หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เปิดประเด็น : ความล้มเหลวของการปกครองท้องถิ่นกับปัญหาสามจังหวัดภาคใต้
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 26 พ.ค. 2559, 16:13 น.
เข้าชมแล้ว 7534 ครั้ง

          

เท่าที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาและติดตามความขัดแย้งและความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ ที่ผู้คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมจากอดีตมาจนบัดนี้ ได้เกิดความเข้าใจตามภาษาของคนที่มีความคิดนอกรีตว่า เป็นเรื่องของความล้มเหลวในการปกครองท้องถิ่นของรัฐบาลอย่างชัดเจน ทั้งนี้ก็เนื่องจากการขาดความสนใจและความเข้าใจในเรื่อง ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม เป็นสำคัญ

          

แม้ในขณะนี้จะมีนักวิชาการและผู้รู้เป็นจำนวนมากให้ความสำคัญในเรื่องวัฒนธรรมก็ตาม แต่ก็หาเป็นสิ่งเพียงพอไม่ อันเนื่องมาจาก วัฒนธรรมไม่ใช่เป็นสิ่งที่อยู่ลอยๆ หากผูกพันอยู่กับบริบทของกลุ่มคน สถานที่ และเวลาเสมอ ซึ่งก็เป็นเรื่องของสังคมและประวัติศาสตร์นั่นเองโดยเฉพาะประวัติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น

          

การขาดความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมนี้ มีมาตลอดเวลาตั้งแต่สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็น นายกรัฐมนตรี เพราะมุ่งเน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีเป็นหลักในการพัฒนาบ้านเมือง จึงขาดการทบทวนประวัติศาสตร์และเพิกเฉยต่อชีวิตวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นเสมอ มา

          

ในเรื่องทางประวัติ ศาสตร์นั้น จำเป็นต้องมองย้อนหลังไปถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ อันเป็นเวลาที่มีการปฏิรูปการปกครองทั่วทั้งประเทศสยาม การปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตามแนวทางตะวันตกในสายตาของนักวิชาการทั่วไป การปฏิรูปการปกครองครั้งนี้ คือ การรวมอำนาจการปกครองมาอยู่ส่วนกลางอย่างมีระบบและสมบูรณ์ที่สุดกว่าครั้ง ใดๆ ในอดีตที่ผ่านมา

          

ดร. สุเทพ สุนทรเภสัช นักมานุษยวิทยาอาวุโสให้ความเห็นว่า เป็นกระบวนการสร้างอาณานิคมภายในแบบเดียวกันกับการสร้างอาณานิคมจากภายนอกโดยต่างชาติที่เป็นมหาอำนาจ

          

ความเด่นชัดที่มองเห็นชัดเจนก็คือ ท้องถิ่นหมดขีดความสามารถในการดูแลตนเองอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตนับพันปี เพราะรัฐได้กำหนดพื้นที่ในการปกครองขึ้นมาทับพื้นที่ทางวัฒนธรรมอย่างมีระบบ จากข้างบนลงสู่เบื้องล่าง นั่นคือ การกำหนดแบ่งเขตการปกครองท้องถิ่นออกเป็น หมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ แทนชุมชนบ้านและเมืองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มทาง สังคมและวัฒนธรรม อันเป็นเรื่องการจัดการจากภายในหรือข้างล่างอย่างที่เคยเป็นมา

          

บ้าน ก็ คือ ชุมชนขนาดเล็กที่เกิดจากผู้คนหลายครัวเรือนมาอยู่รวมกันในพื้นที่เดียวกัน มีความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกันจนรู้จักว่าใครเป็นใคร มีทั้งกลุ่มคนในครัวเรือนที่เป็นญาติพี่น้องโดยทางสายโลหิตและการเกี่ยวดอง กันในการแต่งงานกับบรรดาครัวเรือนของคนในครอบครัวในตระกูลอื่น ความสัมพันธ์จากการอยู่ร่วมกันที่ทำอะไรต้องสอดคล้องกัน ทำให้เกิดการยอมรับกันในลักษณะที่เป็นพี่น้องร่วมบ้านหรือเพื่อนร่วมบ้าน ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันในลักษณะที่เป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ทาง สังคมตามที่กล่าวมานี้ จำเป็นต้องจัดสร้างวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตเพื่อมีชีวิตรอดร่วมกันในพื้นที่ เดียวกัน

          

วัฒนธรรมหรือวิถีชีวิต จึงเป็นเรื่องขององค์รวมที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนในชุมชนท้อง ถิ่นเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติอันแลเห็นได้จากการปรับตัวเข้ากับสภาพแวด ล้อมทางธรรมชาติในรูปของการสร้างที่อยู่อาศัยและการทำมาหากิน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของปัจจัยสี่เป็นสำคัญ ท้ายสุดก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนท้องถิ่นกับอำนาจนอกเหนือธรรมชาติ อันเป็นเรื่องของการจินตนาการและความเชื่อในเรื่องศาสนาและจักรวาลที่มนุษย์ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

          

อำนาจนอกเหนือธรรมชาตินี้แหละที่มีพลังในการควบคุมผู้คนในสังคมหรือกลุ่มชนนั้นๆ ให้มีความสัมพันธ์ทางสังคมและการทำมาหากินอยู่รอดร่วมกันได้อย่างร่มรื่น อำนาจนอกเหนือธรรมชาติทำให้เกิดสถาบันทางศาสนา เช่น วัด มัสยิด และโบสถ์ อันเป็นที่ผู้คนในชุมชนได้มาชุมนุมกัน รับฟังคำสอนทางพระศาสนา ประกอบประเพณีพิธีกรรมที่จรรโลงโครงสร้างทางสังคมและความมั่นคงทางจิตใจของ ผู้คนในชุมชนให้อยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นในกรอบของจารีต ประเพณี ข้อห้าม และศีลธรรม

          

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าในชุมชนทางธรรมชาติของมนุษย์ทุกภาษาทุกผู้และทุกนามนั้น ศาสนสถานไม่ว่าวัดในทางพระพุทธศาสนา มัสยิดของศาสนาอิสลาม และโบสถ์ของคริสต์ศาสนา ต่างก็เป็นศูนย์กลางของชุมชนหรือสังคมโดยธรรมชาติ จากโครงสร้างทั้งสามทางวัฒนธรรมของมนุษย์ คือ โครงสร้างสังคม ระบบเศรษฐกิจ และความเชื่อในอำนาจนอกเหนือธรรมชาติที่กล่าวมาในรูปของนามธรรมนี้ ทำให้เกิดสิ่งที่เป็นองค์กรทางสังคมที่มาจากบุคคลที่เป็นตัวแทนในกิจกรรม ต่างๆ ที่จะทำให้สังคมหรือชุมชนนั้นๆ ดำรงอยู่ได้อย่างสืบเนื่อง อันประกอบด้วย บุคคลที่เป็นผู้นำทางศาสนาและศีลธรรม ถ้าหากเป็นชุมชนทางพุทธศาสนาก็ได้แก่ พระสงฆ์องค์เจ้าที่เป็นเจ้าอาวาสของวัดในชุมชนผู้มักจะเป็นพระอุปัชฌาย์และ ครูบาแก่คนทั้งหลาย บุคคลที่เป็นผู้อาวุโสที่เป็นผู้นำทางภูมิปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรมที่อยู่ ในบั้นปลายของชีวิต หมดความต้องการทางโลกแต่รักที่จะเห็นลูกหลานและผู้คนในชุมชนอยู่สืบเนื่อง ร่วมกันอย่างสันติสุข บุคคลที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิในชุมชนที่คนเลือกให้เป็นผู้นำในการปกครองและ บริหาร ตลอดจนบุคคลที่เป็นครูและมีความรู้ในทางเทคนิคด้านต่างๆ

