หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปงานเสวนาเรื่อง “ยาแผนไทย ๓ ตำรับ ๕ แผ่นดิน... ต่อชีวิต สานภูมิปัญญา เพื่อดำรงอยู่
บทความโดย ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง
เรียบเรียงเมื่อ 28 เม.ย. 2559, 13:38 น.
เข้าชมแล้ว 3514 ครั้ง

สรุปงานเสวนาเรื่อง “ยาแผนไทย ๓ ตำรับ ๕ แผ่นดิน...ต่อชีวิต สานภูมิปัญญา เพื่อดำรงอยู่”

 

           

การเสวนาเรื่อง “ยาแผนไทย ๓ ตำรับ ๕ แผ่นดิน... ต่อชีวิต สานภูมิปัญญา เพื่อดำรงอยู่”  มีวิทยากรร่วมเสวนาสองท่านคือ เภสัชกรหญิง ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และคุณภาสินี ญาโณทัย จากร้านขายยาบำรุงชาติสาสนายาไทย  (หมอหวาน รอดม่วง) โดยมีคุณสุดารา สุจฉายา เป็นผู้ดำเนินรายการ 

 

เภสัชกรหญิง ดร. สุภาภรณ์ ได้อธิบายถึงที่มาของการแพทย์แผนไทยว่า เกิดจากความต้องการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ในยุคที่ไม่มียารักษาโรคเช่นปัจจุบัน จึงคิดนำเอาต้นไม้ใบหญ้ารอบตัวซึ่งเป็นสมุนไพรมาปรับใช้ สั่งสมเป็นประสบการณ์และความรู้ เพราะร่างกายของมนุษย์ถูกออกแบบเพื่อดูดซึมและขับถ่ายสิ่งที่เป็นอินทรีย์ (Organic) ดังนั้นสมุนไพรจึงเสมือนเป็นชีวิตของเรา  และมาจากดินฟ้าอากาศ การรักษาสุขภาพให้ยืนนาน จึงต้องดูแลความหลากหลายทางชีวภาพของธรรมชาติเอาไว้ด้วย

 

ประสบการณ์ที่สั่งสมกันมานี้เรียกว่าทฤษฎีทางการแพทย์ ซึ่งในโลกตะวันออกเชื่อว่าองค์ความรู้เหล่านี้มาพร้อมกับพระพุทธศาสนา ปรากฏในคัมภีร์โรคนิทาน ว่าด้วยเรื่องการมรณะสิ้นอายุขัย เป็นต้น มีเหตุผลกล่าวถึงการที่ศาสนาพุทธรับเอาความรู้เรื่องอายุรเวทอันเป็นศาสตร์การรักษาแขนงหนึ่งจากอินเดียตะวันออกมาปรับใช้ ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนากล่าวว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งนอนจมกองอาจม จึงได้ช่วยพยาบาลด้วยพระองค์เอง  หลังจากนั้นจึงมีเหล่าพระภิกษุรูปอื่นเข้ามาช่วยเหลือ พระองค์จึงตรัสในครั้งนั้นว่า การช่วยเหลือพระภิกษุรูปนี้ก็เหมือนเป็นการช่วยเหลือพระองค์ด้วย ดังนั้นภิกษุทั้งหลายจงดูแลซึ่งกันและกัน

 

การแพทย์อายุรเวทของอินเดียจะนับถือท่านชีวกโกมารภัจจ์เป็นบรมครูของศาสตร์นี้ แต่ในโลกการแพทย์แผนไทยจะรับรู้กันว่าท่านชีวกโกมารภัจจ์เป็นแพทย์ประจำองค์พระพุทธเจ้า และเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับพระภิกษุสงฆ์รูปอื่น

 

