอเป็นทางเข้าออก ทางเข้าเลยกลายเป็นทางจำเป็นปิดกั้นไม่ได้

ผู้เขียนเกิดและยังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังซึ่งเคยเป็นที่ว่าการอำเภอบางกอกใหญ่จนถึงปัจจุบัน

 

ติดกับที่ว่าการอำเภอแห่งนี้ หากดูตามแผนที่เดิมของทางราชการมีโรงเรืออยู่ ๒ แห่ง แห่งแรกเป็น โรงเรือของกระทรวงเกษตราธิการ ต่อด้วย โรงเรือของกรมสรรพากร ผู้เขียนไม่ทันเห็นโรงเรือของกระทรวงเกษตราธิการ เห็นแต่บ้านเช่า ๓ หลัง ของพระยาประสงค์สรรพการ (ยวง เอกะนาค)  ต่อจากบ้านเช่าพระยาประสงค์ฯ เป็นบ้าน หลวงวิจารณ์พานิชกิจ (เปลื้อง นาคะนิธิ) เป็นบ้านชั้นเดียวปลูกอยู่ริมคลอง ทาสีเทา ๆ อย่างเดียวกับบ้านพระยาสวัสดิ์วรวิถี หน้าบ้านมีป้ายชื่อว่า บ้านนาคะนิธิ  หลวงวิจารณ์ฯ เป็นคหบดีคนหนึ่งของคลองบางหลวง  ในบริเวณนี้นอกจากบ้านหลวงวิจารณ์พานิชกิจแล้ว มีบ้าน ขุนวิชัยชำนาญชนประมวญ  ปัจจุบันคงเหลือแต่บ้านขุนวิชัยฯ บ้านช่องไม่ได้ใหญ่โตจนเป็นจุดสนใจ   ต่อจากบ้านเรือนในกลุ่มนี้แล้ว เป็นโรงเรือของกรมสรรพากร จอดเรือยนต์ขนาด ๒ ชั้น ได้ ๕-๖ ลำ หลังคาสังกะสีได้รื้อถอนออกไปราว ๓๐-๔๐ ปี เห็นจะได้

 

เลยโรงเรือแห่งนี้ไปเล็กน้อยเป็นบ้าน พระยาชลธารพินิจจัย(ฉุน ชลานุเคราะห์) ภายในบริเวณบ้านมีบ้านหลายหลัง เรือนประธานเป็นบ้านไม้ ๒ ชั้น หลังคาสังกะสี ปลูกสร้างอย่างธรรมดาทั่ว ๆ ไป เน้นเอาประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความสวยงาม ปัจจุบันทายาทผู้ได้รับมรดกรื้อลงหมดแล้ว ด้านริมคลองไม่ลงเขื่อน คงปล่อยตามธรรมชาติ มีห้องแถวสร้างให้เจ๊กเช่า ๖-๗ ห้อง อาชีพของผู้เช่าส่วนใหญ่ขายหมู หอยแมลงภู่ หอยกระพง เฉพาะหอยแมลงภู่นอกจากขายเป็นตัว ๆ แล้ว ยังแกะเปลือกเอาแต่เนื้อออกขาย เปลือกที่แกะทิ้งลงใต้ถุนบ้าน เวลาน้ำลงจะเห็นเปลือกหอยแมลงภู่ทับถมอยู่ริมคลองเป็นกองสูงเต็มไปหมด เปลือกหอยที่ว่านี้บางครั้งก็เอาไปถมที่ในบ้านพระยาชลธารฯ  มีอยู่ระยะหนึ่งคุณแม่น ชลานุเคราะห์ ข้าราชการของกรมโฆษณาการ เอาภาพยนตร์มาฉายในลานบ้าน และเจ้าของบ้านอนุญาตให้เด็กและผู้ใหญ่แถวนั้นเข้าไปดูได้ ฉายเป็นเดือนชาวบ้านที่เข้าไปดูหนังต้องนั่งบนเปลือกหอย  หนังกลางแปลงของบ้านพระยาชลธารฯ เลยได้ชื่อว่า “เฉลิมหอย”  คุณหญิงของพระยาชลธารฯ ชื่อ คุณหญิงเชื้อ มีบุตรชายหญิงด้วยกันหลายคน คนโตรับราชการเป็นโฆษกประจำกรมโฆษณาการชื่อ คุณแม่น ชลานุเคราะห์ คนรุ่นเก่ารู้จักดี อีกคนเป็นหญิง เดิมชื่อชาญสมร ได้เปลี่ยนชื่อในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เหลือเพียง สมร มีชื่อเล่นว่า น้อย คนนี้เป็นนักประพันธ์ เจ้าของนามปากกา น้อย ชลานุเคราะห์  ลูกชายคนเล็กเดิมชื่อ ชลอหมู่ เปลี่ยนเป็น ชลหมู่ เป็นผู้อำนวยเพลงวงดนตรีสากลของกรมศิลปากร เพิ่งถึงแก่กรรมไปเมื่อปี ๒๕๔๗ ภรรยาคุณชลหมู่ชื่อ สุวรรณี สกุลเดิม ศรีบุณยะรัตน์ เป็นศิลปินแห่งชาติด้านนาฏศิลป์
ต่อจากบ้านพระยาชลธารพินิจจัยเป็นวัง พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ หรือ น.ม.ส. ชาวบ้านเรียกว่า วังพระองค์รัชนี  หน้าวังด้านคลองบางหลวงไม่มีเขื่อน คงปล่อยตามธรรมชาติ ไม่มีรั้ว ด้านหลังวังเป็นรั้วสังกะสีติดซอยวัดประดิษฐาราม  ด้านที่ติดกับบ้านพระยาชลธารพินิจจัยก็เป็นรั้วสังกะสีเช่นกัน ส่วนอีกด้านหนึ่งติดวัดประดิษฐาราม ไม่มีรั้ว คงใช้ระเบียงพระนอนของวัดนั้นแหละเป็นแนวเขตของวัง  ตำหนักในวังเป็นเรือนไทยหลังคามุงจาก ๒-๓ หลัง ปลูกเป็นกลุ่มเดียวกันทำนองเรือนหมู่  ตามที่เห็นในขณะนั้นท่านเจ้าของวังไม่ได้ประทับอยู่ หากแต่ย้ายไปอยูที่วังถนนประมวญฝั่งกรุงเทพฯ คงมีแต่คนเฝ้าตำหนัก ๒-๓ คนเท่านั้น ปัจจุบันได้เปลี่ยนเจ้าของปลูกทาวน์เฮาส์ทั้งหมด

