“ย่านเก่ากรุงเทพฯ” และปัญหาระหว่าง “กรรมสิทธิ์”
โดยกฎหมายและสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน

สังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมที่มีการใช้ที่ดินเป็นแบบจารีต [Traditional land use] คือมีรูปแบบการใช้ทรัพยากรร่วมกัน [Common property] แต่เมื่อไทยเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมรวมทั้งเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ พื้นที่สาธารณะที่เคยใช้สอยร่วมกันและถือปฏิบัติสืบต่อกันมาแบบจารีตก็ถูกทำลายรูปแบบการใช้ลักษณะเช่นนี้ลง ส่วนหนึ่งเพราะการปฏิวัติการทำการเพาะปลูกที่เปลี่ยนจากเพื่อเลี้ยงตนเองไปสู่เกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ นำมาซึ่งการถือครอง “กรรมสิทธิ์” ทำให้ที่ดินกลายเป็นเรื่องของ “ทุน” และมี “มูลค่า” ที่สามารถซื้อขายได้อย่างถูกกฎหมาย
ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทิ้งปัญหาของเรื่องกรรมสิทธิ์ร่วมแก่องค์กรสาธารณะ เช่น วัด หรือบรรดาญาติพี่น้องกับผู้คนในชุมชนที่ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน สิ่งที่ตามมาภายใต้โลกทัศน์ใหม่ก็คือ คน ตระกูล หรือผู้มีอำนาจในกรรมสิทธิ์และเคยถูกมอบหมายให้ดูแลกรรมสิทธิ์ หมายถึง “ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินจึงสามารถขายที่ดินและได้ผลประโยชน์เฉพาะตนเฉพาะครอบครัว” จึงสร้างปัญหาและเกิดเป็นความร้าวฉานในหมู่เครือญาติหรือชุมชนต่างๆ เมื่อมีการต้องการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือการซื้อขายเปลี่ยนมือ
กรุงเทพฯ หลังสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา มีความเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งทางโลกทัศน์และกายภาพ ที่ทำให้เมืองขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราว ๓๐ ปีที่ผ่านมา แหล่งโรงงานอุตสาหกรรมเริ่มรุกเข้ามาในพื้นที่สังคมเกษตรกรรม เมืองขยายตัวเป็น “มหานคร” ที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศตามลำดับ พื้นที่อยู่อาศัยในย่านต่างๆ แพงขึ้นราวทองคำ นำมาสู่โครงสร้างทางสังคมและกายภาพที่ผันแปร จนเกิดการล่มสลายของความเป็นย่านชุมชนดั้งเดิมหลายแห่งในกรุงเทพฯ
หลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐจัดการพัฒนาประเทศโดยเน้นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามแผนการพัฒนาทางเศรษฐกิจฯ เป็นสำคัญ ส่งผลให้มีช่องว่างอย่างมากระหว่างเมืองกับชนบท การเติบโตของกรุงเทพฯ ทำให้คนต่างจังหวัดโยกย้ายเข้ามาเป็นแรงงานในพื้นที่เมือง ยิ่งทำให้เกิดความแออัดอย่างรวดเร็วโดยไร้การจัดการ ในหลายแห่งจึงเสื่อมโทรม ทำให้ราชการนิยามคำว่า “สลัม” ขึ้นมาเป็นกรอบในการมองและจัดการ โดยเฉพาะในย่านชุมชนเมือง เมื่อรัฐต้องการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ในระดับนโยบาย ชุมชนของคนจนเมืองจึงเป็นสถานที่แรกๆ ที่จะถูกจัดการไล่รื้อออกไป
