ชุมชนบ้านครัวคือบ้านบางระจัน

ชุมชนบ้านครัว ภาพจาก “นารีรัตน์ กลิ่นหอม”
(ภาพจาก http://www.ngthai.com/photographycontest2011/View.aspx?TeamId=522)
กรุงเทพมหานครในปัจจุบันคือมหาอเวจีที่เต็มไปด้วยยวดยานพาหนะและอาคารสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ นานาชนิด
ทั้งตึกระฟ้าของคนมีเงินนับพันล้านกับเพิงพักโกโรโกโสของคนจนและขอทานที่หลั่งไหลเข้ามาหากินกันในเมืองหลวง จนเกิดภาวะประชาชนล้นเมืองที่นับวันแต่จะเพิ่มขึ้นทุกที ดูแล้วคงไม่มีที่สิ้นสุด
ปัญหาในเรื่องการคมนาคมจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่สำคัญของคนในเมืองกรุง เพราะออกจากบ้านเพื่อไปทำงานก็เจอรถติดกันเหยียดยาว พอเลิกงานกลับบ้านก็ติดกันเป็นพืดอีก รวมเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปกลับจากบ้านมายังที่ทำงานโดยเฉลี่ยคนละไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่วโมง
เมื่อรวมเข้ากับเวลาทำงาน ๖ ชั่วโมงแล้วเป็น ๙ ชั่วโมง!!!
นับได้ว่าเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางทั้งหมดเป็นครึ่งหนึ่งของเวลาทำงานก็ว่าได้ สภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดความทุกข์และความเครียดแก่ทุกคน บางคนพยายามหลีกเลี่ยงจราจรติดขัดด้วยการออกจากบ้านแต่เช้า โดยตื่นแต่ตีสี่ครึ่งหรือตีห้าอะไรทำนองนั้น พอเวลาเลิกงานก็รีบกลับ บางคนกลับก่อนเวลา บางคนก็เตร่ไปที่อื่นเพื่อรอเวลากลับเอาตอนเย็น กว่าจะถึงบ้านก็ไม่ต่ำกว่าทุ่มครึ่งหรือสองทุ่ม คนที่มีมีรถต้องนั่งรถเมล์หรือรถไฟก็ต้องแย่งกันขึ้น พอรถติดก็อึดอัด คนมีรถยนต์ก็กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ขับแซงกันชิงเส้นทางกัน จนเกิดรถชนกันเป็นปกติวิสัย
เวลาที่เสียไปกับความทุกข์เช่นนี้ทำให้การดำรงชีวิตเป็นไปอย่างไม่มีคุณภาพ ขาดความเป็นมนุษย์ เพราะทุกคนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะคนมีเงินนั้นดูไม่รู้ร้อนรู้หนาวเท่าใด เพราะมีเงินที่จะซื้อรถหรูหรามาบำรุงความสุขของตนให้เป็นบ้านหรือที่ทำงานเคลื่อนที่ ติดแอร์ มีโทรศัพท์มือถือสั่งงานกันบนรถ
ในขณะที่คนจนและคนไม่มีเงินก็พยายามหาเงินมาซื้อรถบ้าง เพื่อจะได้ไม่ต้องขึ้นรถเมล์ที่แออัดและในขณะเดียวกันก็มีความโก้เก๋ มีหน้ามีตาอีกด้วย
เพราะฉะนั้น เมื่อมองดูกรุงเทพมหานครในยามนี้ จึงเห็นไม่แตกต่างอะไรกับรังของมดของปลวกที่มีการสร้างกันอยู่ตลอดเวลาและเดินสวนกันไปมาอย่างแออัดยัดเยียด อาจจะแย่กว่ามดและปลวกเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำ เพราะการเคลื่อนไหวไปมาของคนกรุงดูไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเท่าสัตว์
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะสังคมเมืองในกรุงเทพมหานครขาดความเป็นชุมชนนั่นเอง ความเป็นมนุษย์นั้นอยู่ที่การต้องในชุมชน เพราะมนุษย์คือสัตว์สังคมที่อยู่ตามลำพังตนเองไม่ได้ ต้องพึ่งพาอาศัยกันกับผู้อื่น เริ่มตั้งแต่ครอบครัว เครือญาติ จนถึงชุมชนที่มีทั้งระดับบ้านและเมือง