          

องค์กรชุมชนธรรมชาติที่ว่านี้ มีลักษณะเป็นกันเองและเสมอภาคระหว่างบุคคลที่ทำหน้าที่ต่างๆ ในองค์กรและกับผู้คนในชุมชนทั่วไป เพราะ มีจุดมุ่งหมายในการดำเนินการเพื่อการอยู่รอดร่วมกันของผู้คนในชุมชนเหมือน กัน องค์กรนี้ไม่มีที่ทำการหรือสถานที่ทำงาน การประชุมระหว่างกันหรือประชุมกับลูกบ้านและชาวบ้านทั่วไปใช้สถานที่ทำการใน วัดหรือศาสนสถานเป็นที่ทำการ การใช้สถานที่ทำการในวัดหรือศาสนสถานดังกล่าวมีนัยไปถึงการควบคุมพฤติกรรม ทางสังคมด้วย เพราะควรเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างมีศีลธรรม

          

ในศาสนาอิสลามของคนมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ดูเคร่งครัดกว่าที่อื่นๆ เรียกองค์กรชุมชนนี้ว่า สภาสุหรอ ประชุม กันในมัสยิดที่ผู้คนในชุมชนต้องมาทำละหมาดกันวันละ ๕ เวลา ผู้รู้ในหมู่มุสลิมบอกว่า การประชุมร่วมกันในมัสยิดนั้นไม่เปิดโอกาสให้ผู้ประชุมพูดจาหยาบโลน ดื่มน้ำเมา และนึกอะไรทำอะไรที่เป็นประโยชน์ส่วนตัวและผิดทำนองครองธรรม ซึ่งแตกต่างจากการประชุมกันที่ทำการตำบลหรือ อบต.

          

ระบบการปกครองท้องถิ่นแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แบ่งพื้นที่ในการปกครองเป็นหมู่บ้าน คือ การกันชุมชนที่เป็นบ้านและวัดออกไป ด้วยการกำหนดจากจำนวนครัวเรือนว่ากี่ครัวเรือนจึงเป็นหนึ่งหมู่บ้าน โดยมีผู้ใหญ่บ้านที่ทางราชการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครอง ชุมชนธรรมชาติใดที่มีขนาดใหญ่ก็ถูกย่อยลงเป็นหมู่บ้าน หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ นับเป็นชุมชนจัดตั้งจากอำนาจภายนอก ต่างจากชุมชนภายในที่เกิดขึ้นจากสำนึกร่วมทางประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ทางสังคม และการมีวิถีชีวิตร่วมกันอย่างชัดเจน

          

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ และ ๖ เรื่อยลงมาจนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองในระยะแรกๆ นั้น ความขัดแย้งระหว่างชุมชนธรรมชาติและชุมชนทางราชการไม่ได้มีเพราะผู้ที่ได้ รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านก็ดีหรือกำนันก็ดีมักเป็นคนในท้องถิ่นที่ ผู้คนยอมรับ อีกทั้งยังไม่มีช่องทางที่จะได้รับผลประโยชน์หรือสิทธิพิเศษจากทางราชการแต่ อย่างใด จนกระทั่งสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมีการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองโดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นระยะๆ หัวใจ ของการพัฒนาก็คือ การขยายพรมแดนทางเศรษฐกิจหรือนิเวศเศรษฐกิจ การเมือง เพื่อการใช้และเพื่อเข้าถึงบรรดาทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นต่างๆ ในภูมิภาคต่างๆ เพื่อการเกษตรอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมโดยตรง ทำให้เกิดผลกระทบกับนิเวศวัฒนธรรมของผู้คนในชุมชนท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าการสร้างเขื่อนพลังน้ำ การชลประทานหลวง การสร้างถนนหนทาง การสร้างแหล่งอุตสาหกรรม การขยายเขตเมือง และการกำหนดเขตป่าสงวน ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำลายสภาพแวดล้อมทรัพยากรและพื้นที่ทางวัฒนธรรมของผู้คน ในท้องถิ่นทั้งสิ้น แต่ที่สำคัญก็คือ การเข้ามาของคนต่างถิ่นนอกชุมชน ไม่ว่าจะเป็นพวกพ่อค้านายทุนคนที่เป็นแรงงานที่เข้ามาพร้อมด้วยกติกาในการ เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติโดยอำนาจกฎหมายจากรัฐและส่วนกลางนั้น มีผลทำให้ชุมชนธรรมชาติที่อยู่กันตามแบบประเพณีในกรอบของจารีตวัฒนธรรมระส่ำ ระสายและแตกแยก เกิดช่องว่างระหว่างวัย คนรุ่นใหม่ถ้าไม่ย้ายออกจากถิ่นเดิมก็ขานรับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เน้นวัตถุนิยมและรายได้ทางเศรษฐกิจ

          

ครั้นแล้วอำนาจทางเศรษฐกิจที่เข้ามาแทนที่สิทธิและอำนาจทางวัฒนธรรมของผู้คนใน ชุมชนธรรมชาติก็อุบัติขึ้นในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งนั้นมีการผันเงินไปยังชนบทเพื่อกระจายรายได้ไปสู่ชาวบ้านอย่างทั่วถึง เพื่อให้ได้ค่าจ้างจากการทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะ เช่น ทำถนนเข้าหมู่บ้าน ลอกและขุดคลองชลประทาน เป็นต้น โดยให้สิทธิและอำนาจการจัดการอยู่ที่ผู้ใหญ่บ้านและกำนัน การกระทำเช่นนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางสังคมที่องค์กรท้องถิ่นเคย เอาแรงขอแรงชาวบ้านให้มาร่วมกันทำ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีค่าตอบแทนอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดการมองอะไรเพื่อการตอบแทนทางวัตถุมากกว่าจิตใจอย่างที่เคยมีมา ผู้ที่ได้รับผลตอบแทนมากเห็นจะเป็นพวกผู้ใหญ่บ้านและกำนัน ซึ่งนอกจากได้มาโดยตำแหน่งฐานะแล้วยังเผื่อแผ่ไปยังกลุ่มผลประโยชน์ของตนอีก ด้วย นับเป็นการแบ่งแยกภายในชุมชนเป็นสำคัญ ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกิดการเปลี่ยนแปลงของผู้ใหญ่บ้านและกำนันในเรื่องสถานภาพ อำนาจ และผลประโยชน์อย่างชัดเจน ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันอาจมาจากคนในท้องถิ่นหรือจากภายนอกก็ได้ มีการซื้อเสียงหาเสียงเพื่อจะได้เข้าดำรงตำแหน่ง อีกทั้งมักจะได้กับผู้มีฐานะร่ำรวยและมีอิทธิพล บางคนสามารถตั้งตัวเป็นเศรษฐีและนายทุนของท้องถิ่นเลยก็ว่าได้

          