ตัวอย่างความผิดพลาดของนโยบายจัดการพื้นที่ย่านเมืองเก่า ‘แผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์’
นโยบายของกลุ่มนักผังเมืองสมัยหนึ่งเพื่อฟื้นบรรยากาศสมัยรัชกาลที่ ๕ กลับมาอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๒๑ คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงมีมติให้ตั้ง “คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” เพื่อวางนโยบายศึกษา จัดทำแผน ออกระเบียบปฏิบัติ หารูปแบบบรรยากาศและจุดเด่นของกรุงรัตนโกสินทร์ประกอบกับเพื่อเตรียมงานฉลองรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี อันเป็นช่วงเวลาที่ภาครัฐมีนโยบายบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานสำคัญต่างๆ ในกรุงรัตนโกสินทร์
คณะกรรมการนี้คือผู้มีอำนาจในการจัดการพื้นที่ส่วนในของกรุงรัตนโกสินทร์ และอาจถือได้ว่าเป็นการก่อตัวของชุดความคิดด้านการอนุรักษ์ที่สร้างผลกระทบต่อการจัดการเมืองในระยะยาว เนื่องจากคณะกรรมการกลุ่มนี้มีแนวคิดในการอนุรักษ์ที่เน้นความสำคัญทางกายภาพ การปรับปรุงภูมิทัศน์ รวมทั้งการมองคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ใช้เฉพาะอายุเป็นเกณฑ์ ซึ่งนำไปสู่การเสนอให้รื้อสิ่งปลูกสร้างที่มีอายุน้อยกว่าสมัยรัชกาลที่ ๕ ออก จึงหมายถึงการโยกย้ายไล่รื้อคนออกจากกรุงรัตนโกสินทร์ครั้งมโหฬาร หากดำเนินการไปตามโครงการ แต่ก็มิได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปตามโครงการที่วางไว้แต่อย่างใด
แปลงสินทรัพย์เป็นทุน : ฝันค้าง… “ฌองเซลิเซ่”
อาจกล่าวได้ว่ามรสุมลูกใหญ่ที่สุดที่พัดผ่านเข้ามาและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยอย่างยิ่งก็คือ ‘ทุนนิยม’ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในการเปิดประตูรับลมมรสุมลูกนี้อย่างเต็มแรงก็คือ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดยหนึ่งในนโยบายที่นำมาใช้ในการขยายฐานเสียงและเป็นวาทะอันหอมหวานก็คือการ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน”
นโยบายดังกล่าวนำไปสู่แผนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ที่ดินขนาดใหญ่ มีโครงการต่างๆ ออกมามากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ โครงการจัดทำแผนแม่บทและพัฒนาพื้นที่ถนนราชดำเนินและพื้นที่บริเวณต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถนนราชดำเนินและพื้นที่โดยรอบ ๑.๕ กิโลเมตร จากสองฝั่งถนนเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว มี ๒๑ ชุมชนจะถูกจัดระเบียบ (หรือไล่รื้อออกไป) ได้แก่ ชุมชนมัสยิดจักรพงษ์, ชุมชนตรอกบวรรังษี, ชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน, ชุมชนเขียนนิวาสน์-ตรอกไก่แจ้, ชุมชนวัดสังเวชวิศยาราม, วัดสามพระยา, ชุมชนโบสถ์พราหมณ์, ชุมชนตรอกศิลป์-ตรอกตึกดิน, ชุมชนหลังวัดราชนัดดา, ชุมชนวัดเทพธิดาราม, ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์, ชุมชนราชบพิธพัฒนา, ชุมชนเฟื่องทอง-ตรอกวิสูตร, ชุมชนท่าเตียน, ชุมชนตรอกบ้านพานถม, ชุมชนท่าวัง, ชุมชนวัดนรนาถ, ชุมชนวัดอินทรวิหาร, ชุมชนวัดใหม่อมตรส, ชุมชนแพร่งภูธร, ชุมชนสามยอด นอกจากนี้ยังกินบริเวณไปถึงบางส่วนของฝั่งธนบุรีด้วย
