หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
หรือเศรษฐกิจสามจังหวัดภาคใต้ฝากไว้กับ "ต้มยำกุ้ง" 
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 26 พ.ค. 2559, 15:33 น.
เข้าชมแล้ว 7001 ครั้ง

 

หนุ่มสาวในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ส่วนใหญ่ฝากความหวังไว้กับการออกไปทำงานต่าง พื้นที่ ไม่ต่างจากหนุ่มสาวในอีสาน เหนือ หรือภาคกลาง ที่มุ่งหวังเข้าเมืองเพื่อหาเงินส่งกลับเลี้ยงดูครอบครัวและสร้างอนาคตให้ตน เอง

          

แม้จะไม่มีตัวเลข แน่นอน (ซึ่งทั้งรัฐไทย สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานต่างๆ ก็คงไม่มีการเก็บตัวเลขเหล่านี้) ถึงจำนวนผู้เดินทางไปทำงานนอกพื้นที่มีจำนวนเท่าใด แต่จากการพูดคุยกับชาวบ้านหลายพื้นที่ ปรากฏชัดเจนคือ มีแรงงานในวัยหนุ่มสาวมุ่งไปหางานทำที่มาเลเซียเป็นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่เห็นถึงผลกระทบในชุมชนซึ่งน่าสนใจและ ควรนำมากล่าวถึง เพราะทำให้เกิดปัญหาสังคมเป็นลูกโซ่มีผลกระทบต่อผู้คนในสามจังหวัดมากเสีย กว่าการที่รัฐไปกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติหรือมองอย่างหวาดระแวงแก่ ประเทศเพื่อนบ้านว่าคนเหล่านี้จะรวมกลุ่มเพื่อก่อการร้ายจากการรับจ้างทำงาน ในมาเลเซียหรือเป็นบุคคลสองสัญชาติ เพราะ “ เรื่องราว ” ของหนุ่มสาวที่ต้องไปขายแรงงานที่มาเลเซีย มีรายละเอียดมากกว่าความผิวเผินแบบกล่าวหาว่าเป็นบุคคลสองสัญชาติต่างหาก

          

บุคคลสองสัญชาติคืออะไร ไม่มีความแน่ชัด สำหรับแรงงานถูกกฎหมายการถือบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้อง ถูกตรวจตราอย่างเคร่งครัด และกรณีการได้บัตรประชาชนของมาเลเซียเป็นเรื่องยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ สำหรับแรงงานทั่วไป การเชื่อมโยงแรงงานที่ไปทำงานในมาเลเซียกับคนสองสัญชาติและขบวนการก่อการ ร้ายหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดน ดูเป็นสมมุติฐานที่เลื่อนลอยเกินไป

          

ในหมู่บ้านบางแห่งจากการพูดคุยจนประเมินคร่าวๆ คนในหมู่บ้านเคยไปทำงานที่มาเลเซียในช่วงหนึ่งของชีวิตเฉลี่ยแล้วเกือบ ๑๐๐% บางแห่งย้ายไปๆ กลับๆ จนถึงกับมีรถประจำทางสายตรงระหว่างชุมชนที่ทำงานในมาเลเซียและอำเภอบางแห่ง เช่น ที่ปะนาเระ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีคนออกไปทำงานมาเลเซียจำนวนมากเป็นที่ขึ้นชื่อ หนุ่มสาวที่จบการศึกษาโดยมากในชั้นประถมหรือมัธยมต้น อายุเพียงสิบห้าสิบหกก็ออกไปทำงานที่มาเลเซียกันจนเกือบหมดแล้ว

          