ทั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนัน คือ ตัวแทนของรัฐที่เป็นกลไกในการถืออำนาจเข้าสู่รัฐแทนการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น เพราะโดยพฤติกรรมหาได้ทำอะไรเพื่อคนในท้องถิ่นอย่างแต่เดิมไม่ แต่การเติบโตในเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ของผู้ใหญ่บ้านและกำนันก็หาหยุดอยู่ ที่ทำอะไรภายใต้การดูแลของนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และทางส่วนกลางไม่ สมัยรัฐบาลต่อมาได้เกิดจัดให้มีองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. และส่วนจังหวัด หรือ อบจ. ขึ้น โดยหวังให้ท้องถิ่นมีการปกครองตนเองโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับอำเภอและจังหวัด เพียงอย่างเดียวอย่างแต่ก่อน ก็นับเป็นเจตนาดีในทางอุดมคติและหลักการ แต่ในทางปฏิบัติ อบต. และอบจ. กลับกลายเป็นหนทางการเติบโตของบรรดาผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายทุนและผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจจากภายนอกและภายในท้องถิ่น ต่างเปลี่ยนฐานะจากการใช้อำนาจรัฐในการแสวงหาผลประโยชน์มาเป็นอำนาจท้องถิ่น ที่ได้มาจากการหาชื่อเสียงและการใช้อิทธิพล

          

สิ่งที่เปลี่ยนไปของลักษณะผู้นำและการเป็นผู้นำในสังคมท้องถิ่นก็เกิดขึ้น แต่ก่อนผู้นำท้องถิ่น คือ บุคคลที่มีใจคอกว้างขวางเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับคนทั่วไป และทำอะไรก็เพื่อเป็นประโยชน์ของท้องถิ่น แม้ว่าในบางครั้งจะแสดงออกในทางท้องถิ่นนิยมอย่างมีอคติก็ตาม แต่บุคคลเหล่านี้หาใช่คนร่ำรวยที่มีฐานะและความเป็นอยู่ที่แตกต่างไปจากชาว บ้านทั่วไปไม่ ผู้นำแบบนี้คนสมัยเดิมๆ เรียกว่า นักเลง นักเลงโต หรือมีจิตใจเป็นนักเลง แต่ผู้ที่มาในรูปของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และอบต. ในยุคนี้ คือ บุคคลที่มีฐานะความมั่งคั่ง อำนาจ และอิทธิพลไปในแบบเจ้าพ่อ

          

ในหลายๆ แห่ง เจ้าพ่อก็คือมาเฟียอย่างที่มีในต่างประเทศ ผู้นำที่เป็นเจ้าพ่อนี้ มักเป็นพวก คนชั้น ที่ เหลื่อมล้ำกับคนที่เป็นชาวบ้านทั่วไป มักได้อำนาจอย่างล้นฟ้ามาจากอำนาจทางการเมืองจากทางรัฐสภา ผู้นำเหล่านี้ คือ บุคคลที่ก้าวต่อไปเป็น ส.ส. เป็นนักการเมืองที่แสวงหาช่องทางเข้ามาเป็นใหญ่เป็นโตในคณะรัฐบาลเพื่อที่จะ มีอำนาจเหนืออำนาจการบริหารปกครองที่เป็นหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน

          

ความซวยจึงพึงเกิดขึ้นกับผู้คนในท้องถิ่น เพราะได้ผู้นำที่ไม่เพียงแต่แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพรรคพวกแล้ว ยังกลายเป็นรูปแบบและตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ในสังคมที่ขานรับความเป็นปัจเจก บุคคลในระบบทุนนิยมเสรีที่ขยายผลลงสู่คนรุ่นใหม่ในท้องถิ่น จนเกิดการมองโลก ค่านิยม และทัศนคติที่ห่างไกลไปจากความเป็นมนุษย์ในลักษณะที่เป็นสัตว์สังคมอย่างใน อดีต

          

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ในระดับรากหญ้า คือ สัตว์เศรษฐกิจ ใน ระบบทุนนิยมเสรีที่ให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกเหนืออื่นใด อมนุษย์แบบนี้มีพบทั้งในระดับชุมชนและครอบครัว คือ ผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรมให้มีความคิดริเริ่มใหม่ในการเป็นผู้ประกอบการ จะทำอะไรก็ขอให้ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจตามคำพังเพยแห่งยุค คือ งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข ทำให้แสวงหาผลประโยชน์แม้กระทั่งบุคคลที่เป็นญาติพี่น้องในครอบครัวเดียวกัน จนละความคิดและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันทางมนุษยธรรม

          

เดี๋ยวนี้ความจน ความรวย เป็นเรื่องของรายได้ส่วนบุคคลที่เป็นปัจเจก จนถึงต้องมีการขึ้นทะเบียนคนจนกันทั้งประเทศ ฐานะความเป็น คนชั้น ที่แสดงออกด้วยการบริโภคทางวัตถุปรากฏให้เห็นแม้แต่บุคคลที่อยู่ในครอบครัว เดียวกัน ในชุมชนเดียวกัน ซึ่งแต่ก่อนความจนและความรวยเป็นเรื่องการอยู่ร่วมกันในครอบครัวและชุมชน หาเป็นปัจเจกไม่เพราะเป็นเรื่องที่น่าอับอาย นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนที่เปลี่ยนไป

          

ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืน อันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งหลายในชุมชนกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติก็ เปลี่ยนไปด้วย แต่ก่อนคนสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลักษณะที่เป็นกลุ่ม เช่น การใช้พื้นที่ธรรมชาติในการตั้งถิ่นฐานของชุมชนร่วมกัน แล้วจึงย่อยออกมาเป็นสิทธิของการครอบครองที่ดินในลักษณะที่เป็นที่ตั้งของ ครัวเรือนและที่ทำกินของครัวเรือนและครอบครัว เป็นสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดและซื้อขายกันได้ นอกเหนือจากนี้ก็เป็นพื้นที่สาธารณะ เช่น เขตวัด เขตป่าช้า เขตป่าเขา หนองบึง แม่น้ำลำคลองและท้องทุ่ง ที่ผู้คนในชุมชนและชุมชนที่อยู่ในละแวกเดียวกันได้ใช้ร่วมกันอย่างมีกติกา และจารีต

          

ความสัมพันธ์ของคนกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติดังกล่าวนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของสังคมบ้านและเมืองในอดีต เป็นเรื่องที่อธิบายให้เห็นได้ว่า คนแต่ดั้งเดิมในสังคมเกษตรกรรมที่แม้พึ่งพิงธรรมชาตินั้นไม่มีทางอยู่ได้ อย่างโดดๆ แต่เพียงชุมชนเดียว โดยเฉพาะชุมชนบ้านหรือหมู่บ้าน หากต้องอยู่รวมกันในพื้นที่ซึ่งเป็นภูมินิเวศธรรมชาติเดียวกัน เพราะต้องพึ่งธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน ต้องมีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในภูมินิเวศเดียวกัน จนเกิดรูปแบบในเรื่องความสัมพันธ์ทางสังคม และการใช้ทรัพยากร การจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นธรรมร่วมกัน

          

การปรับตัวดังกล่าวนี้ คือ สิ่งที่ทำให้เกิดนิเวศวัฒนธรรมขึ้นมา ซึ่งในที่นี้ข้าพเจ้าเรียกว่า ท้องถิ่น แทน เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับคนทั่วไปไม่ใช่กับพวกนักวิชาการ

          