แผนการปรับปรุงถนนราชดำเนินให้เป็นเสมือน “ฌองเซลิเซ่” คือความฝันถึงการสร้างย่านชอปปิงหรูแบบในฝรั่งเศส ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงถึง ๗,๐๕๘ ล้านบาท อย่างไรก็ตามมีการท้วงติงอย่างมากถึงความคุ้มทุน และแผนพัฒนาดังกล่าวก็เงียบหายไปพร้อมกับรัฐบาลไทยรักไทย เพียงแต่วิธีคิดแปลงสินทรัพย์เป็นทุนสำหรับผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้วไม่ได้หายไปด้วย แต่กลับกระตุ้นให้ต่างพากันพยายามจัดรูปที่ดินเพื่อเพิ่มมูลค่าใหม่ในเวลาต่อมา
ตัวอย่างของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
ชุมชนป้อมมหากาฬ : หลังกำแพงมีชีวิต
กลุ่มบ้านแถบ “ป้อมมหากาฬ” เป็นชุมชนเล็กๆ ในเมืองหลวงที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงพระนคร และน่าจะเป็นชุมชนเก่าแห่งสุดท้ายที่ยังเรียกได้ว่าเป็นการตั้งถิ่นฐานชุมชนแบบชานกำแพงเมือง อันเป็นรูปแบบการตั้งถิ่นฐานที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์หรือก่อนหน้านั้น
ที่นี่ยังมีบ้านเรือนไม้เก่าบางหลังที่ยังเหลือคือ บ้านของข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานที่ดินหลังป้อมมหากาฬให้ ในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นต้นกำเนิดคณะลิเกแห่งแรกซึ่งเป็นวิกของพระยาเพชรปาณี และเป็นแหล่งทำเครื่องดนตรีชั้นเลิศ ต่อมาราว ๒๐ ปีก่อนยังมีผู้คนภาคใต้และประกอบอาชีพช่างทำกรงนกเขามาอาศัย ทำให้ป้อมมหากาฬเป็นย่านที่เก่าแก่และมีสีสันอาชีพหลากหลายอีกแห่งหนึ่งในกรุงรัตนโกสินทร์

อย่างไรก็ตามตลอด ๒๐ ปีมานี้ ชุมชนป้อมมหากาฬประสบกับการไล่รื้อหลายระลอก ภายใต้นโยบายและกฎหมายหลายแบบ ทั้งแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ หรือทางกรุงเทพมหานครที่เริ่มมีนโยบายปรับปรุงบ้านเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
นอกจากจะซ่อมแซมป้อมมหากาฬอันเป็นโบราณสถานเพื่อกันเขตเป็นสวนสาธารณะเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่เมืองแล้ว พ.ศ. ๒๕๓๕ มีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินบริเวณที่จะเวนคืนจากชุมชน แต่ชาวชุมชนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินและมีฐานะยากจน ต่างยืนยันจะอาศัยอยู่ในที่เดิมที่เคยอยู่สืบกันมาแต่สมัยบรรพบุรุษ จึงรวมตัวเรียกร้องขอแบ่งพื้นที่ ๑ ไร่จาก ๔ ไร่เศษที่ทาง กทม. จะทำเป็นสวนสาธารณะ เพื่อแบ่งปลูกที่อยู่อาศัยพร้อมเสนอการจัดตั้งเวรยามดูแลสวน