
คุณลุงประเสริฐ สุขถาวร ผู้ริเริ่มก่อตั้งศูนย์เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ ของชุมชนฮาซานุดีน
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสร่วมกับเครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคมเดินทางไปยังพื้นที่กรุงเทพฝั่งตะวันออก คือ หนองจอก มีนบุรี และเลยไปถึงนครเนื่องเขต จ. ฉะเชิงเทรา นอกจากได้เยี่ยมชมย่านการค้าเก่าและสภาพเมืองที่กำลังแปรเปลี่ยนไปแล้ว ยังได้สัมผัสวิถีเกษตรกรท่ามกลางเมืองใหญ่อย่าง “หนองจอก” ที่พยายามปรับตัว เพื่อจะรักษาพื้นที่สีเขียวของตนเองให้ดำรงอยู่ได้ท่ามกลางป่าคอนกรีต อันเป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่น่าสนใจของสังคมกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ที่ภาคเกษตรกรรมมักถูกหลงลืม
คิด-ลงมือทำ พลิกฟื้นแผ่นดิน “หนองจอก”
“ธารน้ำใสสะอาด พฤษชาติเขียวขจี” สองวรรคแรกในคำขวัญเขตหนองจอก สะท้อนภาพการเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เนื่องด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นทุ่งกว้าง มีลำคลองตัดผ่านหลายสาย จึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับการทำเกษตรกรรม ทั้งสวนผัก ผลไม้ และนาข้าว
กระทั่งการพัฒนาเมืองแผ่ขยายมาสู่ย่านชานเมือง พื้นที่สีเขียวแปรเปลี่ยนเป็นทำเลทองดึงดูดนายทุน เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียที่ดินทำกิน เพราะไม่สามารถต้านทานอำนาจทุนได้ แต่ท่ามกลางกระแสทุนอันเชี่ยวกราก ยังมีเกษตรกรที่ไม่ยอมถูกพัดพาตามไป
“พื้นที่การเกษตรที่นี่ มันจะเหลือน้อยลงไป ผู้คนเข้ามามากยิ่งขึ้น แล้วเราจะทำอย่างไรให้พื้นที่น้อยนี้ ให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้น”
คำกล่าวของลุงประเสริฐ สุขถาวร หรือลุงยูซุฟ เกษตรกรชาวหนองจอก วัย ๖๐ ปีเศษ ผู้เป็นเกษตรกรเมืองหลวงมาค่อนชีวิต สะท้อนถึงปัญหาและแนวความคิดริเริ่มในการพัฒนาที่ดินของตนเอง ให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ”เพื่อหวังต่อลมหายใจให้อาชีพเกษตรกรเมืองหลวงที่มีพื้นที่อยู่อย่างจำกัด
ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ชีวภาพแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ชุมชนฮาซานุดีน แขวงหนองจอก เขตหนองจอก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยเป็นการรวมกลุ่มเกษตรกรในนาม “ชมรมแผ่นดินทองหนองจอก” เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับมาดีเช่นเดิม เพราะขณะนั้นพื้นที่เกษตรกรรมที่เหลืออยู่ต่างถูกห้อมล้อมด้วยตึกรามบ้านช่องที่เปิดรับผู้คนจากถิ่นอื่นเข้ามา น้ำเน่าเสียจากครัวเรือนจำนวนไม่น้อยจึงถูกปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ประกอบกับเกษตรกรเริ่มพึ่งพาการใช้สารเคมีในกระบวนการต่างๆ มากขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำและดินเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวของเกษตรกรเอง

แปลงทดลอง “สวนผักลอยน้ำ” จากจินตนาการของคุณลุงประเสริฐ
