ถ้าหากเคยสัญจรผ่านถนนประชาธิปไตย เชื่อว่าหลายท่านอาจคุ้นตากับชื่อตรอกทั้งสาม แต่ไม่ทราบว่ามีที่มาอย่างไร ปัจจุบันสภาพพื้นที่ละแวกนี้เคยเป็นเรือกสวนและที่อยู่อาศัยนอกกำแพงเมืองก่อนจะมีการตัดถนนประชาธิปไตยและสร้างสะพานเฉลิมวันชาติในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ จนกลายเป็นพื้นที่เมือง แทบไม่เหลือร่องรอยในอดีตให้เห็น ทั้งคนรุ่นเก่าที่เคยเป็นเจ้าของพื้นที่ได้ย้ายถิ่นที่อยู่ บ้างล้มหายตายจาก ถูกแทนที่ด้วยคนต่างถิ่นเข้ามาอยู่ใหม่ ดังนั้นก่อนที่ตรอกซอยทั้งสามจะเหลือเพียงชื่อจนไม่สามารถเชื่อมโยงถึงความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกันได้ จึงรวบรวมสอบถามเรื่องราวมานำเสนอก่อนจะสิ้นผู้รู้ในพื้นที่

บริเวณทางเข้าซอยพิพิธโภคัยเป็นที่ตั้งของร้านไทยนคร
ผู้ผลิตเครื่องถมชื่อดังซึ่งย้ายกิจการจากถนนจักรเพชรมาอยู่ที่บ้านพานถม และดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน
พิพิธโภคัย-บ้านหล่อ
สองตรอกซอยในพื้นที่บ้านพานถม
จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยผ่านมาทางถนนดินสอจรดกับถนนประชาธิปไตย เมื่อข้ามสะพานเฉลิมวันชาติตรงเชิงสะพานด้านซ้ายมือ จะเห็น ซอยพิพิธโภคัย ซึ่งบริเวณปากซอยเป็นที่ตั้งของร้านไทยนคร ผู้ผลิตเครื่องถมชื่อดังที่เคยดำเนินกิจการอยู่ที่ถนนจักรเพชรตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ก่อนจะย้ายมาเปิดกิจการที่บ้านพานถมและดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน ภายในซอยแห่งนี้มีความยาวราว ๒๐๐ เมตรและเป็นทางตัน มีบ้านพักอาศัยล้อมรั้วสูงเพียงไม่กี่หลัง
ซอยพิพิธโภคัยมีที่มาอย่างไร? ในบทความเรื่อง “เด็กบ้านพานถม” พิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๑ โดย คุณปราณี กล่ำส้ม ได้เรียบเรียงข้อมูลสัมภาษณ์ น.อ. อิสสระ รัชตะศิลปิน ผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ในย่านบ้านพานถมไว้ว่า
“ตรอกบ้านพานถมสมัยก่อนมีบ้านเรือนที่อยู่อาศัยไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นเรือนไม้ฝากระดาน เรือนทรงไทยใต้ถุนสูง ปลูกอยู่ห่างกัน พื้นที่ว่างเป็นสวนผลไม้เบญจพรรณ เจริญงอกงามให้ความร่มเย็น เมื่อถึงฤดูกาลจะผลิดอกออกผล... สภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านในตรอกและบริเวณใกล้เคียงจึงไม่แตกต่างจากชนบทมากนัก
“ผู้ที่อยู่อาศัยในละแวกนี้มีทั้งขุนนาง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ช่างเงินที่ผลิตเครื่องเงินอันลือชื่อ ชาวบ้านร้านตลาด ผู้ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นคนธรรมะธัมโมคือ พระยาพิพิธโภคัยสวรรย์ (เชษฐ์ หังสสูต) อดีตอธิบดีกรมกษาปณ์สิทธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
“เล่ากันว่า คนที่ผ่านไปมาจะได้ยินเสียงสวดมนต์ดังมาจากบ้านของท่านอยู่เป็นประจำ จนคล้ายกับเป็นวัด แม้บ้านเดิมของท่านจะถูกแนวถนนประชาธิปไตยตัดผ่านจนไม่มีเหลือให้เห็นแล้วในปัจจุบัน หากแต่ ‘ซอยพิพิธโภคัย’ ก็ยังคงปรากฏเป็นหลักฐานให้เห็นอยู่ที่เชิงสะพานเฉลิมวันชาติ”