ทั้งยังได้ประสานความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มาช่วยจัดทำโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ชุมชนป้อมมหากาฬขึ้นเป็นโครงการชุมชนบ้านไม้โบราณ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และนำเสนอรูปแบบการจัดการชุมชนให้คนสามารถอยู่อาศัยร่วมกับโบราณสถานและสวนสาธารณะได้ โครงการนี้เป็นที่ยอมรับระดับหนึ่งจากทางกรุงเทพมหานคร จึงยังไม่มีการดำเนินการไล่รื้ออีกในช่วงปัจจุบัน
ที่ดินธรรม ทำเลทอง : ไล่รื้อชุมชนซอยหวั่งหลี เมื่อวัดทวงที่ธรณีสงฆ์
อาคารเก่าแก่โบราณอายุไม่น้อยกว่า ๘๐ ปี เป็นสถาปัตยกรรมตึกแถวแบบโมเดิร์นรุ่นแรกในเมืองไทย ติดกำแพงวัดยานนาวา เคยเป็นที่ตั้งของ ‘ชุมชนซอยหวั่งหลี’ แต่ปัจจุบันหายไปแล้วทั้งคนและอาคาร เหลือเพียงพื้นที่โล่งและเต็นท์ให้เช่าเพื่อค้าขายเป็นตลาดนัด
ชุมชนซอยหวั่งหลีตั้งอยู่บนที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดยานนาวา โดยชุมชนเป็นผู้เช่า เหตุผลจากทางวัดในครั้งนั้นคือ ต้องการเปลี่ยนพื้นที่นี้เป็นอาคารพาณิชย์ ๔ ชั้นตามแผนการพัฒนาของวัด ซึ่งส่งผลให้ชาวชุมชนซอยหวั่งหลี ๓๔ ครอบครัว หรือราว ๒๐๐ คน ต้องอพยพออกจากถิ่นที่อยู่อาศัยมานานกว่า ๓ ชั่วคน

ชาวชุมชนได้ขอเจรจากับวัดหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ในที่สุดจึงได้รับหมายศาลในเดือนเมษายน ๒๕๔๘ โดยวัดยานนาวาเป็นโจทก์ ผู้เช่าเป็นจำเลย ฟ้องขับไล่ให้ออกภายใน ๓๐ วัน คดีสิ้นสุดลงที่ว่า ศาลมีกำหนดให้ย้ายออกภายใน ๔ มกราคม ๒๕๕๐ กรณีนี้เป็นหนึ่งในกรณีพิพาทระหว่างชุมชนกับวัด แต่ในทางกฎหมายแล้ว ที่วัดเป็นที่เอกชน เนื่องจากวัดได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ดังนั้นตามหลักกฎหมายไทยที่ว่า “คุณอยู่บนที่ของเขา ในเมื่อเขาไม่ให้อยู่แล้วคุณจะอยู่ได้อย่างไร”

อดีตพื้นที่นี้เคยเป็นชุมชนหวั่งหลี
วัดยานนาวาได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ ๓ เพราะเป็นย่านอาศัยของคนที่มาจากโพ้นทะเล โดยเฉพาะคนจีนที่อยู่รวมกันเป็นชุมชนพ่อค้าวาณิช วัดยานนาวาเกิดขึ้นเพื่อบูรณาการคนท้องถิ่นที่มาจากโพ้นทะเลให้เป็นคนในสยามประเทศที่นับถือพุทธศาสนา จึงเป็นเสมือนตัวเชื่อมรัฐและสถาบันกษัตริย์กับประชาชน ทั้งเป็นวัดที่อุปถัมภ์โดยพระมหากษัตริย์และอุปถัมภ์โดยประชาชน วัดกับชุมชนต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าไม่มีวัดชุมชนก็ไม่เกิด ถ้าไม่มีชุมชนวัดก็อยู่ไม่ได้ นับเป็นหลักการที่วัดหลายๆ แห่งในเมืองไทยละเลยจนไร้ความหมายไปเสียแล้ว
![]() |
![]() |
ภาพประกอบจากนิทรรศการเพลทที่จัดทำเสร็จแล้ว เลือกมา ๒ ภาพ อีกภาพหนึ่งเป็นภาพคนชมนิทรรศการก็ได้
กรณีเล่งเน่ยยี่ : พื้นที่ในระหว่าง ‘ธุรกิจ’ กับ ‘ศรัทธา’