เพราะฉะนั้นเมื่อข้าพเจ้าศึกษาเรื่องชีวิต วัฒนธรรม และการปกครองท้องถิ่น ข้าพเจ้าจึงใช้ ท้องถิ่น เป็นหน่วยในการศึกษามากกว่าการใช้คำว่า ชุมชน ที่ทั้งทางราชการและนักวิชาการจำนวนมากใช้กัน ตัวอย่างเช่น คำว่า ชุมชน ที่ใช้กันโดยทั่วไปนั้นมักกำหนดเอาจากหน่วยทางการปกครอง เช่น หมู่บ้านและตำบล แต่ชุมชนที่ข้าพเจ้าเรียกว่า บ้าน นั้น หมายถึง วิลเลจ [Village] ใน ภาษาอังกฤษ เป็นชุมชนที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางสังคมของคนภายในท้องถิ่น หาได้อยู่ที่การกำหนดเขตพื้นที่จากจำนวนครัวเรือนของทางราชการไม่ ดังนั้น ท้องถิ่นหรือนิเวศวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยชุมชนหลายชุมชนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมธรรมชาติร่วมกันนั้น คือ พื้นที่ทางวัฒนธรรมนั่นเอง

          

ทว่าการปรับตัวเข้ากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นหรือนิเวศวัฒนธรรมนั้น ไม่มีทางสำเร็จถ้าขาดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ เพราะไม่มีอำนาจใดที่จะควบคุมความประพฤติและพฤติกรรมในเรื่องความต้องการทาง วัตถุอันเป็นเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง และผลประโยชน์ส่วนบุคคลของคนในชุมชนได้ทั่วถึง ยกเว้นอำนาจจากความเชื่อและความกลัวที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติ อำนาจนี้เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ผดุงศีลธรรมซึ่งอยู่กับความเป็นมนุษย์มา แทบทุกยุคทุกสมัยในสังคมตะวันออก

          

ในนิเวศวัฒนธรรมหรือท้องถิ่น บรรดาแทบทุกสิ่งที่เป็นธรรมชาติจะมีสิ่งนอกเหนือธรรมชาติเกี่ยวข้องอยู่ด้วย เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในแม่น้ำลำคลอง ทุ่งหญ้า ป่าเขา ต้นไม้ สัตว์ ต่างก็เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า ผี หรือพลังทางจิตวิญญาณเสมอ เป็นความเชื่อที่ผู้คนในทุกชุมชนของท้องถิ่นรับรู้และเชื่อฟังข้อห้ามและ กฎเกณฑ์จารีตของการที่จะไปเกี่ยวข้องกับการนำสิ่งของธรรมชาติหรือทรัพยากร ธรรมชาติมาใช้ในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันทั้งนั้น

          

อำนาจนอกเหนือธรรมชาติดังกล่าวนี้ คือ สิ่งที่ค้ำจุนระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืนในพระราชดำรัสของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพราะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและการอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศวัฒนธรรมเป็นเรื่อง ของการนำมาใช้อย่างเอื้ออาทรต่อกัน โดย นำมาใช้แต่พอเพียง ไม่เข้าไปยึดครอง และ นำมาเป็นประโยชน์เฉพาะตนและพรรคพวก ต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของผู้คนในทุกชุมชนในท้องถิ่นด้วย ถ้าหากใครละเมิดก็จะถูกอำนาจนอกเหนือธรรมชาติลงโทษ กลายเป็นคนที่ถูกตำหนินินทาเป็นบุคคลที่ชั่วร้ายที่อาจนำความหายนะมาสู่ผู้ คนในสังคมท้องถิ่นทั้งหมด

          

อำนาจนอกเหนือธรรมชาตินี้จะแสดงออกด้วยการประกอบประเพณีพิธีกรรมทั้งในรูปแบบของ ประเพณีสิบสองเดือน ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต และประเพณีเกี่ยวกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บเป็นอาทิ วัดศาลเจ้า หอผี ล้วนเป็นความเชื่อที่สัมพันธ์กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ผู้คนในทุกชุมชนของท้องถิ่นพากันมาประกอบประเพณีพิธีกรรมร่วมกัน ทำให้เกิดกระบวนการสร้างสำนึกร่วมและการสังสรรค์ทางสังคมที่นำมาซึ่งความ มั่นคงทางจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจระหว่างกัน

          

ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติกำลังถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการทำลายอย่างเป็นกระบวนการที่เรียกว่า การพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีแผนพัฒนามาเป็นระยะๆ หลายรัฐบาลจนปัจจุบัน คงไม่มีเวลาที่จะบรรยายสรรพคุณความชั่วร้ายของแผนพัฒนาในที่นี้ เพราะเคยพูดไว้ในที่อื่นๆ อย่างซ้ำซาก เพียงอยากสรุปให้เห็นแต่เพียงว่า เป็นการนำเอาแนวคิด ทฤษฎี และวิธีปฏิบัติทางเศรษฐกิจ การเมืองในระบบทุนนิยมเสรีที่เน้นความสำคัญของการเป็นปัจเจกบุคคลที่มนุษย์ ทางตะวันออกเห็นว่าเป็นอมนุษย์มาดำเนินการ ทำให้เกิดระบบนิเวศเศรษฐกิจการเมืองจาก ภายนอก ท้องถิ่นเข้ามาทำลายนิเวศวัฒนธรรมของผู้คน ภายใน ท้องถิ่นจนแตกแยกและล่มสลาย

          

กระบวนการขยายตัวของนิเวศเศรษฐกิจการเมืองนี้ ปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ เอาอำนาจทางกฎหมายจากส่วนกลางและสิทธิอำนาจในการดูแลรักษาความสงบยุติธรรม ของรัฐเข้ามาบดบังอำนาจทางจารีตประเพณีของสังคมท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้ว่าในทุกแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจของรัฐนั้น ดูเหมือนตัดความสำคัญทางศาสนาออกไป โดยปล่อยให้เป็นเรื่องทางสังคมแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อ ละเลยศาสนาและความเชื่ออันเป็นมิติทางจิตวิญญาณที่เคยสร้างดุลยภาพระหว่าง ความต้องการทางวัตถุและจิตใจก็สูญสลายไป การพัฒนาในเรื่องจิตใจจึงเป็นเรื่องที่ปล่อยไปตามยถากรรม และมีส่วนกระตุ้นให้ความเชื่อทางศาสนาที่เคยจรรโลงศีลธรรมเปลี่ยนมาเป็นความ เชื่อทางไสยศาสตร์ที่กลับไปเสริมอำนาจและความโลภทางวัตถุของปัจเจกบุคคลแทน

          

วัดและศาสนสถานที่เคยเป็นศูนย์กลางทางสังคมของชุมชนทั้งบ้านและเมืองก็หมดความ หมายอย่างที่เคยมีมาในอดีต แต่กลับมีรูปแบบที่ใหญ่โตสวยงามและมั่งคั่ง เพราะกลายเป็นที่ระบายความใหญ่โตของขุนนางสงฆ์และการแสดงออกทางฐานะ และอำนาจของบรรดานักการเมือง นักธุรกิจแบบปัจเจกบุคคล มากกว่าการเป็นวัดของผู้คนในชุมชนดังแต่ก่อน คนแก่ๆ ในชนบทมักพูดให้เสียดแทงใจบ่อยๆ ว่า วัดสมัยนี้อยู่ที่เมรุเผาศพ เพราะเป็นที่ส่งวิญญาณ คนชั้น ให้ไปสู่สวรรค์ชั้นที่ร่ำรวยอย่างนิรันดร

          

