หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปสังสนทนา ครั้งที่ ๒ “บางหลวง บางเรา”
บทความโดย อภิญญา นนท์นาท
เรียบเรียงเมื่อ 8 พ.ค. 2557, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 4873 ครั้ง

            เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายนที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมกับศูนย์ออกแบบพัฒนาเมือง (UDDC) และประชาคมกะดีจีน – คลองสาน จัดงานสังสนทนาครั้งที่ ๒ เรื่อง “บางหลวง บางเรา” ที่ลานเฉลิมพระเกียรติปากคลองบางหลวง ชุมชนวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี ภายในงานมี ๒ กิจกรรมย่อย ดังนี้

เดินย่านเรียนรู้  ‘ชีวิต ตัวตน คนปากคลองบางหลวง’

            จุดเริ่มต้นของกิจกรรมเดินย่านในครั้งนี้ เริ่มต้นที่ ศาลเจ้าเกียนอันเกง อันเป็นที่มาของชื่อบ้านนามเมืองว่า “ย่านกุฎีจีนหรือกะดีจีน”  ศาลเจ้าเกียนอันเกงเป็นศาลเก่าแก่ของชาวจีนฮกเกี้ยน แต่เดิมเคยมีพระภิกษุจำพรรษา ภายในประดิษฐานรูปไม้จำหลักพระโพธิสัตว์กวนอิม อยู่ในอิริยาบถประทับนั่งและทรงชุดพระภิกษุในนิกายพุทธมหายาน  นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจคืองานศิลปกรรมของชาวจีนฮกเกี้ยน ได้แก่ เครื่องไม้แกะสลัก ภาพเขียนเรื่องสามก๊ก และภาพทวารบาลแบบจีนที่เรียกว่า “เซี่ยวกาง” ที่บานประตูทางเข้า

 

ศาลเจ้าเกียนอันเกง ศาสนสถานเก่าแก่ของย่าน อันเป็นที่มาของชื่อย่านกุฎีจีนหรือกะดีจีน

 

            จุดแวะที่ ๒ คือ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร สร้างขึ้นโดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) โดยยกที่ดินบ้านและซื้อที่ดินใกล้เคียงเพื่อสร้างวัดถวายเป็นพระอารามหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๓   นอกจากงานสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่ผสมผสานศิลปกรรมแบบจีนแล้ว สิ่งสำคัญของวัดแห่งนี้คือ หลวงพ่อโตซำปอกง หรือพระพุทธไตรรัตนายก ที่รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นและประดิษฐานไว้ในพระวิหารหลวง เพื่อให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนที่เข้ามาค้าขาย แบบเดียวกับสมัยอยุธยาที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ริมฝั่งน้ำ ณ วัดพนัญเชิง  นอกจากนี้ในอดีตที่วัดกัลยาณมิตรยังเคยจัดเทศกาลกินเจและทิ้งกระจาด ซึ่งถือเป็นงานทิ้งกระจาดที่ใหญ่ที่สุดของฝั่งธนบุรีอีกด้วย

(ภาพซ้าย) คุณอุดร ฉายปรีชา อธิบายขั้นตอนการเลี้ยงปลาเข็มหม้อ / (ภาพขวา) บ้านพาทยโกศลหรือบ้านเครื่อง

           

            หลังจากนั้นเป็นการเยี่ยมชมวิถีชุมชนโดยรอบวัดกัลยาณมิตร ได้แก่ ชมรมอนุรักษ์พันธุ์ปลาเข็มหม้อ ของลุงอุดร ฉายปรีชา ซึ่งเป็นกิจกรรมยามว่างของเด็กบ้านสวน ฝั่งธนฯ ในอดีต  บ้านพาทยโกศล หรือบ้านเครื่อง ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมเครื่องดนตรีไทยและยังเป็นต้นกำเนิดของดนตรีไทยสายฝั่งธนฯ อันเกิดจากหลวงกัลยาณมิตาวาส สืบเนื่องมาถึงจางวางทั่ว ต้นตระกูลพาทยโกศล ปัจจุบันภายในบ้านเป็นแหล่งเก็บรักษาเครื่องดนตรีที่ทางตระกูลได้รับพระราชทานมา