ส่วนใหญ่ไปทำงานร้านต้มยำที่มาเลเซียที่มีอยู่ทุกรัฐ ไม่ทราบว่ามีจำนวนแน่นอนเท่าไหร่ ที่นิยมมากที่สุดคือทำงานร้านต้มยำ มีคนทำงานแบบถูกกฎหมายขึ้นทะเบียนไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนคน ส่วนที่ไม่มีใบอนุญาต ไปทำงานประมง เกี่ยวข้าว ตัดปาล์ม กรีดยาง ก่อสร้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไม่ถึงน่าจะมากพอๆ กันหรือมากกว่า ดังนั้นแรงงานนับหลายแสนคนที่ออกไปทำงานในมาเลเซีย

ร้านต้มยำของนิยาที่อยู่บริเวณสี่แยกชานเมืองมะละกาในเวลาสามทุ่ม กำลังมีลูกค้ามาก

 

เช่น “ นิยา ” วัยต้นสามสิบมาจากบาโงยซิแน อำเภอยะหา จังหวัดยะลา และภรรยา “ เด๊าะ ” อายุอ่อนกว่านิดหน่อยจากปัตตานี พบรักกันที่ร้านต้มยำ หลังแต่งงานทั้งคู่มีลูกคนหนึ่ง ตอนนี้อยู่กับย่าที่บาโงยซิแน ทั้งสองคนต้องทิ้งลูกไว้ให้เข้าโรงเรียนที่เมืองไทยเพราะเข้าโรงเรียนที่ มาเลเซียไม่ได้ ทั้งร้านมีลูกน้องอยู่ ๑๕ คน ส่วนใหญ่เป็นญาติเกี่ยวดองกันทั้งนั้น

          

นิยาเป็นลูกจ้างอยู่นาน เก็บเงินเพื่อเปิดร้านเป็น “ เถ้าแก่ ” ซึ่งเป็นความหวังสูงสุดของหนุ่มสาวที่มาทำงานมาเลเซีย หลังจากนั้นก็ชักชวนพี่น้องให้มาทำงานและกลายเป็นเจ้าของร้านไปด้วยกัน คือ นิเฮง นิโมะ และน้องสาวของเด๊าะ ทั้งหมดรวมเป็น ๔ ร้าน “ เถ้าแก่ ” เจ้าของร้านต้มยำส่วนใหญ่อายุใกล้เคียงกับนิยา คือ สามสิบต้นๆ กำลังมีไฟในการทำงาน

         

 ลักษณะร้านต้มยำโดยทั่วไปก็ไม่ใหญ่โตอะไร คล้ายกับร้านอาหารตามสั่งในเมืองไทย ส่วนใหญ่อยู่บริเวณนอกเมืองในส่วนที่กำลังขยายตัว เพราะมีพื้นที่มากพอจะตั้งโต๊ะอาหารได้หลายโต๊ะและราคาค่าเช่าไม่แพงนัก เวลามาทำร้านก็จะเริ่มตั้งแต่สี่โมงเย็นจนถึงตีหนึ่งหรือตีสาม ลูกค้าร้านต้มยำจะเป็นครอบครัวใหญ่ พาพ่อแม่ลูกหลานมานั่งทานอาหาร โดยมีเมนูต้มยำทะเลที่เรียกว่า “ ต้มยำกุ้ง ” รสชาติเหมือนต้มข่าเป็นหลัก ปลากะพงผัดเปรี้ยวหวานก็ยอดนิยมไม่น้อย

         

ทำเลร้านของนิยาอยู่ตรงสี่แยกนอกเมืองมะละกา ในย่านที่เริ่มมีตึกสูงของที่พักตากอากาศเข้ามา เพราะไม่ไกลจากหาดชายฝั่งทะเลนัก ทำเลค่อนข้างดีเพราะเห็นได้ง่าย มีที่จอดรถกว้างขวาง ร้านต้มยำส่วนใหญ่อยู่ในรัฐที่เจริญทางเศรษฐกิจ เช่น ทางฝั่งตะวันตกมากกว่าทางฝั่งตะวันออกที่ยังคงเป็นชนบทอยู่มาก มีความแตกต่างทางเศรษฐกิจสูง

          