เมื่อสิ้นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ ก็สิ้นอำนาจทางจิตวิญญาณที่เคยจรรโลงสังคมท้องถิ่นให้อยู่ร่วมกันอย่างมี ศีลธรรม ก็สิ้นความสำคัญขององค์กรชุมชนจากภายใน ในการจัดการกิจกรรมต่างๆ เพื่อการมีชีวิตอยู่รอดร่วมกันของสังคมท้องถิ่น โดยเฉพาะการจัดการน้ำและทรัพยากรที่ผู้คนในท้องถิ่นต้องใช้ร่วมกันและต้องช่วยกันจัดการแบ่งปัน

          

แต่ก่อนการจัดการน้ำเป็นเรื่องของชลประทานราษฎร์ เป็นเรื่องของคนในสังคมท้องถิ่นดูแลกันเอง โดยเป็นเครือข่ายขององค์กรชุมชนบ้านแต่ละแห่งในชุมชนมาประชุมตกลงกัน ในการร่วมแรงและกำลังทุนมาจัดการ แล้วแบ่งปันกันอย่างทั่วถึง ดังเช่น การชลประทานเหมืองฝายในเขตแคว้นล้านนาทางภาคเหนือ โดยรัฐโบราณสนับสนุนด้วยการให้อำนาจทางกฎหมาย เช่น ในกฎหมายมังราย เป็นต้น

          

การจัดการกันเองโดยอำนาจท้อง ถิ่นเช่นนี้ ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นต่างมีน้ำกินน้ำใช้ในทุกฤดูกาล หามีการแบ่งน้ำกันเหมือนในปัจจุบันไม่ ซึ่งดูตรงข้ามกับการเข้ามาเกี่ยวข้องของรัฐและนายทุนจากภายนอกในรูปชลประทาน หลวงที่ทำให้เกิดการแย่งน้ำ น้ำท่วม และการโยกย้ายผู้คนออกจากชุมชนจนเดือดร้อนกันไปทั่วในปัจจุบัน

          

การจัดการทรัพยากรในนิเวศวัฒนธรรมของสังคมท้องถิ่นโดยอำนาจของจารีตประเพณีนั้น สามารถทำให้คนที่ด้อยโอกาสไม่มีที่ทำกินและที่อยู่อาศัยมีชีวิตอยู่ได้ เพราะอาจอาศัยพื้นที่สาธารณะของท้องถิ่นในการสร้างที่อยู่อาศัย บึง หนอง ป่าเขา และแม่น้ำ อันเป็นพื้นที่สาธารณะในการหากิน แต่ปัจจุบันพื้นที่สาธารณะดังกล่าวถูกออกเอกสารสิทธิ์ให้กลายเป็นพื้นที่ เพื่อประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคลไปหมดแล้ว

          

การสิ้นอำนาจทางจารีตประเพณีของท้องถิ่นก็สิ้นอำนาจและความสามารถทางภูมิปัญญา ของคนในท้องถิ่นที่จะจัดระเบียบทางสังคมเพื่อการอยู่รอดร่วมกันอย่างที่มีมา แล้วเกือบพันปี แต่ก่อนหากเกิดความขัดแย้งทางสังคม เช่น มีคนไม่ดี คนเกเร หรือคนนอกเข้ามาก่อความวุ่นวาย องค์กรชุมชนแบบเดิมจัดการได้โดยไม่ต้องแจ้งตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้า มาจัดการ เว้นแต่เรื่องที่สำคัญร้ายแรงจนจัดการไม่ได้ รวมทั้งการให้ความยุติธรรมด้วย ผู้ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของชุมชนจะทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้ประนีประนอมกัน ก่อนโดยไม่ต้องไปขึ้นศาลและจ้างทนายความแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะโครงสร้างทางสังคมขององค์กรชุมชนบ้านแต่เดิมนั้นเป็นสิ่งที่ ตั้งอยู่บนความเสมอภาคที่ความแตกต่างในระดับต่ำ-สูงอยู่ที่วัยวุฒิและ คุณวุฒิเป็นสำคัญ แต่ความแตกต่างดังกล่าวนี้ไม่ทำให้เกิดช่องว่างที่จะนำไปสู่การมีอำนาจและ การแสวงหาผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลแต่อย่างใด เป็นสิ่งที่ถูกควบคุมด้วยสำนึกร่วมของการเป็นคนภายในจากบ้านเดียวกันหรือ ท้องถิ่นเดียวกัน การกระทำการใดๆ นั้นต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นประโยชน์กับส่วนรวมทั้งสิ้น

          

แต่นับจากรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นต้นมา มีการกระจายเงินจากส่วนกลางลงไปในชนบท ได้ทำให้บุคคลที่เป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันมีอำนาจหน้าที่ในการใช้เงิน ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ นั้น เป็นเหตุให้โครงสร้างสังคมขององค์กรชุมชนที่เคยเสมอภาคกลายมาเป็นความ เหลื่อมล้ำแบบปิรามิด เกิดผลประโยชน์แก่บุคคลและพรรคพวกที่มีตำแหน่งและฐานะที่จะใช้เงินได้ เงินจากรัฐแทบทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบัน ได้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความต้องการของผู้ได้รับการเลือกตั้งและแต่ง ตั้งให้เป็นผู้ปกครองและบริหารของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือ อบต. ซึ่งในที่สุดได้ทำให้เกิดความล้มเหลวในการปกครองท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง

          

ถ้าตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านกำนันและ อบต. เกิดสำนึกในความเป็นคนท้องถิ่นและเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรชุมชนที่มีผู้หลัก ผู้ใหญ่ทางศีลธรรมและมีภูมิปัญญาเข้ามามีส่วนร่วมให้ทำอะไรเพื่อส่วนรวม อย่างแต่ก่อนแล้ว ก็คงไม่มีทางแก้ไขอะไรได้ เพราะการล่มสลายของนิเวศวัฒนธรรมและชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในสังคมท้องถิ่น ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศแล้วในขณะนี้ เป็นสิ่งที่รอวันรอคืนให้บ้านเมืองและที่ทำกินของผู้คนถูกยึดครองโดยนายทุน จากภายนอก โดยคนท้องถิ่นที่เป็นชาวบ้านกลายเป็นทาสติดที่ดินไป

          

ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมท้องถิ่นของสามจังหวัดภาคใต้ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิมนับถือศาสนาอิสลามในปัจจุบัน เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เห็นว่าคนท้องถิ่นส่วนใหญ่กำลังอยู่ในภาวะที่เรียก ว่า ไดเลมม่า [Dilemma] คือการอยู่ท่ามกลางสิ่งไม่พึงประสงค์ทั้งสองข้าง

          

ข้างหนึ่งคือการคุกคาม ทำลาย และบดขยี้นิเวศวัฒนธรรมที่มาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจการเมืองจากภายนอก ที่ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นไม่อาจต่อต้านและต่อรองได้ กับอีกข้างหนึ่งที่มาจากภายใน อันเนื่องจากช่องว่างระหว่างวัยของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า คนรุ่นเก่า คือ พวกที่ยังยึดมั่นในพระศาสนา ดำเนินวิถีชีวิตไปตามคำสั่งสอนของพระศาสดา รักความสงบและเรียบง่ายจนไม่อาจต้านกระแสการคุกคามของระบบเศรษฐกิจแบบทุน นิยมและวัตถุนิยมจากภายนอกได้ กับพวกคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งขานรับอิทธิพลวัตถุนิยมจากภายนอก แสวงหาความมั่งคั่งด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต และพวกคนหัวรุนแรงที่ต่อต้านและทำลายความเจริญทางวัตถุที่มาจากภายนอก