เมื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์กับพรมแดนทางธุรกิจมาซ้อนกัน กรณี ‘วัดมังกรกมลาวาส’ หรือวัดเล่งเน่ยยี่จึงยิ่งมีความซับซ้อน เมื่อเจ้าของอาคารพาณิชย์ซึ่งติดกับวัดผุดโครงการดัดแปลงปรับปรุงอาคารที่พักอาศัยหลังเดิมให้เป็น ‘STATION 1’ โรงแรมและสถานบันเทิง จึงเป็นที่มาของการคัดค้านจากวัดและชุมชน เนื่องจากมองว่าไม่เหมาะสม เพราะวัดมังกรฯ คือศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชุมชนคนจีนอันเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ ทางวัดเองจึงน่าจะได้มีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ใดๆ ที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวัดตามหลักสิทธิชุมชน แม้จะเป็นเพียงสิทธิในพื้นที่ทางความศรัทธาก็ตาม
อย่างไรก็ตามยังมีกรณีใกล้กัน แต่เป็นมุมกลับที่ทางวัดเป็นคู่ขัดแย้งกับชุมชนก็คือ เรื่องการปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ภายในและภายนอกวัดโดยทางวัดเอง เช่น ห้องแถวข้างวัดที่สร้างในสมัยเจ้าอาวาสองค์ที่ ๒ โรงเจ (เคี่ยนตึ๊ง, คูนตึ๊ง) หรือเจดีย์ที่เก็บอัฐิ ‘ฉี่หยี่กง’ ผู้อุปถัมป์วัดตั้งแต่เริ่มสร้าง และที่เก็บอัฐิของบรรพจารย์และภิกษุชั้นผู้ใหญ่ของวัด ซึ่งสถานที่บางแห่งดังกล่าวได้ถูกรื้อไปแล้ว และบางแห่งเป็นคดีความที่ทางศาลปกครองมีคำสั่งชะลอการรื้อถอนไว้

เจดีย์ทรงไทยที่ "ฉี่หยี่กง" สร้างเอาไว้หน้าลานวัดมังกรฯ
แม้ไม่มีหลักฐานเอกสารประวัติศาสตร์จากราชการบันทึก แต่ก็มีคำบอกเล่าในตระกูลของชาวจีนสยามหลายตระกูล กล่าวถึงเชื้อพระวงศ์ชิงท่านหนึ่งที่หนีราชภัยมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารแห่งรัชกาลที่ ๓ โดยเปลี่ยนชื่ออย่างสามัญชนว่า ‘ฉี่หยี่กง’ ตั้งรกราก สร้างบ้านเรือน ทำมาค้าขายอยู่ที่บริเวณย่านสำเพ็ง-เยาวราช-ราชวงศ์ จนสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงร่วมก่อสร้างวัดเล่งเน่ยยี่ อีกทั้งยังตั้งห้องยาที่ในวัด ทำให้วัดกลายเป็นสุขศาลาของชาวจีน ส่วนเจ้าอาวาสยังได้สร้างโรงเจเป็นบ้านพักคนชรา นับได้ว่าวัดเป็นศูนย์กลางของสังคมสงเคราะห์แบบชาวจีนที่สำคัญแห่งหนึ่ง
‘ฉี่หยี่กง’ ได้สร้างพระเจดีย์ทรงไทยเอาไว้หน้าลานวัดมังกรฯ เมื่อท่านสิ้นลง อัฐิจึงได้บรรจุในพระเจดีย์นี้ ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญแสดงออกถึงความเป็น ‘คนจีนสยาม’ ส่วนอีกสิ่งที่ยืนยันถึงการมีตัวตนอยู่ของ ‘ฉี่หยี่กง’ คือ บรรดาลูกหลานมากมายที่สืบทอดโดยตรงและเกี่ยวดอง ได้แก่ ตระกูลล่ำซำ, หวั่งหลี, พันทนะ, เชาวกำธร, อึ๊งภากรณ์, สิมะเสถียร, กรรณสูต, จักกะพาก, กาญจนาภา, หโยดม, จารุมิลินท, บุลสุข, ฮุนตระกูล, จึงแย้มปิ่น, โทณวณิก, ขัมพานนท์ และแซ่ฉี่
โดยพระเจดีย์นี้ถือเป็นศูนย์กลางที่รวมจิตใจของคนในวงศ์ตระกูลตามวาระและโอกาสสำคัญ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณวัดมังกรกมลาวาสมีความผูกพันและมีความเชื่อความศรัทธาในองค์พระเจดีย์ที่อยู่คู่วัดมาช้านาน แต่เหล่านี้เป็นข้อมูลที่กรมศิลปากรไม่เคยนำมาใช้เพื่อให้ความสำคัญแก่สิ่งก่อสร้างสำคัญภายในวัด จึงไม่มีการคุ้มครองในฐานะเป็นโบราณสถาน ซึ่งถือเป็นการพิจารณาในบริบทที่คับแคบและเป็นความล้าหลังทางวัฒนธรรมและการจัดการให้ความสำคัญของสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สังคมของคนจีนในประเทศไทย