ความเป็นชุมชนนั้นแลเห็นได้จากการที่คนหนึ่งๆ ใช้ชีวิตในความเป็นอยู่และการทำงานไม่ห่างไกลจากแหล่งที่อยู่อาศัยได้เกือบตลอดชีวิต จนทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมกับคนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน จนเกิดความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวๆ กัน ชุมชนในชนบท เช่น ชุมชนหมู่บ้านนั้น โดยเหตุที่คนส่วนใหญ่มีอาชีพเหมือนกันหมดเลยทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมมีความกระชับกว่าความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมเมืองที่มีอาชีพแตกต่างกัน ทำให้มีวิถีชีวิตและการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน
แต่การที่อยู่ในบริเวณเดียวกันนั้นก็ทำให้บุคคลที่แตกต่างกันเหล่านี้ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันเช่นนี้ เป็นที่มาของความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน อีกนัยหนึ่งก็คือความรู้สึกและสำนึกใน “ความเป็นชุมชน” นั่นเอง
แต่ทว่าสภาวะของกรุงเทพมหานครในขณะนี้ ไม่มีทางที่จะสร้างชุมขนหรือความสำนึกในเรื่องชุมชนขึ้นได้เลย เพราะเหตุว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมเมืองกรุงหาได้มีเวลาและโอกาสเพียงพอที่จะสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมกับบรรดาบุคคลอื่นๆ ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้เคียงกับตนไม่
เกือบทุกครอบครัวก็ว่าได้ ที่ตั้งแต่เช้าทุกคนต้องออกจากบ้านไปในที่ไกลๆ พ่อไปทำงานทางหนึ่ง แม่ทางหนึ่ง และลูกไปโรงเรียนอีกทางหนึ่ง กว่าจะส่งเสร็จรับเสร็จกลับถึงบ้านก็ค่ำมืด บ้านคือสถานที่ซุกหัวนอนในเวลาค่ำเท่านั้น ในวันหยุดก็พากันออกไปช็อปปิ้งตามศูนย์การค้าไกลๆ ที่มีชื่อเสียง หรือไม่ก็ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หรือพบปะพี่น้องเพื่อนฝูงที่ล้วนแต่ห่างไกลที่อยู่อาศัยทั้งสิ้น กลายเป็นต่างคนต่างอยู่ไม่เกี่ยวข้องกัน บางคนบ้านอยู่ติดกัน แต่ไม่เคยพบปะพูดจากันก็มี ยิ่งกว่านั้นยังอาจเขม่นกัน ดูถูกกัน และแข่งขันโอ้อวดความมั่งคั่งมั่งมีต่อกันในเรื่องความโอ่อ่าของบ้านช่องและรถยนต์หรืออะไรต่ออะไรต่างๆ นานา
แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นความไม่เป็นมนุษย์ก็คือบ้านแต่ละบ้านมักมีกำแพงหรือรั้วที่หนาทึบ กีดกั้นออกจากกันเพื่อไม่ให้พบปะกัน มิหนำซ้ำในตัวบ้าน บรรดาหน้าต่าง ประตู ต่างก็มีลูกกรงเหล็กปิดกั้นอีกเช่นเดียวกัน เพราะความกลัวในเรื่องขโมยขโจร
สภาพเช่นนี้ดูแล้วไม่ผิดอะไรกับกรงสัตว์ ผู้คนที่อยู่ในบ้านจึงเปรียบเสมือนกับสัตว์ที่ถูกเขาขังไว้ ย่อมมีความรู้สึกที่โหดร้ายและเห็นแก่ตัวเป็นธรรมดา
แต่ที่น่าสมเพชก็คือในยามที่เกิดเพลิงไหม้ขึ้นมานั้น หลายๆ แห่งไม่มีใครเข้าไปช่วยบุคคลที่อยู่ในบ้านได้ จึงเกิดการตายแบบย่างหมู่ขึ้นบ่อย
ยิ่งกว่านั้น เวลาเกิดมีคนร้ายเข้าไปปล้นไปทำร้าย ก็ไม่มีใครช่วยได้ หวังพึ่งตำรวจก็มีแต่จะสายเสียแล้วร่ำไป ผลที่ตามมาก็คือความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะความไม่มีชุมชนนั่นเอง