พระยาราชสัมภารากร - ชม ไกรฤกษ์ (ภาพจากหนังสือ คิดถึงพ่อ)
ด้วยเหตุนี้ชื่อซอยพิพิธโภคัย จึงเป็นการตั้งชื่อตามนามเจ้าของที่ดินที่ถนนประชาธิปไตยตัดผ่าน นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงและมีความสัมพันธ์ระหว่างกันก็คือ สะพานพระยาราชสัมภารากร (ชม ไกรฤกษ์) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ในหนังสือ คิดถึงพ่อ พิมพ์เนื่องในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นาวาเอกสมารมภ์ บุนนาค ป.ม.,ท.ช. ณ เมรุวัดธาตุทอง กรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๕ ในเรื่องสายสกุล ไกรฤกษ์ ได้กล่าวถึงคุณหญิงจันทร์ ภริยาพระยาพิพิธโภคัยสวรรย์ (เชษฐ์ หังสสูต) ผู้เป็นพี่สาวของพระยาราชสัมภารากร และเจ้าจอมมารดาชุ่มในรัชกาลที่ ๕ ความว่า
“คุณนึก ไกรฤกษ์ ธิดาคนเดียวของพระยาราชสัมภารากร (ชม ไกรฤกษ์) กับคุณแช่ม สาวมอญเมืองปทุม เจ้าคุณสัมภารากรเป็นบุตรชายคนที่ ๓ ของพระมงคลรัตนราชมนตรี (ช่วง ไกรฤกษ์) กับขรัวยายไข่
“เมื่อคุณพระเสียชีวิตแล้ว ขรัวยายไข่ได้พำนักอยู่กับบุตรชายคือ เจ้าคุณสัมภารากร ที่บ้านพานถม ซึ่งเป็นบริเวณสะพานวันชาติในปัจจุบันนี้ ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า บริเวณที่อยู่นี้จะมีตึกอยู่ ๒ หลัง หลังหนึ่งเป็นของคุณหญิงจันทร์ ภริยาพระยาพิพิธโภไคยสวรรย์ (เชษฐ์ หังสสูต) ซึ่งเป็นลูกสาวคนที่ ๒ ของขรัวยายไข่ อีกหลังหนึ่งคือ ตึกของเจ้าคุณสัมภารากร ระหว่าง ๒ ตึกนี้จะมีทางเดินเชื่อมถึงกัน ซึ่งท่านเจ้าคุณสร้างไว้ให้แม่เดินไปมาหาสู่ลูกสาว และท่านเจ้าคุณได้สร้างสะพานข้ามคลองหน้าบ้านเพื่อให้เจ้าจอมมารดาชุ่ม และพระเจ้าลูกเธอ ๒ พระองค์ คือ เสด็จพระองค์อาทรฯ และเสด็จพระองค์สุจิตราฯ ได้เสด็จมาเยี่ยมขรัวยายไข่ได้สะดวก ในปัจจุบันยังคงมีสะพานพระยาสัมภารากรให้เห็นอยู่”


สะพานพระยาราชสัมภารากร (ชม ไกรฤกษ์)
ข้ามคลองรอบกรุงบริเวณบ้านพานถมกับตลาดเฉลิมวันชาติ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙
ปัจจุบันสะพานพระยาราชสัมภารากรทอดขนานกับสะพานเฉลิมวันชาติ ผู้คนใช้สัญจรข้ามคลองรอบกรุงระหว่างบ้านพานถมกับตลาดเฉลิมวันชาติ ซึ่งในอดีตคือบริเวณที่เรียกกันว่าประตูช่องกุด เมื่อมีการพัฒนาอู่ต่อเรือเอี้ยมจุ๊นให้กลายเป็นตลาดค้าขายสินค้าและของกินของใช้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ชื่อของประตูช่องกุดจึงเลือนหายไป กลายเป็นย่าน “ตลาดวันชาติ” จนถึงทุกวันนี้
ถัดมาคือ ตรอกบ้านหล่อ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดตรีทศเทพ ตรอกที่เอ่ยถึงนี้อยู่คนละที่กับตรอกบ้านช่างหล่อในเขตบางกอกน้อยที่ทำอาชีพปั้นและหล่อพระพุทธรูป คุณยายลออศรี พิพิธภัณฑ์ (สกุลเดิม รัชตะศิลปิน) ซึ่งเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ในตรอกบ้านหล่อจนถึงปัจจุบันเล่าให้ฟังว่า
“จากปากตรอกบ้านหล่อเข้าไปจนถึงสามแยก เดิมเรียกว่าบ้านพานถม พอถัดจากนี้ไปจนถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรียกว่า บ้านหล่อ คุณพ่อ (หลวงอนุการรัชฎ์พัฒน์ (อู๋ รัชตะศิลปิน)-ผู้เขียน) เล่าว่าเขาทำอาชีพหล่อเต้าปูนและเครื่องเชี่ยนหมากด้วยทองเหลือง เมื่อทางกรุงเทพมหานครได้จัดเขตใหม่ บ้านพานถมจึงถูกย้ายไปอยู่ฝั่งวัดบวรนิเวศ และรวมพื้นที่จากปากตรอกซึ่งเดิมคือบ้านพานถมเข้ากับบ้านหล่อ”