นอกจากวัดมังกรฯ พื้นที่ย่านเยาวราชเองก็กำลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจสูง ทั้งมีโครงการสร้างรถไฟฟ้าเข้ามา ยิ่งเป็นแรงจูงใจแก่นักพัฒนาธุรกิจที่ดิน จึงมีกระแสข่าวการเวนคืนหรือไม่ต่อสัญญาที่ดินออกมาเป็นระยะ เช่น กรณีชุมชนเจริญไชย ซึ่งมีเรื่องราวของชุมชนและพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ตั้งอยู่บนอาคารเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เช่นกัน ดังนั้นเรื่องเหล่านี้จึงเป็นความซับซ้อนในปัญหาของการใช้พื้นที่และสิทธิของผู้อยู่อาศัยที่อยู่ในย่านสำคัญทางประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่จำเป็นต้องมีการพูดคุยและพิจารณาข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงปัญหาในทางกฎหมายอีกมาก
เวิ้งนาครเขษม : ที่ดินทำเลทอง
กรรมสิทธิ์บนที่ดินเวิ้งนาครเขษม เป็นที่ดินมรดกของมูลนิธิห้าตระกูล โดยมีผู้เช่าอยู่อาศัยมานานนับร้อยปี จนสามารถพูดได้ว่าเป็น ‘บ้าน’ ที่ลูกหลานฝังรกฝังรากกันไว้ที่นั้น แต่เมื่อสัญญาเช่ากำลังหมดลง เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงมีจดหมายมาแจ้งให้เตรียมย้ายออกเพราะต้องการขายที่ดินแปลงนี้ สถานการณ์ร้อนทำให้ชาวเวิ้งรวมตัวกันอย่างเร่งด่วน และตั้งคณะกรรมการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลขึ้น เพื่อระดมทุนในชุมชนในการร่วมประมูลซื้อที่ดินที่ผูกพันกลับมา แต่ในระบบธุรกิจ เงื่อนไขคือการแข่งขันและเก็งกำไร จึงทำให้ทางชุมชนแพ้การประมูลในครั้งแรกไป สิ่งที่ทำให้ชุมชนเวิ้งนาครเขษมรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมก็คือ พื้นที่นี้เป็นสถานที่ที่พวกเขาอยู่กันมานานโดยมีบรรพบุรุษเป็นผู้บุกเบิก อย่างน้อยก็น่าจะมีสิทธิ์ในการที่ได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือสิทธิ์ในการที่จะซื้อที่ดินเป็นกลุ่มแรก อีกประการหนึ่งคือ ราคาที่ดินซึ่งแตกต่างจากราคาประเมินมาก ซึ่งอาจถือว่าเป็นที่ดินที่แพงที่สุดในประเทศไทย เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพมาก คืออยู่ในเขตไชน่าทาวน์และเป็นที่ดินผืนใหญ่ที่สุดในย่านนี้
ก่อนเป็น ‘เวิ้งนาครเขษม’ พื้นที่นี้เคยเป็นส่วนหนึ่งในวังของราชนิกุลมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ บรรดาข้าราชบริพารที่ต้องออกจากวังจึงข้ามคลองมาขายของบริเวณนี้ พื้นที่นี้จึงเริ่มต้นจากการเป็นที่ขายของเก่าที่เจ้านายเคยประทานให้หรือลักลอบเอามาจากวังก็มี กระทั่งทูลกระหม่อมบริพัตร พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ ทรงเห็นว่ามีชุมชนเกิดขึ้น จึงปรับเปลี่ยนที่ดินเป็นศูนย์การค้าที่ทันสมัยเหมือนกับทางฝั่งตะวันตก มีการถมที่เป็นเนินกว้างใหญ่จนดูเป็นเวิ้ง จึงประทานชื่อใหม่ว่า ‘เวิ้งนาครเขษม’ และสร้างเป็นศูนย์การค้าขนาดย่อมขึ้น ต่อมาช่วง พ.