อันที่จริง ความเป็นอยู่ที่เป็นชุมชนนั้นก็มีในมหานครอเวจีแห่งนี้ เช่นพวกคนยากจนที่อยู่เป็นหมู่เหล่าตามย่านต่างๆ ซึ่งบรรดาผู้คนร่ำรวยและผู้มีอันจะกินที่ไม่เป็นมนุษย์ทั้งหลายมักเรียกว่า “พวกสลัม” เพราะเหตุมาจากเห็นว่าคนเหล่านั้นยากจน หาเช้ากินค่ำ อยู่ในบ้านช่องโกโรโกโส และมีสภาพแวดล้อมสกปรก ซึ่งก็นับว่าเป็นการมองอย่างผิวเผินจากสภาพที่เห็นทางกายภาพ หาได้เข้าใจลุ่มลึกไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ภายในของคนเหล่านี้ไม่
จริงอยู่ สลัมจริงๆ ก็มี โดยเฉพาะที่เกิดจากกลุ่มคนจากชนบทหรือกลุ่มคนที่เป็นมิจฉาชีพมาซ่อมสุมอยู่รวมกัน ซึ่งก็มีลักษณะต่างคนต่างอยู่ บางคนอยู่เพียงชั่วคราวก็โยกย้ายออกไป หามีความสัมพันธ์กันทางสังคมจนเกิดเป็นชุมชนไม่
แต่ชุมชนที่กล่าวถึงนี้ห้าได้เป็นของกลุ่มคนที่เพิ่งโยกย้ายเข้ามาใหม่ๆ แต่อย่างใดไม่ หากเป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่กันมาช้านานเมื่อกรุงเพทฯ แรกสร้างราว ๒๐๐ กว่าปีทีเดียว โดยกระจายอยู่ตามบริเวณต่างๆ ทั้งในเขตพระนครและบริเวณรอบๆ มีชื่อเรียกเป็นย่านๆ ไป บางย่านบางชุมชนก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นย่านการค้า เกิดมีห้องแถวที่เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและสถานที่ค้าขายในเวลาเดียวกัน เช่น ย่านบางลำพู ย่านมหานาค บ้านหม้อ เป็นต้น
ส่วนชุมชนเดิมๆ ก็กลายเป็นชุมชนที่อยู่ตามตรอกตามซอยไป มีถนนเล็กๆ ที่คนพอเดินได้ผ่านกลาง โดยมีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยทั้งสองฟากถนน
แม้ว่าจะแน่นและแออัดเพราะอยู่กันมาหลายชั่วคนแล้วก็ตาม แต่คนที่อยู่ในตรอกซอยอันเดียวกันเหล่านั้นต่างรู้จักกัน มีการช่วยเหลือพึ่งพากันได้ ต่างรู้ว่าใครเป็นใคร และเป็นคนในหรือคนนอก สิ่งที่เชื่อมโยงคนในชุมชนย่านตรอกซอยเหล่านี้ก็คือ “วัด” หลายๆ วัดเป็นวัดใหญ่ วัดหลวงที่พระมหากษัตริย์หรือเจ้านายทรงสร้าง แต่ก็เป็นการสร้างให้เป็นศูนย์กลางทางสังคมของชุมชน เพราะเป็นที่ชาวบ้านชาวเมืองในชุมชนนั้น มาร่วมทำบุญและสังสรรค์กัน มีลูกมีเต้าก็ส่งมาเล่าเรียนหนังสือกับพระมาเป็นศิษย์วัดรับใช้พระภิกษุสงฆ์ จนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีงานการมีครอบครัวแล้ว ต่างก็ยังนึกถึงกัน เพราะกินข้าววัดหม้อเดียวกันมา
ทุกวันนี้ ชุมชนเก่าแก่เหล่านี้ของกรุงเทพฯ แทบจะไม่มีเหลือแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว ความเป็นอยู่อย่างเป็นกันเองแบบธรรมดาในตรอกซอยที่ดูแล้วแออัดนั้นกลายเป็นที่รังเกียจของคนรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะคนมีฐานะและได้รับการศึกษาแบบใหม่ เช่นไปเรียนจบมหาวิทยาลัยหรือเรียนจบต่างประเทศมา มักมองเห็นว่าเป็นย่านสลัม ย่านเสื่อมโทรมของคนจนต่างๆ นานา เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ไม่สนใจที่จะดูแล
ในขณะที่ความต้องการพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะพวกคนรวยและนายทุนนั้น มีผลทำให้ชุมชนเหล่านั้นหมดสิ้นไปเกิดเป็นบ้านแบบใหม่ๆ รูปร่างต่างๆ กัน ตามความนิยมของผู้สร้าง และร้านค้าห้างร้านหรือย่านการค้าเข้ามาแทนที่ ในขณะที่วัดวาอารามซึ่งแต่เดิมเคยเป็นศูนย์กลางและที่พึ่งทางสังคมของคนในย่านที่เป็นชุมชนแต่เดิมก็หมดความสำคัญไปกลับกลายเป็นวัดของคนรวย พ่อค้าคหบดีที่อยู่ในที่อื่นๆ จากภายนอกแทน มีการอุทิศเงินสร้างอะไรต่ออะไรให้ใหญ่โตเกินฐานะของท้องถิ่น แต่ว่าเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาและวงศ์ตระกูลของคนรวยและคนมีฐานะ คนจนหรือคนในชุมชนแต่เดิมก็หมดความหมายไป
