หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ความสุขในฤดูน้ำหลากจากวงเสวนา “ภูมิและปัญญาของสังคมชาวน้ำ”
บทความโดย อภิญญา นนท์นาท
เรียบเรียงเมื่อ 28 เม.ย. 2559, 14:47 น.
เข้าชมแล้ว 6972 ครั้ง

การสาธิตวิธีการทอดแหหาปลา โดยมีเด็กๆ ขออาสาเป็นปลาให้คุณตาจับ 

ภาพจาก  facebook เครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม

 

วิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำเป็นวิถีดั้งเดิมของคนในสังคมลุ่มน้ำภาคกลางของไทย ที่จางหางไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตที่อยู่ร่วมกับสายน้ำ ดังนั้นเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา การอยู่ร่วมกับน้ำของใครหลายคนจึงเป็นทุกข์ครั้งใหญ่ เพราะนอกจากบ้านเรือนและข้าวของบรรดามีเสียหายไปกับสายน้ำแล้ว จิตใจก็พลอยหวั่นเกรงกลัวน้ำขึ้นน้ำหลากที่จะมีมาตามธรรมชาติทุกๆ ปีไปด้วย จนทำให้เกิดกระแสย้ำเตือนคนในสังคมปัจจุบัน อย่าได้ตระหนก แต่ควรตระหนักถึงความสำคัญของสายน้ำและการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับน้ำอย่างสงบสุขอย่างเมื่อครั้งอดีต

 

เหตุนี้ทางพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาวัดหนังราชวรวิหาร กองการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร และเครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม กรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม  น้ำลดมดกินปลา “ภูมิและปัญญาของสังคมชาวน้ำ” ขึ้นในวันที่ ๒๐-๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในสังคมชาวน้ำ ผ่านการบอกเล่าของผู้มีประสบการณ์ต่างวัย      

 

กิจกรรมในวันแรกจัดให้เด็กๆ จากโรงเรียนต่างๆ ในย่านวัดหนัง มาเรียนรู้วัฒนธรรมของสังคมชาวน้ำ เช่น ทำความรู้จักเรือประเภทต่างๆ  ความเชื่อเกี่ยวกับเรือของคนโบราณ วิธีการต่อเรือและซ่อมเรือแบบดั้งเดิม รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตสังคมชาวน้ำฝั่งธนบุรี เช่น อุปกรณ์จับสัตว์น้ำชนิดต่างๆ โดยมีผู้ใหญ่ในชุมชนผู้มากประสบการณ์มาเป็นผู้สาธิต  นอกจากจะสร้างรอยยิ้มจากเด็กๆ ได้แล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนรุ่นปู่ย่าตายาย ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของกิจกรรมครั้งนี้

 

พระครูสังฆรักษ์ไพฑูรย์ ผู้ริเริ่มพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา วัดหนัง

กำลังสาธิตวิธีการซ่อมเรือให้พวกเด็กๆ ดู : ภาพจาก  facebook เครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม

 

สำหรับในวันที่ ๒๑ มกราคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน นอกจากมีกิจกรรมการท่องเที่ยววิถีถิ่น คือ เดินชมย่านตลาดพลูและล่องเรือชมย่านบางนางนองแล้ว ในตอนเย็นมีการตั้งวงเสวนาเรื่อง “ภูมิและปัญญาของสังคมชาวน้ำ” โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ คุณวิเชียร อ่องสาธร ผู้อาวุโสย่านบางนางนอง คุณพิศาล บุญผูก ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์กว่านอาม่าน พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชาวมอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี และคุณเอนก นาวิกมูล ผู้ก่อตั้งบ้านพิพิธภัณฑ์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ ซึ่งประเด็นหลักของการเสวนา คือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากความทรงจำเกี่ยวกับน้ำท่วมเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ และการดำเนินชีวิตในช่วงฤดูน้ำหลาก

 