ศ. ๒๔๘๘ หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ อิทธิพลจากประเทศตะวันตกเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น กระแสดนตรีต่างชาติก็เข้ามาด้วย ที่นี่ก็มีการนำเข้าเครื่องดนตรีมาขายเป็นแห่งแรก จนทุกวันนี้มีร้านแตกแขนงออกมามากมาย รวมทั้งร้านอื่นๆ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทองเหลือง หนังสือเก่าหายาก ฯลฯ
เมื่อการเจรจาต่อรองกับตัวแทนเจ้าของที่ดินทั้ง ๕ ตระกูลยังอยู่ในระยะที่น่าเป็นไปได้ การบริหารจัดการที่ดินจึงยังไม่เปลี่ยนมือและอยู่ในระหว่างการต่อรอง โดยทางชุมชนแสดงเจตนาที่จะไม่ดื้อแพ่งต่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่มุ่งที่จะทำให้เกิดการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย และหวังให้เกิดเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับการจัดการย่านเก่าที่เป็นพื้นที่พาณิชยกรรมในเมือง ชาวเวิ้งมองว่า หากสามารถซื้อที่ดินกลับคืนมาได้ตามราคาที่เสนอไป จะปรับปรุงพื้นที่ให้ดีกว่าเดิมทั้งเรื่องทัศนียภาพ เอาสายไฟฟ้าลงดิน การทำโครงสร้างให้แข็งแรงมีหลังคาคลุมให้คนที่มาเดินสบายขึ้น รวมถึงการสร้างอาคารจอดรถรวม เพื่อพัฒนาเป็นทั้งพื้นที่อยู่อาศัย การพาณิชย์ และประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุบันกลุ่มบริษัทของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประมูลได้ไปในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ชาวบ้านได้เจรจาตกลงกันไว้ ทำให้เกิดข้อสงสัยและเคว้งคว้างในประเด็นปัญหาดังกล่าว

กรณีวัดกัลยาณ์ : เมื่อวัดถือ ‘กรรมสิทธิ์’ ไล่ที่คน
ปลายปี ๒๕๔๙ เกิดกรณีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างวัดกับชุมชนกรณีหนึ่งที่เป็นข่าวบนหน้าสื่อหลายฉบับ โดยเนื่องมาจากการที่วัดกัลยาณมิตรได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินและอาคาร ที่มีผลทำให้ชาวบ้านชุมชนวัดกัลยาณ์ราว ๔๐ หลังคาเรือนต้องย้ายออกไป ทั้งที่อยู่อาศัยกันมาหลายชั่วคน
โดยทางวัดให้เหตุผลว่าต้องการปรับปรุงพื้นที่นี้เพื่อสร้างโครงการของวัด ประกอบด้วยการก่อสร้างแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ โครงการปรับปรุงท่าเรือวัดกัลยาณมิตร และโครงการสร้างอาคารพาณิชย์ อีกทั้งวัดยังต้องการที่ดินคืนเพื่อจัดระเบียบ เนื่องจากขณะนั้นวัดมองว่าชุมชนมีทั้งยาเสพติด การขายสุรา เป็นแหล่งมั่วสุม จึงไม่ปลอดภัยต่อผู้สัญจร