ชุมชนแต่เดิมบางแห่งก็ไม่ได้หมดไป เพราะเหตุจากความขัดแย้งภายใน เช่นคนรุ่นใหม่ไม่พอใจชีวิตเก่าๆ แต่หมดสิ้นไปเพราะเนื่องจากไฟไหม้ ที่เผาผลาญทุกอย่างอย่างยับเยินดังปรากฏตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์เป็นประจำ
แต่ที่แย่กว่าเพลิงไหม้หลายร้อยเท่าก็คือการถูกรัฐบาลหรือทางราชการเวนคืนเพื่อเอาพื้นที่ไปทำสถานที่ราชการ ย่านการค้าธุรกิจ หรือไม่ก็เพื่อตัดถนนหลวงผ่านอะไรทำนองนั้น
ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ก็คือการสิ้นสุดและล่มสลายของชุมชนมนุษย์ในกรุงเทพมหานคร จนอาจพูดได้ในขณะนี้ว่า กรุงเทพมหานครคือมหานครที่ไม่เป็นชุมชน เพราะแทบไม่มีชุมชนอยู่ในเขตพระนครเลย
หากจะมีเหลือให้เห็นก็แต่เพียงแห่งเดียว คือ “ชุมชนบ้านครัว” แถวตรอกพญานาคและย่านถนนเพชรบุรี ริมคลองแสนแสบเท่านั้น แต่ชุมชนแหล่งสุดท้ายนี้ก็กำลังถูกคุกคามจากโครงการทางด่วนของรัฐ ให้เวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนลอยฟ้าผ่านไปยังศูนย์การค้าใหญ่ๆ ของบ้านเมือง บรรดาบ้านเรือน ร้านค้า และโรงเรียนของราษฎรที่ไม่ได้อยู่รวมกันอย่างเป็นชุมชนทั้งหลายได้ถูกเวนคืนไปเรียบร้อยแล้ว บางรายก็ได้รับการตอบแทนเป็นเงินทองอย่างคุ้มค้า บางรายก็ยังอยู่ในระหว่างเจรจาต่อรอง ซึ่งในที่สุดแล้วคงยินยอม เพราะเป็นเรื่องของอำนาจรัฐประการหนึ่ง กับเรื่องของการเห็นแก่ค่าของเงินทองอีกประการหนึ่ง

ภาพชุมชนบ้านครัวริมคลองแสนแสบ จาก
(http://colourfulcommunity.exteen.com/20100121/entry-2)
แต่ทว่าชุมชนบ้านครัวนั้น คนในชุมชนกว่าหมื่นชีวิตแทบไม่มีใครแลเห็นว่าเงินสำคัญกว่าความสุขในชีวิต แลเห็นคุณค่าที่อยู่รวมกันอย่างเป็นปึกแผ่นทางสังคมว่าสำคัญมาก ต่างคนก็พร้อมใจกันขัดขืนและแข็งข้อต่อการเวนคืนไล่ที่ จนเกิดเป็นข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่เป็นเนื่องๆ ตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
มาถึงบัดนี้ ผู้คนชาวบ้านครัวก็ยังยืนยันเจตนาเดิมถึงการที่จะไม่ยอมโยกย้ายจากถิ่นเดิมไปอยู่ที่อื่น และพร้อมที่จะตายอยู่ ณ บริเวณที่เป็นมาตุภูมิแห่งตนอย่างหนักแน่น
ถ้าหากมองเผินๆ และงี่เง่าตามประสาความเป็นทาสและสาวกของลัทธิเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีเผด็จการในปัจจุบันของบรรดาอมนุษย์ทั้งหลายในกรุงเทพมหานคร
ชุมชนบ้านครัวก็คือ “สลัม” แหล่งเสื่อมโทรมอันเป็นที่อยู่ของแขกครัวที่ไม่ใช่คนไทย หากเป็นพวกแขกที่เป็นเชื้อสายของพวกจามปา อันมาจากเขตประเทศเวียดนามแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ยิ่งกว่านั้น คนเหล่านี้ยังนับถือศาสนาอิสลาม ไม่เป็นชาวพุทธอย่างคนไทยทั้งหลายด้วย จากความรู้สึกที่ดูถูกเช่นนี้ ทำให้ชุมชนบ้านครัวกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายในสายตามมนุษย์ทั้งหลายไป
บางคนแสดงการตำหนิติเตียนว่า การที่ไม่ยอมให้ที่ดินแก่การเวนคืนนั้น เป็นเรื่องที่ขัดขวางการพัฒนา ไม่มีความคิดในเรื่องประโยชน์ของส่วนรวม