ด้วยเหตุนี้ ภูมิปัญญาการเกษตรดั้งเดิมที่พึ่งพิงธรรมชาติและความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ จึงถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ โดยศูนย์เกษตรอินทรีย์ฯ มีบทบาทในการเป็นสื่อกลางเชื่อมระหว่างกลุ่มเกษตรกร และเจ้าหน้าที่การเกษตรจากองค์กรของรัฐ ในการเป็นพื้นที่เผยแพร่ความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ และรับปรึกษาปัญหาต่างๆ ของเกษตรกร เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างเกษตรกรในพื้นที่
ในพื้นที่กว่า ๓๐ไร่ของศูนย์เกษตรอินทรีย์ฯ ถูกบริหารจัดการเป็นบ่อน้ำและพื้นที่เพาะปลูก โดยยึดตามหลักเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าที่สุด และมีแปลงทดลองที่ดำเนินควบคู่กับการจัดอบรมความรู้เกษตรอินทรีย์ เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพ การเพาะเชื้อราสำหรับเป็นปุ๋ย การเพาะพันธุ์พืชและปลาชนิดต่างๆ โดยมีการจัดอบรมให้กับเกษตรกร บุคคลทั่วไป รวมไปถึงสถานศึกษาในพื้นที่ด้วย
ท่องเที่ยววิถีเกษตร (คนเมือง)
การสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำหรับ “คนเมือง” เป็นหนึ่งในแนวความคิดของลุงประเสริฐ โดยหวังให้คนทั่วไปได้รับรู้คุณค่าของเกษตรกรรมมากขึ้น
ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ฯ จึงเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาท่องเที่ยวเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากพื้นที่สีเขียวซึ่งเป็นที่พักปอดชั้นดีของคนเมืองได้แล้ว ยังมีโอกาสได้สร้างประสบการณ์และเรียนรู้ในภาคเกษตรกรรม อันเป็นเรื่องที่แทบจะขาดหายไปในชีวิตคนเมืองอย่างเราๆ เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ว่าทุกบ้านสามารถมีพื้นที่เกษตรเล็กๆ เป็นของตัวเองได้ เช่น การเรียนรู้วิธีการปลูกพืชผักสวนครัวปลอดสารเคมีไว้ใช้ในครัวเรือน ที่นี่มีให้เรียนรู้กันหลายชนิด ตั้งแต่จำพวกไม้เล็กๆ ปลูกง่าย เช่น ผักวอเตอร์เครส ต้นหอม กะเพรา โหระพา หรือพวกที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น มะละกอ ฟักทอง มะเขือชนิดต่างๆ โดยจะให้คำแนะนำในการปลูกทุกขั้นตอน อีกทั้งมีเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าให้ด้วย หากสนใจนำไปปลูกที่บ้าน

ต้นกล้าพืชผักผลไม้ และไม้ดอกไม้ประดับชนิดต่างๆ มีจำหน่ายในราคาถูก หากต้องการนำไปปลูกเองที่บ้าน
นอกจากนี้ยังมีแปลงทดลองต่างๆ เกี่ยวกับสวนผักคนเมือง จากจินตนาการของคุณลุงประเสริฐ ที่น่าจะนำมาต่อยอดความคิดได้ เช่น สวนผักลอยน้ำความคิดริเริ่มจากบทเรียนเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ เกิดเป็นแปลงผักลอยน้ำได้ โดยนำวัสดุใกล้ๆ ตัวมาประยุกต์ใช้ คือ ท่อพีวีซีมาต่อขึ้นเป็นแพลอยน้ำ ใช้ปลูกผักสวนครัวง่ายๆ ที่ต้องกินกันประจำ ลุงประเสริฐบอกว่าใครจะคิดเป็นวัสดุอื่นๆ ก็ทำได้ ไม่ว่ากัน
การทำน้ำหมักชีวภาพจากตะกอนที่ได้จากอ่างล้างจาน ทุกบ้านสามารถทำได้เอง ซึ่งได้ทำจำลองเป็นตัวอย่างโดยใช้ตาข่ายมาเย็บเป็นถุงนำไปครอบท่อน้ำของอ่างล้างจาน เพื่อเก็บกากตะกอน เศษอาหารต่างๆ แล้วนำไปหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ หรือนำกากไปผสมกับใบไม้แห้งก็จะได้ปุ๋ยอย่างดี หากทำได้เช่นนี้เท่ากับว่าได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งทำปุ๋ยไว้ใช้เองและรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะหากตะกอนเหล่านี้ไหลลงสู่คูคลองจะเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียตามมา
