การเข้าไม่ถึงความต้องการของคนในท้องถิ่น
คือสิ่งที่เป็นปัญหาของรัฐไทยในทุกวันนี้
ศรีศักร วัลลิโภดม

นิเวศวัฒนธรรมเทือกเขาสันกาลาคีรี-แม่น้ำสายบุรี
แม่น้ำสายบุรีเขตต้นน้ำนั้นไหลผ่านภูมิประเทศที่เป็นแนวทิวเขาสันกาลาคีรี มีภูเขาขนาบทั้งสองด้านครอบคลุมพื้นที่อำเภอสุคิริน อำเภอจะแนะ และอำเภอศรีสาคร ในจังหวัดนราธิวาส ลำน้ำมีลักษณะคดโค้งมีแนวแก่งหินกลางลำน้ำ ตลิ่งสูงชัน บางแห่งเป็นเวิ้งหาดทรายและในแม่น้ำมีร่องน้ำลึก ตลอดแนวทิวเขาสันกาลาคีรีเขตภูมิประเทศนี้มีลำน้ำสาขามากมายที่เกิดจากร่องลำธารต่างๆ บนภูเขา ลำธารเหล่านี้ล้วนไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี
ผู้คนที่อาศัยในพื้นที่วัฒนธรรมนี้ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพารา สวนไม้ผล ทุเรียน ลองกอง แบ่งเขตวัฒนธรรมเป็น ๒ แบบ คือ
“นิเวศวัฒนธรรมภูเขา” มีกลุ่มบ้านตั้งอยู่บริเวณที่ราบแคบๆ ระหว่างภูเขา กลุ่มบ้านในเขตภูเขาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบ้านใหม่ที่คนจากภายนอกอพยพมาบุกเบิกพื้นที่ป่าเพื่อเกษตรกรรม ชื่อบ้านในเขตนี้มีการตั้งชื่อตามชื่อของสายลำธารในบริเวณนั้น อาทิ บ้านไอร์แตแต บ้านไอร์บาลิง บ้านไอร์จูโจ๊ะ เป็นต้น
ในภาษามลายูคำว่า “ไอร์” แปลว่า “สายน้ำ” ในพื้นที่นิเวศวัฒนธรรมนี้มีชื่อพื้นที่ที่มีคำว่า “ไอร์” นำหน้าร่วมร้อยชื่อ วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นสัมพันธ์กับลักษณะภูมิประเทศสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่ตนอยู่ นอกจากวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับภูเขาและที่ราบลุ่มแล้ว ท้องถิ่นที่อยู่ใกล้แม่น้ำก็มีวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับสายน้ำอีกด้วย
อีกกลุ่มหนึ่งคือ “นิเวศวัฒนธรรมที่ราบลุ่ม” มีกลุ่มบ้านที่ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มทุ่งนาระหว่างภูเขากับแม่น้ำสายบุรี ท้องถิ่นนี้มีประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเก่าแก่ที่สืบอายุได้เกือบ ๒๐๐ ปี อาทิ บ้านซากอ บ้านตอแล บ้านตามุงในอำเภอศรีสาคร