แต่ถ้าหากมองให้ลุ่มลึกทั้งในความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และเรื่องของมนุษยธรรมแล้ว ชาวบ้านครัวคือชาวกรุงเทพมหานครมาแต่แรกเริ่ม เป็นชาวพระนครขนานแท้เสียด้วย เพราะเป็นกลุ่มชนที่ทางบ้านเมืองจัดสรรที่ดินให้ตั้งหลักแหล่งกันอย่างเป็นที่ยอมรับกันตลอดมา คือการยอมรับว่าเป็นชุมชนที่ผลิตผลงานทางหัตถกรรม โดยเฉพาะการทอผ้าไหมให้แก่บ้านเมือง ความเป็นเอกในการทอผ้าไหมของชาวบ้านครัวนี้ เป็นที่ชักจูงให้นายเจมส์ ทอมป์สัน เศรษฐีผ้าไหมไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยให้ชาวบ้านครัวทำหน้าที่ผลิตผ้าไหมให้
การที่ผ้าไหมไทยโด่งดังเป็นที่รู้จักของชาวโลกนั้น ก็ไม่ใช่ความรู้ความสามารถของชาวบ้านครัวดอกหรือ?
โดยเนื้อแท้ ชาวบ้านครัวก็คือคนสยามและคนไทยเช่นคนทั้งหลายในประเทศไทย เพราะกรุงเทพมหานครเมื่อตอนแรกสร้างนั้นผู้คนยังมีจำนวนน้อย รัฐบาลต้องกวาดต้อนและชักจูงชาวต่างชาติให้เข้ามาตั้งหลักแหล่งในบ้านเมือง เหตุนี้จึงเกิดหมู่บ้านหรือชุมชนของชาวต่างชาติมากมาย เช่น บ้านญวน บ้านเขมร บ้านจีน อะไรทำนองนั้นขึ้น คนเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาอยู่เฉยๆ หากอยู่ในระบบการปกครองที่มีหน้าที่ทางเศรษฐกิจและการทหารให้แก่ทางรัฐบาล เช่น ทำหน้าที่ผลิตสิ่งของให้และในขณะเดียวกันก็อาจถูกเกณฑ์ให้เป็นแรงงานและเป็นทหารในยามศึกสงครามมีผู้ที่เข้ารับราชการเป็นขุนนางหรือเป็นทหารก็มาก ครั้นสมัยรุ่นลูกหลานลงมาก็มีการผสมปนเปกับชาวบ้านชาวเมืองอื่นๆ กลายเป็นคนสยามหรือคนไทยในปัจจุบันไป
ก็น่าประหลาดที่มีคนคิดว่าคนนั้นสูงส่งในด้านเศรษฐกิจและการศึกษา ดูถูกว่าชาวบ้านคัวคือพวกแขก ในขณะที่ตนเองกลับมีเทือกเถาเหล่ากอเป็นคนต่างด้าวที่เพิ่งเข้ามาตั้งหลักแหล่งและกลายเป็นคนไทยเพียงไม่กี่ปีมานี้เอง
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนบ้านครัวถูกมองไปว่าเป็นคนแขก ไม่ใช่คนไทย ก็คือเรื่องของศาสนา ชาวบ้านครัวนับถือศาสนาอิสลาม มีมัสยิดเป็นศูนย์กลางของชุมชนซึ่งต่างกับคนพุทธที่มีวัดในพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลาง เรื่องนี้ก็อีกเช่นเดียวกันที่เกิดจากการไม่มองประวัติศาสตร์สังคมไทยในอดีต ที่แม้ว่าจะนับถือพระพุทธศาสนาเป็นหลักของบ้านเมืองก็ตาม แต่หาได้รังเกียจเดียดฉันท์ลัทธิศาสนาอื่นไม่ พระมหากษัตริย์เองก็ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ทรงเป็นพระธรรมราชาที่จะต้องอุปถัมภ์ค้ำชูทุกศาสนาบรรดามีในประเทศไทย
เหตุนี้ สังคมไทยจึงสงบสุขเรื่อยมาอย่างแทบไม่มีปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมอย่างเช่นสังคมอีกหลายร้อยแห่งในโลก การรับรู้และรับทราบในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีในสำนึกของคนไทยทั่วไป ที่ให้ความเคารพทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธและทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอื่นๆ