 

ขุนวิจิตรมาตรากล่าวถึงบ้านพระยาชลธารพินิจจัยแล้ว ท่านเว้นวังนี้ไปพูดถึงวัดประดิษฐารามเลยทีเดียว และไปกล่าวอีกครั้งหนึ่งตรงเชิงสะพานเจริญพาศน์ที่เป็นบ้านคุณหญิงยืนว่าเป็นวังกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์อยู่ตรงนี้  จากนั้นก็ไปกล่าวถึงบ้านพระยาราชานุประพันธ์ (ทุ้ย บุนนาค) ที่อยู่ปากคลองวัดบุปผาราม ชาวบ้านเรียกคลองวัดดอกไม้
วัดประดิษฐารามซึ่งต่อจากวังกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ เดิมเรียกว่าวัดรามัญประดิษฐ์หรือวัดมอญ เพราะอยู่ในกลุ่มคนมอญและมอญเป็นผู้สร้าง สัญลักษณ์ของวัดที่มอญสร้างคือ ทุกวัดต้องมีเสาหงส์ วัดนี้ก็เช่นเดียวกัน มีเสาหงส์อยู่ตรงท่าน้ำของวัด  วัดไม่ได้อยู่ริมคลองทีเดียว มีบ้านเรือนคนไทยเชื้อสายมอญกลุ่มหนึ่งอยู่ริมคลองบังอยู่ มีบ้านข้าราชการทหารเรือ คือ บ้าน หลวงกลศาสตร์เสนี (อั๋น ศาสตริน)  ปัจจุบันลูกหลานใช้นามบรรดาศักดิ์เป็นนามสกุล คือ กลศาสตร์เสนี  ตรงท่าน้ำเดิมมีคลองซอยแยกจากคลองบางหลวงไปเชื่อมกับคลองสมเด็จ ปัจจุบันทางการถมคลองด้านนี้เป็นถนนทั้งหมด เนื่องจากบ้านเมืองมีความเจริญและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

 

จากท่าน้ำวัดมอญไปจนถึงเชิงสะพานเจริญพาศน์ มีบ้านหลังหนึ่งเรียกว่า บ้านลูกตาล เพราะเจ้าของมีอาชีพขายลูกตาล ตั้งแต่ตาลอ่อนจนถึงตาลแก่ที่ยีเอาเนื้อไปทำขนมตาลหมดแล้ว หัวลูกตาลเก็บกองไว้จนรากงอกได้ที่แล้ว เฉาะเอาจาวออกไปเชื่อมเป็นลูกตาลเชื่อม

 