ชุมชนวัดกัลยาณ์ถือเป็นชุมชนหนึ่งที่อยู่ในย่านกะดีจีน ที่มีความเก่าแก่หลากเชื้อชาติ ความเชื่อ และศาสนา โดยโครงการปรับปรุงที่ดินของวัดกัลยาณมิตรนอกจากเรื่องไล่ชุมชนออกไปแล้ว ยังได้ไปทับซ้อนระหว่างเรื่อง ‘กรรมสิทธิ์’ ในที่ดิน อันเป็นของวัดกับการรื้อถอนโบราณสถานบางแห่งภายในวัดด้วย จึงกลายเป็นคดีความที่เกี่ยวพันไปถึงอำนาจของกรมศิลปากรและการตีความของกฎหมาย แต่ในส่วนนี้ทางวัดชี้แจงว่าเป็นการซ่อมแซม ไม่ใช่ทำลาย
ด้วยความเป็นชุมชนในย่านเก่าแก่ ทำให้พื้นที่นี้มีการศึกษาจากนักวิชาการค่อนข้างมาก เพราะมีสถานที่อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะศาสนสถาน เช่น วัดพุทธ ศาลเจ้าจีน มัสยิดอิสลาม หรือโบสถ์ในคริสตจักร ซึ่งสถานที่เหล่านี้อาจจะดูสวยงาม แต่สำหรับพื้นที่โดยรอบที่ขาดการจัดการมานานอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการไล่รื้อ
ในช่วงหลังได้สถาบันทางวิชาการและภาคีหลายแห่งได้เข้าไปรองรับในเรื่องการจัดการพื้นที่ใหม่ ทั้งส่วนออกแบบ การจัดพื้นที่แสดงนิทรรศการ การจัดแสง จนทำให้ชุมชนสามารถจัดงาน Art Festival ได้ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้คือแนวคิดในการดึงชุมชนเข้ามาร่วมจัดการตนเองผ่านมิติวัฒนธรรม เพราะในเรื่องสิทธิชุมชนนั้น หากต้องการเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย จำเป็นต้องอาศัยคนหมู่มากด้วย แต่หากเริ่มจากเรื่องความขัดแย้งกับเจ้าของพื้นที่ดังที่ผ่านมา คนที่มาร่วมส่วนมากก็จะเป็นคนที่โดนกระทบเท่านั้น Art Festival นอกจากมีแนวคิดเรื่องทำกิจกรรมที่สนุกแล้ว ยังได้แทรกเรื่องหนักๆ เข้าไปด้วย เช่น ภาพถ่าย Before/After ของพื้นที่หลังมีการจัดการ ทำให้ชาวบ้านมีจิตสำนึกร่วมในการทำพื้นที่ตนเองให้ดีขึ้น
สิ่งที่ต่อยอดออกมาจากงาน Art Festival มีหลายอย่าง เช่น เกิดลานกิจกรรมชุมชนวัดกัลยาณ์ ซึ่งเมื่อเอาใจเขามาใส่ใจเราก็อาจทำความเข้าใจมุมมองของวัดที่มองว่าเพราะชุมชนสกปรก เป็นสลัม โดยเฉพาะระบบทางศาสนาในปัจจุบันที่พระมาจากที่อื่นตามลำดับยศชั้น จึงขาดความผูกพันกับชุมชน แต่หากชุมชนสามารถแสดงการจัดการตัวเองให้เห็นว่าดีอยู่แล้ว ทางชุมชนคิดว่าหลังจากนี้ทางวัดอาจฉุกใจขึ้นก็ได้ ระยะหลังชุมชนในส่วนที่ยังไม่ถูกไล่จึงเริ่มเอาต้นไม้ เอาขนม เอาของมาขายเพื่อให้เกิดกิจกรรมเล็กๆ แต่เป็นระเบียบที่หน้าบ้าน เป็นการเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงให้เห็นจากในชุมชน
งานได้รับกระแสตอบรับดีจนทำให้สามารถจัดขึ้นต่อเนื่องกันเป็นปีที่ ๓ แล้ว ทั้งยังมีภาคีเครือข่ายร่วมทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นที่สนใจของสื่อมวลชน ต่อมามีหน่วยงานจากภาครัฐเข้ามาร่วมสนับสนุนด้วย จึงน่าสนใจว่าอาจจะมีพลังในการผลักดันประเด็นข้อขัดแย้งไปสู่การแก้ปัญหาเชิงนโยบายมากขึ้น
ปรับปรุงจากบทนิทรรศการประกอบการเสวนาเรื่อง ‘ไล่รื้อชุมชน ความขัดแย้งระหว่างกรรมสิทธิ์โดยกฎหมายและสิทธิชุมชน ภาวะล้าหลังทางวัฒนธรรมในเมืองไทย’
พระนครบันทึก : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๕ (กรกฎาคม–กันยายน ๒๕๕๕)