หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เปิดประเด็น : ศาสนาของผู้ถูกกดขี่ [Religion of the oppressed]
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 พ.ค. 2547, 10:49 น.
เข้าชมแล้ว 4494 ครั้ง

          

เหตุการณ์ วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ ที่มัสยิดกรือเซะ คือ สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ามาถึงบางอ้อในเรื่องความขัดแย้งที่รุนแรงในสามจังหวัด ภาคใต้ที่มีมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน สิ่งที่เคยคิดกันต่างๆ นานา เช่น เป็นเรื่องการแบ่งแยกดินแดน เป็นปัญหายาเสพติด หรือแม้กระทั้งการสร้างสถานการณ์ต่างๆ ของกลุ่มผลประโยชน์หลายฝ่ายได้ลดลงไป และหันมาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยากจะทำความเข้าใจแก่คนทั่วไปในสังคมไทยได้ใน ขณะนี้

          

เรื่องนั้นก็คือ ความเชื่อทางศาสนาที่เปลี่ยนไปของคนกลุ่มใหม่ในสังคมมุสลิม นั่นเอง

          

เหตุเกิดที่กรือเซะ คือ ปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นโดยบุคคลกลุ่มหนึ่งที่มีคนรุ่นหนุ่มเป็นส่วนใหญ่ เข้าไปทำพิธีทางศาสนาร่วมกับคนในท้องถิ่น ประกาศการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองด้วยการออกไปทำร้าย ชิงอาวุธ แล้วยึดมัสยิดเป็นสถานที่ต่อสู้จนถูกฆ่าตายหมด การต่อสู้ของคนเหล่านี้ ถ้าหากมุ่งให้ได้ชัยชนะแล้วก็จะเห็นว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาและบ้าบิ่น เพราะไม่มีทางสู้กับกำลังทั้งอาวุธและคนของบ้านเมืองได้ แต่เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วกลับแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์และการวางแผนที่จะ ต่อสู้จนตัวตายอย่างชัดเจน เป็นการกระทำที่มีสติสัมปชัญญะที่เกินกว่าความต้องการใดๆ ในทางวัตถุที่เป็นสำนึกทางปัจเจกจะครอบงำและผลักดันได้ การต่อสู้และการตายกันเป็นหมู่แบบนี้จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากเรื่องของความเชื่อทางศาสนา

          

เมื่อมาถึงตรงนี้ก็คิดว่า คนทั่วไปในสังคมไทยยังคงเข้าใจยาก อันเนื่องมาจากการไม่เข้าใจว่าศาสนาเป็นอย่างไร เพราะคนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับศาสนาที่ตนนับถือเท่านั้น อย่างเช่นคนที่นับถือพุทธศาสนาก็มองอะไรเป็นพุทธไปหมด จนเอาคำนิยมของความเป็นพุทธไปตัดสินคนที่นับถือศาสนาอื่นในเรื่องดีหรือไม่ ดี นอกจากนั้น ยังมองอะไรต่ออะไรทางศาสนาในลักษณะที่เป็นภาพนิ่งอีกด้วย คือ ถ้าอะไรผิดไปจากสิ่งที่เคยเชื่อเคยปฏิบัติแล้วเป็นอันผิดแผกไปหมด

          

ในที่นี้จึงต้องอาศัยหลักทางมานุษยวิทยาทำความเข้าใจกันถึงเรื่องศาสนาเสียก่อน การมองศาสนานั้นมองได้ ๒ อย่าง อย่างแรกมองในลักษณะที่เป็นปรัชญาอันเป็นเรื่องขาวและดำและมีลักษณะที่หยุดนิ่ง อย่างเช่น การมองว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร หรือพระเป็นเจ้าตรัสอะไรไว้ เป็นต้น

          

