หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สังคมมุสลิมกับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจการเมือง การศึกษาเฉพาะกรณีในเขตปัตตานี
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 12 มี.ค. 2547, 10:57 น.
เข้าชมแล้ว 6059 ครั้ง

เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๓.๓๐-๑๕.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม ๔๐๗ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
โดยมีอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นวิทยากรบรรยาย

 

ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

ขอเรียนเชิญท่านวิทยากร ท่านอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ขอมอบเวทีนี้ให้ท่านอาจารย์เลยนะคะ


ศรีศักร วัลลิโภดม

สวัสดีครับท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ สิ่งที่ผมจะพูดไปในวันนี้คงไม่ได้บอกว่าปัญหาในภาคใต้มีความรุนแรงอย่างไร

 

แต่ผมอยากจะพูดถึงปัญหาใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยซึ่งเป็นเวลาช้านานแล้ว ปัญหาในเรื่องการพัฒนาบ้านเมืองที่เน้นเศรษฐกิจการเมืองเป็นตัวตั้ง ซึ่งเข้าไปเปลี่ยนแปลงพัฒนาท้องถิ่นต่างๆ ที่สภาพัฒน์ฯ ได้กล่าวว่าเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม แต่ความคิดของผมไม่ถึงสังคม แต่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจการเมือง เป็นการเปลี่ยนแปลงจากข้างนอกเข้ามานะครับ และก็การทำอะไรก็มาจากข้างนอกทั้งนั้น การประเมินก็ประเมินจากข้างนอก แต่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงจากภายในที่เป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงข้างนอกใน ด้านเศรษฐกิจการเมืองแม้แต่น้อย ตรงนี้คือปัญหา

          

เราไม่รู้ว่าคนในเขาคิดอย่างไร เขามีผลกระทบอย่างไร มันมาจากภายนอกทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้ามองในแง่ของลักษณะวิจัย การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการเมืองเป็นปัจจัย เป็นสาเหตุที่มาจากภายนอก แล้วส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน

          

การเปลี่ยนแปลงภายในนั้นคืออะไร ในแง่ของนักมานุษยวิทยา การเปลี่ยนแปลงภายในที่เราจะต้องศึกษาก็คือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ วัฒนธรรม ผมไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมจากภายใน นอกจากคนภายนอกเป็นผู้พูดถึงเท่านั้นเอง เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นจุดด้อยอันหนึ่งของวิชาทางมนุษยวิทยา ซึ่งไม่เคยได้รับการสนับสนุนแม้แต่น้อย

          

ทีนี้การทำงานของหน่วยงานก็มีข้อจำกัด เพราะว่าไม่สามารถไปอยู่ในชุมชนได้เป็นระยะเวลานาน ตรงนี้เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ความรู้ทางมานุษยวิทยาไม่เกิดขึ้น มาถึงตรงนี้ผมก็หาทางออกโดยที่ว่าไปสัมพันธ์กับสกว.(สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) แล้วก็ขอให้สกว. ช่วยหาทุนให้กับนักวิจัยท้องถิ่นภายในทำเอง และเราเข้าไปมีส่วนร่วม สมัยก่อนเวลาเราเข้าไปทำงานในท้องถิ่น มักจะเอาคนในท้องถิ่นเป็นองค์ประกอบ เอาข้อมูลมาตีความแล้วก็ว่ากันไป แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ ขอทุนของสกว. มาให้คนในท้องถิ่นทำ แล้วเอาคนจากภายนอกไปเป็นพี่เลี้ยงเพื่อจะดูว่าเขาคิดอย่างไร

          

เหตุที่ทำเช่นนี้เพราะอะไรทราบไหมครับ เพราะ คนภายในเขาย่อมรู้เรื่องของท้องถิ่นได้ดีกว่าภายนอก คนภายในคือตัวหนอน หนอนที่รู้ร้อน รู้หนาว รู้อะไรต่างๆ เขาจะพูดได้ พออย่างนี้เราก็จะได้แทนที่จะเอาคนภายนอกไปศึกษาแล้วก็ตีขลุมเอาเป็นอย่าง โน้นอย่างนี้ นี่คือครั้งแรกที่มีการทำอย่างนี้โดยเงินทุนของสกว. เพราะฉะนั้น ผมจำเป็นต้องให้เกียรติสกว. ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำตรงนี้ และโครงการที่เรานำเสนอไม่ใช่ที่ภาคใต้อย่างเดียว มีทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และการนำเอามาเสนอในที่นี้ก็เหมาะกับสถานที่ เพราะที่นี่เป็นศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรนะครับ ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ เป็นประธาน

          

สมเด็จพระเทพฯ และคณะอาจารย์ที่นี่ พยายามที่จะทำให้เกิดการวิจัยในด้านมานุษยวิทยาให้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจ ความรู้ที่ได้จากคนข้างใน เมื่อเผยแพร่ออกไปแล้วจะทำให้คนภายนอกในสังคมได้รับรู้ว่าเป็นอย่างไร และเจตนารมณ์ของการทำงานก็ไม่ได้มุ่งหวังให้คนภายในเผชิญหน้ากับคนภายนอก เจตนารมณ์ของนักมานุษยวิทยาทุกคนไม่พยายามจะสร้างสิ่งที่เป็นการอนุรักษ์ เราต้องการสร้างให้เกิดความเสถียรภาพว่าข้างในเขาคิดอย่างไร รู้ร้อนรู้หนาวอย่างไร

          

ที่แล้วมาการพัฒนาประเทศมองแบบนกทั้งนั้น ซึ่งบินขึ้นไปสูงๆ แล้วเห็นโครงสร้างทางกายภาพที่เป็นถนนหนทางแต่ไม่เห็นสิ่งอื่นๆ การกระทำเช่นนี้คือต้องการรู้ว่าตัวหนอนนั้นอยู่ตรงไหน แต่ที่แล้วมามองแบบนกทั้งสิ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เราช่วยกันทำ สิ่งที่นำมารายงานท่านวันนี้จากโครงการนี้ซึ่งกำหนดไว้ ๑ ปีครึ่ง เพิ่งผ่านไป ๖ เดือนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้คืองานที่เราได้จากคนข้างในเขียนขึ้นมาในลักษณะที่ เป็นอุดมคติ เป็นงานทางด้าน ethnography ให้เห็นชีวิตวัฒนธรรมของเขาทั้งหมดในชุมชน ในท้องถิ่นเขาเป็นอย่างไร ซึ่งเราจะใช้ความรู้ตรงนั้นเป็นฐานในการตั้งคำถาม นี่คือเรื่องที่เราได้ทำมา

          

ในขั้นแรกผมขอกราบเรียนให้ท่านทราบว่าเราได้สิ่งเป็นคติของชุมชน ซึ่งเราได้เข้าไปช่วยเรียบเรียง เข้าไปสัมผัส ไปตั้งคำถาม ไปคลุกคลีกับเขา ช่วงเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่ได้สามารถประเมินได้ว่า

๑. เห็นการเปลี่ยนในเรื่องระบบนิเวศทางวัฒนธรรม

๒. การเปลี่ยนแปลงจากภายในที่เห็นจากสถาบันสำคัญทางสังคม สถาบันที่เรียกว่ามัสยิดและปอเนาะ

          

แต่เรายังเข้าไปไม่ถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่ล่ม เพราะเรายังจะต้องมีรายงานนะครับ แต่จะเอามาเล่าให้ฟังในที่นี้ก่อน คือเป็นการเปิดโอกาสให้ท่านที่สนใจได้ตั้งคำถาม สิ่งแรกที่ผมจะพูดก็คือว่าการพัฒนาประเทศเป็นการขยายนิเวศทางการเมืองเข้าไป อย่างเต็มที่ นิเวศทางการเมืองเข้าไปคลุกนิเวศทางวัฒนธรรมของเขาทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ภาพนี้จะแสดงให้เห็นว่านิเวศทางวัฒนธรรมเขาเป็นอย่างไร

          

เขตทางภาคใต้ของประเทศไทยในเขตจังหวัดปัตตานี เป็นเขตทางภาคใต้ชายฝั่งทะเลตะ วันออกของอ่าวไทย เขตชายทะเลเหล่านี้มีพื้นที่ที่เป็นที่งอกทำให้เกิดลักษณะพื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ชายทะเล และตั้งชุมชนได้ จุดแรกที่สำคัญก็คือจุดตรงแหลมตะลุมพุก ตรงนั้นจะมีลำน้ำออกมา ตรงที่เขียวๆ นี้เป็นทะเลตมน้ำเค็ม ที่ใดก็ตามที่เป็นทะเลตมทางใต้ จะมีพวกหอย ปู ปลา สัตว์นานาชนิดอยู่ บริเวณตรงนี้มันเป็นความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย มันทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง นี่เป็นจุดหนึ่ง

          

จุดที่สอง คือ ทะเลสาบสงขลานะครับ และจุดที่สามคือปัตตานี เห็นไหมครับมันมีอะไรคล้ายๆ กันกับสีน้ำเงิน ตรงนี้ครับที่เป็นความอุดมสมบูรณ์ในแง่ของกรุงเทพฯ ที่ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานและปรับตัวเองเข้ากลับธรรมชาติ ทำให้เกิดระบบนิเวศทางวัฒนธรรมขึ้นมา ทีนี้อะไรที่เกิดขึ้นที่แล้วๆ มากับการขยายนิเวศทางการเมือง

          

เห็นไหมครับ ส่วนแรกดูที่บริเวณปากพนังก่อนนะครับ ที่ปากพนังนี้เกิดปัญหา เราไปทำเขื่อนทำอะไรต่างๆ เกิดปัญหา คือน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย แยกกัน ซึ่งทำให้ระบบนิเวศพังหมด ซึ่งเวลานี้แก้ไม่ตก การพัฒนาที่เข้าไปโดยไม่รู้ความเป็นไปของท้องถิ่น คนในท้องถิ่นเมื่อเขาจับกุ้งหอยปูปลาเขาจะรู้ว่าน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย มันไม่เค็มตลอด หรือไม่จืดตลอด มันจะผสมๆ กัน ในการผสมกันมันทำให้เกิดดีกรีของความเข้มข้นซึ่งทำให้เกิดระบบนิเวศขึ้นมา แต่เวลาที่เราพัฒนาขึ้นมาทำให้เกิดปัญหาที่แก้ไม่ตก

          

สองคือทะเลสาบสงขลา ทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลปิด แต่ก่อนภาพจะคล้ายๆ กัน แต่ปัจจุปันนี้เกิดการพัฒนาทำเขื่อน ทำอะไรต่างๆ ก็เกิดปัญหาในเรื่องการทำมาหากิน สัตว์น้ำ ชุมชนเปลี่ยนแปลงมากมายเหลือเกิน

          

ส่วนที่สาม คือ ปัตตานี ปัตตานีนี่ถ้าปิดก็จะเป็นแบบทะเลสาบสงขลา ตัวปัตตานียังอุดมสมบูรณ์อยู่นะครับ และก็อาจจะกล่าวได้ว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาสามจุดที่ผ่านมา เพราะถัดไปทางยะลา กุ้ง หอย ปู ปลามากเหลือเกิน นี่คือความมั่งคั่งของอ่าวปัตตานี เพราะฉะนั้นเวลาเราไปดูภาพ จะเห็นว่าเขตอ่าวปัตตานีครอบคลุมเขตชาวบ้านอยู่เป็นจำนวนมากที่อยู่ในซีกนี้ ที่เข้าไปถึงปลายแหลมนี้ นี่คือเรื่องของกลุ่มคนที่เป็นมุสลิม ที่มีอาชีพเป็นชาวประมง ชาวสวนไม่มีนะครับ แถวนี้มีต้นไม้ที่ราบรื่น มีชายหาด มีหมู่บ้านชาวประมงเรียงรายไปตลอด แต่ส่วนทางนี้ที่อยู่ทางปัตตานีนี่เปลี่ยนเป็นแหล่งอุตสาหกรรม พวกตึกสูงๆ มากมายเลย

          

เหตุที่มันกระทบ กระทบในแง่ที่ว่าการลงทุนทำอุตสาหกรรมอย่างมากมายทำให้อ่าวปัตตานีตื้นเขิน และก็เป็นชายเลน เวลานี้เรามองในเรื่องผลกระทบนะครับ การกระทำจากภายนอกเข้าไปมันทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ชีวิตของคนที่อยู่ในเขตปัตตานีซึ่งหากินด้วยเรือกอและ เรือกอและที่เราบอกว่ามันเป็นศิลปะที่สวยงาม แต่ความเห็นของผมมันเป็นความเจ็บปวด เคยจับปลาได้ ๒๐ กิโลต่อวัน แต่เขาก็อยู่กันมาอย่างนี้ แบบไม่พัฒนาอย่างนี้ อยู่มาเป็นร้อยๆ ปี เขาก็อยู่กันมา แต่มันกำลังเดือดร้อนเพราะถูกเรือรุนใหญ่เข้าไปจัดการ เรือรุนลำใหญ่ๆ นะครับจับกุ้งหอยจากท้องทะเลไม่ต่ำกว่า ๕๐-๖๐ ตันต่อวัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ

          

เวลานี้เขตที่เป็นนิเวศทางวัฒนธรรมถูกนิเวศทางเศรษฐกิจการเมืองเข้าไปรุกล้ำ นี่ครับคือภาพของเขตอุตสาหกรรมที่ยึดชายทะเลแห่งนี้ เห็นไหมครับสภาพแวดล้อมที่คนมุสลิมเขาอยู่ นี่คือป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย สิ่งที่เห็นเป็นพุ่มไม้คือต้นโกงกาง ซึ่งสูงเหมือนต้นยาง แล้วก็กุ้งหอยปูปลาที่จับได้นั้นทำให้เกิดกลุ่มของใครก็ไม่รู้ที่อยู่ใน กลุ่มของปัตตานี ชาวโน่นชาวนี่ก็ไปตั้งร้านตั้งรวงขายนะครับ พูดกันง่ายๆ ก็คือถูกแย่งทรัพยากรโดยตรงเลย อันนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้น

          

เวลาที่พวกเรือใหญ่เข้าไปนั้น คนมุสลิมโอดครวญว่าต่อไปจะหากินอย่างไร เขาถูกรุกล้ำหมดเลย แล้วยิ่งโครงการที่ป่าเศรษฐกิจการเมืองเข้าไปเป็นพันๆ ล้านในทางอุตสาหกรรมมันจะเหลืออะไร ก็เกิดอคตินะครับ เพราะธรรมชาติถูกทำลาย

          

ทีนี้ถ้าเราย้อนไปดูระบบนิเวศวัฒนธรรมทางชายหาด เขามีความร่มรื่นเป็นธรรมชาตินะครับ อยู่กันอย่างสบายๆ บ้านช่องเล็กๆ คนจนก็เป็นกระต๊อบ ใบจาก เขาก็อาศัยอยู่อย่างนี้ กินอยู่กับธรรมชาติ แล้วก็มีหาดทรายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

          

ในหมู่บ้านพระครู (นามสมมุติ) ที่เราเข้าไปศึกษานั้น หมู่บ้านนั้นตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ทำเป็นอุโมงค์ ประมาณ ๓๐-๔๐ ไร่นะครับ แล้วพื้นที่อันนั้นเป็นที่ฝังศพ หลุมฝังศพเต็มไปหมดเลย เขาบอกว่าที่ตรงนั้นเป็นที่ฝังศพของโต๊ะครูของบ้านพระครูของคนที่มีคุณธรรม คนมุสลิมอยากจะไปฝังศพอยู่ใกล้ๆ กับคนที่มีคุณธรรม คือเราไปพูดไปจากันตรงกลางอุโมงค์ มันร่มรื่นแต่ไม่รู้สึกกลัวผี เพราะว่าป่าช้ามุสลิมไม่เหมือนป่าช้าไทย เพราะความตายเป็นเรื่องธรรมดาของคนมุสลิม

          

แล้วเราเห็นภาพที่อยู่ในสังคมของเขานั้นไม่มีอะไรโดดเด่น เพราะคนที่รวยที่ดินมีฐานะเป็นชนชั้นขึ้นมา อาจจะมีคนรวย คนจน แต่ไม่มีระดับชนชั้นขึ้นมา มีความเสมอภาค แล้วก็คนแก่ลูกเล็กเด็กแดงอยู่รวมกันหมดเลย รวมทั้งแพะด้วย บางทีเรามองว่าสกปรก แต่พอเข้าไป เอ๊ะ ก็มีความสุขดี นี่คือสิ่งที่เราเห็นนะครับ

          

แล้วเขาก็นำอาหารมาเลี้ยงเราอย่างง่ายๆ นี่คือสิ่งที่เห็น และชายหาดตรงปัตตานี ทุกปีจะมีนก ชนิดต่างๆ จากที่อื่นมาอยู่ที่นั่น แล้วในขณะนี้มีบุคคลจากภายนอกเข้ามาจับนก ยิงนก นี่คือสิ่งที่เขาบ่นเราก็เข้าใจ

          

การปรับตัวของคนมุสลิมที่เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่มาจากข้างนอก เขาต้องเพิ่มรายได้ มีกลุ่มของผู้หญิงมุสลิมนะครับ ทำข้าวเกรียบปลา อร่อยมากเลย ผมไปเมื่อสิบปีที่แล้วไปตามหาข้าวเกรียบปลาที่ปานาเระกว่าจะได้น้อยมาก แต่เดี๋ยวนี้ผลิตกันเกลื่อนเลย ผู้หญิงก็เข้ามาผลิตอันนี้ และผลจากการเอาปลามาทำข้าวเกรียบ เศษปลาเอาไปเลี้ยงปลาดุก ทำให้เกิดบ่อปลาดุกขึ้นในเขตหมู่บ้านมุสลิมที่ผมไปศึกษา

          

เพราะ ฉะนั้นบางทีการเปลี่ยนแปลงที่เข้าไปกระทบทำให้ระบบนิเวศมันเปลี่ยน ตัวเขาเอง ชุมชนก็เปลี่ยน ความสกปรกก็เกิดขึ้น เพราะเขาต้องทำมาหากินเพิ่ม ความสะดวกสบายแบบเดิมมันไม่ค่อยมี นี่คือสิ่งที่เราเห็นในระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปนะครับ เวลาพูดทีไร เขาก็เดือดร้อนในเรื่องนี้ยิ่งขึ้น แต่เวลาเขาพาเราไปดูที่ป่าชายเลนที่ฉายให้ดู ที่เป็นป่าโกงกาง นี่คือตัวอย่างของต้นโกงกาง ผมไม่เคยเห็นต้นโกงกางที่สูงเท่ายอดยาง แล้วร่มรื่นมาก นี่คือสิ่งที่เราเห็น

          

แต่ถ้าไปดูอีกซีกหนึ่งที่อุตสาหกรรมลง ทั้งร้อนทั้งน่ากลัวมาก ขัดแย้งกับซีกที่เป็นแหลม ซีกที่อยู่ภายใน แต่ว่าผลการทำอุตสาหกรรมที่ทำมากๆ เข้าตามกันไป ถ้าเปิดแล้วอะไรจะเกิดขึ้น คนที่ตายคือคนมุสลิม เพราะว่าปรับตัวไม่ได้

          

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงนะครับ เวลาคนปัตตานีพูดถึงเรื่องระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปนั้น เขาไม่มีความสุข เมื่อถามเขาว่าถ้าไม่อยู่ที่นี่จะไปอยู่ที่ไหน เขาบอกว่าเขาต้องอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่ปัตตานีเป็นมาตุภูมินั้นลุ่มลึกมากเลย เพราะอะไรรู้ไหม เพราะความเป็นปัตตานีมันมีมาเป็นพันๆปี ทำให้เราต้องขยายการศึกษาออกไปว่าปัตตานีนั้นมีอะไร

          

ความเป็นปัตตานีตรงนี้มันมีอดีตที่รุ่งเรืองมากนะครับ ถ้าเราย้อนไปดูหลักฐานทางโบราณคดี อ่าวปัตตานี้มีลำน้ำยาวอยู่คือลำน้ำปัตตานี ไหลจากเทือกเขาสันกาคีรีนะครับ ตรงนี้เป็นดินแดนใหญ่เลยเพราะไปต่อกับมาเลเซีย จากลำน้ำปัตตานีข้ามเขาไปต่อมาเลเซีย ในเขตที่เป็นไทรบุรี บริเวณนี้คือเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่สำคัญ เพราะว่าเรามีเส้นทางข้ามคาบสมุทรหลายแห่งจากหลักฐานทางโบราณคดี จากนครศรีธรรมราชไปพังงา ไปไชยา ไปตะกั่วป่าก็มี แต่ไม่มีพื้นที่ยาวและติดต่อกับชุมชนได้มากเท่ากับที่ปัตตานี

          

เหตุที่เป็นชานเมืองนั้นทำให้เมืองพัฒนาขึ้น เพราะฉะนั้นในเขตปัตตานีเราพบเมืองโบราณขนาดใหญ่ ใหญ่กว่าทุกแห่งในภาคใต้ของพื้นที่ประเทศไทย แล้วเมืองโบราณเหล่านั้นมีพัฒนาการจากหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้พบในท้องที่ ๑๓ เป็นต้นมา ซึ่งอยู่ในสมัยศรีวิชัย

          

อันนี้คือรูปของเมืองโบราณที่ได้หลักฐานมากกว่าที่อื่น มากกว่าที่ไชยาหรือที่อื่น แต่เก่าแก่กว่านครศรีธรรมราช การที่เรามีอคติกับปัตตานี เราไม่เห็นศรีวิชัยในภาคใต้ เราไปบอกว่าอยู่ที่นครศรีธรรมราชหรือไชยา จริงๆ แล้วหลักฐานที่ชัดเจนคือที่ปัตตานี

          

ปัตตานีเป็นเมืองใหญ่ ไปอ่าวปัตตานีทางภาคใต้ของประเทศไทย เดิมมีสภาพเป็นเมืองท่า เขามีเส้นทางที่เข้าไป และมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะมีอ่าวอยู่ และเมืองเหล่านี้อยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ มีชื่อว่า ลังกาสุกะ แล้วพอพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ จึงเปลี่ยนมาเป็นปัตตานี เราจะเห็นสภาพที่มันเปลี่ยนโดยเฉพาะในสมัยอยุธยานะครับ เขียนผังเมืองแบบใหม่ขึ้นมานะครับ อันนี้เป็นผังเมืองแบบใหม่ มีป้อม นี่คือสมัยอยุธยาตอนต้นๆ ลงมา

          

ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ปัตตานีเปลี่ยนจากฮินดูมาเป็นมุสลิม งานนี้มีการค้นคว้าจากงานของศาสตราจารย์วอลเตอร์พูดถึงเกี่ยวกับเรื่อง โบราณคดี แต่ปัตตานีไม่เคยร้างนะครับ พอมาถึงตอนหลังนั้น ปัตตานีเปลี่ยนจากตำแหน่งตรงนี้มาอยู่เขตชายทะเล เพราะฉะนั้นตัวเมืองปัตตานีจะอยู่ติดชายหาดเลย ที่เป็นศูนย์กลางของเมืองปัตตานี ระยะหลังคือกรือเซะ คือมัสยิดอยู่ที่กรือเซะ เราเห็นภาพ เห็นตำนานที่เกี่ยวกับการปะทะกัน ระหว่างคนมุสลิมกับคนจีนที่มาค้าขาย เราเห็นความสัมพันธ์ในทางชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นนะครับ คนจีนเข้ามาค้าขาย มาแต่งงานกับมุสลิมจึงเกิดตำนานเรื่องกรือเซะขึ้นมา แล้วปัตตานีก็เป็นเมืองท่าด้วย มีอังกฤษเข้ามา หรืออะไรเข้ามา อยู่เขตชายทะเลตรงนี้

          

แล้วในระยะที่เกิดขึ้นตรงนี้นะครับ เกิดการพัฒนาการของชายทะเลเกิดขึ้น เกิดหมู่บ้านชายทะเลตั้งแต่ปัตตานี ไปบางปู เรื่อยไปถึงยะหริ่งนะครับ เกิดชุมชนยาวและแลเห็นถึงพัฒนาการของชุมชนในปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่เป็นคนชาย ทะเล

          

ผมท่องเที่ยวไปตาม นี้ คือสมัยก่อนนี้ไปถ่ายรูปบ้านโบราณ พบที่บ้านบางปูเรื่อยจนถึงไทรบุรีเลย เราก็เห็นบ้านเก่าๆ ที่ทำด้วยไม้ และบ้านคนรุ่นใหม่ที่ทำด้วยเหล็ก แล้วมาระยะหลังนี่เราเห็นการรุกล้ำของป่าละเมาะเข้ามา เข้าใจว่าเมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วมา วันหนึ่งผมไปกับคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ รู้ไหมว่าอะไรเกิดขึ้น คนมุสลิมชุมนุมกันที่ริมทะเล โวกเวกๆ เขาชี้ให้ดูตรงชายหาดมีขบวนเรือเข้ามายาวเลย แล้วก็มีเรือจากตัวปัตตานีนั้นสิบกว่าลำเข้ามาสมทบ ลากหอยลายกันลำหนึ่ง ๕๐-๖๐ ตัน เขาบอกเขาจะทำอะไรกินล่ะ แล้วเราก็ตามไปดูที่ริมตลิ่งปัตตานี เขาบอกว่าปัตตานีนั้นมีการจับหอยลายข้ามชาติเยอะเลย นั่นคือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นระหว่างคนที่เคยสัมพันธ์กัน คนที่เป็นนายทุน พวกคนจีน กับคนมุสลิมที่สัมพันธ์กันมาเป็นข้ามชาติ เกิดการรุกล้ำทรัพยากรขึ้นมา นี่คือเรื่องใหญ่นะครับ

          