            จากนั้นเดินเท้าเข้าสู่ภายในชุมชนวัดกัลยาณ์ที่ปากคลองบางหลวง ที่กำลังมีปัญหาเรื่องการไล่รื้อชุมชนกับทางวัด พบว่าภายในชุมชนแห่งนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ดังนี้ บ้านไม้เก่าของพระยาอารักษ์  โรงปีบซอฮุงล้ง โรงทำไตปลาทูดอง บ้านทำบายศรี บ้านซ่อมเครื่องดนตรีไทย เป็นต้น      

 

 

สังสนทนา ‘บางหลวง บางเรา’  


            วิทยาผู้ร่วมสังสนทนาในครั้งนี้ ได้แก่ คุณวรชัย พิลาสรมย์ ชาวชุมชนวัดกัลยาณ์  อ. มนัสสวาส กุลวงศ์ ผู้วิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นริมน้ำย่านตลาดพลู และคุณชาตรี นนทเกษ ทรัสตีกุฎีเจริญพาศน์  โดยมีคุณสุดารา สุจฉายา เป็นผู้ดำเนินรายการ  ซึ่งสาระสำคัญ มีดังนี้

 

            คลองบางหลวงหรือคลองบางกอกใหญ่ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า ก่อนมีการขุดคลองลัดบางกอกในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช ส่งผลให้แม่น้ำเดิมแคบเข้าจนกลายเป็นลำคลอง  ด้วยความสำคัญของเมืองทณบุรีศรีมหาสมุทร ในฐานะเมืองหน้าด่านทางทะเลของกรุงศรีอยุธยา บริเวณนี้จึงเป็นที่ตั้งชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์ สืบเนื่องมาจนถึงสมัยธนบุรีที่ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่พระราชวังเดิม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากปากคลองบางหลวง  ตลอดแนวลำคลองจึงเป็นที่ตั้งของบ้านขุนนาง ข้าราชการ  และแม้ว่าจะมีการย้ายราชธานีมาฝั่งกรุงเทพฯ ในสมัยรัตนโกสินทร์ แต่เหล่าขุนนาง ข้าราชการยังคงอาศัยอยู่ในฝั่งธนบุรีอย่างต่อเนื่อง จึงน่าจะเป็นที่มาของชื่อคลองว่า “บางหลวง”

           

จากปากคลองถึงปลายคลอง     

            คุณวรชัย ซึ่งเกิดและเติบโตอยู่ในชุมชนวัดกัลยาณ์ ปากคลองบางหลวง ได้เล่าบรรยากาศในอดีตว่า  ริมตลิ่งตั้งแต่ปากคลองไปจนสุดหน้าวัดกัลยาณ์ เป็นแหล่งค้าขายขนาดใหญ่ มีท่าขึ้นมะม่วงจากดำเนินสะดวก บางช้าง จ. ราชบุรี มีเรือมะม่วงจอดตั้งแต่ปากคลองเรื่อยไปถึงสะพานอนุทินสวัสดิ์  แล้วทางวัดให้พื้นที่เป็นลานมะม่วง มีศาลา ๓ หลัง ซึ่งลานดังกล่าวอยู่ลึกไปถึงกุฏิคณะหนึ่ง เป็นแหล่งขายมะม่วงให้พ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อ ส่วนชาวชุมชนได้อานิสงส์ บางคนเปิดร้านรับส่ง ส่วนใหญ่ใช้แรงงาน ขนมะม่วง หรือรับเฝ้ายามให้ บรรยากาศแบบนี้หมดไปเมื่อถนนหนทางตัดเข้ามามากขึ้น

            ตรงปากคลองเป็นที่ตั้งของโรงมะพร้าวซุ่ยเฮง ซึ่งเล่ากันมาว่าเดิมเป็นร้านขายถ้วยชามของพ่อค้าชาวจีนที่เข้ามาในช่วงรัชกาลที่ ๕ – ๖  และในหนังสือ “เด็กบ้านสวน”  ของพัฒน์ เนตรรังษี ได้บันทึกไว้ว่าที่ตรอกวัดกัลยาณ์มีโรงทำพลูนาบ และโรงทำแจว ทำถ่อ ซึ่งคนทั้งคลองรู้จักหมด  นอกจากนี้มีโรงปีบ และตรงโรงทำไตปลาของยายจี่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเป็นโรงทำกระเทียมดอง ผักดอง ซึ่งเป็นคนจีนโพ้นทะเลมาทำ ปัจจุบันอาคารไม้ด้านบนยังคงเป็นเรือนไม้สลักลวดลายอย่างจีน