กับ อย่าง ที่สองอันเป็นเรื่องสีเทาๆ ที่มีลักษณะเคลื่อนไหว เป็นการมองจากคนที่นับถือศาสนานั้นๆ ว่าเชื่อถืออย่างไร และแสดงออกมาในทางปฏิบัติอย่างไรอันเป็นเรื่องของการมองศาสนาในบริบททาง สังคม เวลา และพื้นที่ ดังนั้น ถ้าหากมองศาสนาในลักษณะที่สองอันเป็นเรื่องศาสนากับสังคมแล้ว จึงจะแลเห็นภาพพจน์ของความเชื่อทางศาสนาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนมุสลิมที่สู้ ตายที่มัสยิดกรือเซะได้

          

สิ่งแรกที่แลเห็นได้คือ คนมุสลิมที่ก่อความรุนแรงจนตัวตายนั้นไม่ใช่คนมุสลิมทั้งหมดในสังคมมุสลิมใน สามจังหวัดภาคใต้ หากเป็นกลุ่มหนึ่งพวกหนึ่งที่อยู่ในสังคมใหญ่ อีกทั้งความเชื่อก็เป็นสิ่งที่ปรับปรุงขึ้นใหม่จากฐานความเชื่อทางปรัชญาแต่ เดิม แล้วนำเอาลัทธิความเชื่อใหม่นั้นมาปฏิบัติทั้งในด้านพิธีกรรมและการเคลื่อน ไหวเพื่อประกาศความเป็นคนในศาสนาใหม่นั้น

          

ถ้าหากมองศาสนาใหม่และการเคลื่อนไหวทางศาสนา [Religious movement] ในมิติทางสังคมที่ว่านี้ ก็จะเห็นได้ว่าในสังคมไทยที่มีประชาชนในปัจจุบันกว่า ๘๐ ล้านคนนั้นมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ยิ่งสังคมไทยที่ถูกครอบงำด้วยเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีอันเป็นอิทธิพลที่มาจากทาง ตะวันตก ในขณะที่ความเคลื่อนไหวทางความเชื่อก็จะมีมากขึ้นทุกวัน เพราะเศรษฐกิจแบบนี้ก็เป็นลัทธิความเชื่ออย่างหนึ่ง แต่เป็นความเชื่อที่สนับสนุนคนให้เป็นปัจเจกที่ผิดความเป็นมนุษย์ นับเป็นความเชื่อที่ค่อนข้างเป็นไสยศาสตร์ [Magic] มากกว่าเป็นความเชื่อทางศาสนา [Religion] ที่สร้างและรักษาความเป็นมนุษย์ นั่นคือ มนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มที่จะมีความเชื่อที่ทำให้คนอยู่รอดร่วมกันได้ อย่างราบรื่นและมีคุณธรรม

          

ทั้งความเชื่อทางไสยศาสตร์และความเชื่อทางศาสนานั้น มีความเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ความเชื่อในเรื่องอำนาจของสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ แต่ว่าต่างกันที่ความเชื่อทางไสยศาสตร์เป็นเรื่องของการควบคุมอำนาจนอกเหนือ ธรรมชาติเพื่อนำมาใช้ประโยชน์แก่ตนเองหรือพวกพ้อง อย่างเช่นการทำเสน่ห์ยาแฝดและการทำคุณไสย์ เสกหนังควายเข้าท้องคน หรือการบนบานติดสินบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือให้พ้นผิดพ้นเคราะห์หรือ พ้นตาย เป็นต้น ส่วนความเชื่อทางศาสนานั้น เป็นเรื่องของการสยบต่อสิ่งนอกเหนือธรรมชาติในลักษณะที่ให้เป็นที่พึ่งทาง จิตใจ เพื่อการพ้นทุกข์และพ้นบาปอย่างดำรงอยู่ในกฏเกณฑ์ทางศีลธรรมและจารีตประเพณี ของผู้คนในส่วนรวม

          

เพราะฉะนั้นสำนึกในเรื่องไสยศาสตร์จึงเป็นสำนึกทางปัจเจก แต่สำนึกทางศาสนาเป็นสำนึกร่วมของกลุ่มคนที่อยู่ในชุมชนและสังคมเดียวกัน

          