ซูแกหรือเครื่องมือประมงที่ทางภาคกลางเรียกว่า “โพงพาง” ที่ตั้งขวางลำน้ำบริเวณต้นน้ำสายบุรี
ในอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส
แม่น้ำสายบุรีเป็นแม่น้ำเดียวที่ยังไม่มีการสร้างเขื่อนขวางกั้นแต่ใช่ว่านโยบายของรัฐไม่เคยมีความคิดนี้สำหรับแม่น้ำสายบุรี ตลอดที่ผ่านมาเคยมีนโยบายการสร้างเขื่อนสายบุรีหลายครั้งหลายคราจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ได้รับการต่อต้านจากคนในท้องถิ่นที่อยู่ตลอดลำน้ำสายบุรี
ในเขตทิวเขาสันกาลาคีรี ผู้คนในท้องถิ่นที่อยู่ใกล้แม่น้ำพวกเขาใช้ทรัพยากรจากแม่น้ำทุกฤดูกาล โดยเฉพาะหน้าฝนที่มีน้ำมากและมีปลาและกุ้งมากด้วย ชาวบ้านแถบนี้สร้างเครื่องมือจับปลาที่มีลักษณะเฉพาะตามภูมิประเทศและช่วงฤดูกาล แม่น้ำสายบุรีที่ไหลผ่านเขตภูเขายามฤดูฝนมีน้ำเชี่ยวไหลแรง เครื่องมือจับปลานี้ เรียกชื่อตามคำท้องถิ่นว่า “ซูแก”
“ซูแก” เครื่องมือจับปลาภูมิปัญญาท้องถิ่น
เครื่องมือจับปลาชนิดนี้รูปร่างคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นแนวยาวประมาณ ๑๐-๒๐ เมตร และเปิดที่ด้านบนตั้งอยู่กลางลำน้ำบริเวณที่มีน้ำไหลเชี่ยว สร้างด้วยไม้ไผ่ ทำเป็นฝาทั้งสามด้าน ตอกยึดอยู่กลางลำน้ำด้วยท่อนไม้กลมที่มีขนาดและความยาวต่างกันตามความลึกและความแรงของน้ำ
การทำซูแกต้องใช้แรงงานหลายคน ดังนั้นกิจกรรมจับปลาด้วยเครื่องมือขนาดใหญ่เช่นนี้ต้องลงขันช่วยกันตามขนาดของซูแก ซูแกใหญ่อาจมีคนทำร่วมกันถึง ๑๐ คน พวกเขาจะเริ่มสร้างซูแกในช่วงฤดูร้อนที่เมื่อฝนตกและน้ำขึ้นสูงครั้งแรก เป็นเวลาที่ดีที่สุดของชาวซูแก เพราะพวกเขาอาจจับปลาได้มากถึง ๔๐๐-๕๐๐ กิโลกรัมต่อครั้งสำหรับซูแกที่มีขนาดใหญ่ และซูแกบางแห่งได้กุ้งถึง ๒๐๐-๓๐๐ ตัว และหลังจากนั้น พวกเขาจะได้ปลาน้อยลง หากซูแกที่มีขนาดเล็กหรือสร้างอย่างไม่แข็งแรงมั่นคงก็จะพังลงเพราะแรงน้ำ และน้ำขึ้นสูงครั้งที่สองหรือสาม ซูแกส่วนใหญ่มักจะพังลงเพราะน้ำไหลเชี่ยวจากเทือกเขาที่สูง รวมทั้งปริมาณน้ำมากมายพัดพาท่อนไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ มาชนและติดค้าง ซูแกแม้แข็งแรงมากเท่าใดก็มักจะพังลงเพราะต้านทานแรงธรรมชาติไม่ได้นั่นเอง

เครื่องมือจับปลา “ซูแก” ในยามต้นฤดูฝน บริเวณบ้านซากอ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส
ซูแกจึงไม่ใช่เครื่องมือจับปลาที่อยู่กลางลำน้ำอย่างถาวร แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นเฉพาะเวลาและฤดูกาล ที่เมื่อหมดสิ้นฤดูกาลจับปลา ที่เมื่อหมดสิ้นฤดูกาลจับปลาสิ่งเหล่านี้ก็หายไปพร้อมกับสายน้ำเชี่ยว
การเปลี่ยนแปลง
ในแต่ละปีจะมีการสร้างซูแกเพิ่มมากขึ้นบนลำน้ำที่มีสภาพแวดล้อมแบบเชิงเขาซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ เนื่องจากบริเวณที่จะตั้งทำซูแกได้มีพื้นที่จำกัด จึงเกิดกรณีพิพาทในการจับจองบริเวณร่องน้ำที่ดีในการสร้างซูแก บางทีตกลงระหว่างกันไม่ได้ต้องใช้คนกลางอย่างกำนันมาตัดสิน
แต่หน่วยงานราชการ สำนักเจ้าท่าภูมิภาคมีหนังสือราชการแจ้งถึงองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นประจำทุกปีเรื่องการห้ามปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำลำน้ำเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า แต่มักจะเป็นเรื่องพิธีกรรมที่ชาวบ้านไม่รับรู้ นอกจากนั้นก็พบปัญหาจำนวนปลาและกุ้งที่ลดลงทุกปี เกิดจากการบุกเบิกพื้นที่เพื่อปลูกยางพารา การใช้ยาเบื่อกุ้งปลาในเขตต้นน้ำ
จากระยะทางร่วม ๒๐๐ กิโลเมตรจากต้นน้ำสายบุรีที่อยู่บนเทือกเขาสูงชายแดนไทย-มาเลเซีย ผ่านภูมิประเทศที่หลากหลายทำให้เกิดท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกันทางด้านวัฒนธรรม อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแต่ยังไม่มากนัก นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการศึกษา รู้จัก ศึกษา เข้าใจ ภูมิวัฒนธรรมแบบเทือกเขา-แม่น้ำแห่งหนึ่งที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการทำลายระบบนิเวศด้วยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่
ผู้คนในเทือกเขาสันกาลาคีรีและที่ราบลุ่มแม่น้ำสายบุรี ในวันนี้ พวกเขายังคงดำรงวิถีคนหาปลาตามที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ
แท้จริงในการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินและการสับเปลี่ยนของกลางคืนและกลางวันนั้น ล้วนเป็นสัญญาณสำหรับบรรดาผู้มีวิจารณญาณ
อัลกุรอาน ๔ : ๑๙๐
จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิระพันธุ์ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๐๐ (ต.ค.-ธ.ค. ๒๕๕๖)