          

คนรุ่นใหม่ที่ว่านี้หาได้เชื่อฟังอยู่ในโอวาทของพระศาสนาอย่างแต่ก่อนไม่ พวกที่เห็นแก่ตัวก็แสวงหาผลประโยชน์อย่างชั่วร้าย เช่น ค้ายาเสพติด มอมเมาเด็กวัยรุ่นให้ก่อความรุนแรงและความไม่สงบ ในขณะที่พวกหัวรุนแรง คือ พวกที่เกลียดชังรัฐบาลและสังคมไทยพุทธ เพราะได้รับการกระทำทั้งทางตรงและทางอ้อมในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมและเสมอภาค มาเป็นเวลาช้านาน คนเหล่านี้มักเป็นผู้ก่อความรุนแรงไม่สงบ ต่อต้านรัฐบาลและต้องการที่จะแบ่งแยกดินแดน มีการฝึกฝนในด้านการใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ และมีความสามารถเป็นอย่างดีในการก่อการจลาจลและฆ่าฟันผู้คนที่เห็นว่าเป็น ผู้เข้ากับทางรัฐบาลและคุกคามการขยายตัวของนักธุรกิจ นายทุนที่มาจากภายนอก

          

ปรากฏการณ์ของความไม่สงบและ ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ได้ทวีคูณความรุนแรงในช่วงเวลา ๑ ปี ๙ เดือนที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้การสร้างความไม่สงบเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เป็นเรื่องของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีแรงผลักดันมาจากการที่รัฐไม่ให้ความ ยุติธรรมและความเสมอภาคกับคนมุสลิมมาแต่สมัย จอมพลป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ผนวกกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองที่เป็นข้าราชการ ซึ่งทำความเดือดร้อนให้กับผู้คนในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าการก่อความไม่สงบก็ดูเหมือนจะแลเห็นเป็นรูปแบบที่สม่ำเสมอได้ว่า เป็นการเผาหรือวางระเบิดโรงเรียน ศูนย์กลางการคมนาคมและสถานที่ราชการเป็นส่วนใหญ่ หาได้เป็นการปฏิบัติการในเรื่องลอบทำร้าย ลอบฆ่าเจ้าหน้าที่และประชาชนไม่ จนกระทั่งเมื่อรัฐบาลปัจจุบันได้มีการยกเลิกการทำงานของคณะทำงานร่วมกับ ศอบต. ที่ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ และพลเรือน ในเรื่องการรักษาความสงบมามอบอำนาจให้ฝ่ายตำรวจดำเนินการโดยเด็ดขาดแต่ผู้ เดียว เมื่อ ๑ ปี ๙ เดือนที่แล้วมา การก่อความรุนแรงจึงทวีคูณขึ้น คือ ไม่เพียงแต่เผาทำลายโรงเรียน สถานที่ราชการ หรือสถานที่ประกอบการค้าธุรกิจเท่านั้น หากยังมีการทำลายฆ่าฟันเจ้าหน้าที่ตำรวจและข้าราชการเกิดขึ้นด้วย

          

แต่เหตุของการเปลี่ยนแปลงจนเป็นการทำร้ายผู้คนจนถึงแก่ชีวิตเช่นนี้ หาได้มีการตั้งคำถามและสอบหากันจากทางรัฐและสังคมมหาชนแต่อย่างใด กลับคิดและเชื่อกันเป็นทางเดียวว่า เป็นการเพิ่มความรุนแรงในการก่อการร้ายที่จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนอย่าง ที่เชื่อกันมาแต่เดิมนั่นเอง โดยหามีการตั้ง ข้อสังเกตโดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเลยว่า ทางฝ่ายก่อความไม่สงบได้มีการสื่อความหมายมาเป็นระยะๆ จากคำประกาศในใบปลิวและข้อความที่เขียนไว้ตามที่สาธารณะว่า “ ถ้าไม่เลิกอุ้มฆ่าคนมุสลิม ก็จะได้รับการตอบโต้อุ้มฆ่าคนบริสุทธิ์ที่เป็นคนพุทธ ฆ่าพระ ฆ่าตำรวจ ฆ่าทหาร พ่อค้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตำรวจจนถึงเกี่ยวข้องกับทางรัฐ ” ซึ่ง ฝ่ายตรงข้ามก็ทำมาตามลำดับ เหมือนกับยั่วยุให้ทางฝ่ายรัฐบาลเพิ่มมาตรการลงไปจัดการ โดยอ้างความชอบธรรมกับสังคมมหาชนว่าเป็นการปราบปราม เพื่อป้องกันการแบ่งแยกดินแดน สิ่งที่ทำให้เกิดการเดินทางเข้าไปสู่กับดักของผู้ก่อความไม่สงบของฝ่าย ปฏิบัติการของทางรัฐโดยความเห็นชอบของสังคมมหาชน (เพราะมีการสำรวจความเห็นออกมาทีไร ก็เห็นด้วยกับเรื่องการแบ่งแยกดินแดนและการปราบปรามโดยวิธีการรุนแรง) เพราะ ข่าวที่ออกมาจากจอทีวี เสียงจากวิทยุ และหน้าหนังสือพิมพ์นั้น เป็นการนำเอาภาพของความเสียหายจากการเผาระเบิดทำลายสถานที่ทางราชการและ ธุรกิจการค้า ตลอดจนการเสียชีวิตและสถิติคนตายและบาดเจ็บมาตีแผ่

          

ข้อมูลที่เป็นปรากฏการณ์ โดยมีสถิติจำนวนคนตายและความเสียหายที่ปรากฏเป็นข่าวนี้ แท้จริงแล้วหาได้เป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเป็นจริงทั้งหมดไม่ เพราะเป็นสิ่งที่นอกจากเลือกนำมาเสนอให้เข้ากับความเข้าใจของผู้คนในสังคม มหาชนที่มีทัศนคตินิยมแบบศูนย์กลางเป็นใหญ่ [Centralism] แล้ว ยังเป็นข้อมูลที่สะท้อนถึงสิ่งที่เป็น ปลายเหตุ มากกว่า ต้นเหตุ

          

ดังนั้น เมื่อมองจากสิ่งที่เป็นปลายเหตุ เช่น จำนวนคนตายที่เป็นผลจากการฆ่าฟันของผู้ก่อการร้ายก็ว่าต้องทำการปราบปราม ด้วยวิธีรุนแรง เกิดมาตรการออกกฎอัยการศึกนำทหารลงไปปฏิบัติการราวกับพื้นที่ในสามจังหวัด ภาคใต้เป็นดินแดนแห่งอริราชศัตรู รวมไปถึงมาตรการในการเยียวยาผู้เคราะห์ร้ายและการพัฒนาเศรษฐกิจให้ไม่มีความ ยากจนแบบเดียวกับที่ช่วยเหลือคนที่เป็นไทยพุทธ ซึ่งนับเป็นการขาดความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของสังคมท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง

          