แก่นของความเชื่อทางศาสนาก็คือ ศรัทธา เพราะเป็นความเชื่อที่ไม่มีข้อสงสัยและถกเถียง แต่นำไปปฏิบัติและเชื่อฟังอย่างเดียว เช่น คำสั่งสอนของพระเจ้า เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงในเรื่องความเชื่อและศรัทธาจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อมีการเปลี่ยน แปลงหรือปรับปรุงขึ้นมาใหม่ โดยบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำทางศาสนา

          

คนในสังคมไทยนับแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา เกิดมีนักปราชญ์ราชครูทั้งหัวนอกและหัวในมาก มีการโต้แย้งและปรับเปลี่ยนในเรื่องศาสนาในทำนองหาเหตุผลและข้อเท็จจริงแบบ วิทยาศาสตร์จนความเชื่อและศรัทธาในอำนาจนอกเหนือธรรมชาติที่เคยมีอยู่ในพุทธ ศาสนาหมดความสำคัญไป แต่คนมุสลิมและผู้คนในสังคมอื่นที่อยู่รอบๆ ในประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่นั้น ยังมีศรัทธาในศาสนาและอำนาจนอกเหนือธรรมชาติอยู่ ในยามที่เกิดความขัดข้องและคับแค้นใจในการดำรงชีวิตก็จะหันเข้าหาความเชื่อ ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เป็นที่พึ่งของทั้งตนและหมู่คณะ แม้แต่ในสังคมไทยเองก็ยังมีคนบางกลุ่มบางขณะเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อยู่ เช่น การเคลื่อนไหวของพวกสันติอโศกและธรรมกาย เป็นต้น ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ก็ไม่รอดพ้นจากการตรวจสอบและประณามจากคนหมู่มากที่มอง ศาสนาในลักษณะที่เป็นปรัชญา ก็นับเป็นเคราะห์ดีอยู่หรอกที่ไม่เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น เพราะส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนแบบ เลี่ยงโลก [Escapist] คือไม่ต่อรบต่อกรกับคนกลุ่มใหญ่ แต่หนีไปสร้างสิ่งใหม่ตามลำพัง ในลักษณะที่ความเป็นอยู่ทางวัตถุยังอยู่กับสังคมใหญ่ได้ แต่จิตใจไปอยู่กับกลุ่มของตนตามลำพัง

          

แต่การเคลื่อนไหวของคนมุสลิมที่กรือเซะเป็นการเคลื่อนไหวทางศาสนาที่มีความ รุนแรง ไม่เหมือนการเคลื่อนไหวของพวกเลี่ยงโลกอย่างสันติอโศกหรือธรรมกาย หากเป็นเรื่องของ พวกต่อต้าน [Rebel] ที่ไม่พอใจกับโลกปัจจุบัน จำต้องทำลายเสียก่อนแล้วสร้างของใหม่ขึ้นมาแทน

          

การเคลื่อนไหวทางศาสนาโดยพวกหัวรุนแรงในสังคมมุสลิมในภาคใต้ที่ไม่อาจมองจาก บุคคลภายนอกว่าเป็นเหตุมาจาก ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ปัญหายาเสพติด และความขัดแย้งของกลุ่มผลประโยชน์ได้ เพราะเป็นการมองและตีความเอาจากหลักฐานข้อมูลที่น้อยและผิวเผิน ยิ่งสังคมมุสลิมที่เกี่ยวข้องนี้เป็นสังคมปิดด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนและเข้าใจผิดมากขึ้น

          

เหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่รุนแรงนี้ คงต้องดูที่ภาวะความไม่สงบในสังคมมุสลิม [Social unrest] ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ก่อน ความไม่สงบดังกล่าวนี้ ต้องดูที่ความสัมพันธ์ทางสังคม การที่มีโอกาสเข้าไปร่วมทำงานวิจัยกับคนมุสลิมในพื้นที่ทำให้แลเห็นช่องว่าง ทางสังคม [Social gap] ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ นั่นก็คือ ถ้ามองจากข้างนอกเข้าไป ก็จะแลเห็นสังคมมุสลิมในพื้นที่เป็นภาพนิ่ง แลไม่เห็นความสัมพันธ์ทางสังคมแต่อย่างใด พอได้เข้าไปก็เห็นในระดับหนึ่งถึงกลุ่มคนที่ต่างเพศต่างวัยต่างอาชีพว่ามี ลักษณะอย่างใด และมีสถาบันทางสังคมและวัฒนธรรมอันใดที่ทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมดำรงอยู่ และเปลี่ยนแปลงอย่างไร รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดของคนเหล่านั้นกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาจากภายนอก โดยเฉพาะกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเมืองอันเนื่องมาจากการพัฒนาประเทศให้เป็น สังคมอุตสาหกรรมแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นต้นมา