ยิ่งกว่านั้น เมื่อเปรียบเทียบบทบาทและหน้าที่ของมัสยิดของชาวบ้านครัว กับวัดในพุทธศาสนาตามชุมชนของคนไทยแล้ว ก็ควรจะยอมรับกันเสียทีว่า บทบาทความสำคัญของวัดที่มีต่อชุมชน โดยเฉพาะชุมชนในเมืองนั้นแทบไม่มีอะไรเหลือแล้ว เพราะวัดได้กลายเป็นวัดของบรรดาบุคคลสำคัญที่อยู่นอกชุมชนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง จึงไม่มีอะไรที่จะร้อยรัดให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคมที่จะทำให้ชุมชนอยู่รวมกันอย่างสงบสุขเช่นแต่ครั้งก่อน
แต่ทำนองตรงข้าม มัสยิดของคนบ้านครัวคือศูนย์รวมจิตใจและพลังของชุมชนอย่างไม่เสื่อมคลาย มัสยิดเป็นทั้งสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา การให้การศึกษาที่เน้นในด้านศีลธรรม จริยธรรม และศรัทธาในพระศาสนา เป็นสิ่งที่จรรโลงความเป็นมนุษย์ที่จะต้องอยู่ร่วมกันในชุมชน การมีเวลาที่จะต้องสวดมนตร์สรรเสริญพระเป็นเจ้าในยามละหมาดนั้น คือการทำให้ทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนสูงศักดิ์ต่ำศักดิ์อย่างใด กลายเป็นผู้เสมอภาคกันเบื้องหน้าพระเป็นเจ้า สมควรที่จะอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยกันและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นับเป็นสิ่งที่คอยตอกย้ำและนำความเป็นมนุษย์ให้กลับมาอยู่ในจิตสำนึก
นี่คงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้คนบ้านครัวไม่ติดทะเยอทะยานที่จะทำตนเองให้แตกต่างจากผู้อื่นที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน การอยู่รวมกันมาช้านานกว่า ๒๐๐ ปีนั้น ทำให้คนบ้านครัวมีความผูกพันกับบริเวณที่ตนตั้งชุมชนอยู่อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะกับลำคลองแสนแสบที่เคยสะอาด เป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวันและการคมนาคมขนส่งนั้นคือส่วนหนึ่งในชีวิตของชุมชนบ้านครัว ถึงขนาดมีความเชื่อเป็นตำนานที่ว่า บรรพบุรุษของคนบ้านครัวนั้นเป็นจระเข้
เหตุนี้ ชาวบ้านครัวจึงนับถือจระเข้ไม่ทำร้ายจระเข้ และถือว่าพวกตนเป็นลูกหลานของจระเข้เหมือนกัน
ความผูกพันในท้องถิ่น การมีศรัทธาในพระเป็นเจ้าที่สนให้คนบ้านครัวไม่ทะเยอทะยาน ทำให้คนบ้านครัวกลายเป็นคนจนในสายตาของคนทั่วไป แต่ว่าความจนที่มีพื้นฐานมาจากความไม่ทะเยอทะยานของคนบ้านครัวนั้น คือสิ่งสำคัญอย่างมากที่จรรโลงสภาพความเป็นชุมชนของคนบ้านครัว เพราะคนส่วนใหญ่มักเลือกหางานทำที่ใกล้กับชุมชนของตน คนบ้านครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่จึงมีเวลาที่จะอยู่ในชุมชน พบปะสังสรรค์กันทั้งในเวลาทีพิธีกรรมทางศาสนาและกิจกรรมอื่นๆ ทางสังคม ความเป็นมนุษย์ที่จะต้องอยู่ร่วมกันและพึ่งพากันจึงเกิดขึ้น และมีผลไปยังคนอื่นๆ ที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องถิ่นเดียวกันด้วย เพราะปรากฏว่าปัจจุบันพวกคนอีสานที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ นั้น มีเป็นจำนวนมากที่ย้ายเข้ามาในชุมชนเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไปด้วย ทั้งๆ ที่คนอีสานเหล่านั้นไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามเช่นคนบ้านครัวแต่เดิม ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความเป็นมนุษย์ของคนบ้านครัวนั่นเอง