ดูเหมือนมาตรการต่างๆ จากทางรัฐที่ทำไปเพื่อแก้ไขสิ่งที่เป็นปลายเหตุนี้จะถูกปฏิเสธและตอบโต้อยู่ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเหตุการณ์ระเบิดกลางเมืองยะลา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ที่แล้วมา ได้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่รัฐและสังคมมหาชนเป็นอย่างมาก เป็นสิ่งที่นำไปสู่การออกพระราชกำหนดที่มีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุนในการ ใช้กำลังรุนแรงปราบปรามอยู่ในขณะนี้ ในการรับรู้ของสังคมมหาชน ภาพของการระเบิดกลางเมืองยะลา คือ การก่อวินาศกรรมแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หรือที่บาหลี และอเมริกา แต่ก็มีผู้ที่มีสติหลายท่านได้ทบทวนประเมินสถานการณ์และความเสียหาย โดยเฉพาะจำนวนผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บแล้ว เห็นว่าหาได้มีขนาดเป็น วินาศกรรมแบบสยดสยอง [Terrorism] ไม่ เพราะผู้ก่อการร้ายไม่แสดงเจตนาอันใดในการที่จะฆ่าฟันผู้คนในบ้านเมืองและชุมชนอันเป็นเขตแดนของพวกตนแต่อย่างใด

          

ในทำนองตรงข้าม น่าจะเป็นการคุกคามเพื่อการต่อรองทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นการคุกคามบรรดานักการค้าธุรกิจนายทุนที่เข้ามาแสวงหาผล ประโยชน์จนนำความเดือดร้อนให้ผู้คนมุสลิม ดูเหมือนสมมุติฐานข้อหลังนี้ดูสอดคล้องกับการแถลงความเดือดร้อนของบรรดานัก ธุรกิจในระดับนายทุนต่อคณะกรรมการสมานฉันท์ เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ ที่แล้วมา ซึ่งนับเป็นข้อมูลความเป็นจริงจากคนอีกกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ของความรุนแรง ยิ่งกว่านั้นก็ยิ่งดูสอดคล้องใหญ่กับข้อมูลที่ได้จากนักวิชาการในภาคประชา สังคมที่ว่า การคุกคามของผู้ก่อความไม่สงบตั้งแต่หลังเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา ที่ห้ามและจะทำร้ายผู้คนที่ออกมาทำงานมาค้าขายในวันศุกร์และวันเสาร์ เพราะเป็นวันหยุดทางศาสนาของคนมุสลิมนั้น เป็น สิ่งที่ขานรับกันในคนมุสลิมหมู่มากที่ปฏิเสธความเจริญสมัยใหม่ที่เข้ามากับ สังคมอุตสาหกรรม นั่นก็คือ ต้นเหตุของการก่อการร้ายอย่างหนึ่ง เป็นการต่อต้านการรุกล้ำของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่นำความเจริญ ทางวัตถุจากภายนอกและผู้ฉวยโอกาสจากภายนอกเข้ามาในบ้านเมืองของคนมุสลิมนั่น เอง เพราะประชาชนธรรมดาทั่วไปยังไม่มีความพร้อมและศักยภาพที่จะปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจและสังคมทุนนิยมแบบใหม่ได้

          

เมื่อมาถึงตรงนี้ทำให้นึกไปถึงเรื่องการเผาโรงเรียนที่ทำกันอย่างต่อเนื่องเรื่อย มาจนถึงปัจจุบันและบานปลายมาเป็นทำร้ายและเอาชีวิตของครูอยู่เนืองๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาโดยตรง เป็นไปได้ไหมที่สาเหตุน่าจะมาจากการปรับตัวของการศึกษาของคนมุสลิมแบบเดิม ที่ถือว่า ศาสนาอิสลามเป็นวิถีชีวิต [Way of life] กิจกรรม ใดๆ ก็ตามในการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากศาสนา เมื่อทางรัฐโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการเข้าไปจัดระเบียบให้มีการศึกษาตาม มาตรฐานของทางรัฐบาล จึงเท่ากับเป็น การแยกศาสนาออกจากทางโลกหรือโลกวิสัย [Secularization] โดยตรง ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นและบานปลาย

          

ปัจจุบันปัญหาก็ยังเกิดซับซ้อนขึ้นกว่าแต่เดิม เพราะสังคมมุสลิมเองไม่ได้หยุดนิ่ง เกิดคนรุ่นใหม่ที่ไม่เอาศาสนาและหันมาต้องการสิ่งที่เป็นทางโลก ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทำให้การทิ้งของเก่ามารับของใหม่ เกิดความไม่แน่นอนมั่นคงแก่ชีวิตที่จะต้องปรับตัวใหม่ในกระแสของการคุกคาม ทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแบบทุนนิยมที่มาจากภายนอก ความไม่มั่นคงของอนาคตและการเบื่อหน่ายกับชีวิตแบบเก่าที่ไม่ทันโลกทางวัตถุ นิยมที่อยู่รอบด้านไม่ว่าทางมาเลเซียหรือนอกสามจังหวัดภาคใต้ ก็อาจเป็นสาเหตุซึ่งนำไปสู่สิ่งที่เป็นอบายมุข ติดยาเสพติดในหมู่วัยรุ่นที่เป็นชาย เพราะปัจจุบันเปอร์เซ็นต์ของการติดยาเสพติดในรูปแบบของยาแก้ไอและเหล้าแห้ง นั้นมีมาก คนมุสลิมที่เป็นชาวบ้านเคยเล่าให้ฟังว่า หลังจากการประกาศกฎอัยการศึกมียาเสพติดเข้าไปแพร่ระบาดในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้มากกว่าแต่ก่อน เป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเชื่อและการแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานาว่า พวกมีอิทธิพลที่ค้ายาเสพติดนั้นอยู่เบื้องหลังการก่อการร้าย ยิ่งกว่านั้น ก็ยังเชื่อว่าผู้ที่ถูกทางราชการจับในข้อสงสัยว่าแบ่งแยกดินแดนนั้น แท้จริงคือผู้มีส่วนร่วมในการค้ายาเสพติด

          

ดังนั้น เมื่อประมวลกันแล้ว ก็อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า สิ่งที่สังคมมหาชนและรัฐเข้าใจว่า การก่อความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้เป็นปรากฏการณ์ของการแบ่งแยกดินแดนนั้น แท้จริงมีหลายสาเหตุและปัจจัยระคนกันอยู่ คือ มีทั้งขบวนการแบ่งแยกดินแดนโดยคนบางกลุ่มที่นับวันมีการพัฒนาเทคนิคและวิธี การตลอดจนการใช้อาวุธที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น กลุ่มผลประโยชน์ในเรื่องยาเสพติด ค้าของเถื่อน และนักธุรกิจที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งกลุ่มแย่งชิงอำนาจในทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างกัน ทั้ง หลายเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ยังจำกัดขอบเขตอยู่เพียงภายในของสามจังหวัดภาค ใต้เท่านั้น ยังไม่เกี่ยวพันกับขบวนการจากภายนอก ไม่ว่าจากทางโลกมุสลิมหรือจากทางมหาอำนาจตะวันตกแต่อย่างใด

          

ถ้าหากความรุนแรงเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบและจากการปราบปรามของฝ่ายรัฐยังดำรงอยู่ ความเดือดร้อนทุกข์ยากก็จะเกิดกับคนส่วนใหญ่ทั้งมุสลิมและชาวพุทธที่ไม่เคย มีความคิดที่จะแบ่งแยกดินแดนจะต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวงทั้งการบาดหมาง ระหว่างกัน เป็นเหยื่อของการกระทำเพื่อต่อรองของพวกก่อการร้ายและการเข้าไปจัดการความ สงบด้วยความรุนแรงของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความ ไม่สงบสุขและเดือดร้อนเช่นนี้ ถ้ายังคงอยู่อาจนำไปสู่การขยายตัวของความรุนแรงที่เป็นวินาศกรรมที่ขยายขอบ เขตออกไปนอกสามจังหวัดภาคใต้ได้

