หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปเสวนาสาธารณะ  อันเนื่องมาจากเรือนราชา“วังระแงะกับสังคมมลายูที่เปลี่ยนแปลง”
บทความโดย เกสรบัว อุบลสรรค์ : สรุปการบรรยาย
เรียบเรียงเมื่อ 27 พ.ย. 2558, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 10304 ครั้ง

 

 

VDO เสวนาสาธารณะเรื่อง...อันเนื่องมาจาก "เรือนราชา" วังระแงะกับสังคมมลายูที่เปลี่ยนแปลง

 

หน้าปกหนังสือ “เรือนราชา จากอดีตอันรุ่งเรือง สู่ความโรยราแห่งปตานี”

           รูเมาะห์ราญอคือ เรือนราชาหรือวังระแงะ ตามความรับรู้ของชาวบ้านในเขตพื้นที่อำเภอเมืองฯ จังหวัดนราธิวาส เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ซึ่งราชาองค์สุดท้ายแห่งเมืองระแงะเคยพำนักอยู่ แม้ว่าเรือนราชาในปัจจุบันจะเป็นเพียงเรือนไม้เก่าคร่ำคร่าที่รอวันผุพังไปตามกาลเวลา แต่ร่องรอยของอดีต ความรุ่งเรือง ความสูญเสีย และลมหายใจของผู้คนที่เคยเกี่ยวข้องกับที่แห่งนี้ ยังคงมีอยู่ และฝังซ่อนอยู่ในไม้ทุกชิ้น พื้นที่ทุกตารางนิ้ว เป็นมนต์เสน่ห์ที่ท้าทายมิติแห่งกาลเวลา และมีพลังดึงดูดเราให้ก้าวเข้าไปสัมผัสได้อยู่เสมอ

            Xavier Comas (ซาเวียร์ โคมาส) ช่างภาพจากเมืองบาเซโลนา ประเทศสเปน เป็นอีกผู้หนึ่งที่ตกอยู่ในห้วงมนต์นั้น เขาพาตัวเองเข้าไปอยู่ในเรือนราชา เพื่อเรียนรู้ และซึมซับทุกอณูละอองของอดีตอันหอมหวานอยู่เนิ่นนานหลายปี ก่อนจะตกผลึกออกมาเป็นภาพถ่ายขาวดำสะท้อนความเป็นเรือนราชาในหนังสือเล่มใหญ่ ชื่อ “เรือนราชาจากอดีตอันรุ่งเรือง สู่ ความโรยราแห่งปตานี” หรือ “The House of the Raja : Splendour and Desolation in Thailand’s deep south”

 

   

Xavier Comas กับบางส่วนของภาพถ่ายขาวดำจาก“เรือนราชา” 
ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1407484939
และ http://www.forbesthailand.com/article_detail.php?article_id=103

 

             ด้วยเพราะความน่าสนใจดังกล่าว มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงจัดงานเสวนา “อันเนื่องมาจากเรือนราชา : วังระแงะกับสังคมมลายูที่เปลี่ยนแปลง” เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๗ ณ ห้องประชุม ๒๐๓ อาคาร ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน  ศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

             โดยมีผู้เสวนาคือ อับดุลฮันนาน มาหะมะ อาจารย์จากโรงเรียนเทศบาล ๒ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นชาวมลายู และเป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์เรือนราชาร่วมกับ Xavier Comas (ซาเวียร์ โคมาส) นอกจากนั้นยังมี ณายิบ อาแวบือซา นักวิจัยท้องถิ่นและนักสังเกตการณ์ทางสังคม เครือญาติสายเจ้าเมืองปัตตานี ร่วมพูดคุยเล่าภาพอดีตของอาณาจักรมลายูเพื่อสร้างความเข้าใจให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น โดยมี วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นผู้ร่วมดำเนินรายการ

              เรือนราชาหรือวังระแงะแห่งนี้เคยเป็นที่ออกว่าราชการ พิจารณาพิพากษาคดีความ และเป็นที่พำนักของ ‘พระยาภูผาภักดีศรีสุวรรณประเทศวิเศษวังษา’ (เต็งกูเงาะซำซูดิน) เจ้าเมืองคนสุดท้ายของเมืองระแงะ ก่อนที่ท่านจะมอบสิทธิ์ในการดูแลวังให้บุตรสาวคนที่ ๓ หรือ กูจิ ภูผาภักดี ทั้งนี้ภายหลังจากที่ท่านเจ้าเมืองได้ถึงแก่อนิจกรรมลง ก็มีทายาทอาศัยอยู่ที่วังแห่งนี้สืบต่อกันมาอีกราว ๒-๓ รุ่น ก่อนที่วังระแงะจะถูกทิ้งร้างไร้ผู้อยู่อาศัยไปนานกว่า ๓๐ ปี

 

            เรือนราชา หรือวังระแงะ เรือนไม้บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางนรา

ากภาพเป็นสภาพก่อนหลังคาบางส่วนทรุดพังทลายลงมาเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๗

 