             นอกจากนี้ที่ย่านวัดกัลยาณ์มีโรงทำขนมจีน เส้นก๋วยเตี๋ยว เป็นคนจีนโพ้นทะเล อยู่ตรงที่ปากคลองกุฎีจีนแห่งหนึ่งและที่กลางคลองกุฎีจีนแห่งหนึ่ง ทางตลาดพลูที่ขายขนม ซื้อแป้งจากเราเยอะมาก และกุฎีจีนที่ทำขนมฝรั่ง และกุฎีขาวเราส่งแป้งไปให้ด้วย

          ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีราชกิจจานุเบกษาสร้างห้องแถวให้ชุมชนเช่า เพื่อนำเงินไปบำรุงวัด โดยให้ตระกูลกัลยาณมิตรเป็นคนดูแล โดยเจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด กัลยาณมิตร) เป็นผู้เก็บเงิน ไปบำรุงวัด

            ทางด้านคุณชาตรี นนทเกษ ได้กล่าวถึงคลองบางหลวงตรงกุฎีเจริญพาศน์ว่า ในอดีตเป็นย่านการค้าสำคัญในช่วงรัชกาลที่ ๔ ต่อเนื่องมาถึงรัชกาลที่ ๖  อดีตตรงบริเวณที่เรียกว่าเจริญพาศน์ เดิม เรียกว่า ตลาดสะพานหกข้ามคลองบางกอกใหญ่ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานชุดเจริญขึ้น  ซึ่งในฝั่งธนบุรีมีเพียงสะพานเดียวคือ สะพานเจริญพาศน์ อาจเป็นเพราะในย่านนี้เป็นแหล่งการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในสมัยนั้น

            ต่อจากนั้น อ. มนัสสวาส ได้กล่าวถึงย่านตลาดพลู ซึ่งอยู่ในช่วงปลายคลองบางหลวงว่า  ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตลอดแนวคลองต่างให้คำนิยามตัวตนของตนเองต่างๆ กัน บ้างว่าเป็นคนคลองบางหลวง แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ทางฝั่งตรงข้ามตลาดพลู แถบย่านท่าพระ มักจะเรียกตัวเองว่า คนบางกอกใหญ่  ตลอดสองฝั่งคลองประกอบด้วยชุมชนเก่าแก่  มีบ้านเรือนขุนนาง ข้าราชการตั้งกระจายกันไป อย่างเช่นตรงวัดอัปสรสวรรค์เป็นบ้านของตระกูลสุจริตกุล 

            “ตลาดพลู” ถือว่าเป็นตลาดแห่งคลองบางหลวง และมีประวัติศาสตร์เป็นชุมชนเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย  ปรากฏหลักฐานเป็นวัดเก่าแก่หลายแห่ง  คลองบางหลวงที่ตลาดพลูเป็นชุมทางการค้า มีจุดเชื่อมต่อกับคลองภาษีเจริญ ชาวนาจากสุพรรณบุรี ชาวสวนจากบางช้าง ล่องเอาพริก กระเทียมลงมาขาย และริมฝั่งคลองมีโรงคานเรือ โรงสีข้าวหลายแห่ง และในเวลาต่อมาเมื่อมีการเปิดเส้นทางรถไฟสายตลาดพลู ไปยังมหาชัย ยิ่งทำให้การค้าคึกคักมากขึ้น