บ้านขุนอดุลย์โภคทรัพย์ (รวย รัชตะศิลปิน) ที่ยังคงสภาพเกือบสมบูรณ์ในตรอกบ้านหล่อ
ในปัจจุบันอาชีพหล่อเต้าปูนและเครื่องเชี่ยนหมากสูญหายไปจากตรอกบ้านหล่อจนหมดสิ้น ซึ่งน่าจะพร้อมๆ กับการยกเลิกวัฒนธรรมการกินหมากของคนไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ สภาพของตรอกบ้านหล่อที่เคยเป็นเรือกสวนผลไม้และมีตรอกเล็กๆ เป็นทางสัญจรขนาบด้วยคูน้ำถูกถมและวางท่อระบายน้ำกลายเป็นถนน และมีทางเดินลาดปูนซีเมนต์เข้าไปตามบ้านเรือนที่อยู่ท้ายตรอกติดกับกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งในบริเวณนี้ยังพอมีบ้านเก่าแทรกตัวให้เห็นประปราย ขณะที่การหล่อเต้าปูนและเครื่องเชี่ยนหมากจนเกิดเป็นหมู่บ้านช่างในอดีต ไม่หลงเหลือหลักฐานให้เห็นแม้แต่น้อย

จากแยกวิสุทธิกษัตริย์ซอยนามบัญญัติจะอยู่ทางด้านซ้าย อีกด้านหนึ่งของถนนคือวัดมกุฏกษัตริยาราม
นามบัญญัติกับวัดมกุฏกษัตริยาราม
จากสี่แยกวิสุทธิกษัตริย์ตรงไปราว ๓๐๐ เมตร จะเห็น ซอยนามบัญญัติ อยู่ทางด้านซ้ายของถนนประชาธิปไตย ส่วนอีกด้านหนึ่งของถนนคือวัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับชื่อซอยโดยตรง เนื่องจากพระอารามแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นคู่กับวัดโสมนัสวิหาร และพระราชทานนามว่า “วัดมกุฏกษัตริยาราม” อันเป็นพระนามตามพระปรมาภิไธยของพระองค์ และโปรดเกล้าฯ ให้เรียกว่า “วัดนามบัญญัติ” ไปจนกว่าจะสิ้นรัชกาลจึงค่อยเรียกนามพระราชทานตามธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณ ในปัจจุบันเราจึงคุ้นเคยกับชื่อวัดมกุฏฯ กันเสียส่วนใหญ่ ส่วนวัดนามบัญญัตินอกจากจะปรากฏในประวัติการสร้างวัดแล้ว ยังหลงเหลือเป็นชื่อซอยในทุกวันนี้

วัดนามบัญญัติหรือวัดมกุฏกษัตริยารามในปัจจุบัน (ภาพจากหนังสือ จดหมายเหตุวัดมกุฏกษัตริยาราม)
สมัยก่อนภายในซอยนามบัญญัติมีสภาพพื้นที่เป็นสวน ผู้คนประกอบอาชีพข้าราชการและทำงานบริษัทห้างร้าน มีบ้านที่ทำอาชีพฟั่นธูปขายหลายหลังและรับจ้างกะเทาะเม็ดบัวส่งขายที่ปากคลองตลาด บุคคลสำคัญที่เคยมีนิวาสถานอยู่ในย่านนี้ได้แก่ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจยุค พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๕๐๐ ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ในซอยนามบัญญัติมีตึกแถวหนาแน่นและเปิดกิจการอพาร์ตเมนต์ให้เช่า เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนที่เข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ ไม่ต่างจากตรอกบ้านหล่อซึ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน
***************************
ขอขอบคุณ: คุณยายลออศรี พิพิธภัณฑ์ (สกุลเดิม รัชตะศิลปิน) อายุ ๘๓ ปี
เอกสารอ้างอิง
กนกวลี ชูชัยยะ. พจนานุกรมวิสามานยนามไทย : วัด วัง ถนน สะพาน ป้อม. ราชบัณฑิตยสถาน จัดพิมพ์เผยแพร่, ๒๕๔๔.
คิดถึงพ่อ. พิมพ์เนื่องในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นาวาเอกสมารมภ์ บุนนาค ป.ม.,ท.ช. ณ เมรุวัดธาตุทอง กรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๕.
ปราณี กล่ำส้ม, เรียบเรียง. “เด็กบ้านพานถม,” ใน วารสารเมืองโบราณ. ปีที่ ๓๔ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม, ๒๕๕๑.