ในอดีตเรื่องน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องน่าตระหนกตกใจเหมือนปัจจุบัน เพราะคนในอดีตผูกพันกับสายน้ำจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต คุณพิศาล บุญผูก เล่าว่าเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก คนสมัยก่อนจะต้องเตรียมความพร้อม ซึ่งทำกันเป็นเรื่องปกติในทุกๆ ปี อย่างพอช่วงเข้าพรรษา สิ่งที่ต้องเตรียมเป็นอันดับแรกคือ เรือ แม้เป็นสิ่งที่มีประจำในทุกบ้าน แต่ต้องนำมาซ่อมแซมเพื่อให้พร้อมใช้เวลาน้ำมา ถ้าปีไหนน้ำมาก การปลูกข้าวก็ต้องเลือกปลูกข้าวพันธุ์พิเศษ เรียกว่า ข้าวซังลอย จมน้ำไม่เน่า ไม่ต้องกลัวข้าวจะเสียหายมาก แต่ก่อนชาวบ้านยังไม่เดือดร้อนมากเท่าทุกวันนี้ เพราะน้ำใสสะอาด มีปลางามๆนานาชนิดแหวกว่ายอยู่ทั่วไป  ถ้าจะพายเรือเล่นก็เพลิดเพลิน หรือจะจับกุ้งหอยปูปลากินก็มีมาก มากจนต้องทำเป็นปลาแห้งกุ้งแห้งเก็บไว้ ไม่มีอดอยาก เท่านี้ก็ถือว่าสุขมากแล้วสำหรับคนสมัยก่อน

 

ทางด้านคุณเอนก นาวิกมูล ได้ให้ภาพในฤดูน้ำหลากที่เป็นสีสันของอดีต คือ “การเที่ยวทุ่ง” เมื่อถึงฤดูน้ำ น้ำจะไหลล้นตลิ่งเข้าไปท่วมตามทุ่งนา ชาวบ้านพากันรวมตัวพายเรือไปเที่ยวชมท้องทุ่ง น้ำที่ใสสะอาดจนวักขึ้นดื่มได้ ฝูงปลา รวมไปถึงพืชพันธุ์ชนิดต่างๆ ได้สร้างบรรยากาศอันงดงามและผ่อนคลายให้กับผู้คน กิจกรรมการเที่ยวทุ่งจึงกลายเป็นการพักผ่อนหย่อนใจที่นิยมกันมากในฤดูน้ำหลาก นอกจากนี้เมื่อถึงหน้าน้ำยังมีการเล่นเพลงเรือต่างๆ เป็นที่สนุกสนาน จนลืมทุกข์โศกของขวบปีที่ผ่านมา

 

ในแถบพื้นที่ปทุมธานีและนนทบุรี กลุ่มคนมอญจะมีประเพณี 2 อย่างเกิดขึ้นในฤดูน้ำหลาก คือ ประเพณีตักบาตรทางเรือ เป็นงานใหญ่จะมีเรือจำนวนมากมาร่วมงาน และ การเล่นรำภาข้าวสาร ชาวบ้านจะออกเรือในตอนกลางคืน ร้องเพลงไปตามบ้านต่างๆ เพื่อขอข้าวสาร น้ำตาล มะพร้าว ฯลฯ มาช่วยในงานบุญต่างๆ

 

การเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในบรรยากาศยามเย็น ที่หน้าพระอุโบสถวัดหนัง ริมคลองด่าน

 

ส่วนคุณวิเชียร ผู้เคยผ่านประสบการณ์น้ำท่วมเมื่อปี ๒๔๘๕ ที่ย่านบางนางนอง เล่าว่าตอนนั้นเพิ่งอายุ ๑๐ ปี น้ำท่วมมาก ท่านจึงมีโอกาสหัดว่ายน้ำและพายเรือเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่สมัยก่อนต้องสอนลูกหลานให้ว่ายน้ำพายเรือให้ได้ เพราะเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต สมัยนั้นมีคนอพยพหนีน้ำและหนีภัยสงครามมาอยู่ที่วัดหนัง โดยมากเป็นชาวบ้านจากฝั่งพระนคร หรือเด็กกำพร้าที่ไม่มีบ้านจะมาอาศัยวัดชั่วคราว ถือเป็นศูนย์อพยพที่เกิดขึ้นจากเมตตาธรรม ซึ่งไม่ต้องมีการจัดตั้งโดยหน่วยงานราชการแต่อย่างใด