การแพทย์ตะวันออกมีพื้นฐานอยู่ที่ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ดังนั้นการเจ็บป่วยของคนเราจึงขึ้นอยู่กับความไม่สมดุลของธาตุเหล่านี้ จำเป็นที่เราต้องรู้ว่าจะอยู่อย่างไร จึงจะทำให้ธาตุในร่างกายปกติ  ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมรอบตัว การแต่งกาย การใช้ชีวิต รวมถึงการกินอาหาร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นทั้งสาเหตุของการเจ็บป่วยและเป็นยาช่วยปรับธาตุในร่างกายด้วย หากตัวเรามีความเข้าใจจะสามารถใช้ความรู้นี้เพื่อการดูแลและเยียวยาตัวเองได้

 

 

แต่ในโลกตะวันตกได้มองต่างออกไป โดยเห็นว่าสาเหตุของการเกิดโรคนั้นเกิดจากเชื้อโรค มุมมองเช่นนี้อาจไม่ผิดแปลกอะไร แต่เป็นการมองเพียงมุมเดียว ในปัจจุบันคนส่วนมากมักเสียเงินไปกับการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) แต่จะมีถึง ๒ ใน ๓ ที่ต้องซื้อหายาเหล่านี้ด้วยเงินจำนวนมหาศาลแล้วไม่หาย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะผู้คนจำนวนมากมักเข้าใจแต่เพียงว่า ทางออกเดียวของการรักษาสุขภาพคือการแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการดีกว่าหรือไม่ที่ควรหันมารักษาธาตุในร่างกายให้สมดุลแบบองค์รวม โดยการหันกลับมาฟื้นฟูยาและการแพทย์แผนไทย

 

สิ่งที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ศึกษาและทำออกมา เสมือนเป็นการนำเอาทรัพย์ของแผ่นดินมาเผยแพร่ เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนหมู่มาก การค้นคว้าที่ผ่านมาเป็นการนำเอาหลักการที่ว่าภูมิปัญญาไทย สามารถทำให้คนไทยมีความสุข มาเป็นแก่นเพื่อปฏิบัติ สิ่งหนึ่งที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรดำเนินตามแนวทางนี้มาได้จนถึงปัจจุบัน คือการมีเครือข่ายและทีมงานที่มีใจรัก       ซื้อสัตย์ และเห็นแก่สิ่งแวดล้อม

 

การศึกษาวิจัยสมุนไพรนับเป็นหน้าที่หนึ่งของการสืบค้นองค์ความรู้ที่แอบซ่อนอยู่ตามป่าเขาที่อยู่กับหมอยาจำนวนไม่น้อย ซึ่งบางท่านนั้นรู้จักกับต้นไม้แทบทุกชนิดในผืนป่า การทำงานเหล่านี้จะมีทั้งรับและให้ หลายครั้งที่เราเข้าไปสอนการทำผลิตภัณฑ์กับชุมชนซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในป่า สำหรับในส่วนที่ได้รับมานั้นจะเป็นความรู้ที่มีค่าจากหมอยาหลายท่านที่ได้ถ่ายทอดมาให้ ทำให้รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเป็นหมอยาได้ เพราะในตำรายาท้องถิ่นมีทั้งคำสาปแช่งและคำให้พร ซึ่งโดยรวมแล้วผู้เป็นหมอต้องมีสัจจะ มีวินัย รักษาคำอาจารย์ เช่นอาจารย์ผู้ถ่ายทอดมักขอให้อย่าหยุดเรียนรู้และอย่าหยุดช่วยคนเป็นต้น สิ่งที่เราเรียนรู้จากหมอยาอีกอย่างคือการเสียสละ รู้จักเป็นผู้ให้ แม้ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไร นอกจากนี้ยังทำให้เราเคารพในธรรมชาติ ด้วยความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างฉันท์มิตรได้ทำให้อัตตาของเรานั้นหายไป

 