“ผลิตหลังบ้าน ขายหน้าบ้าน” คิดต่อยอดเพื่อชุมชนยั่งยืน
ในสังคมแบบทุนนิยม การพึ่งพาจากภายนอกดูเหมือนจะกลายเป็นวิถีของผู้คนในปัจจุบันไปแล้ว แต่สำหรับลุงประเสริฐ การพึ่งพาตนเองของชุมชนใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ในสังคมเมืองหลวงแห่งนี้
“วันนี้เราถูกรุกไล่จริงๆ อย่างหนองจอกเป็นเมืองเล็กๆ มีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ถึง ๓ ห้าง ยังไม่รวมถึงห้างขนาดเล็กอีกมากมาย สินค้าชุมชนต้องไปซื้อจากที่นั่นอย่างเดียว ผักก็มาจากต่างจังหวัดหมด แล้วจะทำอย่างไรให้เงินในชุมชนอยู่กับคนในชุมชน?” ลุงประเสริฐกล่าวถึงจุดริเริ่มในการสร้างศูนย์สินค้าชุมชนเล็กๆ ขึ้น โดยหวังให้เป็นตัวอย่างโครงการนำร่องในการสร้างตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าภายในชุมชน เพื่อให้รายได้หมุนเวียนอยู่ภายในชุมชน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ผลิตหลังบ้าน ขายหน้าบ้าน” ลุงประเสริฐบอกว่าสิ่งที่เราทำขึ้นในชุมชน ต่างจากสินค้าโอท็อปที่รัฐให้ทุนสนับสนุน เพราะเน้นสิ่งของจำเป็นที่เราต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ของชนิดที่เน้นความสวยงามและความเป็นไทยเพียงอย่างเดียว
สินค้าที่จำหน่ายในศูนย์สินค้าชุมชนแห่งนี้จึงเป็นของที่ผลิตโดยตรงจากชาวบ้าน ทั้งพืชผักปลอดสารพิษที่ปลูกขึ้นในศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ฯ และจากเกษตรกรในละแวกใกล้เคียง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เกษตรที่แปรรูปแล้วชนิดต่างๆ และเครื่องมือเครื่องใช้ของเกษตรกรจำหน่ายในราคายุติธรรมด้วย นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการผลิตของใช้ภายในบ้านที่ใช้เป็นประจำขึ้นเอง เช่น น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยมีการฝึกอบรมให้ฟรีเช่นเดียวกัน

ศูนย์สินค้าชุมชน แหล่งรวมสินค้านานาชนิด ตั้งแต่พืชผักสดใหม่ ไปถึงของใช้ อย่างผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน
ความพยายามของลุงประเสริฐ สุขถาวร ที่ก่อตั้งศูนย์เกษตรอินทรีย์ชีวภาพขึ้นมาเป็นเวลายาวนาน กว่า ๑๐ ปี เป็นตัวอย่างหนึ่งของความเคลื่อนไหวของเกษตรกรเมืองหลวง ที่พยายามปรับตัวตามสภาพสังคมที่แปรเปลี่ยนไป สำหรับลุงประเสริฐสิ่งที่ได้ย้อนกลับคืนมา นอกจากเป็นการรักษาอาชีพที่ตนเองรักแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การปลุกจิตสำนึกของชุมชน เพราะเมื่อชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ สิ่งที่ตามมาคือชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน
หากมีผู้ใดสนใจเรียนรู้วิถีเกษตรกรเมืองหลวง เพื่อเริ่มต้นทำสวนผักคนเมือง สามารถมาเรียนรู้ภาคปฏิบัติกันได้ หรือเพียงแค่เข้ามาเยี่ยมชมพืชพันธุ์ชนิดต่างๆ ฟังการบรรยายวิถีเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ พร้อมทั้งอุดหนุนสินค้าปลอดสารพิษต่างๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้ชาวชุมชน ก็นับเป็นการท่องเที่ยวที่คุ้มค่าแล้ว
ขอบคุณ : เครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม, ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ (สามารถติดต่อสอบถามเส้นทางเดินทางและกิจกรรมต่างๆ ได้ทางโทรศัพท์ หมายเลข ๐-๒๙๘๙-๙๖๙๐,๐-๒๙๘๙-๙๔๙๑)