          

การดำเนินการวิจัยที่ผ่านมาเป็นระยะเวลาประมาณ ๑๐ เดือน โดยเน้นอยู่ที่ชุมชนมุสลิม ๒ แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ชายทะเลเป็นชุมชนชาวประมงที่เก่าแก่ที่มีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง กับชุมชนภายในที่ห่างทะเลเข้ามาที่ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทางเกษตรกรรมและมี ปอเนาะเป็นสถาบันสำคัญทางการศึกษาและศาสนาอีกแห่งหนึ่งนอกเหนือไปจากมัสยิด ข้อมูลที่ทำการศึกษารวบรวมจากนักวิจัยมุสลิมภายในท้องถิ่นแสดงให้เห็นความ สำคัญในเชิงหน้าที่โครงสร้างและสัญลักษณ์ของทั้งปอเนาะและมัสยิดในชีวิต วัฒนธรรมของคนมุสลิมเป็นอย่างดี แต่จุดอ่อนก็คือ การเข้าไปทำความเข้าใจกับโครงสร้างทางสังคมโดยเฉพาะกลุ่มคนในวัยหนุ่มสาวยังไม่เพียงพอ คือทำได้แต่เพียงคนในวัยกลางคนขึ้นไปจนถึงกลุ่มผู้อาวุโส คนเหล่านี้มักสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดในการมองโลกและการเปลี่ยน แปลงทางสังคมและสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือ ยังมองโลกแบบเก่าๆ ตามประเพณีทางศาสนาที่ได้รับการอบรมและถ่ายทอดมาจากมัสยิดและปอเนาะ คน เหล่านี้ไม่นิยมความรุนแรงและมักจะระบายความคับแค้นใจออกมาให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มาจากรัฐและนักธุรกิจ ทั้งที่มาจากภายนอกและภายในนั้น ก่อให้เกิดความเดือดร้อนนานาประการในการดำรงชีพทางสังคมและวัฒนธรรมของพวกตน คนเหล่านี้เกิดสำนึกตลอดเวลาว่า คนมุสลิมถูกมองโดยคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยว่า เป็นคนต่างชาติและศาสนา เป็นพวกหัวรุนแรงและคิดจะแยกตัวเองออกจากประเทศไทย จึงทำให้ทางฝ่ายรัฐที่อ้างสิทธิเข้ามาจัดการในการรักษาความสงบกระทำการที่ บีบคั้น ถูกกดขี่ และอุ้มฆ่า

          