จากบ้านลูกตาลเป็นบ้าน พ.อ. บรรจง ชีพเป็นสุข บ้านนายแพทย์เธียร อุทยานัง--แพทย์โรงพยาบาลศิริราช บ้านพานิชเจริญผล เป็นชาวมุสลิมมีร้านค้าอยู่ที่ถนนพาหุรัด  จากบ้านนี้เป็นศาลเจ้ากวนอู ศาลเจ้าแห่งนี้สมัยขุนวิจิตรมาตราน่าจะมีอยู่ก่อนแล้ว แต่ท่านไม่ได้กล่าวถึง  หลังบ้านเหล่านี้เป็นซอยปัจจุบันเรียกว่า ซอยโรงเรียนประสาทศิลป์ มีบ้านขุนนางอยู่หลายหลัง ได้แก่ บ้านพระยาลักษณะสุตสุนทร (เหลี่ยม ลักษณะสุต) ล้อมด้วยบ้านพระยาประชากรบริรักษ์ (แอร่ม สุนทรศารทูล) บ้านหลวงประคุณวิชาสนอง บ้านหลวงสมิตะพินธุ บ้านคุณหญิงนวม--ภรรยาพระยาเฉลิมอากาศ (สุนี สุวรรณประทีป) บ้านหลวงลักษมณา (หล่า ชลายนเดชะ) ปัจจุบันคงเหลือแต่บ้านพระยาประชากรบริรักษ์ บ้านหลวงประคุณวิชาสนอง บ้านหลวงลักษมณา นอกนั้นเปลี่ยนมือไปเป็นของคนอื่นหมดแล้ว อีกบ้านหนึ่งคือ บ้านพระยาราชเวสม์ผดุง อยู่ปากทางเข้าวัดประดิษฐาราม ตรงข้ามมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

 

ต่อจากบ้านกลุ่มขุนนางดังกล่าวแล้วเป็นสะพานเจริญพาศน์  เชิงสะพานเจริญพาศน์อีกฝั่งหนึ่งเป็นบ้านพระยาสกุลบุนนาค ตั้งแต่เชิงสะพานไปจนถึงปากคลองวัดบุปผารามหรือคลองวัดดอกไม้ เริ่มตั้งแต่บ้าน คุณหญิงยืน--คุณหญิงภรรยาอรสุมพลาภิบาล (เด่น บุนนาค) และคงมีการแบ่งปันกันในหมู่ทายาท บางส่วนเป็นโรงย้อมผ้า ยังมีตรอกโรงครามอยู่ในที่ดินผืนนี้  ที่ดินผืนนี้ทั้งหมดเดิมเป็นบ้านพระยาราชานุประพันธุ์ (ทุ้ย บุนนาค) บางส่วนเป็นบ้านพระยาราชานุประพันธุ์ (สุดใจ บุนนาค) ต่อจากกลุ่มบ้านสกุลบุนนาคตรงนี้แล้ว เป็นมัสยิดเรียกกันว่า กุฎีขาว จนถึงบ้านปรมาจารย์ดนตรีไทย คือ บ้าน จางวางทั่ว พาทยโกศล อยู่เชิงสะพานสร้างใหม่ข้ามคลองบางหลวง มีถนนแยกจากถนนประชาธิปกตรงด้านหลังโรงเรียนศึกษานารี ข้ามคลองที่ว่านี้ไปบรรจบกับถนนวังเดิมและถนนอรุณอมรินทร์ ต่อจากบ้านจางวางทั่วเป็นวัดกัลยาณมิตร เคยมีโรงสีข้าวขนาดใหญ่อยู่ริมคลองติดกับวัด ปัจจุบันโรงสีเลิกกิจการไปแล้ว นัยว่าเหลือแต่เสาคอนกรีตริมคลองซึ่งแต่เดิมใช้เป็นที่ผูกเรือข้าวที่มารับ-ส่งข้าวที่โรงสี  วัดกัลยาณมิตรด้านริมคลองบางหลวงในอดีต เมื่อถึงฤดูมะม่วงชาวสวนบางช้างจะล่องเรือมาจอดที่ริมคลองแห่งนี้ เป็นแหล่งซื้อขายมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดทางฝั่งธนบุรี ใครจะซื้อมะม่วงต้องไปที่วัดกัลยาณ์

           

(ภาพซ้าย) มัสยิดบางหลวงหรือกุฎีขาว อยู่ทางด้านหลังวัดกัลยาณ์  ฝั่งริมคลองบางหลวงจะเห็นแต่เพียงท่าน้ำของกุฎี(ภาพขวา) บ้านพาทยโกศล ครูดนตรีแห่งสำนักฝั่งธนฯ ซึ่งตัวเรือนตั้งอยู่หลังวัดกัลยาณมิตร

          

(ภาพซ้าย) วัดกัลยาณมิตรหรือวัดหลวงพ่อโต ตั้งอยู่ปากคลองบางหลวงคนละฝั่งกับป้อมวิชัยประสิทธิ์
(ภาพขวา) บ้านพระยาประสิทธิสงคราม อยู่ตรงข้ามกับวัดหงส์รัตนาราม
 