นอกจากศึกษาและเก็บความรู้ด้านยาและการรักษาแล้ว ยังมีงานอนุรักษ์ป่ารวมถึงต้นไม้หายาก การทำฐานข้อมูลยาสมุนไพร โดยมีเป้าหมายให้คนทั่วไปได้ใช้และรับรู้ข้อมูล เช่น ในมหกรรมสมุนไพรมีการแจกต้นไม้วันละ ๓๐๐ ชนิด มีการอธิบายถึงคุณค่าของยาแผนไทยออกตามสื่อต่างๆ เพื่อเปลี่ยนความคิดว่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นธรรมชาติในโลกนี้มีอยู่หลากหลาย ควรนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเรา ส่วนสาเหตุที่ทางโรงพยาบาลฯ มีการผลิตยาออกจำหน่ายในท้องตลาดนั้น เกิดจากการทำโครงการสาธิตให้ชาวบ้านได้มีอาชีพในยุคฟองสบู่แตก โดยเริ่มตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว และนำไปขาย โดยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ในช่วงแรก มีผู้นำไปขายทั่วประเทศ เพราะถือเป็นงานหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ในยุคฝืดเคือง หลังจากนั้นจึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

 

สิ่งที่งานของโรงพยาบาลฯ ประสบความสำเร็จมาได้ คือการที่เรามีครูผู้มอบประสบการณ์และคำปรึกษาอันล้ำค่า สิ่งที่กำลังทำต่อไปคือการผลักดันให้ร้านยาแผนไทยยืนหยัดอยู่ได้ในสังคมปัจจุบัน  ซึ่งทุกคนต้องเห็นว่าร้านยาเหล่านี้เป็นที่พบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันด้วย       

 

จากนั้นคุณภาสินี ญาโณทัย ซึ่งมาในฐานะเหลนของหมอหวาน รอดม่วง ผู้เป็นแพทย์แผนโบราณในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้บอกถึงสาเหตุที่ตนเองสนใจเรื่องการแพทย์แผนไทยว่า เป็นเพราะเกิดและเติบโตมาในบ้านที่เห็นคนจัดยา เตรียมยา และปรุงยากัน จึงเกิดเป็นความสงสัยและกลายมาเป็นความสนใจในเวลาต่อมา โดยบ้านบำรุงชาติสาสนายาไทยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ในเวลานั้นนับเป็นช่วงเวลาที่มีการปะทะกันระหว่างศาสตร์การแพทย์จากตะวันตกที่เข้ามามีบทบาทอยู่ในสังคมไทยกับการแพทย์แผนไทยที่สืบทอดองค์ความรู้มาอย่างยาวนาน  การตั้งชื่อบ้านหลังนี้ว่า “บำรุงชาติสาสนายาไทย” จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งว่ายาแผนไทยยังสามารถธำรงชาติและศาสนาเอาไว้ได้ ด้วยวิถี   ปฏิบัติและองค์ความรู้ที่สืบทอดต่อกันมา แม้จะดูไม่ทันสมัยเหมือนยาฝรั่ง แต่ร้านยาหมอหวานก็ได้ปรับตัวและรับเอาองค์ความรู้สมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ เช่น มีหูฟัง มีปรอทวัดไข้ เพื่อให้การแพทย์แผนไทยคงอยู่ได้ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

โดยบ้านหลังนี้เป็นทั้งบ้านพักอาศัย สถานที่ปรุงยาและขายยา โดยมียากว่า ๑๐๐ ชนิด ทั้งยาเด็ก ยากวาดคอ ยาสตรี ยาแก้ไข้ ยาหอม ฯลฯ หลังจากคุณทวด (หมอหวาน รอดม่วง) เสียชีวิตไปแล้วมีคุณยายซึ่งเป็นเภสัชกรสืบทอดเจตนารมณ์มาจนถึงรุ่นคุณป้า

 

ราว ๓๐ ปีที่ผ่านมามีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนสถานที่ จึงเป็นเหตุให้ไม่มีการต่อทะเบียนอีก แต่อย่างไรก็ตามยังมีผู้สูงอายุซึ่งเป็นลูกค้าเก่าแก่ราว ๒๐ ราย ที่ยังต้องการให้ทางร้านจัดยาให้อยู่ จึงยังคงให้บริการกับลูกค้ากลุ่มนี้เสมือนเป็นญาติผู้ใหญ่    