            นอกจากนี้ในย่านตลาดพลู ประกอบด้วยกลุ่มคนหลายชาติพันธุ์ อาทิเช่น  คนจีน คนมุสลิม จากปัตตานี  และคนมอญ ซึ่งแทบไม่เหลือร่องรอยวัฒนธรรมแบบมอญอีกแล้ว  อาชีพสำคัญของผู้คนส่วนใหญ่คือการค้าขายและเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การปลูกพลู ซึ่งมีทั้งของกลุ่มชาวจีนและมุสลิม แหล่งที่ปลูกพลูที่สำคัญ เช่น สวนบางสะแก นอกจากนี้ยังมีชาวสวนทางคลองบางระมาดเอาใบพลูใส่เรือล่องมาจากทางคลองบางกอกน้อยด้วย ใบพลูเหล่านี้บ้างเอามาทำพลูนาบ ส่งขายทั้งในประเทศและส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เช่น ซาอุดิอาระเบีย อินเดีย เป็นต้น  

          ชาวมุสลิมเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญในย่านบางหลวง คุณชาตรี กล่าวว่า แต่เดิมที่คลองบางหลวงมี “กุฎี” หรือมัสยิดอยู่หลายแห่ง เช่น กุฎีขาว  แล้วมีกุฎีแดง กุฎีเขียว ซึ่งต่อมาผนวกเข้ากับกุฎีขาว และมีกุฎีบ้านสวน หรือมัสยิดสวนพลู  นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเดิมน่าจะมีกลุ่มคนมอญอาศัยปะปนอยู่ด้วย เพราะในสมัยเด็กๆ มีการละเล่นสะบ้า แต่ใช้ตลับยาขัดรองเท้าแทนลูกสะบ้า แต่มีกติกา และท่วงท่าการเล่นที่น่าจะเลียนแบบมาจากการละเล่นสะบ้าของชาวมอญ  

          อ. มนัสสวาส กล่าวเพิ่มเติมเรื่องมัสยิดสวนพลูว่า เป็นเรือนปั้นหยา มีหอกลางเป็นโดมสูง  เดิมเรียก “กุฎีบ้านสวน” แต่เด็กๆ รุ่นใหม่จะเรียกว่า “มัสยิดสวนพลู”  ไม่เรียกกุฎีกันแล้ว ซึ่งคนมุสลิมในย่านนั้นมีอาชีพปลูกพลูกันเป็นส่วนใหญ่ 

          อ. วราห์ โรจนวิภาต ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ในย่านบางหลวง ได้ร่วมแบ่งปันความทรงจำของย่านในอดีต ดังนี้  “ตลาดคุณหญิงอายุยืน” เชิงสะพานเจริญพาศน์ เป็นของสกุลบุนนาค  ด้านบนเป็นวิก ด้านล่างเป็นตลาดสด ต่อมาเมื่อมีการการสร้างตลาดใหม่ขึ้นที่ฝั่งเจริญพาศน์  คนก็ไปขายของที่ตลาดเจริญพาศน์กันหมด  ตลาดนี้จึงซบเซาลง   ต่อมาคนจีนที่ทำปีบมาเช่า จึงกลายเป็นโรงปีบ และเรียกกันต่อมาว่า “ตลาดโรงปีบ”

          ส่วนที่วัดกัลยาณ์ มีมะพร้าวจากบางช้าง มาขึ้นที่ตรงนี้ แล้วยังมีอีกแห่งตรงใกล้ๆ กับศาลเจ้าเกียนอันเกง และอีกโรงที่วัดท้ายตลาด ซึ่งตรงนั้นมีโรงแจวพาย แล้วถัดจากนั้นไปมีโรงสีใหญ่  นอกจากนี้ยังมีมะพร้าวที่มาจากเกาะสมุย บรรทุกมาใต้ท้องเรือสินค้า จะขะมุกขะมอมมาก  ซึ่งมะพร้าวที่ขายแบ่ง ๓ ชนิด ตามขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ซึ่งมะพร้าวลูกเล็กมากเรียกว่า “มะพร้าวหางซอย”  ราคามะพร้าวสมัยก่อน ลูกใหญ่สุดขาย ๑๐๐ ละ ๔๐ บาท ส่วนมะพร้าวเล็กมากๆ ขาย ๑๐๐ ละ ๒๐ บาท