แล้วต่อมาก็มีการออกเวทีของอาจารย์เจิมศักดิ์ คุยเผชิญหน้ากันระหว่างคนมุสลิมที่อยู่ในเขตนั้นกับอธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมประมงก็บอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย คนมุสลิมเขาไม่ยอมนะ เขาบอกว่าหน้าชายทะเลที่เขาเคยอยู่ไปจับกุ้งหอยปูปลาของเขาได้เฉลี่ยถึง ๑๒ กิโลกรัมต่อวัน มันพรุนเหมือนกับวังปลา เพราะว่ามันเป็นที่ฝังตัวของกุ้งหอยปูปลา แต่พอเรือหอยลายไปลากหน้าเป็นสนามกอล์ฟเลย แต่ ๔ ปีหลังที่ผมตามไปดู ชายทะเลที่เคยสวยงามมันเละ คนมุสลิมต้องเพิ่มการจับปลาจาก ๑๒ กิโลต่อวันเป็น ๓๐ กิโล เป็นซากหอยปูปลาที่สกปรกมากเลย ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลง และตั้งแต่นั้นเราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตความเป็นอยู่ของเขา

          

ชีวิตที่มีมาเป็นร้อยๆ ปีเปลี่ยนแล้ว เกิดการรุกขึ้นของนากุ้งมากมายเหลือเกิน ท่านเห็นไหมครับในกลุ่มปัตตานีทั้งหมด ตั้งแต่ปากพนังลงไปเป็นนากุ้ง เพราะฉะนั้นระบบนิเวศของเขาถูกรุกลงไปในระบบนิเวศเศรษฐกิจการเมืองมากเลย และตอนที่เราไปสำรวจครั้งหลังการเมืองรุกล้ำเข้าไปภายใน เวลาเราศึกษาคนพวกนี้ เราเข้าไปดูตลอดนะครับ เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ถ้าตามชายทะเลจะพบกระท่อมที่เป็นใบจาก พอเข้าไปลึกๆ บ้านสวยจะตาย คือ ผมชอบไปถ่ายรูปบ้าน เขาอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วเขารู้จักกันหมดนะครับ และแต่ก่อนนี้คนก็จะมาอยู่ด้วยกัน มีการไปมาหาสู่ พอตอนหลังนี่เริ่มรุกเข้ามา

          

เมื่อระบบนิเวศถูกเปลี่ยนแปลงไป ทรัพยากรธรรมชาติที่เคยเลี้ยงเป็นจำนวนมากก็เปลี่ยนไป มาถึงจุดนี้เราก็เริ่มเข้าไปดูชีวิตของเขา สิ่งที่เราต้องการศึกษาก็คือ ศึกษาสถาบันของเขา คือ รู้แล้วว่าในเขตปัตตานีนั้น มันมีสถาบันสำคัญอยู่ ๒ แห่งที่มีความหมายต่อชุมชน คือ มัสยิดและปอเนาะ

          

ปอเนาะเป็นอัตลักษณ์ของปัตตานีนะครับ งานวิจัยเกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่อยู่ในปอเนาะและมัสยิด สิ่งที่เห็นประมวลได้ว่าสถาบันทั้งสองแห่งมีทางที่จะยังดำรงอยู่ การเกิดชุมชนในปัตตานีเกิดขึ้นจาก ๒ ประการด้วยกัน

 

๑. เกิดขึ้นที่มัสยิด นี่เป็นชุมชนธรรมชาตินะครับ ท่านต้องเข้าใจนะ ชุมชนที่รัฐบาลมองขณะนี้ คือ ชุมชนที่แบบการบริหาร กำหนดมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. แต่ชุมชนธรรมชาติเกิดขึ้นมาจากคนในสังคม ๔๐ คนรวมกันมาตั้งมัสยิด เมื่อรวมกลุ่มกันก็เกิดมัสยิดขึ้นมา นี่เป็นจุดเริ่มต้นของชุมชน เหมือนกับว่าในสังคมไทยที่เกิดวัด ก็เหมือนกับเราเหมือนกัน ไทยมีวัด มุสลิมมีมัสยิด แต่ว่าในปัตตานีมีแปลกกว่านั้น คือมีคนที่เป็นโต๊ะครูที่เป็นนักปราชญ์ อยากจะสอนศาสนา พวกนี้จะสร้างบ้านเรือนขึ้นมาแล้วสอน เปิดโอกาสให้ลูกศิษย์มาสร้างบ้านรอบๆ แล้วก็สอนศาสนา ทำให้การเล่าเรียน การอบรม ของคนมุสลิมมีทั้งที่ปอเนาะและที่มัสยิด

          

เด็กเล็กๆ เกิดมาต้องไปเรียนที่มัสยิด เหมือนสมัยก่อนที่เราก็เรียนที่วัด ถ้าเด็กโตอาจจะไปเรียนที่ปอเนาะ แต่ปอเนาะก็ไม่ได้สอนเฉพาะเด็กมัธยม แต่ปรากฏว่าที่ปอเนาะนั้นคนจบมหาวิทยาลัยก็ไปอยู่ที่ปอเนาะได้ คือ เขาเรียนศาสนา นี่คือแกนที่สำคัญในสถาบันที่สำคัญ แล้วทั้งสองสถาบันอบรมศาสนาที่ทำให้คนมุสลิมในศาสนาอิสลามเป็น way of life ของคนเลย

          

จะต่างกับศาสนา พุทธมาก เพราะปัจจุบันนี้พุทธศาสนาไม่ได้เป็นวิถีชีวิตเลย คนมุสลิมจะเข้มข้นกว่า เพราะวิธีการสอนจากคำสั่งสอนเข้าไปเกี่ยวกับการปฏิบัติร่างกายในชีวิตประจำ วันทั้งหมด และสภาพคนที่จบมหาวิทยาลัยแล้วไปอยู่ที่ปอเนาะ เขามีความภาคภูมิใจที่จะอยู่ตรงนั้น หลายคนปฏิเสธที่จะไปเรียนต่อที่อื่น เพราะเขาอยากจะกลับมาอยู่ที่ตรงนี้ คนที่อยู่ที่ปอเนาะเขามีความสัมพันธ์กับมาตุภูมิของเขามาก เขามีความสุข นี่คือสิ่งที่ผมเห็น

          

ทีนี้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นขณะนี้มันทำให้เกิดการอ่อนไหวเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าปอเนาะหรือมัสยิดนี่ดำรงอยู่อย่างเดิม ที่รุนแรงก็คือที่ปอเนาะ เพราะปอเนาะเองเป็นเชิงที่ว่าสอนการศาสนา กับวิชาสามัญไปด้วยกันได้แค่ไหน เพราะปอเนาะถูกบังคับให้สอนวิชาสามัญเพิ่มให้ครบตามหลักสูตร

          

แต่ว่าสิ่งที่สำคัญของปอเนาะคือสอนทางด้านศาสนา ทำให้เกิดการขัดแย้งเพราะปอเนาะบางแห่งก็หันไปอยู่กับฝ่ายรัฐบาลทำให้เกิด การเขม่น แต่มีปอเนาะที่มีมาก่อนเขาต้องการทำแบบเดิม เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงภายในก็เกิดขึ้น จะเห็นว่าเด็กที่อยู่ปอเนาะนั้นเขาอยู่กันอย่างสบายๆ โต๊ะครูบางคนเดี๋ยวนี้ขับรถเบ็นซ์ก็มี แต่ก็มีหลายฝ่ายที่อยากจะให้ธำรงสิ่งเหล่านั้นไว้ นี่คือความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ได้อยู่นิ่งครับ

          

แต่อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของศาสนายังมีต่อคนมุสลิมเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดจากคนภายนอก ทำให้สังคมมุสลิมภายในในสถาบันศาสนา มีทั้งเรื่องของพวกออร์โธด๊อกซ์เพิ่มขึ้นมา หรือที่ผ่านเข้าหรืออะไรอย่างนี้ เพิ่มเข้ามาแล้ว คือมีความอ่อนแก่เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังเป็นมุสลิมอยู่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นการขัดแย้งเรารู้ว่ามันมีนะครับ แต่เป็นเรื่องภายใน

          

แต่สิ่งที่เราเห็นบางอย่างในสังคมมุสลิมที่เราเข้าไป ความสัมพันธ์ทางสังคมมองในแง่จุดแข็งของสังคม สังคมมุสลิมยังเป็นแบบแผน โดยเฉพาะสังคมในชนบท เขายังอยู่กันแบบเดิมๆ และรู้จักกันหมด ตรงนี้แหละที่ผมเห็นว่ามันเป็นทางของคนมุสลิม คือคำว่าชุมชุนยังเห็นความสำคัญของสังคม โครงสร้างของสังคม แล้วตรงนี้เป็นคำตอบของปัญหาที่ว่า ทำไมต้องเกิดมีการยิงกันขึ้นมานะครับ แล้วจับไม่ได้ ที่จับไม่ได้เพราะรู้จักกันหมด ซึ่งไม่เหมือนกับชุมชนชาวพุทธของเรา ที่ไม่รู้คนไม่มีหัวนอนปลายตีน จับได้ ที่จับไม่ได้ไม่ได้หมายความว่าเขาเห็นด้วยกับคนที่ทำเหตุ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะรู้จักกันทำให้เขาไม่กล้าบอก ถ้าบอกไปแล้วก็ถูกจับได้ว่ามีคนบอก ชาวบ้านบางทีที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะฉะนั้นเราก็มองด้วยความเห็นใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นมา

          

ถ้ามองในแง่ของทางด้านมานุษยวิทยา ความเป็นมนุษย์ยังธำรงอยู่ในสังคมมุสลิม เพราะมีมิติความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ คนกับธรรมชาติหมายถึงอะไร การทำมาหากินอาศัยธรรมชาติ อาศัยทะเล อาศัยทรัพยากร มีต้นไม้อะไรต่างๆ นั้น ตรงนี้เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเมื่อมองคนมุสลิมเข้าออกมาจากข้างนอก ก็พบว่าคนมุสลิมล้าหลังกับคนที่เป็นไทย-พุทธราว ๔๐ ปี

          

เวลาที่เราเข้าไปในชุมชนมุสลิมนั้นเหมือนเราไปที่พม่า ไปที่มอญ ไปที่ลาว ไปที่หลายๆ ที่คล้ายๆ กัน เมื่อสมัยก่อน ๔๐ ปี สมัยจอมพล ป. (พิบูลสงคราม) เป็นนายกรัฐมนตรีก็มีความเป็นธรรมชาตินั้นอยู่ ตรงนี้จะเห็นว่ามันห่างกันถึง ๔๐ ปี และระยะห่างถึง ๔๐ ปีนี้อะไรเกิดขึ้น คนในสังคมไทยทั้งหมดที่รุดหน้าไป ๔๐ ปี มองคนมุสลิมเป็นคนล้าหลังหมดเลย เพราะฉะนั้นอะไรต่างๆ นั้นจะถูกประณาม คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจคนมุสลิม เพราะเรารุดหน้าไปทางด้านวัตถุ แต่การรุดหน้าทางวัตถุเราขาดมิติทางจิตวิญญาณ

          

การรุดหน้าของสังคมไทยที่เราสัมผัสขณะนี้เต็มไปด้วยความเป็นปัจเจก แต่สังคมมุสลิมยังเป็นสังคมมนุษย์ที่อยู่ในส่วนยอด ยังเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์แบบเสถียรภาพ สิ่งที่อบรมรอบๆ ชีวิตของเขาอย่างปอเนาะ มัสยิดเอง หลายๆ แห่งเขาก็ไม่ได้ร่ำรวย เป็นกระท่อมธรรมดา เพราะปอเนาะเป็นบริบทของคำว่ากระท่อม และกูโบร์เป็นสิ่งหนึ่งที่เตือนให้คนมุสลิมอยู่ในระบบที่ว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา กูโบร์เป็นที่ที่ฝังรกรากของบรรพบุรุษ มีประวัติศาสตร์อยู่ตรงนั้น

          

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าคนมุสลิมมีความรู้สึกที่เป็นเสมอภาค มีการละหมาดกันห้าครั้งต่อวัน ห้าครั้งต่อวันต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าทุกคนเท่ากันหมด เสมือนตอกย้ำการเป็นมนุษย์อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมได้จากการเข้าไปสัมผัสขณะนี้ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จากข้างนอกที่เข้าไป และสิ่งที่เห็นชัดคือคนข้างนอกไม่เคยเข้าใจคนมุสลิม อย่าว่าแต่รัฐบาลเลย คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจคนมุสลิม เรามองอะไรโดยเอาตัวเราเป็นตัวตั้งของทั้งสิ้น ทำไมเราไม่มองเขาบ้างล่ะว่าเขาเป็นอย่างไร

          

ในทางประวัติศาสตร์เขาก็ยิ่งใหญ่ในอดีต ยิ่งใหญ่กว่าในมาเลเชีย อันนี้เป็นมัสยิดกลางนะครับที่รัฐไปทำให้เขา แต่ที่สวยๆ อยู่ที่นี่นะครับ(มัสยิดที่บาเจาะ จังหวัดนราธิวาส) ผมไปมาเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว มัสยิดของคนมุสลิมไม่ได้เป็นโดม เป็นเรือนแบบไทยๆ มากมายเหลือเกิน อยู่กันแบบง่ายๆ และแบบบ้านช่องสบายๆ สะอาด

          