นิยาลองเช่าดูและเริ่มทำงานร้านนี้มาห้าหกปีแล้ว ค่าเช่าเฉพาะที่ดินเดือนละหมื่นเจ็ดพันบาท นิยาใช้ค่าใช้จ่ายเพื่อจ้างงานไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๗ หมื่นบาท เริ่มจากหกพันบาทจนถึงพ่อครัวได้มากที่สุดหมื่นสี่พันบาท

http://localhost/lekprapai/web%20lek-prapai/south/images/tom-yum-kung2.jpg

หญิงสาวที่เป็นแผนกทำเครื่องดื่ม กำลังทำชาชัก

          

การทำงานแบบถูกกฎหมาย แม้จะต้องเสียค่าใบอนุญาตและต้องต่อใบอนุญาตทำงานบ่อยๆ แต่ก็ดีกว่าการทำงานแบบผิดกฎหมายที่ต้องหลบซ่อนเจ้าหน้าที่ เรียกว่าเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายก็ได้ เพราะคนที่ถูกจับก็มีไม่น้อย ญาติพี่น้องไปรับตัวกลับและเสียค่าปรับ หากไม่เสียค่าปรับก็ต้องอยู่ในคุกมาเลเซียและมีจำนวนไม่น้อย

          

การต้องทำใบอนุญาตบังคับให้ต้องเดินทางไปๆ มาๆ จากบ้านและมาเลเซียอยู่บ่อยๆ เพราะพาสปอร์ตต้องต่อเพื่อเข้ามาใหม่ทุกหกเดือน และใบอนุญาตทำงานสามเดือนต่อครั้ง ซึ่งต้องเสียใช้ค่าใช้จ่ายเจ็ดพันบาทต่อคนทุกสามเดือน จะแบ่งกันจ่ายคนละครึ่งกับเจ้าของร้าน ส่วนใหญ่จะแบ่งจ่ายแบบสามเดือนมากกว่าแบบปีต่อปีเพราะค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ ผู้เข้ามาทำงานต้องตรวจสุขภาพทุกปี มาเลเซียจะยอมรับผู้ที่แข็งแรงและไม่ติดยาเสพติดเท่านั้น และหากเป็นผู้หญิงถ้าตั้งท้องก็จะไม่ให้ใบอนุญาต

          

สำหรับนิยาและเด๊าะต้องกลับบ้านเฉลี่ยเดือนละครั้ง การทำงานในมาเลเซียแม้จะมีค่าตอบแทนสูง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายมาก หากต้องการทำงานได้อย่างราบรื่นและถูกกฎหมายมาเลเซีย

          

ลูกน้องของนิยามีทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย อัตราค่าจ้างตั้งแต่หกพันบาทสำหรับเสิร์ฟอาหารจนถึงพ่อครัวมากประสบการณ์ที่ เงินเดือนมากกว่าหมื่นบาท ทั้งหมดนี้มีที่พักและอาหารฟรี ที่ร้านของนิยาต้องจ้างแรงงานจากกลันตันบ้างสามสี่คน คนงานจากกลันตันมาจากเขตเกษตรกรรมที่ห่างไกลซึ่งนับเป็นพื้นที่ไม่ได้รับการ พัฒนามากนัก แต่ก็เป็นกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมและการพูดจาไม่ต่างไปจากคนในสามจังหวัดมากนัก นิยาให้เหตุผลว่าจะได้ไม่น่าเกลียด เพราะการทำธุรกิจของคนต่างชาติ แม้ว่าชาวมาเลเซียจะไม่รู้สึกถึงความเป็นชาตินิยมต่อคนมลายูที่มาจากเมือง ไทยเท่าใดนัก แต่เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความสบายใจมากกว่า

          

พ่อครัวส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เพราะต้องใช้แรงมากต้องทำอาหารเร็ว ร้อน คนมาเลเซียไม่สนใจว่าอาหารจะอร่อยหรือประณีตในการทำมากน้อยเพียงใด แต่ต้องการอาหารที่เน้นว่า ร้อน และเร็ว ส่วนผู้หญิงเป็นคนเสิร์ฟและทำเครื่องดื่มเป็นส่วนใหญ่