สิ่งที่น่าประหลาดก็คือ คนเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการอยู่อย่างสงบในแผ่นดินเกิดตามธรรมชาติมากกว่า ความรู้สึกที่จะแบ่งแยกดินแดน แต่ก็บอกไม่ได้ว่า เหตุการณ์รุนแรงที่เผาสถานที่ราชการและต่อสู้สังหารเจ้าหน้าที่นั้นเกิดจาก พวกไหนและฝ่ายไหน ในชั้นแรก ข้าพเจ้าและบรรดานักวิจัยจากภายนอกที่เข้าไปร่วมด้วยก็เข้าใจผิดว่าคนในท้อง ถิ่นเหล่านี้รู้แต่ไม่บอก เพราะมีสำนึกในความเป็นปึกแผ่นทางสังคมสูง และเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ครั้นเมื่อเหตุการณ์วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ เกิดขึ้นที่มัสยิดกรือเซะ ซึ่งเป็นมัสยิดที่คนในท้องถิ่นที่ข้าพเจ้าและคณะเข้าไปร่วมทำการวิจัยด้วย ก็ได้ความจริงว่า กลุ่มคนที่เข้ามาต่อสู้จนทำให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้นนั้นเกือบทั้งหมดเป็น ผู้ที่มาจากที่อื่นไม่ใช่คนในท้องถิ่น ครั้นเมื่อสอบถามต่อไปถึงพฤติกรรมของพวกคนรุ่นหนุ่มสาวโดยทั่วไป ก็ได้รับคำตอบว่า มีเด็กรุ่นหนุ่มสาวเป็นจำนวนมากที่มักออกจากบ้านไปพบปะรวมกลุ่มกันตามร้าน น้ำชา โดยพ่อแม่ไม่รู้ว่าไปทำอะไรกัน ข้าพเจ้าจึงตระหนักว่า การดำเนินงานวิจัยที่ทำมานี้เป็นการศึกษารวบรวมข้อมูลจากบุคคลรุ่นเก่าที่มี ความรู้สึกนึกคิดตามประเพณีเท่านั้น เป็นพวกที่ไม่มีความคิดที่จะต่อต้านและเปลี่ยนแปลงอะไร [Ritualistic] ต่างจากคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้สึกรุนแรงที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง [Rebel]

          

ลักษณะเช่นนี้คือ ช่องว่างทั้งระหว่างวัย [Generation gap] อันเป็นช่องว่างทางสังคมของคนมุสลิมเอง อีกทั้งเป็นสิ่งที่เกิดความขัดแย้งภายในที่สำคัญ เพราะเหตุการณ์ทำร้ายและฆ่าฟันที่รุนแรงในขณะนี้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับทางฝ่ายตำรวจ ทหาร พระภิกษุสงฆ์ และคนไทยพุทธเท่านั้น ยังรวมไปถึงคนมุสลิมโดยทั่วไปด้วย

          

ปรากฏการณ์ ในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ คือ สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสร้างโลกใหม่ของคนมุสลิม รุ่นใหม่ที่ยกแก่การทำความเข้าใจและควบคุมได้ในขณะนี้ เพราะเป็นการนำเอาคำสอนทางศาสนามาแปลงใหม่และแสดงออกด้วยพิธีกรรมที่สลายตัว ตน [Individual self] ของความเป็นปัจเจกบุคคล เข้าสู่สำนึกร่วมของความเป็นกลุ่มทางสังคมที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน แต่ที่เหนือไปกว่านั้นก็คือ การสลายความมีตัวตนของกลุ่มเข้าสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในจักรวาล [Universal self]

          

การเคลื่อนไหวทางศาสนาของคนมุสลิมรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้น คือ รูปแบบหนึ่งของการต่อสู้แบบระเบิดพลีชีพอันแพร่หลายในหมู่คนมุสลิมในภูมิภาค อื่นๆ ของโลก ซึ่งถ้ามองให้ลึกๆ แล้วก็คือ การเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านและทำลายลัทธิบริโภคนิยมและวัตถุนิยมที่เน้นความ เป็นอมนุษย์ในลักษณะที่เป็นปัจเจกบุคคล

          

ในขณะที่รัฐไทยและสังคมไทยกำลังถูกครอบงำด้วยลัทธิเศรษฐกิจทุนนิยมที่ให้ความ สำคัญกับความเป็นปัจเจกอย่างสุดโต่ง ทำให้เกิดการรุกล้ำทำลายล้างและแย่งทรัพยากรของผู้คนในท้องถิ่นที่ปรับตัว ไม่ได้ จนกลายเป็นผู้ล้าหลังหรือด้อยโอกาสไปเกือบทุกท้องถิ่นและภูมิภาคนั้น ผู้ที่ไม่สามารถจะต่อต้านได้ด้วยกำลังอาวุธทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จำต้องหันมาพึ่งพลังทางศาสนา

          

ศาสนาและลัทธิใหม่ของผู้ที่ถูกกดขี่ดังกล่าวนี้ จำเป็นต้องอาศัยพระเป็นเจ้าในปางที่โหดร้ายเพื่อล้างกลียุคมาเป็นธงชัย

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 10:49 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.