ส่วนที่จะย้อนรอยขึ้นไปจนถึงปากคลองด่านนั้น ได้เคยบอกแล้วว่าช่วงนี้ออกจะไกลตัวผู้เขียนไปบ้าง แต่ยังพอจำได้บางแห่ง  ขุนวิจิตรมาตราท่านจะเล่าได้ดีกว่าเพราะใกล้บ้านของท่าน  จากบ้านขุนวิจิตรมาตราย้อนขึ้นไปจนถึงปากคลองด่าน มีวัดหลายแห่งที่กล่าวไว้ คือ วัดอินทาราม หรือที่แต่เดิมเรียกว่า วัดบางยี่เรือใต้ วัดจันทารามหรือวัดกลาง และ

 

วัดราชคฤห์ ลางทีเรียกว่า วัดมอญราชคฤห์ ทั้งสามวัดนี้ตั้งอยู่ริมคลองบางหลวงเรียงกันไป     
วัดอินทารามหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดใต้ เป็นวัดโบราณแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จพระราชดำเนินบำเพ็ญพระราชกุศลในโอกาสต่าง ๆ เป็นประจำ  ปลายรัชกาลเป็นที่เจริญวิปัสสนา เป็นที่ฝังพระศพและเป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพในต้นกรุงรัตนโกสินทร์  มีคลองซอยข้างวัดปลูกบัวหลวง มีสะพานปูนเล็ก ๆ ข้ามคลองซอยไปวัดจันทารามได้  บริเวณริมคลองซอยวัดแห่งนี้เป็นที่ค้าขายของสวนต่าง ๆ ที่มีมากได้แก่ หมากและพลู เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของวัดนี้ โบสถ์วิหารและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ของวัดนี้ใหญ่โตดีกว่าวัดจันทารามและวัดราชคฤห์

ศาลาภิรมย์ภักดีเป็นศาลาท่าน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณวัดอินทาราม

 

วัดจันทารามหรือวัดกลางอยู่ติดกับวัดอินทาราม หน้าวัดบริเวณริมคลองบางหลวงมีโรงทึมใหญ่ใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลในโอกาสต่าง ๆ เป็นที่สวดศพ ใช้ทำหน้าที่เสมือนศาลาการเปรียญประจำวัด  บริเวณหน้าโรงทึมและหน้าวัดทั้งหมดเป็นตลาดเช้า พ่อค้าแม่ขายจะนำพืชพรรณผักผลไม้มาขาย นอกนั้นก็มีแผงขายของประเภทอื่นอยู่ทั่วไป ขายพักหนึ่งสาย ๆ ก็เลิก ไม่เกิน ๔ โมงเช้า  เมื่อกิจการตลาดเติบโตขึ้น วัดจึงรื้อโรงทึมทั้งหมด สร้างเป็นแผงขายของ  บริเวณวัดในส่วนอื่น ๆ ก็สร้างเป็นแผงและร้านค้าถาวรอื่น ๆ จนหมด หากใครจะไปซื้อสิ่งของต่างๆ มากินมาใช้ หรือซื้อสิ่งของไปขายต่อก็ต้องไปที่ตลาดวัดกลางแห่งนี้  ต่อจากวัดกลางเป็นวัดราชคฤห์

วัดราชคฤห์หรือวัดมอญราชคฤห์เป็นวัดเล็ก ๆ  โบสถ์วิหารไม่สวยงามเท่าสองวัดที่กล่าวมาแล้ว  ที่สะดุดตามีสิ่งเดียว คือ ภูเขาจำลองและสร้างมณฑปพระพุทธบาทไว้ข้างบน  หน้าวัดด้านริมคลองเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอบางยี่เรือ เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง มีบันไดลงด้านข้างทั้งสองข้าง ด้านหลังตัวที่ทำการชั้นล่างเป็นที่ทำงานของสัสดี  อำเภอบางยี่เรือได้ย้ายไปอยู่ที่วัดเวฬุราชินและเปลี่ยนชื่อเป็นเขตธนบุรีดังได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น  หน้าวัดยังมีพ่อค้าแม่ค้าขายของประปรายไม่มากเหมือนวัดจันทาราม

 

ส่วนคลองบางหลวงฝั่งตรงข้ามวัดดังกล่าว มี  มีโกดังข้าวส่งออกข้าวสาร มีเรือลากจูง ๒ ลำ ลำหนึ่งชื่อ “แชเอง” อีกลำหนึ่งชื่อ “น่ำเอง” ไว้ลากเรือข้าวที่เรียกว่าเรือเอี้ยมจุ๊นไปที่ปากน้ำ เพื่อถ่ายไปขึ้นเรือใหญ่  เรือทั้งสองลำที่เห็นสะดุดตาก็คือ ส่วนประกอบตลอดจนสิ่งประดับประดาของเรือที่ทำด้วยทองเหลืองจะถูกขัดถูให้เป็นเงาตลอดเวลา ไม่มีหมองแม้กระทั่งปล่องไฟ โดยเฉพาะปล่องไฟเรือในส่วนที่ใช้งานทำด้วยท่อเหล็ก  เรือสองลำนี้จะมีปลอกทองเหลืองขนาดใหญ่สวมปล่องเหล็กอีกชั้นหนึ่ง  เรือกลไฟที่ว่านี้ยังใช้ฟืนเผาหม้อน้ำเป็นแรงขับเคลื่อน  โรงสีแห่งนี้มีท่าน้ำ มีเรือรับจ้างข้ามฟากผู้คนที่จะไปมาระหว่างวัดอินทารามกับโรงสี  ใกล้ ๆ กับโรงสีแห่งนี้มีตึกใหญ่ ๒ ชั้น สีออกชมพู จะเป็นบ้านเจ้าของโรงสีหรือบ้านใครไม่ทราบได้