              จากนั้นอาเยาะฮาซึ่งเป็นทายาทของบริวารท่านเจ้าเมืองได้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่พร้อมครอบครัว เป็นเวลานานเกือบ ๒๐ ปี ปัจจุบันทายาทจากวังระแงะจำนวน ๕ คน ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันได้ตกลงมอบวังระแงะให้อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร โดยทางกรมศิลปากรก็กำลังเตรียมโครงการสำหรับการอนุรักษ์และจะประกาศขึ้นทะเบียนให้วังระแงะเป็นโบราณสถานต่อไป

              ‘ระแงะ’ เป็นหนึ่งใน ๗ หัวเมืองใต้ อันได้แก่ ปัตตานี หนองจิก ยะลา สายบุรี รามัน ยะหริ่ง และระแงะ ซึ่งเป็นการแบ่งเขตการปกครองแบบใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยแต่ละเมืองจะมีวังเจ้าเมืองเป็นของตนเอง เช่น วังจะบังติกอแห่งเมืองปัตตานี วังพิพิธภักดี แห่งเมืองสายบุรียะหริ่ง และวังยะหริ่งสายบุรี แห่งเมืองยะหริ่งสายบุรี ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันนี้วังเจ้าเมืองทั้ง ๗ แห่ง ยังคงมีอยู่แต่ได้รับการดูแลในรูปแบบที่แตกต่างกันไปส่วนเจ้าเมืองแต่ละเมืองนั้นจะมีหน้าที่ปกครอง ดูแลทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนตัดสินคดีความที่เกิดขึ้น โดยแต่ละเมืองสามารถจัดการกับรายได้ภายในเมืองของตนเองได้ เมืองที่มีค่าของเงินสูงที่สุดคือ เมืองระแงะ เพราะมีรายได้สำคัญมาจากการส่งออกทองคำ จึงเป็นเมืองที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าเมืองอื่น

           

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ (ผู้ดำเนินรายการ) คุณณายิบ อาแวบือซา และคุณอับดุลฮันนาน มาหะมะ ตามลำดับ

 

              วังระแงะ ถูกสร้างขึ้นบนริมฝั่งแม่น้ำบางนราในช่วงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีการรื้อไม้บางส่วนจากวังเดิมมาสร้างประกอบด้วย โดยมีช่างฝีมือชาวตรังกานูเป็นผู้ออกแบบตามขนบการสร้างวังแบบเดิม วังแห่งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นมลายูปัตตานีแบบดั้งเดิมที่ตั้งตระหง่านมายาวนานกว่าร้อยปี ก่อนที่หลังคาและตัววังบางส่วนจะพังถล่มลงมาเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗

              อับดุลฮันนานกล่าวถึงเรือนราชาแห่งนี้ตอนหนึ่งว่า

              “เคยเข้าไปสำรวจด้านในตั้งแต่เมื่อราวปี พ.ศ. ๒๕๔๘ พบว่า ยังมีสิ่งของเครื่องใช้หลายๆ อย่างของท่านเจ้าเมืองตั้งวางอยู่ด้านใน แต่ต่อมาคงมีการเคลื่อนย้ายออกไป บางส่วนถูกนำไปขายและบางส่วนก็ถูกลักลอบขโมยไป

              อย่างไรก็ดี วังระแงะเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะกับคนในพื้นที่ เมื่อมีการเผยแพร่ภาพข่าวเหตุการณ์ที่วังบางส่วนพังถล่มลงมา และการที่คนในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาตให้รับรู้ถึงการมีอยู่ของวังแห่งนี้อย่างเปิดเผยนั้น เป็นผลมาจากบาดแผลลึกอันเนื่องมาจากประวัติศาสตร์การเมือง ก่อให้เกิดเป็นความหวาดกลัว ความไม่ไว้วางใจ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นเรื่องอันน่าหวาดระแวง และไม่ถูกนำมาพูดถึงกันมากนัก เรื่องราวในท้องถิ่นจึงขาดช่วง ผู้คนจำนวนมากในพื้นที่จึงขาดชุดความรู้สำคัญเกี่ยวกับบ้านเกิดของตนเองชุดนี้ไป

            วังระแงะจึงเป็นเพียงสถานที่ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยตำนานเร้นลับที่เล่าสืบต่อกันมา ในขณะที่การมีตัวตนจริงของวังระแงะ หรือเรือนราชาแห่งนี้กลับถูกหลงลืม และถูกทำให้ลบเลือนไป

            อาจกล่าวได้ว่า การเข้าไปเก็บข้อมูลที่เรือนราชาของ Xavier Comas (ซาเวียร์ โคมาส) เป็นการทำงานโดย ‘ฝรั่ง’ ซึ่งเป็นคนนอกพื้นที่ แต่กลับเป็นคนนอกพื้นที่ที่ได้รับความไว้วางใจให้อยู่รับฟัง เรียนรู้ และถ่ายทอดความเป็นเรือนราชาแทนคนใน ดังนั้นตราบใดที่ความหวาดกลัว และความหวาดระแวงต่ออำนาจที่มองไม่เห็นยังคงมีอยู่ เรื่องราวอันทรงคุณค่าในท้องถิ่นนั้นๆ ก็ย่อมต้องถูกปิดเงียบตลอดไป