สิ่งที่ผมกลัวในขณะนี้ไม่ใช่การยิงกัน เพราะเพียงระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ผมกลัวการทุ่มเงินไปพัฒนาทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สังคมมุสลิมคงเป็นสังคมอุตสาหกรรมไม่ได้ แต่ต้องเป็นสังคมที่ต้องไปตามธรรมชาติหรืออาศัยความหลากหลายทางชีวภาพดำรง อยู่ แต่เมื่อทุ่มเศรษฐกิจเป็นพันๆ ล้านลงไปแล้วอันตรายจะเกิดขึ้น

          

ตรงนี้เวลาเราเข้าไปทำงาน เราเข้าไปพูดคุยกันที่ศาลา รอบๆ จะเห็นหลุมศพ เราจะให้เขาเสนองาน การเสนองานฉายสไลด์ คอมพิวเตอร์ นี้ได้ทุนการวิจัยจากสกว. เวลาที่ผมเข้าไปที่ปอเนาะ ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คนข้างนอกพูด คนข้างนอกบางคนเป็นข้าราชการ บอกว่าที่ปอเนาะนี้เป็นที่ซ่องสุมของพวกผู้หญิง มีพฤติกรรมแปลกๆ

          

เฉพาะ ผู้หญิงเข้าไปถ่ายรูป ผู้ชายเข้าไปไม่ได้ ที่ตรงนี้คือที่ๆ ผู้หญิงจะเข้าไปอยู่ ปอเนาะเป็นสถาบันที่มีความหมายมาก และคงไม่เหมือนกับมาเลเชีย อย่างที่บอกว่าต้องเข้าไปจัดระเบียบปอเนาะให้เหมือนกับมาเลเซีย ปัตตานีก็คือปัตตานี เขาก็คือปัตตานีของเขา วัฒนธรรมของมุสลิมปัตตานีก็ไม่เหมือนกับมุสลิมที่อื่นๆ เพราะฉะนั้นอย่าเอาของที่อื่นไปใส่ที่ปัตตานี ตรงนี้คือวัฒนธรรมท้องถิ่นของเขาเราต้องเข้าใจ นี่คือความพยายามของพวกเราที่จะศึกษาว่าคนข้างในเขาคิดอย่างไร เป็นอย่างไร ในมุมมองของเราๆ ไม่ได้สนใจในเรื่องความขัดแย้งที่เป็นรายวัน แต่เราสนใจการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางวัฒนธรรม ซึ่งเกิดจากผลกระทบทางนิเวศ ทางการเมืองเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดความรุนแรง

          

และอีกสิ่งหนึ่งที่จะชี้ให้เห็นความก้าวหน้าของสังคมไทยที่เป็นพุทธ ๔๐ ปีที่พุทธก้าวหน้า เราเป็นปัจเจก เราเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ผมไปเห็นมุสลิมก่อนที่จะมีการเผามัสยิด เราเข้าไป ๒ อาทิตย์ก่อนหน้านั้น เวลานั้นปกติเขาจะไปพิธีฮัจน์กัน ก็เหมือนกับผมพบคนมอญ คนพม่าจะไปวัดกัน มันคล้ายๆ กัน แต่สิ่งเหล่านี้ถ้าในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย ต่างกันมาก และพอเราเอาความต่างนั้นมาตัดสินมันก็ลำบากเหมือนกันนะครับ

          

ที่เราก้าวหน้าไป ๑๐ ปีนั้น เราคือใคร เขาคือใคร แต่เมื่อเทียบกันความเป็นมนุษย์ยังดำรงอยู่ แต่เราเป็นปัจเจก และเกิดการขัดแย้ง พิธีกรรมของเราแต่ละครั้ง สงกรานต์ ปีใหม่ ตายกันฉิบหายวายป่วงยิ่งกว่าสงครามอิรักอีกนะครับ ไม่มีมิติทางจิตวิญญาณเหลืออยู่เลย แล้วเราก็มาพูดเราจะไปวัด ไปอะไรต่างๆ เหล่านี้ แล้ววัดเรามีการสร้างให้หรูหรา ไปดูสิครับ เกินฐานะของชาวบ้าน แต่คนมุสลิมเขาก็อยู่แบบเดิม

          

ผมมีเท่านี้ครับ ใครมีความคิดเห็นอะไรที่จะซักถามก็เชิญครับ เพราะพูดไปกว้างๆ เชิญครับ

 

ผู้ฟัง

สวัสดี ครับ ผมขอคารวะทุกท่านในที่นี้ครับ ผมยินดีครับเพราะนานๆ เราจะได้ยินการพูดถึงชาวมุสลิมนะครับ ปัญหาที่เกิดก็คือที่ผมมาในวันนี้ ผมต้องการจะรู้ว่ามุสลิมปัตตานี ยะลา พวกนี้ แต่ก่อนพื้นฐานเขามาจากไหน ท่านบอกว่ามามากกว่าประเทศไทยหลายพันปีหลายร้อยปี อีกประเด็นหนึ่งนะครับ เพราะถ้าเราใช้ฐานชาวมอญเขาจะมีที่ไปที่มานะครับ แต่อิสลาม ๔-๕ จังหวัดนี้ผมมีความรู้น้อย ผมอยากจะฟังอันนี้

          

อันที่สอง ถ้าเรามองสถาบันของมุสลิมซึ่งมี ๒ สถาบัน ซึ่งขอบคุณนะครับ อันนี้ผมไม่รู้ แต่ตอนนี้รู้แล้ว เพราะฉะนั้นที่บอกว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ยึดมั่น รักกัน มีคำพูดหนึ่งว่าศาสนาอิสลามที่เราเข้าไปทำนั้นเขานั้น คล้ายๆ กับว่าเขาจะไม่เหลือเป็นคนอยู่

          

ราษฎร

อาวุโสสองวันมาด่าข้าราชการ สามวันให้เข้าใจเขา อะไรทำนองนี้ จริงๆ นะครับ คำพระพุทธเจ้าทุกคนเรียน บุคคลมีอยู่ ๔ เหล่า คนที่ฆ่าเขาโครมๆ นี่เอาธรรมะอะไรไป ผมถามจริงๆ ว่าอาจารย์ประเวศก็รู้จักกันทั้งนั้นแหละ สอนอย่างโง่ๆ ดอกบัวใต้น้ำสอนได้อย่างไร ขอบคุณครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ขอบคุณครับ นั่นเป็นทัศนคติของคนพุทธที่มองคนมุสลิม แต่ผมเพียงแต่มองว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นเห็นจากความรู้สึกนึกคิดของคนใน ที่เขาศาสนาที่แตกต่างของเขา เขามองความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างไร แต่อย่าลืมนะครับ ศาสนาเป็นสถาบันสากลของมนุษย์ เราเป็นพุทธ เรามีพุทธศาสนา มุสลิมมีศาสนาของเขาเหมือนกัน ศาสนาก็เป็นหลักให้คนอยู่ด้วยความร่มรื่น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเรายังหาสาเหตุไม่ได้ แต่เราก็ยึดติดไม่ได้นะ คนก็เหมือนกัน

          

แต่ผมคิดว่าทุกศาสนาสอนให้คนมีที่พึ่ง แต่ที่บางสังคมไม่ยึดศาสนาแต่ยึดไสยศาสตร์ เพราะฉะนั้น ในสังคมพุทธมีไสยศาสตร์เข้ามายุ่งเยอะแยะเหลือเกินนะครับ เปลี่ยนแปลงรูปกว้างมากนะครับ แต่ว่าผมไม่เห็นไสยศาสตร์แบบนั้นในสังคมมุสลิม ผมเห็นแต่ศาสนา ขอบคุณครับ

 

ผู้ฟัง

ผมอยากจะถามนิดหนึ่ง คือผมอยากจะถามท่านอาจารย์ว่า สาเหตุที่ทำให้มีการฆ่าประชาชน เผาโรงเรียน ฆ่าทหาร ฆ่าตำรวจ ผู้ฆ่านั้นคือใคร หรือเขาได้รับคำสั่งจากใคร และเขามีจุดประสงค์อะไรที่ทำเช่นนั้น

          

อีกประเด็นต่อมาผมอยากจะถามในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าพูดว่าการนับถือศาสนาที่ต่างกัน หรือการนับถือพระเจ้าที่ต่างกัน หรือแม้แต่การนับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน แต่นับถือนิกายต่างกัน แล้วก็เอามาเป็นเหตุผลในการจับคนที่นับถือฝ่ายตรงข้ามกับตน ฆ่า เผา อย่างนี้มันสมควรแล้วหรือ

          

ผมมีความคิดอันหนึ่งนะครับ จากนักปราชญ์ตะวันตกเขาบอกว่า ศาสนาคือยาเสพติด ผมอยากจะพูดในประเด็นนี้ให้หนักแน่นเข้าไปอีกว่า ศาสนาคือยาเสพติดทางจิตวิญญาณ ผมชื่อสมร ประดิษฐ์อารียา เป็นนักคิด นักเขียน นักแปล นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมมาตลอด ในฐานะที่ผมเป็นเลขาธิการถาวรแห่งสมัชชาพิทักษ์ความชอบทางสากล สมัชชาพิทักษ์ความชอบทางสากลมีคำขวัญว่า"ความเป็นธรรมย่อมอยู่เหนือทุกสถาบัน"


ศรีศักร วัลลิโภดม

ผมคิดว่าเรื่องนี้นะครับ การที่พูดว่าศาสนาเป็นยาเสพติดนี่ก็เป็นมุมมองอย่างหนึ่ง และก็เป็นมุมมองแบบคนที่ท้าทายจักรวาล ผมเป็นเพียงมนุษย์ที่ยอมรับว่าศาสนาเป็นสิ่งที่ทำให้ผมดำรงอยู่ได้ เพราะมนุษย์เป็นหนึ่งในสัตว์ซึ่งที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เกิดมาต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เมื่อมนุษย์อหังการเป็นปัจเจก เมื่อไรก็ฉิบหายเมื่อนั้นนะครับ และในขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีจิตใจที่หวาดไม่มั่นคง ท่านถามตัวท่านเองเถอะ วันหนึ่งท่านกลัววันหนึ่งไม่กล้า และถ้าท่านกลัวอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ไปหาความเชื่อมาอธิบายนะครับ

          

เมื่อเราเกิดความกลัว ความเชื่อที่มาอธิบายให้เราได้ดี คือ ศาสนา เพราะทำให้เรามีศีลธรรม ความเชื่อที่เลวร้าย คือ ไสยศาสตร์ ผมยอมรับความเป็นมนุษย์ แต่ผมไม่เคยที่จะท้าทายจักรวาลว่าฉันอยู่ได้โดยสัมพันธ์จิตใจของเขานั่นเอง นะครับ แบบนี้เรารู้สึกว่าเราเป็นเหยื่อตะวันตกมากเลย ในการท้าทายจักรวาล ต่างอะไรกับการที่อเมริกาส่งจรวดไปยังดาวอังคาร จะย้ายโลกนะครับ นั่นคือมนุษย์ท้าทายจักรวาล ต่างกับคนตะวันออกที่เขากราบไหว้พระอังคาร เป็นความร่มรื่นมากกว่า เพราะมนุษย์มีจุดจำกัด ถึงเวลาก็ตายไป ไม่ต่อเนื่องถึงขนาดนั้น แต่นี่เป็นสิ่งที่ดีที่ท่านพูดถึงนะครับ เพราะว่าสังคมเราเป็นสังคมที่มีอิสรภาพ ใครจะท้าทายอะไรก็ท้าทายไป แต่ผมไม่ท้าทาย ผมก็อยู่อย่างนี้ และต่างคนก็มีวิถีชีวิตอยู่แบบอย่างนั้น เราไม่ทะเลาะกันดีกว่า }

 

ผู้ฟัง

ผมใคร่ขอแสดงความคิดเห็นสักหน่อยนะครับว่า ความหลากหลายทางสังคมเป็นตัวที่จะทำให้สังคมนั้นอยู่ได้ เพราะตราบใดที่เรามองสังคมในด้านเดียวกัน ผมคิดว่ามันอันตราย ประการสำคัญก็คือผมไม่เคยฟังที่อาจารย์วิเคราะห์มา ผมอยากจะกราบเรียนถามอาจารย์ว่าจังหวัดปัตตานีบริเวณชายหาดที่ท่านว่านั้นนะ ครับ เขาต้องขออนุญาตกระทรวงมหาดไทยไหม ประการแรกครับ ประการที่ ๒ ถ้าความคิดที่ว่า ให้ทุกแห่งเหมือนกันหมดนั้น เป็นความคิดที่มันยังมีการขัด แต่คิดว่าที่หลากหลายนั้นจะสามารถเอื้ออำนวยต่อสังคมได้กว้างกว่า เกิดความสงบสุข ขอบคุณครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

นี่เป็นคำถามที่ดีนะครับ ผมว่าเวลานี้ในเมืองของเรา เราคุ้นเคยกับการปกครองแบบเมืองรวมศูนย์ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาช้านานแล้ว และตรงนี้มันไม่ทันโลก เพราะการรวมศูนย์ต้องการทำให้ทุกอย่างในราชอาณาจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงเกิดประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมขึ้นมา ทุกคนต้องเป็นชาติไทยเท่านั้น อันนี้สมมุตินะครับ