เรือนปั้นหยาหลังใหญ่ติดกับศาลเจ้ากวนอู เลยย่านตลาดพลูในบริเวณใกล้เคียงกับบ้านสามเรือน ไม่รู้ว่าเป็นบ้านของใคร

 

พ้นวัดราชคฤห์ไปเล็กน้อย จะถึงสถานที่ที่เรียกว่า ตลาดพลู อยู่หลังสถานีรถไฟตลาดพลูและริมถนนเทอดไท  ตลาดพลูเป็นตลาดสดอย่างตลาดทั่วไป ข้างบนเป็นวิกหนังหรือโรงหนัง เรียกว่า “วิกสูง”  รัฐบาลสมัยนายควง อภัยวงศ์ การเงินของประเทศฝืดเคืองไม่มีหมุนเวียน รัฐบาลสมัยนั้นเลยใช้วิกตลากพลูเปิดเป็นบ่อนคาสิโนอยู่พักหนึ่ง  การพนันที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของคาสิโนแห่งนี้ คือ จับยี่กี  มีหมายเลขแทง ๑๒ ตัว ได้สิบเท่าของเงินที่แทงถูก แม้เมื่อเลิกบ่อนคาสิโนไปแล้ว จับยี่กี่ก็ยังมีเหลืออยู่จนทุกวันนี้  ใกล้ ๆ กับวิกสูงแห่งนี้ มีโรงหนังอีกแห่งหนึ่งอยู่ริมถนนเทอดไท เป็นวิกชั้นเดียวเลยเรียกว่า “วิกเตี้ย”  ก่อนที่จะถึงวิกสูงแนวเดียวกับวัดราชคฤห์ มีอาหารมีชื่อคือ หมี่กรอบ ร. ๕ ส่วนที่วิกสูงมีขนมเบื้องไทยมีชื่อ เจ้าของชื่อสมจิตร เลยเรียกว่าขนมเบื้องแม่สมจิตร และได้เลิกขายไปหลายสิบปีแล้ว ส่วนหมี่กรอบทราบว่ายังทำอยู่  ปัจจุบันบริเวณตลาดพลูตรงนี้ทางการได้ตัดถนนใหม่จากแยกบุคคโลมาที่ตลาดพลู แล้วสร้างสะพานข้ามคลองบางหลวงตัดตรงไปบรรจบกับสามแยกท่าพระ

 

เลยบริเวณตลาดพลูไปเล็กน้อย มีบ้านคหบดี ๓ หลังปลูกเรียงกันไปริมฝั่งคลอง ใครเป็นเจ้าของไม่ทราบได้ เรียกว่า บ้านสามเรือน เป็นเรือนสมัยใหม่ หน้าบ้านมีร้านต้นไม้เป็นชั้น ๆ ตั้งกระถางลายคราม ปลูกตะโกดัดมากมายเป็นที่สะดุดตา

 

ต่อจากบ้านสามเรือนไปเล็กน้อยเป็นโรงเรือขนาดย่อม ๆ มีท่าขึ้นสินค้า ที่ตรงนี้เป็นที่ค้าส่งพลูอย่างเดียว มีหมากบ้างเล็กน้อย ขายส่งพลูเป็นหลัวใหญ่ ๆ ออกไปทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด  ชาวสวนพลูนำพลูมาขาย ณ ที่แห่งนี้แห่งเดียว เป็นตลาดพลูตัวจริงเลยทีเดียว  จะเห็นได้ว่าตลาดพลูแห่งนี้ติดกับบริเวณตลาดพลูที่เป็นตลาดสดและวิกการแสดงกับตลาดเช้าหน้าวัดทั้งสามแห่งที่กล่าวมาแล้ว เฉพาะที่วัดอินทารามเป็นตลาดขายปลีกหมากกับพลู  สถานที่ทั้งสามแห่งเลยรวมเรียกว่าตลาดพลูทั้งหมด  เมื่อตลาดพลูตัวจริงเลิกไป ตลาดพลูตรงที่มีวิกก็เลยกลายเป็นตัวจริงไป ส่วนตลาดเช้าหน้าวัดทั้งสามแห่ง จุดใหญ่ของตลาดอยู่ที่วัดกลางและไม่ได้ชื้อขายเฉพาะช่วงเช้า แต่ขายกันทั้งวัน