พ่อครัวประจำร้าน เป็นคนหนุ่มทำงานมาแล้ว ๑๑ ปี เงินเดือนรับเต็มที่เดือนละหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

          

นิยามาเซ้งตึกแถวเพื่อเป็นที่พักอาศัยอยู่แบ่งๆ กันกับลูกน้องทั้งหมด ต้องจ่ายเดือนละสามหมื่นบาท นิยามีรถขับสองคัน ทิ้งไว้ที่บ้านยะลาคันหนึ่งและนำมาใช้ที่มะละกาคันหนึ่ง ค่าใช้จ่ายที่นิยาและเด๊าะต้องใช้จ่ายหมุนเวียนต่อเดือนในร้านต้มยำร้าน เดียวไม่ต่ำกว่าสองถึงสามแสนบาท

          

ในมาเลเซีย การออกไปทำงานเป็นความหวังของหนุ่มสาวในสามจังหวัดภาคใต้ที่รัฐบาลมาเลเซีย รับรู้และไม่ได้คุกคามหรือตามจับ หากเป็นไปตามกฎหมาย แรงงานจากสามจังหวัดทดแทนในช่องว่างของงานอาชีพที่คนมาเลเซียเริ่มไม่ทำและ หันไปทำงานในภาคเศรษฐกิจส่วนอื่น การเป็นคนมลายูมุสลิมเช่นเดียวกัน อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับการยอมรับ และเป็นเหตุผลสำคัญแน่นอนอันดับแรกที่แรงงานชาวมลายูมุสลิมจากสามจังหวัดภาค ใต้เดินไปเข้าไปขายแรงงาน โดยมีคนน้อยมากที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ อื่นๆ ที่ต่างศาสนาและต่างวัฒนธรรม

          

เราไม่ทราบว่าแรงงานจากสามจังหวัดภาคใต้สร้างรายได้รวมต่อปีประมาณเท่าใด แต่เท่าที่พบนี่คือช่องทางสำคัญที่หล่อเลี้ยงครอบครัวและเศรษฐกิจในระดับชาว บ้านในสามจังหวัดภาคใต้ให้อยู่รอดอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธ

http://localhost/lekprapai/web%20lek-prapai/south/images/tom-yum-kung4.jpg

วงดนตรียอดนิยมของเด็กหนุ่มเด็กสาวในร้านเหมือนๆ เด็กไทยทั่วไป เช่น ลาบานูนและคาราบาว

 

หากนิยาอยู่บ้าน ด้วยการศึกษาไม่จบ ป.๔ และเด๊าะที่จบเพียงมัธยมต้น คงไม่พ้นรับจ้างกรีดยาง ทั้งๆ ที่นิยาและเด๊าะเป็นคนฉลาดและมีศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างยอดเยี่ยม ครอบครัวของนิยาฐานะไม่ดีและไม่มีที่ดินของตัวเอง แต่นิยาส่งพ่อแม่ไปฮัจญ์ได้และซื้อที่ดินซึ่งเป็นสวนยางไว้ให้ทำด้วยได้แล้ว

          

วันนี้นิยาในวัยต้นสามสิบกลายเป็นความมุ่งหวังของคนในชุมชนที่ผู้ใหญ่ต้องการให้ดู เป็นตัวอย่างและเป็นอุดมคติของคนรุ่นหนุ่มสาวที่อยากจะสร้างฝันให้ได้เหมือน นิยา แต่ความฝันเหล่านี้ไล่หาในประเทศไทยไม่ได้ และไม่มีโอกาสที่เด็กหนุ่มสาวจากชายแดนในสามจังหวัดจะมีโอกาส นอกเสียจากที่มาเลเซีย

อัพเดทล่าสุด 26 พ.ค. 2559, 15:33 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.