          

ถามว่าสมัยก่อนนะครับ เราดำรงอยู่ได้เพราะสิ่งใด เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่มีคุณธรรมที่เข้าใจ แต่ปัจจุบันนี้ผมไม่แน่ใจว่าผู้ปกครองขณะนี้เข้าใจอยู่หรือไม่ เพราะได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่การจะมองว่าเอกลักษณ์ความเป็นชาตินั้นอยู่ตรงไหน มันอันตราย เพราะขณะนี้ถามขึ้นว่าเมื่อเป็นแบบนี้ เราต้องไปสยบต่อสิ่งที่เป็นโลกาภิวัตน์อยู่ตลอด และเราก็รับอะไรต่างๆ ที่ฝรั่งเอามาให้เรา พอลงไปถึงข้างล่างนั้นความหลากหลายเขาไม่มีทางแล้ว เพราะอะไรก็ตามต้องเป็นอย่างไทยหมดเลย แต่สังคมที่ดำรงอยู่ได้ในขณะนี้ ต้องรับความเป็นพหุลักษณ์ไม่ใช่อัตลักษณ์ ความหลากหลายนี้สำคัญมาก

          

ความหลากหลายที่สำคัญเพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะดินแดนประเทศไทยเป็นดินแดนหนึ่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก ทุกท้องถิ่น ทุกภูมิภาคมีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสิ้นนะครับ เพราะฉะนั้นความหลายหลายทางชีวภาพที่อยู่ในท้องถิ่นก็มีการปรับตัวเข้าสู่ ระบบท้องถิ่นเป็นนิเวศทางวัฒนธรรม เกิดการขยายว่าอันนี้กินได้ อันนี้กินไม่ได้ เกิดความหลากหลายขึ้น และเสน่ห์เมืองไทยมันอยู่ตรงนี้ คือความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม

          

ความหลากหลายทางวัฒนธรรมก็มีบุคคลกลุ่มหนึ่ง ลาว มอญ เขมร จีน เข้ามาตั้งถิ่นฐานตรงนั้น เราก็เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในท้องถิ่น และขั้นต่อไปถึงจะเป็นคนไทย เพราะฉะนั้นเมื่อเอาเข้าจริงแล้ว ความเป็นคนไทยคือสิ่งที่เป็นมนุษย์ แต่ความเป็นชาติพันธุ์ที่แท้จริงคือความเป็นอยู่ ในขณะนี้คนไทยกำลังโกหกตัวเองนะ เป็นคนไทยแต่ก็ยังสร้างประวัติศาสตร์บ้าๆ บอๆ เหมือนกับทางปลายสุโขทัย ที่จริงแล้วไม่ใช่นะครับ พวกท่านและผมทั้งหลายนี้นะครับ สืบกันมาไม่รู้กี่ชั่วคนแล้ว เป็นเจ็ก เป็นแขก เป็นจีนที่มาอยู่ที่นี่ทั้งนั้นแหละ แต่ความเป็นไทยเป็นเรื่องสมมุติครับ อย่าไปเอาชาติภูมิมาเป็นตัวกำหนด ขณะนี้ต้องกำหนดให้ครบทั้งสามอย่างก่อนเพราะอะไร คือ มาตุภูมิ คือ ถิ่นที่กำเนิด ปัตตานีเป็นมาตุภูมิของปัตตานี เขาเป็นคนมุสลิมที่มาอยู่ที่ปัตตานี

          

และสำนึกในขั้นต่อไปคือคนไทยครับ เราต้องยอมรับตรงนั้นครับ แต่เวลานี้เราเอาความเป็นไทยไปรังแกเขา แล้วการรังแกนี้ไม่ใช่รังแกแต่มุสลิมแต่เป็นการรังแกทั่วราชอาณาจักร และไม่มีประเทศไหนในโลกที่บ้าเท่า เรากำลังพูดถึงท้องถิ่น ท้องถิ่นที่เป็นมาตุภูมิ ความเข้มแข็งอยู่ที่ท้องถิ่นที่คนเกิดความสำนึก ความเป็นชุมชนต้องเกิดขึ้นจากตรงนั้น เพราะความเข้มแข็งนี้จะต้านทานกระแสโลกที่เป็นโลกาภิวัตน์

 

ที่ท่านถามมานี้คือสิ่งที่ผมตอบนะครับ และถ้าถามว่างานของพวกเราที่เป็นนักมานุษยวิทยาคืออะไร พวกนักมานุษวิทยาจะต้องศึกษาเรื่องความหลากหลายของวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ เพื่อให้เข้าใจว่าการรวมเป็นประเทศนั้นสามสิ่งจะต้องสัมพันธ์กัน ทั้งมาตุภูมิ ชาติภูมิ และโลกภูมิ

 

การต้านโลกาภิวัตน์ได้ จะต้องเกิดจากตัว localization คือ ท้องถิ่นพัฒนาขึ้นมา การต้านอยู่ของสังคมขณะนี้ไม่ใช่สังคมอุตสาหกรรม เราจะต้องรู้จักตัวเอง อาจารย์เสน่ห์ จามริกให้แนวคิดที่ดีมาก เราพิสูจน์ได้ก็เพราะเราต้องมอง รักษาความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้นะครับ ท่านดูชาวต่างประเทศที่มาเมืองไทย เขาเห็นว่าเมืองไทยอุดมสมบูรณ์ในเรื่องการกินนะครับ กินกันไม่เป็นเวล่ำเวลา อุดมสมบูรณ์ไปหมด ถ้าไปดูประเทศอื่นมีอะไรกิน เราไม่รู้จักตัวเราเองไง แล้วเวลาเราพัฒนา เราพัฒนาอุตสาหกรรม ตัดความหลากหลายแต่อ้อนแต่ออกที่เราเคยอยู่มา มาส่งออก พืชพันธุ์หลายชนิดเหลือเพียงสองชนิด มันก็แย่นะสิครับ

          

ในขณะที่ท้องถิ่นกำลังถูกรังแกโดยขบวนการโลกาภิวัตน์ เป็นปัจเจกบุคคล เป็นทุนนิยมเข้าไป เพราะฉะนั้นเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงกลุ่มคนมุสลิมที่โดน ทั่วราชอาณาจักรโดน ที่การพัฒนาแบบเศรษฐกิจการเมืองลงไปมันทำลายทั้งหมดเลย


ผู้ฟัง (อาจารย์เสาวณีย์ จิตหมวด)

มีคำถามเกี่ยวกับเรื่องประเด็นที่อาจารย์พูดในกรณีของสมัยก่อนนี้ เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วขออนุญาตนำย้อนตรงนี้ให้ฟัง คิดว่าพอจะเทียบเคียงได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้นะคะ คือไม่ว่าจะเป็นมุสลิมทางภาคใต้หรือว่าทางภาคกลางก็ตาม ยิ่งภาคใต้ด้วยแล้ว แต่เดิมนั้นทางมลายูแถบนั้นจะนับถือพราหมณ์ แล้วมาเปลี่ยนเป็นพุทธ และท้ายสุดก็มาเปลี่ยนแปลงเป็นมุสลิม เพราะฉะนั้นเมื่อเปลี่ยนมาแล้วก็ยังรับเอาวัฒนธรรมประเพณีของบรรพบุรุษที่ ยังคงมีอยู่ ดังนั้นในการเป็นมุสลิมของทางภาคใต้หรือทางภาคกลางก็ตาม จึงเป็นมุสลิมที่ยังปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งตามหลักการที่ได้เรียนรู้มา และยังคงปฏิบัติตามประเพณีสืบตามบรรพบุรุษนะคะ ดังนั้นจึงเป็นการผสมผสาน แล้วก็มุสลิมสมัยก่อนนั้นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ทั้งทางโลก ทั้งทางศาสนาเองนี้น้อยมากนะคะ ดังนั้นเราก็จะไม่ค่อยรู้ความหมาย หรือแม้แต่ตัวคัมภีร์ ตัวคำสอนจริงๆ

          

หลังจากที่พระบาทสมเด็จฯพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จุฬาราชมนตรีแปลถอดความหมายคัมภีร์อัลกุรอ่านเป็นภาษาไทยแล้ว ตัวดิฉันเองก็เพิ่งมีโอกาสได้ทราบ หลักคำสั่งสอนอีกหลายๆ อย่าง รวมทั้งการแต่งกายของมุสลิมผู้หญิงด้วย เพราะฉะนั้นเครื่องแต่งกายเพิ่งมาเปลี่ยนช่วงหลังแต่งงานแล้วด้วยซ้ำไป เพราะว่าเพิ่งทราบนะคะ อีกหลายๆ อย่างที่เราต้องทราบ แต่ก่อนเมื่อมุสลิมเจอกันในภาคกลางนั้น ก็จะให้เพียงสวัสดีตามประเพณีไทยอย่างเดียว พอตอนหลังเราเรียนรู้เราก็จะให้สลามกัน ก็จะเปลี่ยนกลับไปหาหลักการของศาสนามากยิ่งขึ้น

          

ตรงนี้อะไรที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลาม เราก็จะดึงออกไปนะคะ เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๒๑ ได้เขียนหนังสือออกมาชื่อว่า วัฒนธรรมอิสลาม จากสถานการณ์บอกได้เลยนะคะว่าหนังสือแบบนี้ถูกสั่งห้าม ไม่ให้เข้าไปขายในชุมชนมุสลิมหลายชุมชน เขาหาว่าดิฉันเป็นคณะใหม่ เพราะว่ามันเป็นลักษณะที่เราจะเอาแต่ตัวที่เป็นอิสลามจริงๆ อย่างเช่นการที่จะปลูกบ้านโดยการที่จะมีต้นกล้วย ต้นอ้อยผูกผ้าแดงอย่างนี้ ว่ามันมีเพื่ออะไร แต่หลักการศาสนาอิสลามไม่มีเลยตรงนี้ เป็นลักษณะที่หันกลับมาหาตัวที่เป็นวัฒนธรรมที่เป็นอิสลามจริงๆ อะไรที่ไม่ใช่อิสลามก็จะตัดออกไป ลักษณะตรงนี้ก็เกิดที่ภาคใต้อย่างเดียวกัน

          

การเปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้ การศึกษาตรงนี้นับตั้งแต่มีอัลกุรอ่านภาษาไทยมา ก็บอกว่าคนที่เรียนมาทางภาคสามัญตรงนี้ อย่างกรณีของดิฉันในบรรดาหลายๆ คนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันก็หันไปทางศาสนา แล้วเอาทั้งสองอย่างมาเสนอในสิ่งที่มันเป็นเหตุเป็นผล และเป็นความจริง เพราะฉะนั้นในแง่ของความเปลี่ยนแปลง จึงเกิดขึ้นทั่วประเทศไทยก็ว่าได้ ไม่ใช่เฉพาะทางภาคใต้อย่างเดียว

          

และเมื่อสักครู่อาจารย์พูดถึงในกรณีของชีอะห์ ชีอะห์ก็เป็นส่วนหนึ่งของมุสลิมนะคะ ตรงนี้ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นทั้งในส่วนภาคกลาง ภาคใต้ ก็เป็นความเชื่อของแต่ละคนว่าจะอยู่ในสายไหน ก็คงเห็นการศึกษา การนำเสนอของท่านเปลี่ยนแปลงในแง่ที่ว่าจากความไม่เคร่งมาเป็นความเคร่ง ประการที่หนึ่งนะคะ

 

ประการต่อไปในฐานะที่ดิฉันเคยเป็นคณะที่ปรึกษาของ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของวุฒิสภาเมื่อรุ่นที่แล้วนะคะ ดิฉันยอมรับเลยว่าเราเจอปัญหาที่ทับซ้อนกันหลายประการ ตั้งแต่ความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่รัฐและที่ปฏิบัติต่อประชาชน หรือแม้กระทั่ง การแย่งชิงผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจนะคะ มหาศาลมากเลย ที่จะมีการที่จะเหมือนกับว่าสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อจะเป็นการกีดกัน ป้องกันไม่ให้คนอื่นเข้าไปในพื้นที่ตรงนี้ เพื่อจะไปแย่งชิง อันนี้เป็นในแง่ของเศรษฐกิจที่มันมีหลากหลายมากในแง่ของผลประโยชน์

          

มันมีหลายปัญหามาก รวมทั้งข้าราชการกันเอง และข้อนี้เป็นการสันนิษฐานกันในอดีตก็คือ ว่าเวลาก่อนที่จะมีงบประมาณก็มักเกิดเหตุการณ์อะไรๆกันขึ้นมานะคะ ถ้าท่านสนใจในแง่ของสาเหตุของปัญหาของพื้นที่ ๕ ชายแดนภาคใต้ ข้อมูลการศึกษาของวุฒิสมาชิกเมื่อสมัยที่แล้วทำเรียบร้อยแล้ว และก็คิดว่าเป็นข้อมูลที่เราเข้าไปหาชาวบ้านที่ค่อนข้างเข้าไปในฐานะที่ไม่ ได้เป็นขบวนของวุฒิสภานะคะ ก็จะเกิดขบวนที่ซอกซอนกันไปตามจุดต่างๆ เราเข้าไปคุยกับตัวชาวบ้านจริงๆ ก็จะได้ข้อมูลมามากพอสมควร ท่านผู้ใดสนใจก็สามารถหาอ่านได้นะคะ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