ปัจจุบัน ชุมชนบ้านครัวนับได้ว่าเป็นชุมชนใหญ่ มีผู้คนที่เป็นสมาชิกของชุมชนร่วมหมื่นคน มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ แม้ว่าฐานะทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยจะอยู่ในระดับที่ยากจน แต่ก็มีความเป็นอยู่ที่ราบรื่น และมีความพอใจในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน พอเกิดมีโครงการทางด่วนที่จะสร้างถนนผ่านชุมชนเกิดขึ้น ชาวบ้านในชุมนทั้งหมื่นวิญญาณพร้อมใจกันต่อต้านและเรียกร้องให้ทางรัฐบาลระงับการก่อสร้างและเวนคืนที่ดินที่ตนและบรรพบุรุษได้อยู่สืบกันมากว่า ๒๐๐ ปี เมื่อทางฝ่ายปกครองไม่ยินยอม และส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไป ในบริเวณชุมชนก็เกิดการต่อต้านที่อาจนำไปสู่การก่อความรุนแรงขึ้นจนเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ
การกระทำดังกล่าวถ้ามองแต่ฝ่ายเดียวก็จะเหมาเอาได้ว่าผู้คนในชุมชนบ้านครัวคือพวกหัวแข็ง ขัดขืนอำนาจรัฐ และกระทำตัวขัดขวางความเจริญของส่วนรวม แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งถึงชีวิตของคนที่เคยอยู่ร่วมกันมาอย่างราบรื่นสงบสุขเป็นเวลากว่า ๒๐๐ ปี โดยที่คนเหล่านั้นไม่ได้ทำผิดอันใดแล้ว การที่จะบังคับขืนใจให้เขาทิ้งที่อยู่ไปอยู่ที่อื่น โดยเพียงบอกว่าจะจ่ายเงินค่ารื้อถอน ค่าชดใช้ หรือรวมไปถึงการจัดหาที่อยู่ให้ใหม่เป็นอย่างดีนั้น ก็นับเป็นการคุกคามจิตใจของคนที่เป็นมนุษย์อยู่ดี
ที่แล้วมา ทางฝ่ายปกครองเคยประสบความสำเร็จเรื่อยมา เพราะบุคคลที่ยินยอมเหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นปัจเจกบุคคล ไม่มีพลังอันใดจะต่อต้าน ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องยอม แต่คนบ้านครัวไม่ใช่ปัจเจกบุคคล หากเป็นชุมชนของคนที่เป็นมนุษย์ที่ทั้งหมื่นวิญญาณรวมกันเป็นหนึ่งเดียว พื้นที่ของชุมชน และสภาพแวดล้อมคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ชุมชนดำรงอยู่ นับเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของทุกคน
การที่จะต้องโยกย้ายไปอยู่ ณ ที่ใหม่นั้นเป็นของยาก เพราะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า สถานที่ใหม่นั้นจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมจนเป็นชุมชนอย่างที่บ้านครัวได้ เพราะที่แล้วๆ มานั้น รัฐเองก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในการสร้างชุมชนให้กับบรรดาผู้คนที่โดนเวนคืนที่อยู่อาศัยเพื่อการสร้างกิจกรรมต่างๆ ของรัฐเลย
ทุกๆ ครั้งที่มีการเวนคืนขึ้น ก็มักโอ่ว่าจะให้เงินชดใช้อย่างคุ้มค่า โดยความสำนึกที่ว่าเงินเท่านั้นจะซื้ออะไรต่ออะไรก็ได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็คือการตอบแทนที่ไม่สมน้ำสมเนื้อ และไม่คำนึงถึงผลที่จะติดตามมาว่าคนเหล่านั้นจะเป็นอย่างใดภายหลังจากที่จ่ายเงินไปแล้ว
ดังนั้น การรุกไล่ที่ของชุมชนบ้านครัวนั้น ถ้ามองในแง่ของความเป็นมนุษย์แล้ว ก็คือความโหดร้ายที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์จะพึงกระทำต่อกัน เพราะเป็นการทำร้ายและทำลายคนทั้งชุมชน แต่ที่น่าอับอายก็คือการอ้างสิ่งที่เป็นลมๆ แล้งๆ ว่า ทำเพื่อส่วนรวมและเพื่อการประหยัดในเรื่องเงินทอง ส่วนรวมคือใครก็ไม่รู้ ในขณะที่การจะต้องประหยัดเงินนั้นมีคุณค่ามากกว่าชีวิตคนทั้งหมื่นวิญญาณเชียวหรือ?