 

ด้านฝั่งพระนครก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เช่นกัน แต่ในความคิดของคนสมัยก่อน น้ำท่วมกรุงไม่ถือเป็นเรื่องหนักหนาอะไรมากนัก อ.วราพร สุรวดี เจ้าของพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก ซึ่งมาร่วมฟังเสวนาครั้งนี้ด้วย บอกเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อน้ำท่วมกรุงเทพฯ ยุคนั้นว่า น้ำท่วมสมัยก่อนถือเป็นเรื่องปกติ ท่วมตามจังหวะน้ำทะเลหนุน ปีไหนน้ำเหนือมามาก ก็ท่วมมากหน่อยแตกต่างกันไป  เวลาหน้าน้ำเด็กๆ จะสนุกมาก เพราะมีโอกาสได้พายเรือ ดูปลา หากเป็นหนุ่มสาวก็มีที่รวมตัวกันพายเรือออกเที่ยว อย่างที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งกลายเป็นตลาดน้ำย่อมๆ มีข้าวของมาให้เลือกซื้อมากมาย น้ำท่วมจึงเป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่เรื่องทุกข์ แต่ก็มีเรื่องกังวลอยู่อย่างหนึ่คือ ข้าวยากหมากแพงหลังน้ำลด เพราะปีนั้นนาล่มมาก  รัฐบาลเวลานั้นคือสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี จึงคิดทำ“ก๋วยเตี๋ยว” ขึ้น โดยใช้ข้าวเก่าที่เสียๆ มาทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว ใส่เครื่องนิดหน่อย จนกลายเป็นอาหารที่นิยมกันมาตราบทุกวันนี้

 

ภาพความสุขยามน้ำท่วมเหล่านี้คงเหลือเพียงภาพอดีต ตั้งแต่เราเอาวิถีชีวิตออกไกลห่างจากสายน้ำเมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปีที่ผ่านมา สายน้ำที่เคยสร้างสุข จึงกลับกลายเป็นทุกข์มหันต์

 

กิกรรมล่องเรือชมวิถีชีวิตของคนริมน้ำ ย่านบางนางนอง

 

เอนก นาวิกมูล หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมปี ๕๔ เมื่อบ้านพักในซอยพาณิชย์ธนฯ และบ้านพิพิธภัณฑ์ที่ก่อตั้งขึ้นต้องจมขังอยู่ในน้ำนับเดือน กล่าวว่า น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องอุทกภัยจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เพราะคนที่มีอำนาจเข้าไปมีส่วนบังคับมันด้วย ถ้าบังคับโดยใช้หลักคุณธรรมคงไม่เดือดร้อนกันถึงขนาดนี้ต่างจากอดีตที่เราเข้าใจ สามารถปรับตัวให้อยู่ตามวิถีของธรรมชาติ เช่นเดียวกับคุณพิศาล บุญผูก ที่พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาของชาวมอญเกาะเกร็ดก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน เพราะน้ำคราวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพบ้านเมือง ตึกรามบ้านช่องที่มากขึ้น ความรุนแรงย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว  ดังนั้นหนทางรอดเดียวคือเราต้องปรับชีวิตอยู่ตามธรรมชาติให้ได้ เป็นสิ่งที่คุณพิศาลได้ทิ้งท้ายไว้ให้คิด

 

วันนี้สภาพบ้านเมืองและสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก จนไม่เหลือเค้าของอดีต แต่บทเรียนจากอดีตไม่ถือว่าเป็นสิ่งเสียเปล่า ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่จะเลือกนำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ชีวิตปัจจุบันได้อย่างไร

อัพเดทล่าสุด 8 มี.ค. 2561, 14:47 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.