 

เลยตลาดพลูเดินไปเป็นคลองบางน้ำชน ปัจจุบันมีประตูระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม คลองตื้นเขินใช้การไม่ได้ไปหมดแล้ว  ต่อจากคลองบางน้ำชนไปเล็กน้อยก็ถึงปากคลองด่าน ปากคลองด่านเป็นชุมชนมีคนอยู่หนาแน่น ปากคลองมีห้องแถวไม้ชั้นเดียว มีทางเดินเป็นสะพานไม้ลูกระนาดอยู่หน้าห้องแถว ใช้เป็นที่สัญจรของคนแถวนั้น  ตรงปากคลองด่านมีเสาหินขนาดใหญ่ขนาดเสาเรือน เป็นเสาหินแกรนิต ปลายเสาทำเป็นรูปดอกบัวแปดเหลี่ยมปักอยู่ชายคลอง  สะพานทางเดินหน้าห้องแถวห่างจากชายฝั่งมาก ชาวบ้านผูกผ้าสีต่าง ๆ มีโต๊ะเซ่นไหว้ มีร่มกระดาษกางอยู่ในบางครั้ง มีกระถางธูปอยู่โคนเสา ชาวบ้านทำเหมือนนอกชานล้อมเสาไว้ ผู้ใหญ่บอกว่าเป็นเสาหินแสดงขอบเขตไม่ให้ขุนนางเจ้านายออกไปนอกเสาหินโดยไม่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต หากฝ่าฝืนถือว่าเป็นขบถ  เสาหินที่ว่านี้มีอยู่ ๓ แห่ง คือ ที่สามเสนและที่พระประแดง  สองแห่งหลังไม่เคยเห็น คงได้ยินจากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่เท่านั้น  เสาหินที่ปากคลองด่าน นอกจากเป็นที่แสดงขอบเขตไม่ให้ขุนนางเจ้านายออกไปนอกพื้นที่แล้ว ยังเป็นที่เบิกโขลนทวาร หมายถึงกองทัพที่จะยกออกไปทางด้านนี้จะต้องทำพิธีตัดไม้ข่มนาม เรียกขวัญกำลังใจทหารในกองทัพให้เกิดความมั่นใจฮึกเหิมที่จะชนะข้าศึกกลับมา เป็นการที่จะออกไปเผชิญหน้ากับข้าศึกก่อนที่จะออกไปจากประตูเมือง

 