ความคิดเช่นนี้นับเป็นสำนึกของพวกที่เป็นมนุษย์ทั้งนั้น เพราะไม่เข้าใจว่าการเป็นมนุษย์นั้นเป็นอย่างไร การพัฒนากรุงเทพฯ ด้วยการสร้างถนนหนทางเพิ่มเติม รวมทั้งการสร้างสิ่งก่อสร้างไม่ว่าศูนย์การค้า คอนโดมีเนียม และอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างนั้น ใครๆ ก็เห็นแล้วว่าเป็นทางตัน มหานครกำลังเปลี่ยนแปลงจากป่าคอนกรีตที่เป็นอยู่มาเป็นภูเขาคอนกรีตอยู่ทุกวัน จนทุกวันนี้ใครที่อยู่ในกรุงเทพฯ เกือบเคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้แล้ว ยิ่งสร้างก็ยิ่งรกและอึดอัด และเกิดสภาวะความเป็นนรกขึ้น เพราะทำให้คนไม่เป็นมนุษย์ เกิดการเอารัดเอาเปรียบและเห็นแก่ตัวขึ้นทุกวัน ดังเห็นได้จากความแตกต่างของคนมีเงินกับคนจน และในที่สุดก็คือการไม่มีชุมชนและความรู้สึกในเรื่องชุมชนของคนกรุงเทพฯ
เพราะฉะนั้นการคุกคามเวนคืนและไล่ที่ชุมชนบ้านครัว จึงเป็นการทำลายชุมชนและทำลายความมนุษย์ของคนที่อยู่รวมกันมาอย่างเป็นสุขกว่า ๒๐๐ ปี เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวบ้านครัวก็มีสิทธิธรรมและความชอบธรรมที่จะต่อต้านเพื่อปกป้องชีวิตตนเอง ครอบครัว และชุมชน แต่การต่อสู้กับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของทางบ้านเมืองนั้นเป็นเรื่องยาก เปรียบเสมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟฉะนั้น
ชุมชนบ้านครัวเหมือนกับชุมชนบ้านบางระจันในประวัติศาสตร์ ที่ต้องร่วมกันต่อสู้ทุกผู้ทุกนาม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง และคนเฒ่าเล่าแก่ ต่อสู้กับกองทัพพม่าซึ่งเปรียบได้เสมือนกับพลังแห่งภูตผีปีศาจที่ไม่มีศีลธรรม ในที่สุดชาวบางระจันก็ต้องตายลงจนคนสุดท้าย
วีรกรรมของชาวบางระจันนั้น ไม่ใช่วีรกรรมของผู้นำเพียงไม่กี่คน เช่น นายจันหนวดเขี้ยว นายทองอินทร์ นายทองเหม็น ขุนสรรค์ พันเรือง อย่างที่เข้าใจกันในเพลงต้นตระกูลไทย หรือที่รูปปั้นอนุสาวรีย์ที่ทางรัฐบาลสร้างขึ้น หากเป็นวีรกรรมของทุกชีวิตในชุมชนอย่างเสมอภาค
การต่อต้านของชุมชนบ้านครัวก็เช่นเดียวกัน ที่ป่วยการจะไปคิดว่าเป็นการเรียกร้องของผู้นำชุมชนคนนั้นคนนี้ หากเป็นการร่วมกันต่อสู้ของทุกคนในชุมชนที่มีมากกว่าหมื่นวิญญาณในขณะนี้
ศรีศักร วัลลิโภดม:บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๙ ฉ. ๑ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๓๖)