หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สามแพร่ง สีสันแห่งวันวาน : สามแพร่งน่าอยู่ด้วยทุนทางวัฒนธรรม
บทความโดย กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
เรียบเรียงเมื่อ 28 เม.ย. 2559, 10:02 น.
เข้าชมแล้ว 6177 ครั้ง

           

การจัดกิจกรรม สามแพร่ง สีสันแห่งวันวาน ย่านแพร่งนรา แพร่งภูธร แพร่งสรรพศาสตร์ โดย ศูนย์อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว กรุงเทพฯ ระหว่าง 6-8พฤษภาคม 2554เปิดตัวเพื่อให้บริเวณสามแพร่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมและการจัดเสวนาว่าด้วยหัวข้อ ‘ทุนทางวัฒนธรรมกับการฟื้นฟูสามแพร่งให้เป็นชุมชนน่าอยู่’โดย อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม

           

สามแพร่ง พื้นที่ทางประวัติศาสตร์สำคัญในยุครัตนโกสินทร์เป็นทั้งย่านการค้าและธุรกิจในยุครอยต่อสมัยรัชกาลที่ 5-6เริ่มต้นจากเสาชิงช้า ย่านธุรกิจที่เรียกว่า ‘สี่กั๊กเสาชิงช้า’ส่งผลให้บริเวณสามแพร่งคึกคักในเรื่องสินค้านำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศอาหรับ

           

การพัฒนาประเทศที่ขาดความเข้าใจทำให้สามแพร่งขาดการเชื่อมต่อทางวัฒนธรรม คนในย่านนี้จึงร่วมใจฟื้นฟูย่านเก่าแก่แห่งนี้ด้วยการใช้ทุนทางวัฒนธรรม ในวาระนี้ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เปิดประเด็นด้วยการตั้งคำถามถึงความเข้าใจของคนในชุมชน อะไร คือ สิ่งที่เรียกว่า ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ที่เกิดจากคนภายในชุมชนเชื่อมต่ออดีตและปัจจุบันเพื่อไม่ให้หลงลืมรากเหง้าทางวัฒนธรรม

           

ทุนทางวัฒนธรรมกินความกว้างขวาง อาจารย์ศรีศักร ให้ความเห็นว่า การดำรงอยู่ของชุมชนที่มีรากเหง้าจะต้องมาจากสำนึกภายในของผู้คนในชุมชน การจัดกิจกรรมของกทม.ในครั้งนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแต่จะต้องไม่มองในมิติของการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวต้องทำความเข้าใจความเป็นมาของสามแพร่งซึ่งเป็นย่านธุรกิจการค้าเก่าแก่ ทั้งอาหารการกิน วัฒนธรรมและศิลปะที่เรียกกันว่า ‘สี่กั๊กเสาชิงช้า’จะเห็นว่า ชุมชนอยู่อาศัยกันเป็นย่านเป็นโครงสร้างที่เกิดขึ้นจากสำนึกร่วมของคนภายในชุมชน

           

ดังนั้น หากกทม.คิดจะฟื้นฟูสามแพร่ง กทม. จะต้องคำนึงถึงระบบโครงสร้างในอดีตอย่าตีกรอบเป็นพื้นที่เขตอย่างที่ทำกันอยู่ อาจารย์ศรีศักร กล่าว ดังนั้น การฟื้นฟูสามแพร่งด้วยทุนทางวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดชุมชนที่น่าอยู่ คนในชุมชนจะต้องเข้าใจและมีสำนึกถึงคำว่า ทุนทางวัฒนธรรม ร่วมกัน

           

ที่ผ่านมา การพัฒนาระบบโครงสร้างเกิดจากการมองของบุคคลภายนอกอย่างไม่ทำความเข้าใจชุมชน ไม่เพียงเฉพาะสามแพร่งเท่านั้นแต่เกิดขึ้นกับชุมชนทั่วประเทศ

 

อาจารย์ศรีศักร ยกตัวอย่าง ตลาดโบราณสามชุก มีปัญหากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่จะเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างชุมชน คนในพื้นที่ต้องลุกขึ้นมาต่อต้านและขอเข้าไปมีส่วนกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง “ผมไม่ได้ยุให้ใครลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐ แต่เราต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อต่อรอง” อาจารย์ศรีศักร กล่าว - - ชุมชนท้องถิ่นจะต้องเป็นผู้กำหนด โดย

  • ชุมชนต้องทำความเข้าใจความหมายของทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้าของตนเองร่วมกัน
  • ชุมชนจะต้องมีส่วนในการกำหนดโครงสร้างการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่ตัวเองอยู่อาศัยร่วมกับรัฐเป็นการพัฒนาในแนวราบ จากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน โดย รัฐทำหน้าที่ในการสนับสนุน
  • ชุมชนต้องเสริมพลังด้วยการเชื่อมร้อยเครือข่ายประชาชน ภาคประสังคม หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น โดย รัฐทำหน้าที่จัดเวทีในการรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มคนหลากหลายกลุ่มแล้วมาคิดร่วมกันเพื่อสนองตอบและแก้ไขปัญหาของคนแต่ละกลุ่มในชุมชนท้องถิ่น

 

อาจารย์ศรีศักร ชี้ให้เห็นว่า หมู่บ้านจัดสรรที่เกิดขึ้นมากมายราวดอกเห็ดไม่มีนัยยะของความเป็นชุมชนเพราะการล่มสลายของชุมชนท้องถิ่นทำให้คนหลากหลายกลุ่มวัฒนธรรมเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ดังนั้น จึงไม่เกิดการเชื่อมสำนึกของทุนวัฒนธรรมร่วมกัน

 

สามแพร่ง เคยเป็นย่านการค้าที่รุ่งเรือง ต้องทำให้คนเกิดความภาคภูมิใจ หากทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นเข้มแข็ง การจะมีคนต่างถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยจะไม่ทำให้เกิดปัญหา กลายเป็นความกลมกลืน ยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งภายในโครงสร้างของชุมชน ดังนั้น การฟื้นคืนชุมชนด้วยทุนทางวัฒนธรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นจากสำนึกภายในของคน นั่นเอง

 

“ระดมความรู้ของคนในท้องถิ่นเพื่อสร้างการเรียนรู้ จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ก่อนจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืนเป็นชุมชนที่เอื้ออาทรและบริหารจัดการร่วมกันด้วยความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน”

           

อาจารย์ศรีศักร์ วัลลิโภดม กล่าวสรุป บนเวที - - สามแพร่ง สีสันแห่งวันวาน :สามแพร่งน่าอยู่ด้วยทุนทางวัฒนธรรม

 

 

            

อัพเดทล่าสุด 28 เม.ย. 2559, 10:02 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.