     

พระยาภูผาภักดี ศรีสุวรรณประเทศวิเศษวังษา (เต็งกูเงาะซำซูดิน)

 

              ณายิบ อาแวบือซา ได้กล่าวถึงโครงสร้างระบบราชาของมลายู สรุปความได้ว่า ความเป็นราชาในความหมายของคนมลายูนั้นคือ บุคคลที่ได้รับการยอมรับให้มีสถานะพิเศษทางสังคม แต่ไม่ใช่สมมติเทพ และไม่ใช่เจ้าของดินแดนที่ตนปกครอง นอกจากนั้นในสังคมมลายูยังมีการจัดลำดับศักดิ์ราชนิกุล โดยกำหนดศัพท์นำหน้าชื่อบุคคล ซึ่งจะนับทางฝ่ายบิดาเป็นหลัก เช่น Tengku Tuan Nik Wan คล้ายกับคำว่า หม่อมเจ้า,  หม่อมราชวงศ์, หม่อมหลวง ของรัฐสยามที่เราคุ้นชินกัน ต่างกันตรงที่ลำดับศักดิ์ราชนิกุลของทางมลายูนั้นไม่ถูกทำให้เป็นที่ยอมรับกันทางกฎหมายและไม่เป็นที่รับรู้ของสังคมภายนอก อีกทั้งไม่มีการนับสายราชสกุลเมื่อสิ้นสุดลำดับศักดิ์ทั้งที่หลายตระกูลสามารถสืบย้อนขึ้นไปได้ถึงสมัยลังกาสุกะ

            การถูกลิดรอนสิทธิเช่นนี้ ใกล้เคียงกับคำว่า Daulat (เดาลัท) ซึ่งณายิบใช้อธิบายเหตุการณ์ที่ชาวมลายูถูกรัฐสยามกระทำสิ่งที่เรียกว่าเป็นการละเมิด Daulat (เดาลัท) มาตลอด ทั้งในระดับผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง เช่น การลดอำนาจของชนชั้นผู้นำด้วยการแบ่งมลายูออกเป็น ๗ หัวเมือง การผ่องถ่าอำนาจของเจ้าเมืองในทุกด้าน เช่น การปกครอง การศาล และเศรษฐกิจ ให้ทุกอย่างถูกส่งกลับขึ้นไปสู่ศูนย์กลาง การเพิกถอนบรรดาศักดิ์ ทำให้บารมีของกลุ่มชนชั้นนำริบหรี่ และมอดดับลง ไปจนถึงสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ เป็นศักดิ์ศรีของชาวมลายูทั่วไป ก็กลายเป็นเรื่องต้องห้ามด้วย เช่น ห้ามพกกริช ซึ่งถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ประจำตระกูล เป็นการแสดงให้เห็นถึงบารมีของผู้ครอบครอง การถูกสั่งห้ามเลี้ยงนกเขาชวา หรือแม้กระทั่งการบอกปัดความมีตัวตนทางประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มนี้ออกจากแบบเรียน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่สร้างซ้ำบาดแผลลึกให้ผู้คนในสังคมมลายูอย่างไม่จบสิ้น

            การดึงทุกอย่างเข้าสู่ศูนย์กลาง ไม่เปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นได้ดูแลตนเองอย่างเต็มตามศักยภาพที่เขามี ดังคำกล่าวที่ว่าใครจะเข้าใจบ้านของเขาเท่ากับตัวเขาเอง ตลอดจนการตอบโต้ด้วยความรุนแรงอันกร้าวกระด้าง การปล่อยผ่านไม่สมานลบรอยแผลลึกด้วยการยอมรับอย่างเข้าใจ และจริงจัง ทั้งหมดล้วนนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ความสับสนระคนความหวาดระแวง และนั่นไม่ใช่หนทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาใดใดได้เลย

            ‘เรือนราชา’ เรือนไม้เก่าทรุดโทรมหลังนั้นจึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่คือหลักฐานของโครงสร้างสังคมแบบเดิมที่หลงเหลือตั้งตระหง่านผ่านหลายยุคสมัย เป็นหลักฐานที่ย้ำชัดให้เราตระหนักเห็นถึงการมีตัวตนของคนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่บนผืนดินเดียวกับเรา คนกลุ่มใหญ่ที่กำลังสั่นระส่ำเพราะการกระทำอย่างไม่พยายามจะเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น

            แม้ว่าท้ายที่สุดจะไม่มีเรือนราชา แต่ความเป็นมลายูย่อมคงอยู่ จิตวิญญาณของพวกเขานั้น แน่นอน อาจซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความต้องการอนุรักษ์ ‘เรือนราชา’ แห่งนี้ก็เป็นได้

 

เสวนาสาธารณะ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๕ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๘)

           

อัพเดทล่าสุด 27 พ.ย. 2558, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.