            ที่ริมคลองบางไส้ไก่ มีศาลเจ้าเก่าแก่คือ ศาลเจ้าแม่ทับทิม อยู่ตรงมุมบ้านหลวงอนุสิฐภูมิเทศ (เนียม เทวคุปต์)  เดิมน่าจะเป็นศาลพระภูมิ แต่ต่อมากลายเป็นศาลเจ้าแม่ทับทิม  แถวๆ วัดใหญ่ศรีสุพรรณ  ข้ามฝั่งมาถึงวัดเวฬุราชิน ปลูกพลูกันทั้งนั้น  ที่บางสะแกด้วย นอกจากนี้ริมคลองบางหลวงยังมีโรงเต้าเจี้ยว โรงน้ำปลาของชาวจีนอีกด้วย

ย่างก้าวของความเปลี่ยนแปลง

           การเข้ามาถึงของรถไฟฟ้าใต้ดินในส่วนต่อขยายด้านใต้ หัวลำโพง – บางแค ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้  โดยเชื่อมต่อมาจากหัวลำโพง ผ่านเจริญกรุง ย่านเยาวราช วังบูรพา ถนนสนามไชย ก่อนจะลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งธนบุรี ผ่านวัดกัลยาณมิตร ลอดใต้คลองบางกอกใหญ่ ผ่านถนนอิสรภาพ เพื่อไปต่อยังแยกท่าพระ และเชื่อมกับรถไฟฟ้ายกระดับไปตามถนนเพชรเกษม  ถือเป็นระลอกความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฝั่งธนบุรี  ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีผลกระทบทั้งด้านดีและด้านเสียต่อสภาพชุมชน

           อ. มนัสสวาส กล่าวว่า  การเปลี่ยนแปลงของฝั่งธนบุรี เริ่มต้นขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงโดยภาครัฐมาตลอด ทั้งการสร้างสะพานพุทธและการตัดถนน ตอนที่เข้ามาศึกษาวิจัยเรื่องตลาดพลูเมื่อราว ๑๐ ปีมาแล้ว ตอนนั้นยังคงเห็นสังคมชาวเรืออยู่บ้าง  จนเมื่อมีการตัดถนนรัชดา – ท่าพระ สภาพพื้นที่สวนเริ่มหมดไป โดยเฉพาะสวนพลูที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามที่ห้ามไม่ให้กินหมาก ตามนโยบายวัฒนธรรมในยุคนั้น  พื้นที่เริ่มถูกแทนที่ด้วยชุมชนแออัด และความคึกคักย้ายไปอยู่ที่ถนนรัชดา – ท่าพระที่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่  และนับจากวันนี้การเปลี่ยนแปลงระลอกใหม่กำลังเกิดขึ้น อันเกิดจากรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดิน ดังนั้น พลังจากภายในของท้องถิ่นจึงเป็นหัวใจสำคัญ ถ้าเรามีรากเหง้าทางวัฒนธรรม และมีการศึกษาบันทึกไว้เป็นเอกสารชัดเจน จะเป็นสิ่งที่สามารถต่อรองในการพัฒนาได้

           ทางด้านคุณวรชัย แสดงความเห็นว่าภาครัฐต้องเปลี่ยนมุมมองความคิด  การพัฒนาต้องมีส่วนร่วมจากคนใน  ที่ผ่านมาไม่มีจุดยืนเรื่องพื้นที่วัฒนธรรมหรือพื้นที่อนุรักษ์  ซึ่งถ้ามีจำเป็นต้องปฏิบัติให้เคร่งครัด  อย่างปัจจุบัน เราอยู่บนที่ดินสงฆ์  มีพื้นที่อยู่ติดปากคลองบางหลวงและแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อนุรักษ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

           การสังสนทนาในครั้งนี้ ทำให้เราเห็นทั้งภาพความทรงจำของคนคลองบางหลวง แต่ในปัจจุบัน “บางหลวง บางเรา” ในวันนี้มีเรื่องให้ตระหนักทั้งการเข้ามาของรถไฟฟ้า นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของย่านสวนเก่าแก่ และการเกิดขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ซึ่งอาจส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวฝั่งธนฯ ที่มีคนดั้งเดิมอาศัยอยู่มายาวนานเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น  พลังของคนในท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางควบคู่ไปกับแผนการของรัฐด้วย

 

 

 

            

อัพเดทล่าสุด 8 พ.ค. 2557, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.