คลองบางหลวงหรือคลองบางกอกใหญ่ ปากคลองเริ่มตั้งแต่ป้อมวิไชยประสิทธิ์เรื่อยไปจนถึงปากคลองด่าน จะเชื่อมต่อกับคลองอะไรอีกไม่ทราบ ตรงสะพานบางไผ่เคยเห็นป้ายชื่อว่า คลองบางหลวงน้อย ตามที่เคยผ่านจะผ่านตลาดน้ำบางแวก ปลายคลองมอญ จนไปบรรจบกับคลองบางกอกน้อยตรงวัดสุวรรณคีรี (ขี้เหล็ก)  ปากคลองตรงนี้เป็นคลองชักพระ  ในอดีตเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีก่อน น้ำในคลองบางหลวงใสสะอาด ชาวบ้านริมฝั่งคลองใช้สอยและบริโภคได้ แม้ในหน้าน้ำน้ำหลากจากภาคเหนือพัดพาเอาดินแดงปนมากับน้ำจนน้ำกลายเป็นสีดินลูกรัง ก็เพียงตักเอามาแกว่งสารส้มให้ตกตะกอนก็ใช้ได้เหมือนเดิม  ถ้าเป็นฤดูแล้งน้ำแห้งจนขอดคลอง เด็ก ๆ ก็ยังไปดำผุดดำว่ายในคลองได้ทั้ง ๆ ที่เป็นน้ำขุ่นเป็นตม  ในฤดูแล้งนี้น้ำแห้งจนเห็นชายเลนทั้งสองฝั่ง เหลือเป็นทางน้ำเล็ก ๆ กึ่งกลางคลอง กว้างไม่เกิน ๓๐ เมตร ความลึกขนาดเด็ก ๘-๙ ขวบยืนในพื้นคลองได้ น้ำเพียงแค่คอเท่านั้น บางครั้งน้ำถูกแดดเผา เรือยนต์วิ่งกวนจนน้ำขุ่น กุ้งปลาขาดออกซิเจน ต้องลอยตัวขึ้นมาบนผิวน้ำ ลักษณะเช่นนี้เรียกกันว่า “กุ้งมัว”  ชาวบ้านสองฝั่งคลองลงไปช้อนกุ้งปลาเป็นที่สนุกสนาน ได้กันคนละมาก ๆ  ยิ่งช่วงน้ำขึ้นยิ่งมีมากและจับง่ายโดยเฉพาะกุ้งจะดีดตัวขึ้นฝั่ง หากเป็นฤดูหนาวช่วงเช้าน้ำจะขึ้นเต็มฝั่ง น้ำในคลองจะเป็นไอลอยตัวขึ้น ผิวน้ำกลายเป็นหมอก บางครั้งหมอกหนาจนมองไม่เห็นฝั่งตรงข่าม  หน้าหนาวกุ้งจะชุมเป็นพิเศษ ชาวบ้านที่ดำน้ำเก่งจะดำลงไปแถวโคนเสาไฟบ้าง เสาบ้านที่อยู่ในน้ำเพื่อคลำหากุ้งตัวโต ๆ อย่างกุ้งก้ามกรามเอามาทำอาหาร หากเป็นหน้าฝน ๆ ตกหนักมาก ชาวบ้านนิยมรองน้ำฝนไว้ดื่มกิน เพราะสะอาดกว่าน้ำในคลอง ความจริงแล้วน้ำในคลองก็ใช่ว่าจะสะอาดเลยทีเดียว ชาวบ้านที่ปลูกบ้านในคลองขี้เยี่ยวลงในคลองทั้งนั้น ผู้ใหญ่มักจะปรามเด็กไม่ให้เล่นน้ำในคลอง เพราะเห็นว่าไม่สะอาดหรือไม่ก็กำชับไม่ให้น้ำเข้าปาก ที่ว่าสะอาดก็หมายถึงว่าใช้สอยดื่มกินได้ ผิดกับปัจจุบันที่ใช้อะไรไม่ได้เลย เป็นที่รองรับน้ำเสียจากคูคลองต่าง ๆ ของชุมชน จนกลายเป็นน้ำเน่าไปทั้งคลอง  เมื่อมีการสร้างเขื่อนหรือประตูระบาน้ำป้องกันน้ำท่วม ทางการปิดประตูระบายน้ำหมด น้ำยิ่งเน่าเสีย กุ้งหอยปูปลาที่เคยมีแต่ก่อนตายหมด  ชีวิตประจำวันของคนสองฝั่งคลองตอนเช้าจะมีเรือลำเล็ก ๆ ขายของจำพวกหมู ปลา หอยแมลงภู่ หอยกะพง เลือดหมู ถั่วงอก เร่ขายในท้องน้ำ เพื่อให้ชาวบ้านซื้อไปประกอบอาหารอย่างง่ายให้ลูกหลานกินก่อนไปโรงเรียนและทำงาน กลางวันมีข้าวแกง กาแฟ และขนมอย่างอื่นขาย บ่ายหน่อยใครขี้เกียจไปตลาดก็มีเรือบรรทุกพืชผักสวนครัว หมู เนื้อ ปลามาขาย  ตกเย็นค่ำมีข้าวต้มปลา โจ๊ก และขนมหวานประเภทขนมถาดและจำพวกแกงบวดขายตั้งแต่หัวค่ำยันตีหนึ่ง เรียกว่ามีของซื้อกินได้ตลอดวันตลอดคืน

 

การดำเนินชีวิตของชาวบ้าน ผู้ชายเป็นข้าราชการหรือทำงานนอกบ้าน ผู้หญิงเป็นแม่บ้านหรือค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ  พวกที่อยู่ตามตลาดใหญ่ ๆ ก็ขายพืชผักผลไม้หรือสินค้าอื่น ๆ ซื้อมาขายไปวันหนึ่ง ๆ หากเป็นร้านค้าก็เป็นประเภทโชห่วย ไม่มีใครตั้งห้างตั้งโรงงาน หากจะมีก็น้อยรายนับจำนวนได้  อุตสาหกรรมริมฝั่งคลองที่ขึ้นหน้าขึ้นตาได้แก่กิจการต่อเรือ เป็นธุรกิจของชาวจีนไหหลำ มีโรงต่อเรือเป็นระยะทั้งสองฝั่งคลองจนถึงปากคลองด่าน รวม ๆ กันแล้วราว ๓๐ โรง มีอยู่โรงเดียวทำแจวพายขายอย่างเดียว อยู่แถว ๆ วัดท้ายตลาด นอกจากขายแจวพาย คงขายชัน น้ำมันยาง หูแจว เป็นสินค้าเสริมเท่านั้น  หน้าโรงต่อเรือทุกแห่งมีแพซุงไม้สักจอดอยู่ เจ้าของจะแปรรูปด้วยการนำซุงทั้งท่อน ใช้เลื่อยชนิดสองคนชักซอยจนเป็นไม้กระดานแล้วนำไปต่อเรือ  เรือที่ต่อเป็นเรือสำปั้นแจวพาย เรือบดขนาดใหญ่เป็นเรือบรรทุกข้าวใช้ขับล่องระหว่างกรุงเทพฯ ปากน้ำโพ  การคมนาคมแต่ก่อนใช้แม่น้ำและคลองเป็นหลัก ถนนหนทางบกมีน้อย สนนราคาสำหรับเรือข้าวใหญ่ ๆ สมัยนั้น ตกราวลำละ ๑ แสนบาท ตะปูที่ใช้ตอกเป็นหัวสี่เหลี่ยม เวลาจะตอกกับลำเรือต้องใช้สว่านเจาะนำไปก่อน แล้วจึงเอาตะปูจีนตอกฝังลึกลงไปให้หัวตะปูจมต่ำลงไปจากพื้นกระดานเล็กน้อย แล้วเอาชันน้ำมันยางผสมปิดทับหัวตะปู  ฉะนั้นเรือต่อใหญ่ ๆ จะเห็นท้องเรือด้านนอกเป็นรอยกลม ๆ อยู่ทั่วไป ลึกจากฝั่งคลองเข้าไปด้านหลัง ส่วนมากเป็นสวนผลไม้ ผู้คนไม่หนาแน่นเหมือนทุกวันนี้