มีใครอีกไหมครับ เชิญครับ

 

ผู้ฟัง

ขอบคุณครับอาจารย์ คือ เกี่ยวกับมิติการมองปัญหานะครับ คือทางของรัฐเองก็อาจจะมองปัญหาว่าการมุ่งแก้หรือพัฒนาเศรษฐกิจหรือทางการ เมืองนี้เป็นรัฐ แล้วก็รัฐทางมิติทางสังคมและวัฒนธรรมก็อาจจะเป็นปัญหาใช่ไหมครับ

          

อีกอย่างหนึ่งที่อาจารย์พูดถึงก็คือว่า ลักษณะการมองแบบนกบินใช่ไหมครับ แล้วไปคิดว่า เอ๊ะ ตัวเองเข้าตาอีกแล้ว คนอื่นไม่รู้เรื่อง รู้น้อยอย่าพูด ทั้งๆ ที่นักวิจัยเข้าไปคลุกคลีในท้องถิ่นเป็นเวลา ๖ เดือนก็ยังบอกว่าแค่รู้ในระดับหนึ่ง แต่ว่าบางคนบอกว่าถ้านั่งเฮลิคอปเตอร์ผ่านแล้ว ข้ารู้หมด คนอื่นไม่รู้อย่าพูด ผมว่ามันจะเกิดปัญหานะครับ คือ คนที่ไม่รู้แต่บอกว่าตัวเองรู้ ผมว่าคนอย่างนี้มาเป็นผู้นำประเทศแล้วเที่ยวประกาศอย่างนี้ ผมว่าเผลอจะนำพานาวาไปตกเหวได้นะครับ อาจารย์มีความเห็นอย่างไรครับ ขอบคุณครับ

 

ผู้ฟัง

ผมขอเรียนถามท่านอาจารย์นะครับว่า ปอเนาะที่ปัตตานี หรือว่า ๓-๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างกับปอเนาะในมาเลเชียอย่างไร ข้อที่ ๑ นะครับ

 

อย่าง ที่ ๒ ก็คือว่าผมฟังดูแล้วเหมือนว่าอาจารย์ยังไม่ยอมรับที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมรับกระแสโลกาภิวัตน์นะครับ ผมเองถือว่าโลกในปัจจุบันนี้ไม่ทางที่เราจะไปสกัดกั้น สังคม ทุกๆสังคมต้องมีการเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนหวังคืออยากจะให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น พัฒนาขึ้น ผมเองก็เคยทำงานพัฒนาชุมชนมาก่อน ผมยอมรับว่าเราจะต้องยึดถือตรงนี้ คือทำให้ทุกๆ สังคมดีขึ้นกว่าเดิมนะครับ ไม่ใช่ไปจมปลักอยู่กับที่นั่นตลอดไป ผมก็มีความเห็นอย่างนี้

   

และ ก็อีกอย่างหนึ่งนะครับในเรื่องอุตสาหกรรม จริงๆ แล้วมีทั้งดีและไม่ดี บางแห่งที่สมควรจะทำเป็นอุตสาหกรรม พื้นที่เหล่านั้นอาจจะมีความเจริญต่างๆ ขึ้นมาได้ ในบางแห่งก็ต้องอนุรักษ์ไว้ ผมเข้าใจอันนี้นะครับ เราไม่ควรที่จะ พูดง่ายๆ ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ๆ เท่านั้น

          

อย่างสังคมที่อาจารย์พูดถึง ก็ไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้เขาเป็นอย่างนั้นตลอดไป อะไรที่เราคิดว่าดี เราก็ควรจะเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาปรับปรุงไป อย่างปะนาเระที่อาจารย์บอกว่าเขาอยู่กันอย่างสกปรกรกรุงรัง อันนี้ก็ไม่ใช่เป็นวิถีกลาง ไม่ใช่เป็นวิธีที่ดี เราก็มีการปรับปรุงมีการพัฒนา ไม่ใช่บ้านเมืองสกปรกรกรุงรัง เกาะติดอยู่กับความคิดเก่าๆ ไม่ยอมเป็นคนทันสมัยเลย ขอจบเพียงเท่านี้ครับ


ศรีศักร วัลลิโภดม

ผมอยากจะบอกว่าการพัฒนาของเราที่แล้วๆ มานี้ เป็นการพัฒนาแบบบังคับ การพัฒนาการเปลี่ยนแปลงบังคับจากข้างนอก ถามสิครับ พัฒนามาตั้งแต่สมัยสภาพัฒน์ฯ แผนที่ ๑-๗ คนข้างในมีส่วนร่วมไหม แล้วมาบอกว่าเป็นแพลนเชน

          

การพัฒนาสมัยนั้นนะครับ แพลนเชนบอกว่าคิดไว้ ๑๐๐ % อาจจะได้ ๓๐ % ก็ได้ นั่นคือกติกา แต่เราไม่เคยทำครับ ที่ผมพูดนี้ไม่ได้หมายความว่าต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงจากข้างใน ซึ่งคนข้างในรู้ดีว่าอะไรดีงามที่ทำให้ตัวเองดำรงอยู่ได้ อะไรที่มาจากข้างนอกบอกเขาหรือเปล่า แต่ถ้าคนข้างในเขาไม่รับรู้ เขาไม่อยากรับ ยัดเยียดตะบันมันก็อันตราย นี่คือการขัดแย้งครับ

          

การlocalization ไม่ได้เกิดจากการที่รับตะบันจากข้างนอก คือการปรับตัวว่าอะไรดีหรือไม่ดี และการที่เราไปทำไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก เราสร้างดุลยภาพครับ ดุลยภาพที่มันเหมาะนะครับ อันนี้ต่างหากล่ะครับ เชิญครับ

 

ผู้ฟัง

ผมเรียนว่าในการพัฒนาชุมชนนะครับ เราเป็นชุมชนนอกที่เข้าไปทำงานในหมู่บ้าน เราไม่ได้เข้าไปสั่งการนี่ครับ เราเข้าไปอาศัยให้เขาร่วมยึด ร่วมตัดสินใจ ร่วมกระทำนะครับ อะไรต่างๆ นี้จะนึกถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นนะครับ เราไม่ได้ไปสวนกระแสอะไรของพวกนั้น เราให้ความเคารพในศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณของชาวบ้านด้วยนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียน

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

คือผมอยากจะเรียนให้ทราบว่าการพัฒนาชุมชนที่แล้วมานี้ไม่ว่าชุมชนที่ไหน ชุมชนที่รัฐบาลมองคือชุมชนเศรษฐกิจทั้งนั้น แบ่งเป็นหมู่บ้าน ตำบล เป็นเขตการบริหารทั้งนั้น จุดอ่อนที่ไม่เข้าใจคือเขตทางวัฒนธรรม พื้นที่ทางวัฒนธรรม พื้นที่การปกครองของมหาดไทย พื้นที่การศึกษาของกระทรวงศึกษา แต่พื้นที่ทางวัฒนธรรมอยู่ตรงไหน ที่เราพูดถึงขณะที่เกิดในคนมุสลิมคือพื้นที่ทางวัฒนธรรมของเขา สังคมไทยถูกทำลายพื้นที่ทางวัฒนธรรมมาตลอด เวลาผันเงินทีไรไม่ได้ผันเงินตามพื้นที่ทางวัฒนธรรม ผันในพื้นที่ของการบริหาร จึงเกิดอำนาจของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. แล้วเวลาพัฒนาเข้าไปเห็นแต่ตึก อาคารขนาดใหญ่นะครับ แต่ชาวบ้านเดือดร้อนนะครับ เอาความจริงมาพูดนะครับเวลานี้ เชิญครับ

 

ผู้ฟัง

ผมอยากจะกราบเรียนซ้ำอาจารย์อีกหน่อยนะครับว่า เท่าที่ผ่านมาผมจะเห็น แม้กระทั่งในเวลานี้ก็ตาม โอทอปนะครับไม่ว่าอำเภอไหนก็ตาม ข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวเกรียบปลา มันเหมือนกัน เช้ามาสับปลาป๊อกๆ มันเป็นเรื่องน่าอับอาย มันคิดอะไรกัน ไม่ใช่เพราะเราต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ เราไม่เกลียด แต่เรายอมรับว่าความคิดของชุมชนใดชุมชนนั้น เราควรจะให้เขาคิดอย่างไร ขอบคุณครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ในเรื่องนี้นะครับ ผมก็ขอเสริมเรื่องโอทอป เรื่องของโปรดักชั่นที่ไม่มีเวลา ไม่มีฤดูกาลเลย แต่วิธีชาวบ้านเขามีความหลากหลายทางชีวภาพ สมมุติว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารเกิดขึ้นตรงไหน อาหารการกินมันเกิดตรงนั้นครับ ความหลากหลายทางท้องถิ่นในอยู่ตรงนั้น มันมีกาลเทศะครับ มันมีเวลา

 

สมัย ก่อนนี้เราคิดว่าเดือนนี้เราจะกินอะไรดี นี่คือความหลากหลายทางชีวภาพ และนี่คือปฏิกิริยา ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เขาใช้ เขาทำได้ เขาอยู่รอด แต่โอทอปนี่ไม่มีฤดูกาลเลย เชิญครับ


ผู้ฟัง

ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับอาจารย์นิดหนึ่งนะครับ ที่อาจารย์บอกว่าสังคมไทย-พุทธ กับสังคมไทย-มุสลิมนี้ เวลามีงานบุญต่างๆ นี้เขาจะมาช่วยเหลือกัน อันนี้ผมอยากจะเรียนว่า ๓๐ กว่าปีที่ผมอยู่ที่จังหวัดสงขลานะครับ และก็ออกไปราชการที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส อยากจะเรียนว่าตามที่เคยเห็นมานะครับ ถ้าเกิดว่าเรามีงานบุญ อย่างสมมุติว่าชาวไทย-พุทธมีพิธีการบวชนะครับ หรือว่าทางไทย-พุทธมีการตาย หรือว่าทางไทย-พุทธที่มีพิธีเกี่ยวกับเรื่องศาสนา มุสลิมจะไม่มาร่วมนะครับ เพราะว่ามุสลิมนับถืออัลเลาะห์ ทางพุทธนับถือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทีนี้ถ้าทางฝ่ายมุสลิมนะครับเขามีงานนะครับ อย่างเช่นการขลิบของลูกชายนั้น เขาบอกเราได้ เราไปได้ ทีนี้ถ้าไทย-พุทธมีงานแต่งงานนะครับ เราบอกเขา เขามาได้ แต่ว่าควรจะต้องแยกนะครับ ในงานบุญเขาจะไม่มาร่วมกับเรา

          

ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ อย่างเช่นวันสงกรานต์ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส เขาจะไม่ร่วม เพราะงานวันสงกรานต์เขามีการแห่พระ มีการสรงน้ำพระอยู่ด้วย ผมเคยบอกเขาว่าถ้าหลังจากนั้น หลังจากสรงน้ำพระแล้ว มาสาดกันได้เปล่า เขาบอกว่าไม่ได้ งานแค่วันเดียว ไปขอร้องเขาบอกว่าคนมาเที่ยวกันเยอะ ช่วยมาขายอาหารได้ไหม เขาบอกว่าไม่ได้ ความคิดต่างๆ แย้งกันนะครับ ขอบคุณมากครับ


ผู้ฟัง

คืออย่างมาเลเซียนี่นะครับ เขาก็จะเป็นประเภทมุสลิมโดยแท้ เราน่าจะอิงกับเขาหรือเปล่า ผมเองก็คิดว่าอาจจะอิงกันก็ได้ ทำไมเราจะต้องบอกมันแตกต่าง แตกต่างอย่างไร หาคำตอบยาก

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

ประเทศมุสลิมเป็นคนสังคมที่มันแตกต่างกันใช่ไหม ท้องถิ่นแตกต่างกัน ของเราแตกต่างกัน คือความหลากหลายของวัฒนธรรมไงครับ อย่างอาจารย์ท่านจะให้เหมือนกันมันเป็นไปไม่ได้ครับ อันนี้เป็นเรื่องความเป็นจริงของมนุษย์เรา ที่จะไปยัดเยียดให้เหมือนกัน เหมือนเป็นการไปบังคับ


ผู้ฟัง

ผมไม่ได้บอกให้เขาเหมือนกันนะครับ เขามีความแตกต่างกันตรงไหนก็เรียนถามกันตรงนี้


ศรีศักร วัลลิโภดม

คือผมไม่รู้ว่าใครแตกต่างกันตรงไหน ผมไม่ได้ศึกษา แต่สิ่งที่ผมศึกษาคือแตกต่างกันตรงนี้ แล้วก็ขัดแย้งกับคนอื่นที่บอกว่า เอาอย่างมาเลเซีย ผมบอกว่าเอาอย่างไม่ได้ ตรงนั้นแหละครับ

 