 

ในช่วงแรกที่ลงมาทำงานเหล่านี้อย่างเต็มตัว ได้มีโอกาสไปร่วมงานมหกรรมสมุนไพร และได้รับความรู้เรื่องยาหอมจนมีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้ประกอบการยาหอมรายอื่น ร่วมเผยแพร่จัดนิทรรศการเกี่ยวกับยาหอมให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบข้อมูล สิ่งเหล่านี้ทำให้มีผู้สนใจทั้งผู้ประกอบการและสื่อติดต่อเข้ามาเป็นเครือข่ายจำนวนมาก

ยาหอมที่มีจำหน่ายในปัจจุบันประกอบด้วย ๔ ตำรับ คือ ๑) ยาหอมสุรามฤทธิ์ ๒) ยาหอมอินทรโอสถ ๓) ยาหอมประจักร์ และ ๔) ยาหอมสว่างภพ ซึ่งยาหอมเป็นยาทานทั่วไป โดยปรุงด้วยสมุนไพรหลายสิบชนิด ช่วยปรับสมดุลเลือดลมในร่างกาย สามารถรับประทานได้ทุกเพศ ทุกวัย  ซึ่งสถานการณ์เมื่อ ๓-๔ ปีที่ผ่านมานี้ ทางร้านมีปัญหาเกี่ยวกับตัวยามีราคาแพงและหายากขึ้นแต่สิ่งที่ถือเป็นหลักสำคัญคือต้องปรุงด้วยตัวยาและปริมาณตามสูตรดั้งเดิม ดังนั้นราคายาหอมหมอหวานจึงสูงกว่ายี่ห้ออื่นที่ขายในท้องตลาดเล็กน้อย

 

 

ปัจจุบันยาหอมมีผู้ใช้อยู่ในวงที่จำกัด สาเหตุหนึ่งมาจากความนิยมตัวยาแผนปัจจุบัน  ซึ่งถูกถ่ายทอดมาจากตะวันตกมากกว่ายาไทย นอกจากนี้กลุ่มผู้ใช้ส่วนหนึ่งมักต้องการตัวยาที่ใช้แล้วออกฤทธิ์ทันทีซึ่งเป็นยาสมัยใหม่ ตรงข้ามกับสรรพคุณของยาหอม ที่มุ่งปรับสมดุลธาตุในร่างกาย ดังนั้นสิ่งที่มุ่งหวังคือเห็นควรให้มีการศึกษาถึงแนวทางในการนำเอายาหอมกลับคืนสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง โดยแนวคิดการนำเสนอยาหอมหมอหวานต้องการสะท้อนให้เห็นว่าเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรม ที่ได้ร่วมสืบทอดให้คงอยู่ได้และคงคุณภาพเหมือนยาต้นฉบับ เช่น การใช้ตัวยาตามตำรา หากตัวยาไหนยังไม่มีหรือขาดตลาด ทางร้านก็จะชะลอการผลิตไว้จนกว่าจะได้ตัวยาครบสมบูรณ์ตามตำรับ

 

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สามารถทำให้ยาแผนไทยคงอยู่ได้ คือการเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องยาสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ซึ่งทั้งสองตำรับที่มาร่วมเสวนาในวันนี้ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมที่มุ่งรักษาและใช้สอยแต่ตัวยาจากตะวันตกในทุกวันนี้ 

 

ร่วมเสวนาโดย เภสัชกรหญิง ดร. สุภาภรณ์ ปิติพรและคุณภาสินี ญาโณทัย, คุณสุดารา สุจฉายา เป็นผู้ดำเนินรายการ

ในวันศุกร์ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า วงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง :สรุปการเสวนา

 

 

อัพเดทล่าสุด 8 มี.ค. 2561, 13:38 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.