       

(ภาพซ้าย) บ้านพระยาภักดีนฤเบศร์ (แก้ว ศาลิคุปต) ตั้งอยู่ปากคลองภาษีเจริญฝั่งตรงข้ามวัดปากน้ำ
(ภาพขวา) ภาพขณะกำลังรื้อวังประตูน้ำหรือวังที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอินทรศักดิ์ศจี ซึ่งทำให้ชาวคลองบางหลวงได้มีไฟฟ้าใช้ก่อนย่านใด ๆ ในฝั่งธนฯ

 

สภาพบ้านเรือนริมฝั่งคลองส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง พอมีกินมีใช้ คนมีฐานะดีมีไม่มาก  การค้าส่วนใหญ่อยู่ในมือคนจีน คนไทยทำเรือกสวน ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ  สภาพบ้านเรือนเปลี่ยนแปลงไปเป็นส่วนใหญ่ บ้านเรือนเก่า ๆ ที่เคยมีถูกรื้อถอนไปแล้วสร้างใหม่  ที่บางแห่งเปลี่ยนสภาพและกลายเป็นตำนานไปก็มี  ที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ วัด อยู่ที่ไหนก็คงอยู่ที่นั่น โบสถ์วิหารถ้าไม่ผุพังก็ทรุดโทรมไปตามเวลา บางแห่งสร้างใหม่ทั้งหมด คนรุ่นเก่าก็ล้มหายตายจากไปหรือย้ายไปอยู่ที่อื่น มีคนรุ่นใหม่และคนต่างถิ่นมาอยู่แทน หมุนเวียนกันไป  คลองบางหลวงเริ่มมีไฟฟ้าใช้ในรัชกาลที่ ๖ เพราะในหลวงต้องเสด็จพระราชดำเนินไปบ้าน เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) อยู่บ่อย ๆ ธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี คนหนึ่งเป็นเจ้าจอม พระสนมเอก คือ พระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) อีกคนหนึ่ง คือ คุณประไพ สุจริตกุล ต่อมาเป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๖  ภายหลังได้เปลี่ยนแปลงสร้อยพระนามเป็นพระวรราชเทวี  เหตุนี้จึงเป็นผลพลอยได้ให้ชาวคลองบางหลวงมีไฟฟ้าใช้ โดยปักเสาสองฝั่งคลองเป็นระยะ ๆ  ช่วงเสาแต่ละต้นมีสายไฟขึงตรงกลาง มีโป๊ะไฟฟ้าขนาดใหญ่แขวนกึ่งกลางคลองทุกเสา ตั้งแต่ปากคลองไปจนถึงบ้านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ซึ่งอยู่ปากคลองภาษีเจริญและมีประตูน้ำตรงนั้น  บั้นปลายพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “สมเด็จอินทร์” ประทับที่วังปากคลองภาษีเจริญหรือวังประตูน้ำ  เมื่อสมเด็จอินทร์สิ้นพระชนม์แล้ว วังแห่งนี้ได้ตกแก่ทายาทลูกหลานในสกุลสุจริตกุล และได้ถูกรื้อลงเพื่อทำประโยชน์อย่างอื่น

การย่ำรอยอดีตคลองบางหลวงตามที่เคยรู้เห็นมา ก็คงมีเพียงเท่านี้

 

หมายเหตุ: หากได้อ่านหนังสือ เด็กคลองบางหลวงของ กาญจนาคพันธุ์ จะทำให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น

อัพเดทล่าสุด 27 เม.ย. 2559, 09:27 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.