          

เพราะฉะนั้น ปัญหาความไม่สงบสามจังหวัดภาคใต้จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีทางแก้ไขได้จากการใช้ ความรุนแรงในการปราบปรามหรือเยียวยาด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความเจริญทาง วัตถุตามแบบอย่างที่ทางรัฐทำกับบรรดาผู้คนในท้องถิ่นของภูมิภาคอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นคนพุทธ

          

มีความจำเป็นต้องแขวนหรือทิ้งประเด็นในเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่ทำให้คนใน สังคมมหาชนเพ่งเล็งว่าคนส่วนใหญ่ในสามจังหวัดภาคใต้ต้องการแบ่งแยกดินแดน แล้วหันมาทบทวนแสวงหาความจริงที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งเสียใหม่ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลก็มีกลไกอย่างหนึ่งอยู่แล้ว คือ คณะกรรมการสมานฉันท์ ที่กำลังดำเนินการเพื่อหาความจริงและความยุติธรรมให้เข้าใจและเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย

          

ข้าพเจ้ามีส่วนร่วมในฐานะกรรมการคนหนึ่ง มีความเห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้คงไม่ใช่ยาวิเศษอะไรที่จะทำให้เกิดความสงบ สันติสุขได้ในเวลาอันสั้น เพราะเป็นคณะกรรมการที่ไม่มีอำนาจอันใดที่จะเข้าไปจัดการให้เกิดความสงบได้ หากจะเป็นคณะกรรมการที่ทำการศึกษาและ สร้างกระบวนการศึกษาหาข้อเท็จจริงจากกลุ่มคนทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไม่สงบมาเปิดเผยต่อสังคมมหาชน เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ความเข้าใจไปถึงสาเหตุปัญหาและแนวทางที่จะเกิดการปรองดองกันในชาติ ในประเทศสยามหรือประเทศไทยที่ผู้คนมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ คือ พลเมืองที่มีศักดิ์ศรี มีสิทธิ และโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างเสมอภาคกับคนอื่นๆ ในประเทศ

          

ในส่วนตัว ข้าพเจ้า ใคร่สรุปเป็นภาพรวมๆ ว่า สาเหตุของความขัดแย้งและความไม่สงบในสังคมคนพุทธและมุสลิมในสามจังหวัดภาค ใต้นั้น เป็นปรากฏการณ์ของความล้มเหลวในการปกครองท้องถิ่นที่เริ่มมาแต่สมัยรัชกาล ที่ ๕ อันเนื่องมาจากการเน้นศูนย์กลางเป็นใหญ่ คิดอะไรทำอะไรมาจากข้างบน [Top down] แต่เพียงอย่างเดียว

          

การกระจายอำนาจปกครองไปให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และ อบต. เท่าที่มีมาจนถึงทุกวันนี้ แท้จริงหาได้เป็นการกระจายอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพไม่ เพราะไม่ถูกนำไปใช้ในการให้ความยุติธรรมและความอยู่เย็นเป็นสุขและความมั่น คงแก่ชีวิตบุคคลทั่วไปอย่างเสมอภาคและถ้วนหน้า หากกลายเป็นประโยชน์กับคนบางคนบางกลุ่มที่เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต. พฤติกรรมของคนเหล่านี้เป็นส่วนมากในการปกครอง ดูแล และจัดการตามอำนาจหน้าที่และระเบียบแบบแผนจากทางรัฐบาลและรัฐสภานั้น หาได้สอดคล้องหรือเกื้อกูลระเบียบแบบแผน จารีตประเพณี ระบบความเชื่อและศีลธรรม ที่องค์กรชุมชนท้องถิ่นเคยดูแลจัดการเองภายในได้ แต่ปัจจุบันต้องพึ่งตำรวจ ทหาร ผู้พิพากษา และทนายหรือขบวนการอะไรต่ออะไรหลายอย่างจากภายนอกที่ทำเหมือนกับว่า บุคคลทั่วไปที่เป็นชาวบ้านชาวเมืองในท้องถิ่นโง่และไร้ศักยภาพ ในที่สุดก็ทำอะไรไม่ได้ นับแต่ ๑ ปี ๙ เดือน เป็นต้นมา เมื่อรัฐไม่สามารถจัดการอะไรก็เกิดการสร้างภาพหรือแก้ต่างว่า การให้ความสงบสุขภายในไม่ได้นั้นเนื่องมาจากเป็นการก่อการร้ายเพื่อแบ่งแยก ดินแดน

          

ทุกวันนี้ในคณะ กรรมการสมานฉันท์หรือในคณะกรรมการชุดอื่นๆ ที่พยายามทำความเข้าใจศึกษาหาเหตุของความไม่สงบสุขและหาทางขจัดความเดือด ร้อนนั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในระดับหนึ่งทีเดียว เพราะมีคนดีในหมู่คนมุสลิมเข้ามาร่วมมือ โดยเฉพาะผู้นำทางศาสนา ปัญญา และศีลธรรมจากปอเนาะ มัสยิด และชุมชน คนเหล่านี้มีบารมีทางศีลธรรมพอเพียงที่จะมีส่วนร่วมในการจัดการกับคนเกเรและ คนที่หลงผิดในการก่อการร้ายได้ ถ้าหากมีการฟื้นฟูองค์กรชุมชนบ้านที่เรียกว่า สุหรอ ขึ้น มาปรับปรุงและสร้างเครือข่ายให้มีอำนาจในการดูแลความสงบและความยุติธรรมภาย ในรวมกับอำนาจจากส่วนกลางของทางรัฐแล้ว โอกาสที่จะฟื้นฟูความสงบสุขอย่างแท้จริงก็คงเกิดขึ้นไม่ยาก เพราะทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นอยู่กันอย่างหวาดระแวงและหวาดกลัว เนื่องจากผู้ที่มาก่อความไม่สงบล้วนมาจากท้องถิ่นอื่นและผู้ที่รักษาความสงบ จากทางรัฐไม่ว่าทหาร ตำรวจ ก็มาจากข้างนอก เกิดความไม่สงบสุขพลุกพล่านในชีวิตประจำวันไปทั่ว กลัวว่าจะต้องเป็นผู้ต้องสงสัยถูกจับตัวไปสอบสวน ไปอุ้ม ไปฆ่าแกง หวาดระแวงว่าจะถูกทำร้ายจากผู้ก่อความไม่สงบต่างๆ นานา

          

ยิ่งกว่านั้น การฟื้นฟูองค์กรและเครือข่ายอันเป็นเรื่องของคนภายในอย่างที่เคยมีมานี้ จะเป็นโอกาสที่ปรับเปลี่ยนให้บุคคลที่จะเข้ามาทำงานในองค์กรบริหารปกครอง ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต. ให้เป็นคนภายในท้องถิ่นที่มีความสำนึกทางศีลธรรมและทำงานเพื่อส่วนรวมอย่าง แท้จริง

          

ในสุดท้ายนี้ก็ใคร่ ขอจบบทความด้วยคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ ท่านหนึ่งซึ่งพูดขึ้นในระหว่างที่ประชุมร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์ว่า

          “ ผู้ก่อการไม่สงบมักสอนให้คนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ส่วนผู้บริหารท้องถิ่นของรัฐชอบสอนแต่เรื่องเศรษฐศาสตร์ ”

อัพเดทล่าสุด 26 พ.ค. 2559, 16:13 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.