ผู้ฟัง

ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ขอใช้สิทธิ์บ้าง คำว่าโอทอปที่ว่านี้ สินค้าของท้องถิ่นเขาแข่งกัน ทักษิณไม่ได้เอาไปสวมหัว เขาปรึกษาชาวบ้าน อย่างผมนี่ บ้านของผมนี้ทำอะไร มีขาดเงินอะไร เขาไปศึกษา เขาให้เงิน จะบอกว่าไปยัดเยียดเขาได้อย่างไร แม้ชาวมุสลิมเพื่อนรักของผม พรรคประชาธิปัตย์ก็หลายคน ผมเชื่อว่าไม่มีหรอกรัฐบาลชุดไหนไปยัดให้อย่างเดียว ก็ต้องถามชาวบ้าน ถามหัวหน้าหมู่บ้าน ถาม ส.ส. ท่านพูดอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น วิทยากรเหล่านี้หุบปากไปเลยครับ


ศรีศักร วัลลิโภดม

คือผมอยากจะอธิบายอย่างนี้นะครับว่า ในขณะที่สังคมไทยมีลักษณะเศรษฐกิจรวมไปถึงการเมือง สิ่งที่เศรษฐกิจการเมืองลงไปจากข้างบนนะครับ ทำให้เกิดอะไรขึ้นข้างล่างในสังคมไทย เกิดการแตกแยกในระดับรากหญ้า คนในระดับรากหญ้า แม้แต่คนในครอบครัวเดียวกันก็แตกแยก คนๆ หนึ่งมีนิสัยเป็นผู้ประกอบการ รับการเปลี่ยนแปลง มีสติปัญญา และมีความคิดที่เป็นปัจเจก แต่คนอีก ๕ คนที่อยู่ในครอบครัวยังอยู่แบบเหมือนเดิม เวลาเราพัฒนาเราไป ใครได้ครับ นี่คือการแตกแยก ตรงจุดที่สำคัญคือในครอบครัวเราเองครับ เรามีอย่างนั้น แล้วฆ่ากันตายบ่อยๆ นั่นคือผล แล้วเวลาที่จะลงไปถึงนะครับ สิ่งที่พัฒนาไปก็พัฒนาได้กับคนที่เรียกว่ามีสติปัญญาแบบนั้น เพราะฉะนั้นก็ฆ่าคนที่ไม่มีสติปัญญาออกสิ มนุษยธรรมอยู่ตรงไหน ต้องลองคิดให้ดี เวลาเราจะส่งอะไรลงไปต้องคำนึงถึงคนที่เขาด้อยโอกาสบ้าง ขณะนี้เราพูดถึงคนด้อยโอกาส คนด้อยโอกาสคือใคร แล้วเราเหวี่ยงให้พ้นคอนะครับ ผมไม่เห็นด้วยในสิ่งที่รัฐบาลทำ ในเรื่องโอทอปก็เช่นเดียวกัน ผลประโยชน์ก็ไปได้กับผู้ประกอบการ คนอื่นก็กลายเป็นทาสเป็นอะไรต่างๆ เหล่านี้ แล้วสิ่งเหล่านี้กำลังฉิบหายในเมืองไทย เพราะเวลานี้คนต่างประเทศลงมา แล้วผู้ที่ประกอบการเหล่านี้รับใช้พวกนี้ทั้งนั้น บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟในอีกสิบปีข้างหน้า ครับเชิญครับ

 

ผู้ฟัง

สวัสดีครับอาจารย์ครับ คือผมก็รู้สึกยินดีนะครับที่อาจารย์ได้สร้างความรู้จากสังคมมุสลิม ซึ่งผมได้นั่งอยู่ข้างนอกในตอนแรก เหมือนกับถูกทำให้เป็นชายขอบไปด้วยนะครับ ผมก็ยินดีนะครับที่อาจารย์มองตรงนี้ แล้วก็สร้างอันนี้ขึ้นมา ประเด็นของผมก็คืออย่างนี้ครับว่า เมื่ออาจารย์ศึกษาอย่างทะลุตรงนี้แล้วนะครับ ความรู้ที่ได้ตรงนี้นะครับ คือผมจะมองในแง่ของที่ว่า จะเอาความรู้ตรงนี้ไปทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้นะครับ คืออยากให้เป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมสักหน่อยครับอาจารย์ ตรงนี้เป็นความรู้ในเชิงวิชาการ ผมไม่แน่ใจ อาจจะมีใครในที่นี้ที่สามารถต่อไปถึง ซึ่งเขาอยากจะฟังรูปธรรมนะครับ อาจารย์จะเสนอการแก้สถานการณ์ที่มันเป็นสิ่งเหล่านี้อย่างไร เช่นตอนนี้ผมได้ข่าวว่ากำลังจะเอามาใช้ อาจารย์มีความเห็นว่าอย่างไร แล้วอาจารย์มีข้อเสนอตรงนี้เพิ่มเติมอย่างไรครับ ขอบคุณครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

เรื่องเมื่อสักครู่นะครับเรารู้สึกเป็นคนกลุ่มน้อย คือเราสื่อกันได้ในระหว่างภาคประชาชนเท่านั้นเอง ผมไม่แน่ใจว่าภาครัฐนี่จะเข้าใจ รวมทั้งภาคธุรกิจด้วย ขณะนี้เมืองไทยแบ่งเป็น ๓ ภาค ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน สิ่งที่งานมานุษยวิทยาจะช่วยได้คือภาคประชาชน แล้วก็ไม่รู้จะสื่อกับพวกนักธุรกิจได้อย่างไร พวกรัฐได้อย่างไร ยากมากเลย เราก็ทำเท่าที่ทำได้ ก็ต้องอาศัยศูนย์ฯ เหล่านี้มาพูดกัน สื่อกัน เพราะมันยากที่จะมาเปลี่ยนความคิดเห็น สิ่งที่ผมนำเรื่องของมุสลิมมาพูดนี่คือหมายความว่า ขณะนี้นี่สังคมส่วนใหญ่มองมุสลิมอีกแบบหนึ่ง เพราะว่าเรารุดหน้าไป ๔๐ ปีก่อน เราจึงไม่เห็นเขาว่าอยู่กับใคร แล้วเราไม่เอาจากความเห็นของเราไปตัดสินเขาอยู่ตลอดเวลา เขาก็คือมนุษย์อย่างหนึ่งที่เขาอยู่กันอย่างดั้งเดิม ผมพูดถึงเรื่องเรือกอแระ ซึ่งมันเจ็บปวดไหม เวลาไปศึกษาเรือกอแระ ไปศึกษาศิลปะที่มันสวยงามอย่างไร แล้วมาตั้งแสดง แต่เบื้องหลังของเรื่องเรือกอแระมันเจ็บปวดนะครับ จับปลาได้ ๑๒ กิโลต่อวัน ปลาเบญจพรรณ เพื่อจะเลี้ยงครอบครัวตัวเอง แล้วเขาทะนุถนอมทรัพยากร คนมุสลิมอยู่ปัตตานีเป็นร้อยๆ ปี ไม่เดือดร้อน มาฉิบหายเมื่อมีเรืออวนรุนเข้ามา ใช่ไหมครับ ๖๐ กิโลต่อวัน คุณจะทำอย่างไร มนุษย์ไม่ฆ่ากันไหวเหรอ ถ้าเราไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้มันก็ยังดำรงอยู่เรื่อย คือผมที่พูดนี่พูดในฐานะพวกเราเป็นประชาชน ผมพูดในนามของภาคประชาชนด้วย ที่แล้วเราไม่เข้าใจเขา เรามีข้อมูลให้ แต่ผมคงพูดให้นักธุรกิจ นายทุน หรือพวกรัฐบาลก็ไม่ได้ เพราะเขารู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่เขาไม่ทำ เขาจะทำตามเจตนาของเขา เชิญครับ

 

ผู้ฟัง

ครับผม ขอบคุณครับ ผมก็อยากจะพูดสิ่งดีๆ ที่ผมภูมิใจ คือผมก็ยังเป็นนักศึกษายังอายุไม่มาก ก็มักจะได้ยินผู้ใหญ่ หนังสือพิมพ์ หรือเยาวชนรุ่นใหม่ ไหว้พระไม่เป็น ไม่เข้าวัด ไม่มีวิถีชีวิตของพุทธนะครับ ที่ผมอยู่นี่ผมอยู่ห้วยขวางนะครับ ผมเชื่ออาจารย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าคนเราไม่สามารถอยู่บนโลกนี้โดยใช้จิตใจของเราเองได้ ผมก็พยายามจะไปใส่บาตรทุกวันพระนะครับ แล้วในวันที่ผมไป วันธรรมดาคนก็จะเยอะนะครับ แล้ววันพระคนก็จะยิ่งเยอะมากครับ แล้วอย่างวันมาฆบูชาที่ผ่านมาครับเดิน ๓ รอบเกือบครึ่งชั่วโมงครับ ปีที่แล้วคนเยอะกว่านี้อีกครับ ผมคิดว่าผมยังเห็นวิถีชีวิตของชาวพุทธอยู่นะครับ แค่นี้แหละครับ ขอบคุณครับ

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

มันก็มีอยู่แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่คุณพูด เรามามองดูวันสงกรานต์ วันปีใหม่ ที่เล่นกัน ๓ วัน ๓ คืน สาดน้ำกัน ที่คุณพูดนี่ เพราะว่าตรงห้วยขวางยังมีความเป็นชุมชนอยู่ ความเป็นมนุษย์ยังมีอยู่ แต่ที่อื่นๆ ในกรุงเทพฯ นี่มันเป็นป่า อย่างสมมติใครก็ไม่รู้ขี่มอเตอร์ไซด์กัน สาดน้ำกันยั้วเยี้ยๆ เด็กมหาวิทยาลัยก็ร่วมด้วย เล่นจ้ำบ๊ะกันกลางสายน้ำ พิธีกรรมทางศาสนามันมีทั้งงานรื่นเริง และมีทั้งสิ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วย มีความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ แต่ที่เล่นสงกรานต์คราวที่แล้วไม่เห็นเลย ความเป็นคนก็ไม่เห็น เขาเล่นกันบ้าๆ บอๆ นี่คือปัญหาที่คุณพูดถูก ที่ไหนมีชุมชนก็จะมีศาสนา เพราะศาสนาเป็นเครื่องจรรโลงความสัมพันธ์ทางสังคม

 

ผู้ฟัง

กราบสวัสดีทุกท่าน ผมนายกมล วิริยะพันธุ์ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ว่าขอเท้าความสักนิดหนึ่งนะครับว่า ตอนเรียนปริญญาตรีไปเรียนอยู่ที่ม.อ.ปัตตานีนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่มาฟังก็ได้รับความรู้เยอะ ประสบการณ์ที่อยู่ตรงนั้น ๓ ปีครึ่งทำให้ภาพทุกภาพที่ปรากฏบนสไลด์มันมีความต่อเนื่องแล้วก็ยาวนาน และก็ทำให้ระลึกถึงอะไรเก่าๆ ดีๆ หลายอย่างครับ

          

ทีนี้ประเด็นที่ผมจะพูด ๒ ประเด็นใหญ่ๆ ก็คือว่าวันนี้เรากำลังมาพูดถึงการเปลี่ยนภาพที่อยู่บนพื้นฐานของความแตก ต่าง นี่คือสิ่งที่ผมจับประเด็นได้ก็คือว่า ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมทุกอย่างมันอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนภาพบนฐานของความแตกต่าง ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านที่มันเป็นกระแสเดียวกัน ถ้าเราพูดถึงประเทศไทยตอนบนทั้งหมด หรือว่าประเทศไทยในส่วนที่เป็นภาคกลาง ไม่ว่ามันจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาใดๆ ก็ตาม ตรงนั้นจะไม่เกิดปัญหาเท่าไร เพราะเรามีโลกทัศน์ มีกระบวนการหลายๆ อย่างไปในแนวทางเดียวกันตลอด ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ สิ่งที่เรากำลังมีวิวาทะกันอยู่ก็คือ อาจจะฟังดูโบราณในแง่มุมของนักวิชาการ แต่ว่าในแง่มุมที่เป็นจริงมันยังทันสมัยอยู่เสมอ ก็คือวาทกรรมของการพัฒนา ผมไม่แปลกใจนะครับถ้าเกิดเราจะมานั่งพูดกันว่า การพัฒนาเวลาลงในชุมชนแล้วต้องเป็นการพัฒนาอย่างไร และที่สำคัญก็คือ เรามองว่าการพัฒนาอะไรมีเยอะ เราลงไปให้ชุมชน ผมไม่เถียงนะครับว่าพักหลังมีหลักการที่ถูกต้องว่า เราจะต้องให้เขามีส่วนร่วม แต่เรายังใช้การพัฒนาที่เราเห็นว่าดี แต่เราเคยคิดไหมว่าการพัฒนาอะไรที่เขารู้สึกว่าดีของเขา ไม่มีหรอกครับ ยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ เราจะเข้าใจโลกทัศน์ วิถีทัศน์ หรือว่าจักรวาลทัศน์ของเขา ที่นักวิชาการพูดกัน ของมุสลิมได้อย่างไร ในเมื่อเรายังไม่เข้าใจเลยว่า มุสลิมมีคำๆ หนึ่งนะครับว่า บทบัญญัติของศาสนาจะไม่มีการโต้แย้ง จะไม่มีการตั้งคำถามกับพระเจ้าเด็ดขาด ผมถามนะครับในที่นี้มีใครเข้าใจความหมายนี้บ้าง ถ้าไม่ใช่มุสลิม ไม่มีการตั้งคำถามกับพระเจ้า นั่นหมายความว่าอย่างไร คุณเชื่อทุกอย่างที่พระเจ้าบอก แล้วมันเกิดอะไรกับตัวคุณบ้าง ไม่มีใครเข้าใจหรอกครับ เอาแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็พอครับ เพราะฉะนั้นเราจะไปเข้าใจเขาทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าไปบอกว่าอะไรดีสำหรับเขา มันเป็นไปไม่ได้เลย อันนี้ประการแรกครับ

 

ประการ ที่ ๒ แล้วทำอย่างไร มีจุดที่เป็นคำเดิมๆ ยาวนานแล้วก็คือ แสวงคิดร่วม สงวนคิดต่าง คำๆ นี้มันลึกซึ้งนะครับ ลึกซึ้งที่ ผมขอย้อนกลับไปคำถามของท่านๆ หนึ่งนะครับที่ว่า ๓๐ ปีที่อยู่ภาคใต้มา ทำไมคนมุสลิมถึงต้องสร้างเงื่อนไข ไม่ไปร่วมงานบุญเหล่านี้ นี่ไงครับคือความลุ่มลึกของคำว่า แสวงคิดร่วม สงวนคิดต่าง ทำไมเราต้องไปมองจุดต่าง ในเมื่อถ้าเกิดเรามองตรงนั้นแล้วมันเกิดแต่ปัญหา ทำไมเราไม่มองอะไรที่มันร่วมกันได้ละครับ อย่างเช่นมีนักวิชาการท่านหนึ่งเสนอว่า ในเมื่อพลังของชุมชนมุสลิมอยู่ที่มัสยิดกับปอเนาะ ทำไมเราไม่ใช้พลังตรงนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราควรมองตรงนี้นะครับ อะไรที่มองแล้วแตกแยก เราไม่จำเป็นต้องไปหาข้อยุติของมัน ความหลากหลายอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงที่ว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ คือว่าไม่มีใครเคยตั้งคำถามกับชาวพุทธศาสนิกชนทุกคนว่า ในขณะที่คุณยังเชื่อหลักธรรมของพระพุทธเจ้า กาลามสูตร อย่าเชื่อในสิ่งที่บอกต่อกันมา ทุกวันนี้มันเกิดอะไรขึ้นครับ หลักตรงนี้ไปอยู่ตรงไหนกันหมด คุณก็ยังไปขูดหวย คุณก็ยังไปเชื่อในไสยศาสตร์ แต่ผมบอกเลยครับ ไม่มีมุสลิมที่ไหนตั้งคำถามแบบนี้กับพวกคุณ เพราะอะไรครับ เขาอยู่ในสังคมไทยมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขาก็รู้ว่าพวกคุณเป็นอย่างนี้ เขาก็รู้ว่าพวกคุณมีวัฒนธรรมกันอย่างนี้ เขาเคยตั้งคำถามไหมครับ ไม่เคยครับ แต่พวกคุณจะมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เขาไม่เคยตั้งคำถาม

          

ถ้าจะพัฒนาเขา เราพยายามเข้าใจโลกทัศน์ของเขาให้ได้สักครึ่งเดียวก็พอครับ พยายามเปิดใจอย่างที่อาจารย์ศรีศักรลงไปนะครับ ผมชอบมากเลย ลงไปโดยปราศจากอคติ เราไม่ต้องมองเรื่องก่อการร้าย เราไม่ต้องมองเรื่องความแตกต่างศาสนา เราไม่ต้องมองเรื่องการแต่งกาย เราไม่ต้องมองเรื่องอะไรเลย แต่เรามองแบบว่ามนุษย์ลงไปศึกษามนุษย์ด้วยกัน มนุษย์ลงไปเรียนรู้จากมนุษย์ด้วยกัน เท่านี้แหละครับแล้วคุณจะได้อะไรมากมายมหาศาล แล้วมันจะเป็นที่มาถึงว่าทำไมความหลากหลายทางวัฒนธรรมถึงต้องดำรงอยู่ใน สังคมไทย ผมยกตัวอย่างสังคมมาเลเซียครับ สังคมมาเลเซียที่ทุกคนบอกว่า เป็นสังคมมุสลิมที่เป็นมุสลิมจัด แต่ผมบอกเลยครับสังคมมาเลเซียอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากคนจีนกับเชื้อชาติอื่น ที่สำคัญคือคนจีนในมาเลเซีย ผมบอกเลยครับสังคมมาเลเซีย จำเป็นจะต้องดำรงอยู่ภายใต้ความหลากหลายตรงนี้เหมือนกัน เพราะในขณะที่เขาบอกเขาเป็นสังคมมุสลิม นั่นหมายความว่าเขาย่อมมีข้อจำกัดใช่ไหมครับ เช่นบางกิจกรรมเขาไม่สามารถทำได้ บางกิจกรรมคนจีนสามารถทำได้ดีกว่า เขาจำเป็นที่จะต้องพึ่งพา คนมาเลเซียไม่รังเกียจเลยที่จะพูดคำว่าพึ่งพา แต่เรากำลังจะตั้งคำถามว่า เราจำเป็นจะต้องมีสังคมมุสลิมแบบนี้อยู่ในเมืองไทยหรือ ในขณะที่สังคมมุสลิมไม่เคยตั้งคำถามว่าจำเป็นจะต้องมีสังคมอื่นอยู่ในสังคม ของเขาหรือไม่ เขาเข้าใจครับ ว่าจะต้องดำรงอยู่แน่นอน นี่เรื่องแรกครับ

          

เรื่อง ที่ ๒ เรื่องสถานการณ์ทางภาคใต้ครับ คือจริงๆ ผมเข้าใจว่า theme ของงานนี้มันน่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาจารย์พยายามจะไม่เน้นถึงเรื่องความไม่สงบมากกว่า แต่ว่าในเมื่อมีคนตั้งประเด็นขึ้นมา ผมอยากจะชี้แจงสักนิดหนึ่งว่า ประการแรกนะครับ ที่มีท่านหนึ่งพอดูข่าวหนังสือพิมพ์ก็จะลงไปในพื้นที่จริง เพื่อจะหาว่าจริงๆ แล้วมันสอดคล้องกับ ข้อมูลของหนังสือพิมพ์หรือเปล่า ผมบอกได้เลยครับ ๓ ปีครึ่งถึง ๔ ปีที่อยู่ปัตตานีมา ผมไม่เคยเปิดหนังสือพิมพ์ดูแม้แต่ครั้งเดียว มีข่าวเรื่องความไม่สงบนะครับ อย่างอื่นที่ผมใช้ก็คือ ผมไปคุยกับอาจารย์เลย อย่างที่สองก็คือผมไปดูด้วย ตัวเองเลยว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ผมอยู่เชียงใหม่นะครับ ผมก็ลองดูเหมือนกันว่าปรากฏการณ์มันจะเป็นเหมือนกันไหม ข่าวทุกข่าวของเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวความรุนแรงบริเวณแนวตะเข็บชายแดน ข่าวการฆ่ากันตาย มันรุนแรงในด้านหนังสือพิมพ์จริงๆ นะครับ ข่าวพวกนี้ แต่คนตรงนั้นเขาก็ต้องอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเรา จะไปบอกว่าตรงนั้นเป็นมิคสันยีเอย ตรงนั้นเป็นดินแดนที่เถื่อนทมิฬ นั่นคือคุณตัดสินจากข้อมูลในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่เรื่องจริงคุณต้องแยกให้ออกไปเลย ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า การแก้ปัญหาทุกปัญหานะครับ ในปัจจุบันนี้มันมีความซับซ้อนของมัน เราไม่สามารถที่จะเอาหนึ่งบวกหนึ่งแล้วก็ได้เท่ากับสอง เช่นเราไม่สามารถบอกได้เลยว่าการยิงกันที่ภาคใต้นั้นเป็นเรื่องของศาสนา ไม่ง่ายขนาดนั้นนะครับ เพราะถ้ามันง่ายขนาดนั้น คงแก้ปัญหาไปได้นานแล้ว และที่สำคัญก็คือ อย่างที่อาจารย์ศรีศักร พูดนั้นผมเห็นด้วยอย่างมากว่า ประชาชนเป็นคนที่อยู่ท่ามกลางสถานการณ์เดิมมาอย่างที่สุด ถ้าเกิดสิ่งที่ผมจะพูดตรงนี้ออกไปนอกห้องประชุมนะครับ ผมรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวแล้วกัน ก็คือว่าเรื่องหลายอย่าง เกิดมาจากกลไกของรัฐ กลไกของรัฐเป็นคนตั้งเงื่อนไข แล้วกลไกของรัฐเขามีกฎหมายกับอำนาจอยู่ในมือ นี่คืออย่างแรกนะครับ กลุ่มนายทุนหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่สร้างสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ในพื้นที่ อย่างที่เมื่อสักครู่ มีท่านหนึ่งบอกว่าเขาต้องการสถานการณ์เพื่อกันคนอื่นไม่ให้เข้าไปแสวงหาผล ประโยชน์ ยกตัวอย่างง่ายๆ ประมูลโครงการอะไรต่างๆ ถ้าสมมุติผมเป็นนายทุน ตรงนี้ยิงกันทุกวัน ผมก็คงจะไม่ไปลงทุนตรงนั้นแน่นอนนะครับ แต่ใครที่แสวงหาผลประโยชน์ตรงนั้นแล้วเขารู้สถานการณ์ดีเขาก็ลงไปได้ นายทุนเขามีเงิน และเขามีสายสัมพันธ์กับกลไกของรัฐครับ อย่างที่อาจารย์บอกโลกเราถูกแบ่งเป็นสองสามกลุ่มนะครับ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ประชาชน ผมถามว่าประชาชนมีอะไรอยู่ในมือครับ

          

มีนักการศาลท่านหนึ่ง ผมจำชื่อไม่ได้แล้วครับ บอกไว้เลยว่าในดินแดนที่กำลังมีความรุนแรง คุณไม่ต้องพูดถึงอะไรแล้ว อำนาจของเขาอยู่ที่ปลายกระบอกปืน ในขณะที่ตำรวจถูกยิงกันทุกวันๆ อย่างนี้ ความมั่นคงในจิตใจของคนในพื้นที่ ที่เขาต้องการจะร่วมมือกับรัฐแทบเป็นแทบตาย แต่ความมั่นใจของเขาว่าชีวิตเขาจะปลอดภัยมันอยู่ตรงไหนครับ ผมถามทุกคนในที่นี้นะครับ ถ้าคุณไปอยู่ในสถานการณ์ตรงนั้นบ้าง คุณจะให้ความร่วมมือกับใครครับ ภาครัฐหรือครับ หรือว่าจะเข้าไปอยู่กับคนที่ก่อการเสียเลย ไม่ครับ เรายังไม่สิ้นคิดถึงขนาดนั้น แล้วผมเชื่อว่ามุสลิมตรงนั้นเขาก็ไม่ทำอย่างนั้นแน่นอนครับ เพราะไม่อย่างนั้นเราคงไม่อยู่ได้แบบสันติสุขมาขนาดนี้ไม่ได้ ถ้าเกิดเขาตัดสินใจคิดอะไรง่ายๆ อย่างนั้น ทุกวันนี้คือ ผมพูดได้คำเดียวนะครับ ผมเศร้าใจกับข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ ผมเสียใจกับมาตรการการแก้ไขของรัฐ และที่ผมเสียใจมากที่สุดก็คือว่า เราถูกครอบงำจากวัฒนธรรมของตะวันตกมากเกินไปครับ ทุกวันนี้ที่หัวของเราถูกแบ่งว่าการพัฒนามันจะดี การพัฒนาไม่ดี สิ่งแวดล้อมจะดี สิ่งแวดล้อมไม่ดี บ้านเรามีการก่อการร้ายหรือเปล่า หรือบ้านเราจะสงบสุข ทั้งๆ ที่มันสงบสุขมาตั้งนาน แต่อยู่ดีๆ ก็มีก่อการร้าย

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

คงจะได้เวลาอันสมควรแล้วนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรที่ให้มีเวทีนี้ขึ้นมา

 

ผู้อำนวยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

ต้องขอขอบพระคุณท่านวิทยากรนะคะ ท่านอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม แล้วก็อีกหน่วยงานที่เราต้องขอบคุณก็คือสำนักงานกองทุนสภาวิจัย หรือ สกว. หวังว่าวันนี้เราก็จะได้ข้อมูล ได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ของปัตตานี แต่ว่าที่สำคัญที่สุด ทุกคนก็คงจะได้รับความคิดร่วมกันนะคะว่าการเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม เข้าใจในฐานะว่าเราเป็นคนเหมือนกัน แต่ต่างกันก็คงจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ก็หวังว่าคงจะได้พบกันในโอกาสต่อไป

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 10:57 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.